หากคุณเป็นสาวกเพลงแนวฮิปฮอปตัวจริงคุณคงคุ้นเคยกับแร็ปเปอร์ชื่อดัง “วิซ คาลิฟา” (Wiz Khalifa) เป็นอย่างดี เพราะเขาคือเจ้าพ่อเพลงแร็ป ที่แซบที่สุดคนหนึ่งของโลก ด้วยพรสวรรค์บวกกับฝีไม้ลายมือในการสร้างสรรค์เพลงอัน จัดจ้าน ทำให้ผลงานเพลงของเค้าได้รับความนิยมจากสาวกเพลงแนวฮิปฮอปเรื่อยมา ผลงานที่ทำให้คนรู้จัก วิซ คาลิฟา อย่างกว้างขวางคือเพลง “See you again” เพลงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง Paul Walker (พอล วอล์คเกอร์) นักแสดงชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่อง The Fast and The Furious 7 (เดอะ ฟาสต์ แอนด์ เดอะ ฟิวเรียส 7) ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเพลงนี้ถูกพูดถึงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยได้ Charlie Puth (ชาลี พุท) มาร่วมร้องเพลงนี้ด้วย นอกจากความคิดและแรงบันดาลใจต่างๆ ที่ดูจัดจ้านจะถูกปล่อยของมาทางผลงานเพลงแล้ว ความแหวกแนวของเค้ายังสะท้อนผ่านการแต่งตัวสุดจี๊ดระดับแฟชั่นนิสต้าตัวจริงอีกด้วย และไลฟ์สไตล์สุดขั้ว ที่คุณคาดไม่ถึง รู้อย่างนี้แล้วเราจะไม่มาทำความรู้จักกับเขาหน่อยเหรอ มีเริ่มด้วยน้ำจิ้มเบาๆ กับ 6 เรื่องมันส์ๆ ที่ยืนยันดีเอ็นเอของ
ในชีวิตเราย่อมต้องเจอกับวันหนัก ๆ ที่ทำให้เราคิดว่ามันเป็นวันแย่ ๆ จะมีทั้งคนที่คิดว่าปัญหามันช่างหนักเหลือเกิน กับคนที่ไม่แม้แต่มองว่ามันเป็นปัญหาด้วยซ้ำ สิ่งที่เราต้องการก็แค่เรื่องดี ๆ แค่เล็กน้อยโผล่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นอากาศดี ๆ หันไปเจอต้นไม้สวย ๆ หรือเจอคนรู้ใจที่ทำให้เรายิ้มได้ ก็เพียงพอจะทำให้ความคิดด้านลบอันแสนหนักหน่วง ที่เคยคิดว่ามันคืออุปสรรคก้อนโตอันน่าหม่นหมอง แหลกสลายหายกลายเป็นผุยผงหายไปในชั่วพริบตา ดั่งคำโบราณบอกไว้ว่า “stopping to smell the roses” แค่เรารู้จักหยุด เพื่อชื่นชมความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวบ้าง ก็ดีเพียงพอที่จะช่วยสร้างความสุขให้ชีวิตเราได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าความสุขในชีวิตได้มาอย่างยากลำบาก ต้องมีรถหรูคันงานราคาหลายล้านบาท ต้องมีบ้านหลังใหญ่โตหลายไร่ ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่หลายพันล้าน แต่ในปรัชญาของชาวญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางระเบียบหนาแน่นของสังคมนั้น กลับเต็มไปด้วยความสุขสบายใจในการใช้ชีวิตซึ่งผ่านการบาลานซ์มาอย่างดี ซึ่งเป็นปรัชญาที่โด่งดัง และได้รับการพิสูจน์ว่าดีจนถูกนำไปปรับใช้ทั่วโลก เรียกว่า “Ikigai (อิ-คิ-ไก)” เป็นแนวคิดที่บอกว่า เราไม่ต้องการโลกทั้งใบ เพื่อจะหาความสุขในชีวิต แต่เราแค่รู้จักชื่นชมสิ่งที่ยิ่งใหญ่จากเรื่องเล็กน้อยรอบตัว ก็ช่วยสร้างความสุขได้มากและยั่งยืนกว่านั่นเอง Ikigai ปรัชญาของคนญี่ปุ่นที่โด่งดังในย่านโอกินาว่า ย่านที่ผู้คนมีความสุขและอายุยืนกว่ามาตรฐานชาวโลก โดยความหมายของคำว่า Iki หมายถึง ชีวิต และ Kai
Leica เป็นกล้องที่ผ่านการทำ Limited Edition กับแบรนด์หรือบุคคลที่น่าสนใจมาไม่น้อย แต่สำหรับ M10 โมเดลล่าสุดที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว เปรียบเสมือนผ้าขายที่ยังไม่เคยผ่านการ X กับใครมาก่อน จนกระทั่งโอกาสสุดพิเศษที่ Leica ได้เปิด Leitz Park โรงงานกึ่งท่องเที่ยวในเยอรมัน จึงร่วมมือกับ Dr. Andrea Zagato ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่ไม่ใช่แค่สวยงามดูดี แต่ต้องมีการใช้งานที่ดีขึ้นด้วย ได้ออกมาเป็นโปรเจค Leica M10 Edition Zagato สำหรับสาวก Leica ตัวจริง น่าจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงใน Leica M10 Edition Zagato กล้องพิเศษสุดสวยเวอร์ชั่นนี้ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนวัสดุจากหนังในโมเดลปกติ เป็น Aluminum สี Chrome เช่นเดียวกับ Top และ Bottom plate พร้อม Texture ทำหน้าที่เหมือน Grip ช่วยให้ถือใช้งานได้สะดวกขึ้นไปในตัว ซึ่งคนที่ใช้ M10 อยู่จะรู้ดีว่าของเดิมมันถือจับค่อนข้างยาก ถ้าไม่เพิ่ม
เป็นการกลับมาอีกครั้งของรหัสแรงแห่งบ้านใบพัดฟ้าขาว BMW 8-Seires หลังจากหายหน้าหายตาไปนานเกือบ 20 ปี ทิ้งไว้เพียงมาตรฐานความเป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดของ BMW มาถึงวันนี้ รหัสที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้เพื่อรถที่ดีที่สุด ได้ถูกนำกลับมาใช้งานอีกครั้งใน 2019 BMW 8-Seires ซึ่งเปิดตัวพร้อมกันอย่างยิ่งใหญ่ในการแข่งขัน 24 Hrs Le Mans ซึ่งเรารายงานไปก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งรหัสตัวแรง BMW M8 GTE และ BMW M850i xDrive รุ่น Production ที่หน้าตาแทบจะไม่เปลี่ยนไปจากเวอร์ชั่น Concept Car แม้ 8-Series ในวันนี้จะไม่มีไฟ Pop-up ทรงเสน่ห์แบบในอดีต แต่ BMW ก็ได้ทำการดึงเอาสัดส่วนจาก E31 ในช่วง 1989 – 1999 นำมาใส่แรงบันดาลใจในการออกแบบของ BMW ยุคปัจจุบันเข้าไป โดยเฉพาะช่วงจมูกที่ยาว หลังคาลาดลง ช่วง Clearence จากพื้นที่เตี้ยลง เสา
จะเปิดตัวรถเทพให้ยิ่งใหญ่สมฐานะ แค่ตัดริบบิ้น กระชากผ้าคลุมรถ มันก็คงจะบ้าน ๆ เกินไป เพราะนี่คือระดับ BMW 8 Series Coupe ที่ถือเป็น New Luxury Sports Car ของค่ายใบพัดฟ้าขาวทั้งที มันต้องเปิดตัวด้วยการลงแข่งรายการหฤโหดสุดมันส์ เป็นการหวนกลับคืนรายการ Le Mans 24-Hour Race อีกครั้งของ BMW ด้วยรถ BMW M8 GTE ซึ่งเป็นการการันตีความดีงามของรถรุ่นนี้ในทุกด้านได้ดีที่สุด รายการแข่งขัน Le Mans ของฝรั่งเศส เป็นรายการที่เก่าแก่ ขึ้นชื่อด้านความโหดและมันส์ เพราะทุกอย่างต้องถูกเตรียมการเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะรถที่สูง ระบบรถยนต์ที่สามารถซัดต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน รวมถึงตัวนักแข่งที่ต้องรับมือกับความกดดันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายที่สวยงาม ซึ่ง BMW ก็มั่นใจในรถเรือธงคันใหม่ของตัวเอง เป็นการดึงดูดสายตาแฟนรถยนต์และตากล้องทั่วโลกให้จับจ้องมาที่ M8 และยิ่งถ้า BMW สามารถคว้าชัยชนะในรายการ Le Mans ได้อีกด้วยล่ะก็ คงไม่มีจังหวะไหนจะหล่อมากไปกว่านี้อีกแล้วพ่อคุณ
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งกำลังจะเขี่ยลูกเปิดฉากฟาดแข้งกันอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ จัดว่าเป็นไฮไลท์สำคัญที่มิตรรักแฟนบอลทุกสัญชาติไม่ควรพลาด นั่นก็เพราะว่านี่คือสุดยอดทัวร์นาเมนต์ลูกหนังที่จัดขึ้นทุกๆ 4 ปี แถมยังเป็นการดวลกันระหว่างซูเปอร์สตาร์ในวงการฟุตบอลจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี่, พอล ป็อกบา, กาเบรียล เชซุส, ฮาเมส โรดริเกซ, โม ซาลาห์ และแข้งทองชื่อดังคนอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งสำหรับมหกรรมลูกหนังในครั้งนี้ก็คือ รองเท้าสตั๊ด หรือรองเท้าฟุตบอลที่เปรียบเสมือนอาวุธคู่กายของบรรดานักเตะชื่อดัง ซึ่งทาง อาดิดาส ได้เตรียมคอลเลคชั่นใหม่ที่ชื่อว่า เอนเนอจี้ โหมด (Energy Mode) ซึ่งถูกออกแบบด้วยสีสันที่เท่สะดุดตาและยังอัดแน่นไปด้วยประสิทธิภาพในการใช้งาน ทำให้ ครีเอเตอร์เหล่านี้สามารถวาดลวดลายโชว์ลีลาลูกหนังเหนือจินตนาการออกมาได้อย่างเต็มที่ และในวันนี้เราจะมาแนะนำรองเท้าสตั๊ดพร้อมบรรยายสรรพคุณอันโดดเด่นของแต่ละรุ่นในคอลเลคชั่นนี้ เอ็กซ์ 18 (X18) ผู้เล่นที่ใช้งาน: กาเบรียล เชซุส (บราซิล), หลุยส์ ซัวเรซ (อุรุกวัย), โม ซาลาห์ (อียิปต์) เอ็กซ์ 18 เป็นรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่เอี่ยมที่เพิ่งจะประเดิมสนามอย่างเป็นทางการไปในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า
สิ่งนึงที่พวกเรารู้กันดี แต่ผู้หญิงไม่มีทางรู้ คือที่จริงแล้วเนี่ย เนื้อแท้ของผู้ชายทุกคนอยากเป็นสุภาพบุรุษ เราอยากดูแลพวกเธอให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราเป็นห่วงพวกเธอมาก อยากไปรับไปส่งทุกวันหลังเลิกงาน หรือวันไหนสัญญาว่าจะไปรับ ก็อยากจะไปจริง ๆ นะ แต่อนิจจา ไม่มีอะไร 100% ในโลกกลม ๆ ใบนี้ (แต่พวกเธออาจจะไม่เข้าใจในเหตุผลของเราเอาเสียเลย) เราต้องเข้าใจว่าโลกแห่งความจริงนั้นต่างกับโลกสวยงามในจินตนาการ บางครั้งเราอาจต้องเจอกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่นประชุมกินเวลานานกว่าที่แพลนเอาไว้ งานมีปัญหา ลูกค้าตามจะเอาเดี๋ยวนี้ เจ้านายเรียกคุยกะทันหัน หลุดออกมาได้ยังไม่วายเจอรถติดรถพังขวางอยู่หน้าทางออก ฝนตกหนัก หมากัดยางรถแตก หรือเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้เราไม่สามารถไปรับพวกเธอได้ เราอยากให้รู้เหลือเกินว่าที่ผิดสัญญาไป เราก็ไม่ได้สบายใจเลย สิ่งที่อยู่ในหัวเราคือความกังวลใจว่าเธอจะกลับบ้านยังไง ถนนหนทางก็เปลี่ยวเสียเหลือเกิน มืดค่ำแบบนี้เธอจะปลอดภัยมั้ย? นอกจากลุ้นให้เธอเจอ Taxi ที่ดี เรียกแล้วยอมไปส่งตามที่ควรจะเป็น ยังต้องลุ้นด้วยความกระวนกระวายใจตลอดเวลา ว่าเธอถึงบ้านได้โดยสวัสดิภาพ ซึ่งเวลาระหว่างนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ผู้ชายทุกคนล้วนเครียดเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้ว่าที่โทรไปแล้วไม่รับเนี่ยมันเป็นเพราะเธอโกรธหรือมีอันตรายเกิดขึ้นกันแน่ เพราะเกือบร้อยทั้งร้อย พวกเธอจะคิดว่าเราโม้ เราโกหก เราขี้เกียจไปรับ เราเปลี่ยนไป หรืออะไรก็ตามที ถ้าไม่เชื่อ เรามีไปสัมภาษณ์สาว ๆ มาสั้น ๆ ว่าเวลาผู้ชายพูดแบบนี้ พวกเธอคิดว่ายังไง และมีวิธีไหนที่เราจะเปลี่ยนหนักเป็นเบา
เมื่อตอนผมยังเด็ก ผมเคยสงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่บางคนถึงต้องใส่นาฬิกา Rolex ราคาแพงไว้บนข้อมือ เพียงเพื่อดูเวลาที่นาฬิกาหลักร้อยบนข้อมือของผมก็ทำได้เช่นกัน เมื่อผมโตขึ้นมา เริ่มทำงานเก็บเงินได้พอประมาณ จึงเข้าใจถึงคำว่าซื้อนาฬิการาคาแพง เพื่อเป็นรางวัลให้กับตัวเองที่เหนื่อยมานานหลายปี แน่นอนว่าการมีนาฬิาการาคาหลายแสนอยู่กับตัว มันเป็นเหมือนเครื่องหมายที่บ่งบอกว่าเราได้มาถึง Milestone นึงแล้ว เราประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจประมาณนึงแล้ว จนกระทั่งวันที่ผมได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับบรรดานักสะสมนาฬิกาตัวจริง มีคำถามนึงที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจในการหาคำตอบ คำถามมีอยู่ว่า ‘ทำไมคุณถึงเลือกใส่นาฬิกา Rolex เรือนนั้นล่ะ? มันมีความสำคัญยังไง’ ใช่ครับ ผมตอบไม่ได้ เพราะที่ผมรู้คือ มันเป็นสิ่งที่ผู้คนในสังคมยอมรับนับถือ ซึ่งสิ่งที่ทำไปเพื่อคนอื่น ไม่ใช่ทางเลือกที่เกิดจากเหตุผลของตัวเองเลย ผมถามผู้ชายคนนั้นกลับไปว่า แล้วทำไมคุณถึงเลือกใส่ Independent Watch ไม่ซิ ทำไมคุณถึงเลือกผลิต Independent Watch ที่ชื่อว่า “Manufacture Royale” ล่ะ? คำตอบที่ได้มานั้นชัดเจนมาก เป็นความชัดเจนแบบเดียวกันกับที่นักสะสมนาฬิกาตัวจริงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน “เพราะมันเป็น Passion ที่จะผลิตสิ่งที่ดีที่สุดมาสวมใส่ มันเป็นสิ่งที่เรามองมันแล้วรู้สึกพิเศษ และแน่นอนว่ามีจำนวนเพียงไม่กี่คนบนโลกที่ได้ครอบครองมัน” ใช่ครับ ผู้ชายคนที่ผมกำลังพูดคุยด้วยอยู่ก็คือ Mr. David Gouten, Co-Founder ของ Indy Watch
ชั่วโมงนี้ไม่มีกระแสไหนแรงไปกว่า World Summit การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของตี๋คิมกับนายกปากลั่นแห่งสหรัฐอเมริกา Donald Trump แน่นอนว่าการประชุมของ 2 ขั้วอรินี้ ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา และผู้นำประเทศมหาอำนาจที่มีศัตรูมากมายอย่าง Trump ย่อมต้องการรถ Limousine ประจำตำแหน่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าใครเคยมีมา ซึ่งในคลิปล่าสุด Trump ยังพา Kim ไปอวด ‘The Beast’ รถคู่ใจของตัวเอง จน Kim ยิ้มแฉ่งในความอลังการงานสร้าง คาดว่ากลับบ้านไปคงรีบสั่งประกอบบ้างสักสองสามคัน The Beast เป็นรถ Limo ที่ Trump สั่งสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เสริมระดับความปลอดภัยให้มากกว่าเวอร์ชั่นประธานาธิบดีคนเก่า ‘Barack Obama’ อาจจะเป็นเพราะรู้ตัวดีว่ามีศัตรูเยอะแยะ โดย The Beast จะมีด้วยกัน 2 คันประจำขบวนเสมอ เอาไว้สำหรับสลับตัวให้ผู้ก่อการร้ายสับสนว่ามันนั่งอยู่คันไหนกันแน่ แต่ความเจ๋งของ The Beast ไม่ใช่แค่เอาไว้สลับคันเท่านั้น มันเป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลก สำนักข่าวต่างประเทศขนานนามให้มันว่าเป็น รถถังในร่าง Limousine เลยทีเดียว ด้วยการ
คำว่า Creative Idea สามารถปรับใช้ได้แบบไร้ขีดจำกัด ใครจะไปคิดว่าแคมเปญของแบรนด์อาหารอย่าง Domino Pizza จะมาเกี่ยวกับการซ่อมแซมหลุมบ่อบนถนนได้ นี่ไม่ใช่การหาเสียงเตรียมลงเลือกตั้งเหมือนนักการเมืองในบ้านเรา แต่เป็นการบริการเพื่อให้ Pizza หน้าโปรดขนส่งไปถึงบ้านคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ต้องเสี่ยงต่อการตกหลุมบ่อจน Pizza หน้าพัง ให้เสียทั้งอารมณ์และรสชาติ Paving for Pizza หรือ อุดรูรั่วเพื่อพิซซ่า เป็นแคมเปญสุดบรรเจิดของ Domino Pizza USA แบรนด์ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของที่นั่น แน่นอนว่ามีทั้งบริการ Home Delivery และ Take Away ที่คับคั่งตลอดทั้งวัน แต่ปัญหาเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่ถือว่าใหญ่โตสำหรับ Domino Pizza คือระหว่างทางกลับบ้านนั้น หลายคนประสบปัญหาขับขี่รถตกหลุมจนหน้า Pizza เสียหาย ซึ่งมีส่วนในการทำลายรสชาติที่กลมกล่อมของ Domino Pizza อาจจะด้วยการเสียความบาลานซ์ระหว่างซีก Pizza หรือการสูญเสียปริมาณ Cheese ที่พอเหมาะจากการกระแทกติดอยู่บนฝากล่องก็ตาม Russell Weiner, ผู้บริหารของ Domino Pizza USA


