Entertainment

WATCHLIST: ‘5 หนังยุคดิสโทเปีย’ SCI-FI สุดมันส์กับคุณภาพชีวิต LOW LIFE บนความ HIGH TECH

By: april January 9, 2019

กระแส Cyberpunk ที่กลับมาแรงแซงโค้งในวงการหนังอีกครั้งช่วงนี้ ชัดเจนสุด ๆ ก็ต้อง Blade Runner 2049 ที่แฟน ๆ แนว Sci-Fi ต่างประทับใจและยกให้เป็นหนังขึ้นหิ้งในดวงใจกันเป็นแถบ (แม้หนังจะไม่ทำเงินก็ตาม) ทำให้เราได้กลับมาเห็นความ Sci-Fi ในแวดวงบันเทิงอีกครั้ง เมือง Dystopia ยานพาหนะหน้าตาสุดล้ำ โฮโลแกรม และไฟนีออนสีสันแสบตา แต่คุณภาพชีวิตสุดแสนจะห่วยแตก สวนทางกับเทคโนโลยีที่ไปไกลเกินกว่าเราจะคาดถึง เรื่องราวเหล่านี้จะกลับมาให้หนุ่ม ๆ อย่างเราได้เติมเต็มความบันเทิงแบบอิงวิทยาศาสตร์กันอีกครั้ง UNLOCKMEN ชวนมาดูหนัง Sci-Fi มันส์ ๆ กับ 5 หนังยุคดิสโทเปีย เมื่อมนุษย์ในโลกอนาคตต้องมาใช้ชีวิตด้วยเทคโนโลยีอันไฮเทคแต่คุณภาพชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

Children of Men (2006)

Director : Alfonso Cuarón

โรคระบาดในปี 2027 ที่คร่าชีวิตทารกทั่วโลกและทำให้ผู้หญิงกลายเป็นหมันกันหมด นั่นหมายความว่าโลกใบนี้จะไม่มีทารกอีกต่อไป ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมือง สภาพสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมจนไม่อาจกู้คืนได้ ประเทศอังกฤษเป็นประเทศเดียวที่ยังคงยืนหยัดกับปัญหาเหล่านี้ได้ จนทำให้เหล่าผู้ลี้ภัยแห่แหนกันมาที่นี่ แต่พวกเขากลับไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีนัก ชีวิตของพวกเขาเป็นเพียงผักปลา จนเกิดกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลที่นำทีมโดย Julian (Julianne Moore) ต้องการพาหญิงสาวต่างด้าวหลบหนีออกจากอังกฤษ จึงจำต้องขอความช่วยเหลือจาก Theo Faron (Clive Owen) อดีตสามีที่เธอและเขาต่างต้องเสียลูกน้อยไปจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน มาดูกันว่าบนโลกอันวุ่นวายที่ไร้ทายาทรุ่นหลังจะมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร

Predestination (2014)

Director : The Spierig Brothers

The Barkeep เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่มีหน้าที่หยุดยั้งอาชญากรไม่ให้ก่อเหตุร้ายแรง ด้วยการเดินทางข้ามเวลาไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต และงานสุดท้ายก่อนลาวงการของเขาคือหยุดยั้ง Fizzle bomber นักวางระเบิดตัวฉกาจ แต่ทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้น ยิ่งเขาถลำลึกลงไป เขายิ่งค้นพบปริศนาที่เป็นปมต่อกันยาวเหยียดไปเรื่อย ๆ และเป็นเขานี่แหละที่ต้องคลายปมนั้นด้วยตัวเอง

ทำความเข้าใจก่อนว่ามันไม่ใช่แค่หนัง Sci-Fi ล้ำ ๆ ยิงกันมัน ๆ แล้วจบกันไป  แต่ต้องเตรียมสมองคุณให้พร้อม กับหนังพล็อตล้ำเรื่องนี้ ที่จะชวนให้เราตั้งคำถามกับชีวิตของเราว่า ทุกเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นนั้นมันเป็นเรื่องบังเอิญ โชคชะตา หรือความตั้งใจของเราเอง เรามีส่วนในการตัดสินใจกับชีวิตของเราได้มากน้อยแค่ไหน อ่านดูแบบนี้มันอาจดูเหมือนเป็นคำถามปรัชญาเข้าใจยาก แต่บอกเลยว่าหนังถ่ายทอดออกมาได้ดี ไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เหมือนเราดู Thriller เจ๋ง ๆ เรื่องนึง แล้วมันชวนให้เราคิดคำถามพวกนี้เองโดยหนังไม่ต้องบอกอะไรเราเลยด้วยซ้ำ

In Time (2011)

Director : Andrew Niccol

เรื่องราวของโลกยุคอนาคตที่ทุกคนจะอายุหยุดอยู่ที่ 25 ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่เป็นอมตะตลอดไป ชีวิตของทุกคนจะผูกอยู่กับระบบเวลา หากเราต้องการมีชีวิตต่อไปเราต้องดิ้นรนหาเวลามาเติมให้ตัวเองแบบนาทีต่อนาที สารพัดวิธีที่จะทำได้ เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากในเรื่องนี้ ชีวิตของคนระดับล่างก็ต้องใช้เวลาเติมชีวิตกันแบบวันต่อวัน ชีวิตของคนเงินถุงเงินถัง มีเวลาล้นเหลือที่จะใช้ไปแบบไม่ต้องคิดเผื่อใคร และด้วยความที่เวลามีค่ากว่าสิ่งใด Will Salas (Justin Timberlake) หนุ่มธรรมดาที่ใช้ชีวิตด้วยเวลาวันต่อวันเกิดได้เวลาจากมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยเวลามาอย่างที่ไม่ได้ตั้งใจและตั้งตัว Time Keeper จึงต้องออกโรงตรวจสอบถึงเวลาที่มากผิดปกติของเขา จนเกิดการตามล่ากันเกิดขึ้น

หนังเสียดสีสังคมได้แบบเจ็บแสบ เพราะชีวิตจริงของเรา คนที่มีเงินมากพอมักจะใช้เงินซื้อเวลาให้กับตัวเอง ไม่ต้องเสียไปกับสิ่งที่ไม่ได้อยากทำ จนเราเริ่มหันกลับมามองแล้วว่า เงินและเวลามันสัมพันธ์กันอย่างเลี่ยงไม่ได้

Upside Down (2012)

Director : Juan Solanas 

ล้ำยิ่งกว่าโลกยุคเสื่อมโทรมไปอีกขั้นเมื่อโลกเราแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งข้างล่างจะเป็นที่อาศัยสำหรับคนจน ฝั่งข้างบนสำหรับคนที่มีฐานะมากพอที่จะย้ายตัวเองไปได้ ทั้งสองฝั่งแรงโน้มถ่วงจะต่างกัน หากคนโลกข้างล่างขึ้นไปฝั่งข้างบน เขาจะลอยเคว้งคว้างจึงต้องหาอะไรถ่วงไว้เสมอ Adam (Jim Sturgess) หนุ่มหน้าใสจากโลกข้างล่างดันไปรักกับ Eden (Kirsten Dunst) สาวสวยผู้ได้ใช้ชีวิตอยู่โลกข้างบน แล้ววันหนึ่งมีเหตุให้ต้องจากกัน และวันนึงเขาทั้งสองได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่ว่าแรงโน้มถ่วงที่เป็นอุปสรรคทำให้เขาทั้งสองต้องหาทางให้ได้อยู่กับคนที่เขารัก มาดูกันว่าเจ้าหนุ่มจะใช้หนทางไหนที่ไต่ขึ้นไปโลกข้างบนเพื่อได้ไปเจอกับคนที่เขารักอีกครั้ง

ดูหนังหนัก ๆ กันมาเยอะแล้ว แนะนำหนังเอาใจสายซอฟต์กันบ้าง เป็นเรื่องที่พล็อตล้ำมากเหมือนกัน มีการพยายามหาเหตุผลมารองรับเรื่องแรงโน้มถ่วงและจุดบอดอื่น ๆ ในเรื่อง ทำได้ดีในบางจุด บางจุดยังเป็นจุดบอดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วเราต้องมาดูกันว่าความรักกับแรงโน้มถ่วงอะไรจะแข็งแกร่งกว่ากัน

I, Robot (2004)

Director : Alex Proyas

เป็นการเอาแนวคิดเรื่อง กฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์ ข้อแรก A robot may not harm a human being, or, through inaction, allow a human being to come to harm. ข้อสอง A robot must obey the orders given to it by human beings, except where such orders would conflict with the First Law. และข้อสุดท้าย A robot must protect its own existence, as long as such protection does not conflict with the First or Second Law. มาตีความให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ที่ต้องรู้กฎเหล่านี้เพราะจะทำให้ดูหนังเรื่องนี้ได้อินยิ่งขึ้น เรื่องราวในโลกอนาคตที่ทุกบ้านจะมีหุ่นยนต์เป็นเหมือนเครื่องอำนวยความสะดวกทั่วไป เรื่องราวน่าจะพอเดาได้ เมื่อคนเราต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์แต่ Del Spooner (Will Smith) กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรไว้วางใจ ยิ่งมันใช้ชีวิตร่วมกับเรานานเท่าไหร่ เหมือนกับว่าโลกนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยมนุษย์อีกต่อไป

เรื่องนี้มีประเด็นเกี่ยวกับ AI และมนุษย์ให้ได้ขบคิดกันต่อแบบยาว ๆ รวมทั้งประเด็นทางศีลธรรมอีกหลายเรื่อง เมื่อหุ่นยนต์ไม่ได้มีความคิดและความรู้สึกแบบมนุษย์ เราจะทำยังไงกับเรื่องของศีลธรรมเมื่อมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้แบบไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง

เลือกสักเรื่องที่ถูกใจ ใช้เวลาไปกับเรื่องราวเหนือจินตนาการ มันส์ไปกับแอ็กชั่นที่สอดแทรกเข้ามาในเนื้อเรื่องวิทยาศาสตร์เหล่านี้

april
WRITER: april
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line