Girls

A GIRL WE LOVE: ‘อิงค์-วรันธร’ ศิลปินสาวมากความสามารถ กับการสร้างเสียงเพลงที่เธอรักให้โลกรู้

By: PEERAWIT March 24, 2018

ถ้าจะถามผู้ชายอย่างเรา ๆ ว่า “เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน ?” ก็น่าจะพอสรุปได้ว่าต้องบุคลิกภาพที่น่าดึงดูด เป็นตัวของตัวเอง มีรอยยิ้มที่สดใส มีอัธยาศัยที่โดนใจ มีความสามารถ มีความฝันและมุ่งมั่นทำให้ประสบความสำเร็จเป็นความจริง ถ้าเจอผู้หญิงที่มีทุกอย่างที่กล่าวมานี้ ใครเล่าจะต้านทานเสน่ห์ของเธอคนนั้นได้

นับเป็นโชคดีของทีมงาน UNLOCKMEN ที่ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เหลือเกิน เธอคนนี้คือ ‘อิงค์-วรันธร เปานิล’ ศิลปินสาวมากความสามารถแห่งค่าย BOXX Music เจ้าของผลงาน EP ‘Bliss’ ประกอบด้วย 5 ซิงเกิ้ลอย่าง เหงา เหงา (Insomnia) , Snap, ฉันต้องคิดถึงเธอแบบไหน (Cloudy) , ยังรู้สึก (Old Feelings) และ ขอดาว ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว

แต่นี่ไม่ใช่ผลงานแรกของเธอ เพราะก่อนหน้านี้อิงค์เคยเป็นศิลปินในสังกัด Kamikaze ตั้งแต่อายุ 12 ปี มีผลงานการร่วมเล่นเอ็มวีเพลง ‘เด็กวุ่นวาย’ ของ โฟร์-มด รวมถึงเป็นหนึ่งในสมาชิกวง Chilli White Choc แถมยังได้ร่วมร้องประสานในเพลง ‘ก่อนมะลิบาน’ ของวง ไทม์ อีกด้วย ส่วนผลงานด้านภาพยนตร์เธอก็ฝากความสามารถไว้ในเรื่อง Snap แค่…ได้คิดถึง ซึ่งเธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอเชียนฟิล์มอวอร์ดส์ ครั้งที่ 10, รางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 25 และ รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 24 เมื่อปี 2558

โปรไฟล์ขนาดนี้ ต้องมารู้จักกับตัวตนของเธอกันหน่อยแล้ว

ผ่านงานด้านบังเทิงมาค่อนข้างหลากหลาย ปัจจุบัน อิงค์ วรันธร คือใคร ?

“ก็เป็นอิงค์ วรันธร นี่หละค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่อิงค์อยู่กับ Chilli White Choc ตอนนั้นเด็กสุดในค่าย เป็นเด็ก ม.2 อายุ 12-13 ที่ชอบร้องเพลง และก็รับโอกาสได้เข้าไปทำเพลง มันเป็นโอกาสที่ดี สนุกดีนะคะสำหรับในวัยตอนนั้น มันสอนอะไรเราหลาย ๆ อย่างทั้งเรื่องการทำงาน การเข้ากับคนอื่น แฮปปี้ดีค่ะ เหมือนได้ไปเล่นกับเพื่อน เพื่อนในค่ายเยอะมาก ทุกคนสนุก ๆ เฮฮา เป็นวันเด็กที่ยังไม่ต้องคิดอะไร แค่ทำสิ่งที่ตัวเองชอบก็คือการร้องเพลง”

แล้วการเล่นเป็นนางเอกหนังเรื่อง Snap แค่…ได้คิดถึง หละ ได้ประสบการณ์ดี ๆ อะไรมาบ้าง ?

“อิงค์ไม่ได้เป็นเรา 100% ในเรื่องนี้ เราเล่นในบทบาทคนอื่น เราไม่ได้ชอบการแสดงที่สุดในชีวิต ไม่เคยแสดงอะไรมาก่อนเลย และก็ไม่คิดว่าจะแสดงได้ด้วย พอเราไปเล่นมันก็เหมือนเป็นการปลดล็อกตัวเองเหมือนกัน สิ่งที่เราคิดว่าเราจะทำไม่ได้ จริง ๆ แล้วเราก็ทำได้เหมือนกัน สุดท้ายเราก็ทำออกมาได้เป็นที่ค่อนข้างน่าพอใจของผู้กำกับและหลาย ๆ คนที่ได้ดู ได้เข้าชิงรางวัลด้วย แปลกดีเนอะ ทั้ง ๆ ที่เราคิดว่าเราทำไม่ได้ ตอนนี้ก็มีติดต่อให้ไป cast เรื่อย ๆ แต่ว่าด้วยความที่อิงค์มาทำเพลงแล้ว อิงค์รู้สึกว่าชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก วันหนึ่งเราเรียนจบแล้ว ได้มาทำเต็มที่ตรงนี้แล้ว ก็ควรจะให้ตรงนี้ 100% ต้องขอบคุณน้าโอ๊บ-เพิ่มศักดิ์ พิสิษฐ์สังฆกร แห่งวงไทม์ ที่แนะนำโอกาสดี ๆ ให้ได้เข้ามาร่วมงานกับพี่พล วง Clash และทีมงาน BOXX Music ด้วยค่ะ”

“ไม่เคยแสดงอะไรมาก่อนเลย และก็ไม่คิดว่าจะแสดงได้ด้วย พอเราไปเล่นมันก็เหมือนเป็นการปลดล็อกตัวเองเหมือนกัน สิ่งที่เราคิดว่าเราจะทำไม่ได้ จริง ๆ แล้วเราก็ทำได้เหมือนกัน”

 

หลังจากที่เราได้ฟังงานใหม่ของอิงค์แล้ว ยอมรับว่าค่อนข้างทึ่งเหมือนกัน ที่เธอนำเสนอแนวเพลงแบบ electronic/synthpop ออกมาได้อย่างลงตัว ได้กลิ่นอายของดนตรีที่ทรงอิทธพลในยุค 80’s เคล้ากับเสียงร้องที่สดใส และเนื้อหาที่ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ของเธอ อยากรู้จริง ๆ ว่าทั้ง 5 เพลง อิงค์ชอบเพลงอะไรมากที่สุด ?

“ชอบทุกเพลงเลยค่ะ แต่ว่าจะชอบและก็รักแตกต่างกันไป ตอบไม่ได้จริง ๆ ว่าชอบเพลงไหนมากสุด เนื้อหาแต่ละเพลงก็ได้ทำการบ้านมาเยอะพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องอิงค์ 100% แต่ก็มีบาง insight ที่เรารู้สึก หรือเรื่องราวของเพื่อน ๆ นำมาเล่าให้กับพี่ ๆ ทีมงานฟัง ทุกอย่างในกระบวนการทำเพลงอิงค์จะมีส่วนร่วมด้วย อย่างเพลง เหงา เหงา เป็นเพลงแรกที่ทำกับค่ายนี้ในฐานะศิลปินเบอร์แรกของค่ายด้วย ยังไม่มีแรงกดดัน รู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบให้คนได้รู้จักเราในแบบที่เราเป็นตอนนี้ ส่วนเนื้อหาได้แรงบันดาลใจจากความรู้สึกบางมุมดี ๆ จากการที่ได้ไปเล่นเรื่อง Snap ที่บอกว่าสิ่งของบางอย่างมันแทนความรู้สึก เช่นเพลงบางเพลงที่เคยฟังด้วยกัน รูปที่เคยถ่ายด้วยกัน สถานที่ที่เคยไปด้วยกัน เวลาที่คนเราทะเลาะกันหรือเลิกกันจะคิดถึงกันเหมือนกันมั้ย เวลาที่ได้เจอของพวกนั้น ได้ฟังเพลงพวกนั้น”

ดนตรีส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง ?

“ดนตรียังทำให้เรามีความสุขได้เหมือนเดิม แค่บทบาทของมันเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเราอาจจะร้องเพลงเพราะเราแค่ชอบ เราเรียนร้องเพลง เราทำมันเพราะความสุข ไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามา แต่ทุกวันนี้บทบาทของมันค่อนข้างเปลี่ยนไป ด้วยความที่มันเข้ามาเป็นอาชีพแล้ว เลยทำให้เราต้องจริงจังกับมัน มันมีหลายองค์ประกอบมากขึ้น ไม่ใช่แค่การร้องเพลงไปวัน ๆ มันคือการคิดงาน ต่อยอดยังไง จะใช้มันมาทำให้คนอื่นมีความสุขได้อย่างไร มันไม่ใช่แค่ตัวเราเองแล้ว มันคืออาชีพ มันมีความท้าทายขึ้น มันยากขึ้น แต่ก็ยังทำให้เรามีความสุขเหมือนเดิม อิงค์ไม่ได้รู้สึก suffer เลย”

ถ้าไม่มีเรื่องของธุรกิจมาเกี่ยวข้อง อิงค์อยากร้องเพลงแนวไหน แล้วศิลปินที่ชื่นชอบคือใคร?

“อิงค์ไม่ได้ชอบร้องเพลงแค่แนว pop แต่เป็น classic ก็ได้ broadway ก็ดี หรือแนวไหนก็ได้ที่ได้พัฒนาศักยภาพขึ้นไป แนว electronic ก็เป็นอีกแนวที่ชอบ ช่วงที่เริ่มเข้ามาคุยกับค่ายก็กำลังมี passion กับแนวนี้เลย ส่วนศิลปินที่ชื่นชอบอาจไม่ได้มีใครเป็นพิเศษ แต่จะศึกษาจุดเด่นของแต่ละคน มองหาแรงบันดาลใจที่แต่ละคนปล่อยออกมาให้รับ บางคนเราชอบสไตล์เพลง บางคนเราชอบการดำเนินชีวิต บางคนเราชอบการแต่งตัว”

ทำไมถึงต้องเป็นแนวเพลงแบบ electronic/synthpop ?

“อิงค์คิดว่าแนวเพลงแบบ synthpop อยู่ในชีวิตเรามานานแล้ว แต่เราแค่ไม่ได้โฟกัสมัน มีอยู่วันหนึ่งนั่งรถและได้ฟังเพลงของวง Electric Youth เรารู้สึกว่าดีจังเลย ทั้งเสียงนักร้องและดนตรี ก็เลยรู้สึกติดใจ ถือเป็นวงที่เปิดโลกแนว synth pop ให้กับอิงค์เลย”

จุดแข็งและเอกลักษณ์ของอิงค์คืออะไร ?

“ทุกคนมีเอกลักษณ์ เราไม่สามารถเป็นคนอื่น และคนอื่นก็เป็นแบบเราไม่ได้ แต่สิ่งที่อิงค์รู้สึกคืออิงค์เป็นคนมี passion ที่มีต่อดนตรีและสิ่งที่เรารักสูง อิงค์ไม่คาดหวังให้ทุกคนต้องชอบเพลงของเรา แต่ก็อยากให้เปิดใจฟังก่อน สักเพลงนึงก็ยังดี ผู้ชายอาจจะนึกว่าเพลงผู้หญิงจะต้องหวานแหววอย่างเดียว อิงค์ว่า synthpop มีเสน่ห์และความสนุกมาก และมีความพิถีพิถันในการเลือก sound มาก ๆ มีให้เลือกไม่มีที่สิ้นสุด แค่เปลี่ยน sound นิดหน่อยก็ทำให้เกิดความรู้สึกอีกแบบ มีมิติที่แตกต่าง เวลาทุกคนฟังก็จะได้รับสีสันพวกนี้”

มีวิธีอย่างไรที่จะได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักและอยู่รอดได้ด้วยในธุรกิจดนตรี ?

“งานตรงนี้ สิงที่ต้องมีก่อนคือความสุข ถ้าเราไม่มีความสุขกับมันแล้วมันก็เหมือนไม่มีแรงไปต่อ ยอมรับว่านักดนตรีสมัยนี้อยู่ได้เพราะรักมันจริง ๆ และจริง ๆ แล้วการอยู่รอดก็คือตัวเรา ว่าเราแฮปปี้กับมันมากแค่ไหน ถ้าเราแฮปปี้กับมัน เราพอใจแล้ว มันก็จะทำให้เราอยู่ต่อไปได้ สมัยนี้มีหลายช่องทางในการอยู่รอด อยู่ที่ว่าตัวเราจะเอาตัวเองไปอยู่จุดไหน การปรับตัวก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่อง อย่าขาดความสุขที่จะขับเคลื่อนงานของเรา”

“อย่าขาดความสุขที่จะขับเคลื่อนงานของเรา”

เป็นศิลปินสาวสวยแบบนี้ วางตัวอย่างไรกับทีมงานหนุ่ม ๆ ?

“พี่โปรดิวเซอร์ และพี่ ๆ แบคอัพก็เป็นผู้ชาย เป็นเรื่องปกติที่เราต้องทำงานกับผู้ชาย ทุกคนคือพี่น้องเป็นเพื่อนกันหมด ทุกคนคุยกับอิงค์ได้หมด อิงค์เป็นคนค่อนข้างตรง มีอะไรก็จะคุย สนุกสนานเฮฮาได้ วางตัวสบาย ๆ ไม่มีใครจะมาทำอะไรเราหรอก (หัวเราะ) วิธีการทำงานก็จะเปิดรับฟังกัน ทุกคนเสนอไอเดียได้หมด ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทุกวันนี้อยู่ได้อย่างมีความสุข ไม่ได้มีปัญหาอะไรในเรื่องการทำงาน”

เคยเจอแฟนเพลงผู้ชายคุกคามไหม ?

“อิงค์วางตัวกับทุกคนเหมือนกัน อิงค์ให้ความสำคัญเท่ากัน ขอบคุณทุกคน แต่ถ้าเกิดเจออะไรที่เหนือการควบคุมเราก็จะนิ่ง ๆ เป็นกลาง พวกพี่ ๆ ก็จะช่วยจัดการให้ แนะนำวิธีการวางตัวให้ ในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีบ้างนะคะ ที่มีคอมเม้นต์แบบไม่ให้เกียรติกัน แซวแรง ๆ เราก็ต้องทำใจกับมัน เพราะเราเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในจุดนี้แล้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องไม่เอาใจไปใส่ แต่ถ้าเกินกว่าที่จะรับไหวก็จะให้พี่ ๆ ช่วยจัดการ อาจจะบล็อก หรือทำเป็นไม่เห็นไป สุดท้ายคนนั้นก็จะโดนมองไม่ดีเอง เคยอยากจะโต้ตอบนะ แต่ไม่ดีกว่าคะ (หัวเราะ) แต่อิงค์คิดว่าอิงค์โดนน้อยนะ เพราะเราก็ไม่ได้ดูเซ็กซี่อะไร (หัวเราะ) ดูเป็นผู้หญิงกลาง ๆ มากกว่า เป็นตัวเองแบบธรรมชาติ ก็เลยไม่ค่อยโดนแซวแรง ๆ ”

หลังจากคุยกันเรื่องงานจนอินแนว synthpop ไปกับเธอแล้ว มาคุยกันเรื่องชีวิตบ้างดีกว่า จะได้รู้จักกับเธอที่ตัวตนด้วย ไม่ใช่แค่ผลงาน

มีช่วงที่ท้อแท้บ้างไหม แล้วผ่านมาได้อย่างไร ?

“การทำงานทุกอย่างมันก็มีทั้งความสุขและความเครียด เราเองก็ไม่ได้เพอร์เฟ็คต์ เวลาเราเข้ามาอยู่ตรงนี้ก็ต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ มันก็จะ suffer บ้างเวลาที่เรารู้สึกว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เหมือนกดดันตัวเองด้วย ทำไมไม่ดีกว่านี้นะ หนหน้าจะต้องทำให้ดีขึ้นให้ได้ มีบ้างที่ผิดหวังกับตัวเองนะ แต่ก็จะมีวิธีการจัดการคือเริ่มจากการระบายออกด้วยการบ่นก่อน (หัวเราะ) เวลาเครียดอิงค์ก็จะหาคนที่รับฟังได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อน หรือพี่ ๆ ทีมงาน พอบ่นเสร็จก็จะหายเซ็ง พร้อมกลับมาเริ่มใหม่ ไม่เคยเก็บกดเอาไปเครียด”

ตั้งเป้าชีวิตในอีก 3 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร ?

“ปีนี้ถือว่าเริ่มต้นเข้าปีที่ 3 ของการทำงาน เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องเดินมาถึงจุดนี้ให้ได้ ถือว่าเข้าเป้าระดับหนึ่ง เราตั้งเป้าไว้ว่าอยากเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีผลงาน และมันก็ได้นสิ่งที่หวังไว้พอสมควร แต่ก็ต้องตั้งเป้าต่อไปอีก ใน 3 ปีนี้ต้องมีอัลบัมเต็ม แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงไหน ยังไรรอติดตามนะคะ”

 

อยาก UNLOCK ศักยภาพด้านไหนของตัวเองออกมา ?

“รู้สึกว่าตัวเองปลดล็อกตัวเองทุกวัน ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่เราจะต้องปลดล็อกสิ่งนี้ให้ได้ เราค่อย ๆ ปลดล็อกตัวเองไปทีละนิด อะไรที่เราทำไม่ได้ก็ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองเรื่อย ๆ จนทำได้ในวันหนึ่ง อย่างเรื่องการโชว์ เมื่อ 2 ปีก่อนอิงค์เกร็งมาก ก็ค่อย ๆ ปลดล็อกจนถึงปัจจุบันก็กล้าขึ้น พูดเก่งขึ้น เอ็นเตอร์เทนเก่งขึ้นแต่อิงค์ก็รู้สึกว่ายังทำได้ดีกว่านี้อีก ถ้าเป็น 2 ปีก่อนถ้ามานั่งสัมภาษณ์กันแบบนี้ ก็คงจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง (หัวเราะ) สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือทำให้ดีกว่าในอดีตขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่เรา unlock ตัวเองในทุก ๆ วัน”

“สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือทำให้ดีกว่าในอดีตขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่เรา unlock ตัวเองในทุก ๆ วัน”

“การใช้ชีวิตให้มีความสุข เราต้องมีความเป็นเด็กด้วยบ้าง เมื่อก่อนจะเป็นคนที่สดใสมาก มีความสุขทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเด็กคนนั้นได้หายไป ก็เลยคิดบอกกับตัวเองว่าจะต้องยิ้มขึ้นนะ มีความสุขขึ้นนะ เพื่อที่จะทำให้ตัวเราไม่เครียดไม่กดดัน พยายามเติมสีให้กับตัวเองทุกวัน ไม่ให้มีแต่เรื่องงานมากเกินไป”

งานศิลปินเยอะแบบนี้ แบ่งเวลาให้กับตัวเองและคนรอบข้างอย่างไร ?

“เมื่อก่อนทำงานอย่างมาก 3-4 วันต่อสัปดาห์ แต่ทุกวันนี้ทำงานแทบทุกวัน ก็เลยทำให้ต้องจัดการตัวเองเพิ่มขึ้น คิดว่าค่อนข้างทำได้โอเค มีเวลาอยู่กับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่น่ารัก สนับสนุนเราตลอดมาตั้งแต่เด็ก เข้าใจว่างานเราหนัก ต้องกลับดึกบ้าง เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนเพื่อนฝูงก็เจอกันยากขึ้นเพราะวัยทำงานกันแล้ว แต่ก็ยังเจอกันเรื่อย ๆ มานั่งกินข้าวคุยกัน เน้นคุณภาพการเจอกันมากกว่าปริมาณ อิงค์มีทั้งเพื่อนสมัยมัธยม [โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)] มหาวิทยาลัย (คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และกลุ่มเพื่อนที่เคยเป็นจุฬาฯคฑากรด้วยกัน

เอาหละ มาถึงคำถามไฮไลต์ที่หนุ่ม ๆ ชอบกดดันให้เราถามตั้งแต่แรก ไม่ก็คำถามเดียวไปเลย ก็คือ คุณอิงค์มีแฟนหรือยังครับ ?

“ตอนนี้ไม่มี (ตอบเร็วมาก) เคยมีตอนช่วงอยู่มหา’ลัย พอเรียนจบ ทำงาน ก็เริ่มมีความไม่เข้าใจกัน พอโตขึ้นแต่ละคนก็ต้องมีพาร์ทการทำงานเพิ่มขึ้นก็เลยปรับตัวกันไม่ค่อยได้ เข้ากันไม่ค่อยได้ ก็เลยทำความเข้าใจกันว่าคงต้องหยุดนะ หลังจากนั้นก็มีคนเข้ามาบ้าง เราก็รู้สึกว่าไม่ใช่เขาไม่ดีนะ แต่เรางานเยอะ มันเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่เราจะใช้เวลากับเขา เราเองก็โฟกัสไม่ได้เต็มที่ บางคนที่เข้ามาก็ถอยไปเอง มีพี่เคยบอกกับอิงค์ว่าการที่จะเป็นแฟนกับศิลปินได้ คนนั้นต้องใจกว้างสุด ๆ คนที่จะมาเข้าใจงานเรามันหาได้ยาก อิงค์เลยจะต้องค่อย ๆ ดู ค่อย ๆ ศึกษา ไม่รีบ”

 

ผู้ชายในสเปคเป็นอย่างไร ?

“ต้องเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มี passion ในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเองอยู่ รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร และก็ทำมันอย่างเต็มที่ ไม่ชอบคนที่ลอยไปลอยมา ต้องจัดลำดับความสำคัญเป็น manage ตัวเองได้ เวลาที่ผู้ชายพยายามจะทำสิ่งที่เขาชอบให้สำเร็จ มันคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของเขา อิงค์แทบไม่ได้ดูคนที่หน้าตาและออปชั่น แต่ชอบคนที่มีความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน รักครอบครัว ผู้ชายที่เป็นแบบนี้คือผู้ชายที่เท่ดี (หัวเราะ) “

“เวลาที่ผู้ชายพยายามจะทำสิ่งที่เขาชอบให้สำเร็จ มันคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของเขา”

ถ้าจะจีบคุณอิงค์ต้องทำอย่างไร ?

“เข้ามาโต้ง ๆ ………. ตายแน่นอน (ฮา) อิงค์เป็นคนที่มีกำแพงกับคนที่ไม่รู้จักเยอะเหมือนกันในตอนแรก ๆ ถ้าเข้ามาแบบเพื่อนหรือพี่จะค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคย และเราก็จะเปิดได้มากขึ้น แต่ถ้าอยู่ ๆ ส่งดอกไม้มา หรือมาคุยเลยก็ไม่เอานะ มันน่าตกใจ (หัวเราะ) ต่อให้หล่อหรือเท่ขนาดไหนก็จะเข้ามาโต้ง ๆ ไม่ได้นะ เราไม่ทางเปิดให้เขาได้ 100% แน่นอน และจะยิ่งวิ่งหนี”

“การเป็นผู้ชายนั้น อิงค์รู้สึกว่าควรจะต้องมี passion มีสิ่งที่ตัวเองชอบ และทำมันอย่างเต็มที่ การที่จะมีแฟน ก็ต้องทำให้ผู้หญิงที่ความสุขด้วย การมีแฟนคือการเติมพลัง เติมความสุขให้กัน ตอนเด็ก ๆ มันเป็นความกุ๊กกิ๊กน่ารัก แต่พอโตขึ้นมามันไม่ใช่แค่นั้น มันคือความเข้าใจด้วยในหลาย ๆ อย่าง”

 

นับว่าเป็นการสนทนาเราได้อะไรมากมายอีกครั้ง ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกับสาวสวยอย่างออกรสอย่างเดียว แต่ยังได้แรงบันดาลใจ แง่คิดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ชายอย่างเรานำมาปรับใช้ทั้งเรื่องการทำงาน เรื่องชีวิต เรื่องดนตรี และเรื่องความรัก ซึ่งเราขอยกให้ ‘อิงค์-วรันธร เปานิล’ เป็น A Girl We Love อีกคน

แฟน ๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเธอได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Ink Waruntorn , อินสตาแกรม: inkwaruntorn นอกจากนี้เธอยังกระซิบบอกเราว่าราว ๆ กลางปีนี้ เธอมีแผนจะจัดคอนเสิร์ตเพื่อแฟน ๆ ด้วย แล้วก็ขอฝากเอ็มวีเพลง ยังรู้สึก ให้หนุ่ม ๆ ได้ดู ซึ่งเพลงนี้อิงค์ภาคภูมิใจมากเพราะได้แต่งเมโลดี้เองทั้งหมด ส่วนการพูดคุยกับเธอครั้งนี้ขอบอกว่าทีมงาน UNLOCKMEN ยังรู้สึกปลื้มอีกนานเลยครับ

PEERAWIT
WRITER: PEERAWIT
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line