โบราณว่าไว้ โจรขึ้นบ้านสิบ ไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งเดียว เป็นคำคมที่เราท่องมากันตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดไว้ให้ แต่ที่แน่ ๆ ถ้าเจ้าตัวยังอยู่คงต้องดัดแปลงประโยคนี้ซะใหม่ เพราะคดีสะเทือนขวัญในด้านค่าปรับล่าสุดที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา คงต้องบอกว่าไฟไหม้บ้านสิบครั้ง ยังไม่เท่าทำไฟไหม้ป่าแค่ครั้งเดียวแน่นอน วัยรุ่นชาวเมือง Vancouver ผู้ที่ได้กลายเป็นคดีตัวอย่างให้ใครอีกหลายคนต้องคิดให้ดี ก่อนจะจุดประทัดดอกไม้ไฟในป่า เพราะตัวเค้าโดนศาลสั่งให้ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเป็นมูลค่าสูงจนตาค้างถึง 1.2 พันล้านบาท ($36 million) ผลพวงจากวีรกรรมที่เจ้าตัวเป็นต้นเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ กินพื้นที่มากถึง 121,000 ไร่ ได้รับการบันทึกชื่อเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ‘Eagle Creek Wildfire’ ถ้าถามว่าเดือดร้อนขนาดไหน ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าเหตุการณ์ไฟไหม้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2017 กว่าจะประกาศว่าควบคุมไฟป่าได้ 100% ก็กินเวลาไปถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน กินเวลาเกือบ 3 เดือนเต็ม ๆ สร้างความเสียหายให้ทรัพย์สินราชการ เอกชน และอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกว่างานนี้โจทก์เพียบเป็นหางว่าวเลยทีเดียว หลังการสืบสวนเหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้ Oregon State Police พบหลักฐานต้นตอเหตุไฟไหม้สันตะโร ว่าเกิดจากการจุดประทัดดอกไม้ไฟอย่างผิดกฎหมายจากเด็กวัยรุ่นคนนึง
“The most beautiful car ever made” นี่คือคำชมของ Enzo Ferrari ที่กล่าวชื่นชมและกลายเป็นวลีติดตัว Jaguar E-Type รถคลาสสิคที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุด และมูลค่าสูงที่สุดแม้กาลเวลาจะผ่านไปแล้วถึง 50 ปี และในพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี และเมแกน มาร์เคิล ซึ่งนอกจากบรรยากาศที่น่าชื่นใจ สิ่งที่เตะตาเรามากกว่าก็คือรถยนต์ 1968 E-Type series 1.5 roadster ความภาคภูมิใจของคน UK ซึ่งนี่ไม่ใช่เวอร์ชั่น Restored ธรรมดา แต่มันคือ Jaguar E-Type Concept Zero สีฟ้าคันงาม ที่คงความคลาสิคทุกอย่าง ยกเว้นขุมพลังใหม่จากพลังงานไฟฟ้า 100% ดูจากภายนอก คงไม่มีใครคาดคิดว่านี่คือรถคลาสสิคที่ถูก Jaguar นำกลับมาเปลี่ยนหัวใจใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งคำว่า Concept Zero ก็มาจาก ‘Zero Emission’ หรือไม่ปล่อยควันเสียออกมาแม้แต่นิดเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้ Jaguar E-Type ถูกตั้งให้เป็นรถธงในโครงการ ‘Reborn
เป็นฤดูกาลที่สามสำหรับการทำงานร่วมกันระหว่าง adidas Originals และ Alexander Wang เพื่อสร้างสรรค์คอลเลคชันเสื้อผ้าและรองเท้า ซึ่งจะมีวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ในบูติกแฟลกชิพของ Alexander Wang และ adidas Originals และทางเว็บไซต์ของทั้งสองแบรนด์ โดยคอลเลคชันนี้ Alexander Wang หยิบแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากข้อผิดพลาดในขั้นตอนของการผลิต และความไม่ต่อเนื่องสอดคล้องกันในกระบวนการผลิตของโรงงานมาใช้ โดยหยิบเอาข้อผิดพลาดเหล่านี้มาเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานออกแบบสำหรับคอลเลคชันนี้ ลายกราฟิกพิกเซล ลายพิมพ์ที่ไม่สม่ำเสมอ และผ้าที่มีความยับย่น ซึ่งมักจะเป็นเหตุผลของการถูกคัดแยกออกไป กลายเป็นความสมบูรณ์แบบชนิดใหม่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าที่เคย สำหรับ Drop 2 ของคอลเลคชันนำแรงบันดาลใจจากงานเวิร์คแวร์มาสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่สวมใส่ง่ายทว่ามีรายละเอียดที่น่าตื่นเต้น เช่น การใส่ลวดลายพิกเซลที่จริง ๆ แล้วเป็นคำอธิบายวิธีใช้ เช่น “หมายเหตุ: โปรดอย่าดึงออก” ทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน คำอธิบายเหล่านี้ถูกพิมพ์ไว้อย่างไม่เป็นระเบียบทั้งบนกางเกง เสื้อยืด และแจ็คเก็ต เสื้อ AW Crew และกางเกง AW Joggers ชุดสปอร์ตแวร์ถูกนำเสนอด้วยเนื้อผ้าพีเคสีดำสนิท ใส่ดีเทลทำให้ดูมีความร่วมสมัย เสื้อแจ็คเก็ต AW Crop TT
อาดิดาส รันนิ่ง เปิดตัวรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ล่าสุด “โซลาร์บูสท์ (SolarBOOST)” สำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพในการใช้งาน ความนุ่มสบาย และการคืนพลังในขณะวิ่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โซลาร์บูสท์ คือรองเท้าวิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อการใช้งานเป็นหลัก โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิศวกรรมศาสตร์ของนาซ่า และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของอาดิดาส จึงทำให้ โซลาร์บูสท์ เป็นรองเท้าวิ่งที่มีความเบา มีการใช้เทคโนโลยี Tailored Fibre Placement ในการจัดวางเส้นใย ซึ่งเป็นวัสดุจากพาร์ลี่ย์ (Parley) อีกทั้งยังมีการตัดเย็บและนำมาประกอบอย่างสมบูรณ์แบบในทุกตารางมิลลิเมตร จนได้ออกมาเป็นรองเท้าที่มีทั้งความนุ่มสบาย ความกระชับ และการซัพพอร์ตที่เหนือกว่า แถมยังมีน้ำหนักเบา ทำให้นักวิ่งสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะใช้ความเร็วในการวิ่งหรือวิ่งในระยะทางในระดับไหนก็ตาม ความมั่นใจถือเป็นเบื้องหลังในการสร้างสรรค์รองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ เนื่องจากนักวิ่งโดยส่วนมากมักจะออกไปวิ่งเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองในหลายๆ ด้านของชีวิต ด้วยเหตุนี้ โซลาร์บูสท์ จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มความมั่นใจให้กับนักวิ่งด้วยการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ถูกออกแบบตามหลักการเดียวกับการสร้างกระสวยอวกาศที่องค์ประกอบแต่ละส่วนล้วนมีความสำคัญในตัวของมันเอง โดยในแต่ละส่วนประกอบของ โซลาร์บูสท์นั้นมีส่วนช่วยในการยกระดับประสิทธิภาพในการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เบาเพียง 295 กรัม ซึ่งถือว่าเบากว่า เอเนอจี้บูสท์ ถึง 15 กรัม แต่ยังคงรักษามาตรฐานในการรองรับแรงกระแทกและการคืนพลังในระดับเดียวกัน นอกเหนือจากนี้ โซลาร์บูสท์ ยังผ่านการทดสอบการใช้งานจริงโดยเหล่านักวิ่งของกลุ่มอาดิดาส รันเนอร์ส ตามหัวเมืองหลักจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งในแต่ละที่ก็จะมีสภาพอากาศที่หลากหลายและแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน สำหรับคุณสมบัติพิเศษของรองเท้าวิ่ง โซลาร์บูสท์
“แค่เปลี่ยนแว่นที่ใส่ คาแรคเตอร์ก็จะกลายเป็นคนละคน” สำหรับคนที่ไม่เคยเปลี่ยนแว่นตาเลยอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าถามคนในวงการแฟชั่น แว่นตาถือเป็นอวัยวะที่ 33 นอกจากประโยชน์ด้านกันแดด ด้านสายตา มันยังช่วยคลุมบุคลิกกาพให้เราได้ตามที่ต้องการ เป็นส่วนเติมเต็มที่ทำให้ Total Look สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก แต่แว่นตาก็มีหลากหลายขั้นราคา หลากหลายแบรนด์ ทั้งที่ดูผ่าน ๆ แล้วก็คล้ายกัน ที่จริงแล้วแว่นตาที่ดีกับของไม่ได้คุณภาพนั้นสามารถแยกแยะกันได้ง่ายมาก รวมถึงรายละเอียดบางอย่างที่แบรนด์แว่นคุณภาพดีมักจะมี ลายเซ็น เป็นของตนเอง วันนี้เราจะมาแนะนำ “Native Sons” แบรนด์แว่นน่าสนใจจากประเทศญี่ปุ่น เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากในบ้านเค้า แต่ในบ้านเราอาจจะถือเป็นแบรนด์ใหม่ Native Sons ถือกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกจบลง ช่วงเวลาที่ชายหนุ่มเดินทางกลับมายังบ้านเกิดด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่กระหายต่อการมีชีวิตอยู่ และเป็นการมีชีวิตอยู่ด้วยความปรารถนาที่จะสรรค์สร้างและแสดงออกซึ่งบางสิ่งที่มีความหมาย ผ่านทางเสียงดนตรี งานวรรณกรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรม Native Sons คือแบรนด์ผลิตภัณฑ์แว่นตาและแอคเซสซอรี่ที่ตั้งชื่ออันสื่อความหมายถึงชายหนุ่มกลุ่มนั้นในอดีต ชายหนุ่มกลุ่มที่วางรากฐานอันมั่นคงให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรุ่งเรือง งอกงามในอีกหลายปีต่อมา ความมุ่งมั่นของพวกเขาในการสร้างโลกแห่งเครื่องจักรอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง สร้างงานสถาปัตยกรรมที่เปี่ยมเอกลักษณ์ พร้อมกับที่สร้างผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอันมากด้วยประโยชน์ใช้สอยให้เราได้ใช้กันในชีวิตประจำวัน ผลงานทุกชิ้นคือการสร้างสรรค์โดย 2 หัวเรือผู้ยิ่งใหญ่ในวงการแฟชั่นที่ทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี “Tommy O’Gara” ผู้ก่อตั้งบริษัท ไลท์ จำกัด และ “Shinsuke Takizawa” ผู้ก่อตั้งแบรนด์
การฉลองครบรอบอายุ 50 ปี Weekly Shonen Jump หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ขายดีที่สุดของสำนักพิมพ์ Shueisha ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 1 สิงหาคม 1968 จุดกำเนิด Iconic Manga ระดับโลกมากมายก่ายกองเกือบจะทุกเรื่องที่พวกเราอ่านกันตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ ย่อมต้องฉลองกันยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา หลายแบรนด์ต่างแย่งกัน Collaboration เพื่อฉลองโอกาสนี้ชนิดหัวกระไดไม่แห้ง อย่างเช่น Shonen Jump x UNIQLO ที่ร้อนแรงสุด ๆ ไปไม่นาน ล่าสุดเรามีความคลาสสิคที่พีคยิ่งกว่านั้น นั่นคือการเปิดตัวเครื่องเกม Mini Family Computer เวอร์ชั่นพิเศษที่ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Nintendo Classic Mini: Family Computer Shūkan Shōnen Jump Zōkan 50-shūnen Kinen Version” (Family Computer Weekly Shonen Jump 50th Anniversary Edition) เครื่อง Mini Family
เนื่องในวันโรคพาร์กินสันโลก เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา สถาบันประสาทวิทยาซึ่งมีพันธกิจในการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้จึงได้จัดกิจกรรม “สั่น สั่น สั่น กับพาร์กินสัน” เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้ป่วย ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วย ด้วยการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน เคล็ดลับดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วย พร้อมไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันให้แก่ผู้ป่วยที่มี ข้อสงสัยอย่างใกล้ชิด โดยภายในงานได้มีกลุ่มผู้ป่วย บุคคลทั่วไป สนใจเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 130 คน นพ. อัครวุฒิ วิริยเวชกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมระบบประสาท สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า โรคพาร์กินสันนับว่าเป็นอีกหนึ่งโรคที่โลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองและระบบประสาทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ โดยสถิติผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ในกลุ่มผู้ที่อายุเกิน 65 ปี และมักพบในผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิง โรคพาร์กินสัน คือโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารที่มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีปริมาณลดลง จนส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ซึ่งสามารถจำแนกอาการของโรคพาร์กินสันได้ทั้งหมด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นน้อย มีอาการสั่นเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น และยังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ระดับที่
รถยนต์ ความแรง อะดรีนาลีน และผู้ชาย เป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กันเหมือนอวัยวะในร่างกาย เราจินตนาการถึงความมันส์ในรถยนต์สมรรถนะสูงตั้งแต่เรายังขับรถไม่เป็นเลยด้วยซ้ำไป เมื่อเราโตขึ้น การได้ขับรถสปอร์ตผ่านเกม Gran Turismo เริ่มไม่พอตอบสนองความต้องการ เราเริ่มอยากไล่ตามความฝันที่เคยวาดเอาไว้ ว่าชีวิตนี้จะต้องพาตัวเองเข้าไปนั่งขับรถสปอร์ตสุดแรงจริง ๆ ขับขี่อย่างถูกวิธี ในสนามแข่งสุดมันส์ที่เคยเห็นผ่านทางหน้าจอ ถึงจะนอนตายตาหลับ แม้มันจะเป็นความฝันที่หลายคนคิดว่าไม่มีทางเป็นจริงได้ ไม่ใช่เพราะเรื่องเงิน แต่เป็นขั้นตอนการติดต่อขออนุญาตมันช่างวุ่นวายเหลือเกิน บอกเลยว่าปัจจุบันมันไม่ใช่เรื่องยากเลย อย่างเช่นการเป็นลูกค้า BMW ก็สามารถรับสิทธิพิเศษบินไปร่วมขับ BMW M Sport Cars พร้อม Instructor ได้ทันที ดังนั้นใครอยากสัมผัสประสบการณ์มันส์ ๆ แบบนี้ เลิก Worry แล้วไปเริ่มหา Race Track สุดท้าทายเอาไว้พิชิตกันดีกว่า สำหรับสนามแรกที่เราอยากขอแนะนำ ขึ้นชื่อว่ามันส์สุด ๆ ไม่มีทางโค้งให้เยอะแยะกวนใจ แถมยังอยู่ในข่ายที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปขับได้จริงก็คือ Salzburgring Race Track สนามแข่งเก่าแก่บนเขาทางตอนเหนือของประเทศ Austria ที่เปิดใช้งานตั้งแต่ปี 1969 และถูกใช้ในการแข่งขันนัดสำคัญ ๆ มามากมายสำหรับทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็น Grand Prix
“นี่คือ Rolls-Royce ที่พร้อมจะพาเราไปได้ทุกที่ทั่วโลก เป็นประสบการณ์การเดินทางระดับ Super-Luxury แบบใหม่ที่ไม่มีรถยี่ห้อใดในโลกทำได้เหมือน Cullinan” สิ้นเสียงพูดจากปากของ Torsten Muller-Otvos, CEO Rolls-Royce, เป็นจังหวะเดียวกับผ้าใบที่ถูกเปิดออกให้เห็นโฉมหน้าของยานพาหนะอนุกรมใหม่ ซึ่ง Rolls-Royce ภาคภูมิใจเป็นนักหนา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่แบรนด์ระดับสูงสุดของอุตสาหกรรมรถยนต์ ได้ตัดสินใจเข้าร่วมทำศึกใน SUV segment ที่เมื่อหลายปีก่อนหน้า ถูกมองว่าเป็น segment รถชั้นรอง แต่วันนี้เมื่อ Porsche Cayenne เข้าไปกรุยทางจนสวยหรู ค่ายรถอื่นก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปทำตลาดด้วย ไม่ว่าจะเป็น Bentley Bentayga, Lamborghini Urus มาถึงยานพาหนะคันล่าสุดจาก Rolls-Royce Cullinan ชื่อโมเดลยานพาหนะคันนี้ ถูกนำมาจากชื่อเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก ‘Cullinan’ ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปประดับอยู่บน British Crown Jewels นอกจากโชว์ความยิ่งใหญ่และหรูหราของรถยนต์เองแล้ว ยังเป็นความภาคภูมิใจในผลงานที่เกิดจากประเทศอังกฤษด้วย จึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจที่ Rolls-Royce Cullinan คันนี้จะแขวนป้ายราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $325,000 (ราว 11 ล้านบาทก่อนภาษีนำเข้า คิดคร่าว ๆ ในไทยน่าจะอยู่ที่ 40 ล้านบาท)
ในยุคที่กัญชากลายเป็นยาสำหรับผ่อนคลายที่ถูกกฎหมายในหลายประเทศชั้นนำทั่วโลก นอกจากอัตราอาชญากรรมที่ลดลงฮวบฮาบ ยังเกิดธุรกิจใหม่ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราการจ้างงานแบบก้าวกระโดด พวกเราได้เห็นวิวัฒนาการของหลากหลายที่เกิดขึ้นพร้อมกัญชา วันนี้เราจะมาแนะนำสิ่งที่เคยจินตนาการว่าสักวันมันต้องมี นั่นคือ OTTO เครื่องปั่นที่ชาว 4/20 สายชิวรู้จักกันว่า Grinder แต่สิ่งนี้พิเศษกว่าใคร เพราะมันคือ Smart Electric Grinder ที่จะสร้างความสุนทรีย์ให้พวกเราได้พักผ่อนกันแบบไม่ต้องเมื่อยมือ OTTO by Banana Bros ออกแบบภายนอกด้วยรูปทรงที่ลุคล้ำทันสมัย สื่อสารความอัจฉริยะให้เราได้เห็นกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้งาน สมกับที่เคลมตัวเองว่าเป็น ‘all-in-one smart electric grinder and rolling machine’ ภายใน OTTO Perfect Fill System เต็มไปด้วยแผงระบบและ CPU ประมวลผลอัจฉริยะ ที่จะคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่าก้อนพืชที่อยู่ข้างในมีสภาพอย่างไร จะแห้ง ชื้น เม็ด กิ่ง ก้าน ก็แยกแยะปั่นได้ไม่มีปัญหา แค่กดปุ่มหนึ่งครั้ง CPU อัจฉริยะจะจำลองการปั่นใบมีดให้เหมือนมือเซียนมาปั่นให้ น้ำหนักการปั่นเหมือนชั่งมาจากบ้าน หมุนซ้ายขวาเปลี่ยนทิศทางได้อย่างอิสระคล่องแคล่วด้วย spring-loaded grinder


