สำหรับ sneakers of the week สัปดาห์นี้เราจะขอรวบรวมรองเท้าที่รีเซลกันสุดแพง และมีมูลค่าทางการตลาดมากที่สุดในรอบปี 2017 ว่ามีรุ่นไหนบ้าง แล้วราคาพุ่งไปที่เท่าไหร่ มาฝากกัน 1 . Air Jordan XXXI Gold all star ($ 3,605) เป็นรองเท้าที่ถูกผลิตออกมาเนื่องในสัปดาห์ all star ของ NBA ซึ่งพวกเขาได้นำรุ่น 31 มาเป็นโมเดลพิเศษในครั้งนี้ โดยใช้คอนเซปต์เป็นรองเท้าสีทองสวยงามทั้งคู่ ยกเว้นบริเวณ midsole ที่จะใช้เป็นพื้นโฟม EVA สีขาวตัดสลับเพียงเท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Air Jordan XXXI รุ่นนี้ก็ไม่ได้ใช้วัสดุ หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยอะไรมากมายนัก เพียงแต่มันถูกผลิตออกมาอย่างจำกัดทำให้ราคาของมันพุ่งทะยานสูงถึง $3,605 ( 12x,xxx บาท) 2. Spike Lee x Air Jordan 1 “High Fort
ตั้งแต่โลกมนุษย์ของเรามีโซเชียลมีเดียที่สามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้อย่างง่าย ก็ดูเหมือนว่าคนในยุคนี้จะมีความอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ น้อยลง อาจจะภาวะความเร่งรีบ และวุ่นวาย ทุกอย่างจึงต้องฉับไว เช่นเดียวกับเรื่องของแฟชั่นเอง เพราะหากลองมองดูแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ในปัจจุบันจะให้ความสนใจในเรื่องของจำนวนการผลิตมากกว่าคุณภาพความปราณีตของตัวสินค้าเสียอีก แต่ก็ยังมีเด็กหนุ่มอีกมากมายที่เลือกจะหันหลังให้กับระบบเครื่องจักรและหันมาลงมือทำสินค้าที่ด้วยมือเพื่อส่งต่อความ คราฟต์สุดประณีต จนวันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN ได้รวมเอา 5 ร้านที่ยังคงงานคราฟต์ที่พร้อมใส่ใจในทุกรายละเอียด Arty&Fern Eyewear หากใครกำลังมองหาแว่นตาสุดชิคที่เป็นงานคัสต้อมเมด เพื่อคุณเพียงคนเดียว เราของแนะนำเป็นร้าน Arty & Fern เพราะทางร้านจะวัดสายตา และเก็บข้อมูลจากสรีระ โครงหน้า และศีรษะของตัวลูกค้า จนกระทั่งได้แว่นตาสุดคราฟ ซึ่งที่นี่จะใช้วัสดุที่ผลิตจากธรรมชาติ มีคุณสมบัติดี ไม่เป็นอันตราย รวมถึงนำเข้าเลนส์จากต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแว่นตาที่มีปัญหากับแว่นตาที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด อีกทั้งในปัจจุบันทางร้านก็ยังมีแว่นตาแนวแฟชั่นที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร สำหรับคนที่สนใจก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมร้านได้ที่บริษัท AF Aterlier co. ชั้น 2 อาคารมหาทุนพลาซ่า สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต Facebook : Arty & Fern Selvedgework แบรนด์เลือดไทยที่มองว่ายีนส์คือศิลปะในรูปแบบหนึ่งที่ต้องผลิตออกมาชนิดตัวต่อตัว ซึ่งร้าน Selvedgework
ทุกวันนี้สินค้าประเภทแฟชั่นถือว่าเป็นแหล่งขุมทรัพย์สำหรับคนที่กำลังมองหาช่องทางทำธุรกิจ เพราะสินค้าเหล่านี้ล้วนไม่ต่างจากสินค้าทำกำไรประเภทอื่น ๆ ที่สามารถทำเงินให้คนที่มองเห็นโอกาส และรู้จักพลิกแพลง เติมความต้องการของตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวพ่อค้าเองที่เก็งกำไรจากการขายของสตรีทแวร์ อาทิ supreme หรือ รีเซล์รองเท้า ได้เงินมหาศาลกว่าการเล่นหุ้นค้าทองเสียอีก ซึ่งวันนี้ UNLOCKMEN ได้นำอีกตัวอย่างของเด็กหนุ่มที่สามารถทำเงินได้มากกว่า $400,000 ( ราว ๆ 13 ล้านบาท ) จากธุรกิจประเภทสตรีทแวร์แฟชั่น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสักบาทมาฝากกัน Brandon Taylor ชายหนุ่มวัย 23 ปี จากเมือง Southampton ทำงานอยู่ในร้านวิดีโอเกม ซึ่งเขาได้ใช้เวลาว่างในการเป็นคนกลางเพื่อช่วยผู้ซื้อที่อาจจะขาดความรู้ หรือกลัวว่าจะได้รับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เขาจึงทำหน้าเป็นคนกลางเช็คสินค้าว่าตรงตามที่ได้กล่าวอ้างหรือเปล่าก่อนส่งต่อให้กับผู้ซื้ออีกที Brandon ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในวงการสตรีทแวร์สักประมาณ 5 ปีที่ผ่าน ก่อนจะค่อย ๆ ผันตัวเองกลายมาเป็นคนกลางเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับจุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นคนกลางคอยดำเนินการซื้อขายของ Brandon เริ่มจากตัวเขาเองมักจะใช้เพจที่ชื่อ The Basement ในการติดต่อพูดคุย หรือซื้อสินค้าเป็นประจำอยู่แล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งเหมือนเป็นโชคเล็ก ๆ ที่มีผู้ซื้อคนหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจกับสินค้า Supreme / The North Face
ทรงผมที่ดูดี และคุ้นเคยที่สุดสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ แน่นอนว่าคงไม่ใช่ผมยาวรุงรัง หากใครที่กำลังอยากจะตัดผมให้ดูมีสไตล์ ดูดีมีชาติตระกูล โดยเฉพาะกับคนที่ต้องแต่งตัวอย่างเป็นทางการใส่สูทผูกไทด์ทุกวันด้วยแล้วล่ะก็ วันนี้ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะว่าเราได้นำเอาเคล็ดลับจากช่างทำผมผู้ที่ได้รับรางวัล The Emmy-Award ในการเป็น Hairstylist ให้กับทีวีซีรี่ย์ชื่อดังอย่าง Mad Men และ Glotia Ponce มาให้ได้อ่านกัน หากใครที่ชอบความเนี้ยบ มีสไตล์ แต่ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรให้ได้ทรงผมที่ต้องการมาอยู่บนหัวกบาลของคุณล่ะก็ บทความนี้จะช่วยคุณเอง วันนี้เราจะนำเอาทรงผมที่คัดมาแล้ว 3 แบบ 3 สไตล์จากตัวละครในทีวีซีรีส์เรื่อง Mad Man อย่าง Don Draper, Pete Campbell และสุดท้าย Roger Sterling มาให้นำไปเลือกกัน รวมไปถึงรายละเอียดต่างไม่ว่าจะเป็นวิธีการบอกกับช่างว่าอย่างไรช่างถึงจะเข้าใจได้อย่างถูกต้อง รวมไปถึงโปรดักส์ และสไตล์การแต่งตัวที่เข้ากันมาให้ด้วย How to Get the Mad Man Hairstyles เนื่องจากทรงผมของตัวละครในเรื่อง Mad Men นี้ จะค่อนข้างไปทางเนี้ยบสั้น สะอาดตาสไตล์ยุค
นับว่าเป็นปีที่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสปอรต์แวร์เติบโตอย่างเฟื่องฟู อัตราการแข่งขันเข้มข้นสอดคล้องกับกระแสความนิยมของคนหมู่มากที่เริ่มเอนเอียงหันมาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวลดทอนความเป็นทางการลง เหลือเป็นเพียงสไตล์กึ่งลำลองในชีวิตประจำวันแทน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสทองของบรรดาแบรนด์เสื้อผ้าสไตล์สปอร์ตต่าง ๆ หันมาเอาจริงเอาจังกับการลงสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์เสื้อผ้าไลฟ์สไตล์โดยที่ไม่อิงเจาะจงเฉพาะนักกีฬาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะถ้าให้พูดกันตามตรงแล้วปัจจุบัน ดารา นักร้อง ล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้าของผู้บริโภคอย่างมาก ทำให้แบรนด์สปอร์ตแฟชั่นต่างใช้กลยุทธ์แบบ Influencer เพื่อจูงใจ ซึ่งวันนี้ UNLOCKMEN จะขอมาวิเคราะห์กันว่าแต่ละแบรนด์หลังจากได้บรรดาคนดังมาเป็น endorser แล้ว พวกเขาจะช่วยเสริมยอดขายให้ได้ดีขึ้นขนาดไหน Nike เริ่มจากแบรนด์กีฬาที่มียอดขายอันดับหนึ่ง อีกทั้งพวกเขายังมีบริษัทลูกอย่าง Air Jordan และ Converse ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าสองแบรนด์นี้จะมาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้ ซึ่ง Nike เองนอกจากจะมีนักกีฬาระดับแพลทตินั่มซึ่งคอยเป็นแม่เหล็กดูดผู้บริโภคอยู่แล้ว หลังจากที่เขาสูญเสีย Kanye West ไปให้กลับทาง adidas พวกเขาก็พยายามมองหา Influencer คนใหม่เพื่อมาทดแทนไม่ว่าจะเป็นดีไซนเนอร์อย่าง Riccardo Tisci , Tom Sachs หรือแม้กระทั่งเซ็นสัญญาดึงตัวแร็ปเปอร์เลือดใหม่มาแรงอย่าง Kendrick Lamar มาร่วมงาน แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังไม่สามารถสร้างอิมแพ็คได้ระดับเดียวกับที่ Kanye West เคยทำไว้ แต่ด้วยความแข็งแรงของแบรนด์ ทำให้ Nike ยังคงรักษายอดขายได้
ซัมซุงจัดงานเปิดตัว “ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8” (Samsung Galaxy Note8) สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดที่เคยมีมา อย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Do Bigger Things – ทำให้ใหญ่กว่า ใจคิด” ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว 22 กันยายนนี้ ในงานเปิดตัวได้รับเกียรติจากไทยเทเนี่ยม วงแร็พเปอร์ชื่อดังแห่งยุคมาโชว์ลีลาแร็พเพลงที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษสำหรับซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 โดยเฉพาะ พร้อมด้วย เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี นักแสดงและนักเขียนบทสายฮา, ก้อง-กฤษฏิ์ จิระเกียรติวัฒนา เจ้าของ Hive Salon, พะยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล และ ออสซี่-อรช โชลิตกุล คู่หูนักวาดภาพไทยที่มีผลงานระดับโลก มาร่วมแชร์ประสบการณ์ Do bigger things นอกจากนี้ยังมีดาราและเซเลบชื่อดังเข้ารวมงาน บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด จุดประกายแรงบันดาลใจและสร้างวิถีแห่งอนาคตด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น
ต้องยอมรับในข้อหนึ่งว่าบรรดาคนดังนั้นล้วนมีส่วนสำคัญในการชักจูงใจให้เราอยากทำตัวเลียนแบบตาม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผมล้วนขอให้เหมือนกับไอดอลในดวงใจไว้ก่อน เพราะจากความเชื่อของผู้ชายที่คิดว่าบุคคลต้นแบบนั้นมีความเท่ คูลอยู่แล้ว หากเราทำตามก็จะดูดีไปด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งรองเท้าผ้าใบที่เราเชื่อว่าชาว UNLOCKMEN หลายคนเองก็มักจะเลือกซื้อตามไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ ดังนั้นเราจะพามาดูว่าคนดังคนไหนเคยใส่รองเท้ารุ่นอะไรแล้วทำให้เกิดเป็นกระแสให้คนอยากไปซื้อมาใส่ตามจนฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองกันบ้าง Kurt Cobain = Converse All Star , Jack Purcell ราชาเพลงกรันจ์ผู้เป็นตำนานไม่ว่าจะเป็นเรื่องสไตล์การแต่งตัว หรือดนตรี ที่ตัวของเขาชื่นชอบการใส่รองเท้า Convers Chuck Taylor All Star และ Jack Purcell เป็นชีวิตจิตใจแม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเขาเองก็ยังสวมใส่รองเท้า Converse ความนิยมของ Kurt ถึงขั้นทำให้ผู้ชายทั่วโลกต้องเลือกซื้อรองเท้า Converse เพราะว่าอยากจะแต่งตัวตามเขา ซึ่งตัวของ Kurt Cobain เองก็จะสวมใส่เพียงรองเท้าสีดำเท่านั้น แล้วนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับกางเกงยีนส์ขาด ๆ เสื้อยืดเซอร์ จนเกิดเป็นสไตล์กรันจ์ที่แม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 20 ปี เวลานึกถึง Converse ก็จะนึกถึง Kurt Cobain เช่นกัน Paul Walker =
ไม่ใช่แค่คอลเลคชั่นใหม่ธรรมดา ๆ แต่ครั้งนี้พิเศษกว่า เพราะเป็นการ คอลแลบบอเรชั่นกับ JW ANDERSON แบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลกจากลอนดอน โดยคอลเลคชั่นสำหรับซีซั่นส์ Fall/Winter 2017 ประกอบด้วยสินค้า 33 รายการทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน เป็นต้นไป UNIQLO and JW ANDERSON Fall/Winter 2017 นำเสนอเสื้อผ้าชิ้นคลาสสิกของอังกฤษที่ผสานสุนทรียภาพจากลวดลายกราฟิกอันโดดเด่นซึ่งเป็นเสมือนลายเซ็นของ JW ANDERSON เข้ากับความยอดเยี่ยมของยูนิโคล่ ทั้งในเรื่องเนื้อผ้า รูปทรง และการใช้งาน จนได้ผลลัพธ์เป็นคอลเลคชั่นที่มอบความล้ำเลิศที่สุดในสไตล์อังกฤษทั้งสไตล์ดั้งเดิมและสไตล์โมเดิร์นในเวลาเดียวกัน และยังเป็นทางเลือกในชีวิตประจำวันให้กับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเพศทุกวัย โจนาธาน แอนเดอร์สัน ผู้ก่อตั้ง JW ANDERSON กล่าวถึงการเปิดตัวไลน์ซึ่งเป็นที่คาดหวังอย่างสูงในครั้งนี้ว่า “สำหรับผม ประเด็นของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ตรงที่ว่า ผมเชื่อเรื่องความเสมอภาคในโลกของแฟชั่น และสิ่งที่ผมหวังว่าน่าจะบรรลุผลได้คือการทำให้คนทุกกลุ่มอายุมีสิ่งที่จะสามารถเลือกนำไปใช้ และพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างในคอลเลคชั่นนี้ที่เชื่อมโยงกับพวกเขา การได้ทำงานกับยูนิโคล่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มันหมายถึงว่าคุณจะได้สร้างสรรค์เสื้อผ้าที่มีความเป็นสากลและแปลกใหม่น่าสนใจ” ดีไซเนอร์ชื่อดังเสริมเพิ่มเติมว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่ยูนิโคล่และ JW ANDERSON มีเหมือนกันก็คือความคิดที่จะ “สร้าง ผลิตภัณฑ์ใหม่” ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีมนต์เสน่ห์อยู่เสมอ ความคิดที่จะลดทอนบางสิ่งบางอย่างลงให้เหลือเพียงแก่นแท้ของมันนั้นเป็นแนวทางที่สะท้อนวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างชัดเจน
แม้ชีวิตในเมืองจะเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิถีชีวิตในเมืองใหญ่มักถูกจํากัดไว้ด้วยความเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดินทาง หน้าที่การงานอันบีบคั้นซึ่งต้องแข่งขันกับเวลา บ่อยครั้งที่ Urban Men อย่างเรา ๆ ต้องจัดสรรชีวิตเผื่อให้กับภาระกิจรอบด้าน จนไม่เหลือพื้นที่สําหรับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนตัว แค่จะหาความสุขจากการเริ่มต้นเติมพลังชีวิตในเช้าวันใหม่ ด้วยการดื่มกาแฟดี ๆ สักแก้ว ก่อนออกไปผจญความวุ่นวายในเมือง ยังดูเป็นสิ่งที่ทําได้ลําบาก เพราะคงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงนัก หากจะต้องตื่นเช้าขึ้นอีกชั่วโมง สองชั่วโมง บากบั่นดั้นด้นเดินทางในช่วงเวลาเร่งรีบเพียงเพื่อจะแวะจิบกาแฟแก้วโปรดที่ร้านประจําระหว่างทาง ก่อนที่จะตาลีตาเหลือกไปเข้างานให้ทัน โดยที่ยังไม่ได้ละเลียดรสชาติกาแฟให้เต็มที่เสียด้วยซํ้า จะดีกว่าไหมหากเราสามารถสร้างพื้นที่ความสุข ดื่มด่ำรสชาติของกาแฟด้วยการชงกาแฟสดจากเมล็ดคั่วบดดื่มเองจากที่บ้าน ฉีกข้อจํากัดของเวลาที่เร่งรีบ ด้วยเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ Nespresso Essenza Mini ผู้ช่วยสําคัญที่จะมาสร้างช่วงเวลาสุนทรีจากการดื่มกาแฟ ซึ่งผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีเพื่อตอบสนอง Lifestyle คนเมืองได้ถูกจุด ตรงใจ กับชีวิตที่ไม่เพียงแค่ถูกจํากัดอยู่ในกรอบเวลาอันเร่งรีบ เพราะในเรื่องของพื้นที่อยู่อาศัยภายในเมืองคืออีกหนึ่งข้อจํากัดที่ต้องใช้สอยแทบทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ดูจากชื่อก็รู้ได้ทันทีว่าที่พื้นที่ไม่ใช่ปัญหาของ Nespresso Essenza Mini ด้วยขนาดตัวเครื่องที่เล็กกะทัดรัด ดีไซน์เรียบเท่ร่วมสมัย สามารถแทรกตัวอยู่ในครัว ห้องนั่งเล่น ห้องทํางาน หรือมุมกาแฟเล็ก ๆ ในออฟฟิศได้อย่างกลมกลืน ดูเผิน ๆ
มีหลายคนที่ตอนนี้กำลังอยู่ในออฟฟิศในขณะที่อาการเมาค้างยังคงทำการเหวี่ยงศีรษะไปจนแทบจะอ้วกแตก หลังจากที่ปาร์ตี้ และดื่มสุรามาสารพัดชนิดเมื่อคืนที่ผ่านมา บางคนก็อาจจะรู้มากรีบปิด Tag งดการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ตั้งแต่ในคืนวันปาร์ตี้ เพื่อจะได้เตรียมการโทรลาป่วยกับเจ้านายในตอนเช้าได้อย่างแนบเนียน แต่อย่างที่รู้ ๆ กันว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่บริษัทไหนบนโลกก็ตามคงจะไม่มีที่ไหนเห็นดีเห็นงามในการลาหยุด ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อคืนดื่มเหล้าหนักไปหน่อยเลยไปทำงานไม่ไหวครับเจ้านายแน่ ๆ ยกเว้นบริษัทหนึ่งในประเทศอังกฤษที่ทำให้พนักงานของเขาไม่ต้องใช้ข้ออ้างใด ๆ ให้มีเรื่องต้องผิดใจกันกับเจ้านายในภายหลัง บริษัทที่ว่านี้มีชื่อว่า DICE เป็นบริษัทจัดจำหน่ายตั๋วคอนเสิร์ต และเพื่อให้พนักงานในบริษัททุกคนนั้น มีประสบการณ์ และหลงใหลในการเสพดนตรีพวกเขาจึงสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งให้พนักงานออกไปเที่ยวในตอนกลางคืน และดูการเล่นสดของวงดนตรีต่าง ๆ รวมไปถึงการออกไปฟังดนตรีสดตามผับ และบาร์ แน่นอนว่า การออกไปเที่ยวยามราตรีนั้นคงจะหนีไม่พ้นการดื่มอย่างแน่นอน บริษัท DICE ก็ยินดีให้พนักงานที่เมาหนักมาเมื่อคืนลางานได้!! โดยไม่มีความผิด แต่ขอแค่ให้พนักงาน Text หานาย Phil Hutcheon ซึ่งเป็นบอสของพวกเขาด้วย Emoticon ตามที่กำหนดมาได้แก่ Emoticon *music*, *beer* หรือ *sickface* ผ่านทาง WhatApps เท่านั้นเป็นอันรู้กันว่า เมื่อคืนหนักมาแล้ววันนี้ขอลาเพราะเมาค้างอยู่นะครับเจ้านาย Phil Hutcheon อธิบายเอาไว้ว่า “ทีมงานของเราทุกคนต้องอยู่กับเสียงดนตรี และการแสดงสด
สูท ถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นชายได้ดีอย่างหนึ่ง แต่ด้วยวัฒนธรรมของคนไทยที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกับมันเสียเท่าไหร่ เนื่องด้วยโอกาส และอากาศที่มีให้เลือกใส่ได้น้อยครั้ง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วผู้ชายอย่างเราจะได้ใส่สูทก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ งานเลี้ยง หรือจะเป็นงานแต่งใครก็แล้วแต่ที่ต้องการความเป็นทางการเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากหนุ่มไทยหลายคนจะอ่อนด้อยประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้น้อยไปเสียหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ที่ไม่ค่อยมีความรู้ อาจจะรู้สึกไม่มั่นใจว่าถ้าเกิดจะตัดชุดสูทสักชุดไว้ใส่ลุยทุกงานว่าควรจะต้องเลือกยังไง วันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN จึงนำชุดสูท 4 แบบที่สามารถพบเห็นได้ง่าย และสามารถใช้เป็นไกด์แนวทางหากต้องการชุดสูทแบบครอบจักรวาลสามารถไปได้ทุกงาน Plain Navy One-Button เป็นสูทที่นิยมกันมากที่สุด เพราะหาซื้อง่าย และนิยมขายแบบสำเร็จรูป ถ้าคุณมีช่วงลำตัวสั้น สูทแบบ 1 กระดุมจะเป็นแบบที่เหมาะสมที่สุด เพราะไม่รัดจนเกินไป และไม่ทำให้สูทเข้ารูป จึงเหมาะกับคนที่ต้องการพรางรูปร่างช่วงลำตัว แต่ถ้าเราพอมีทุนทรัพย์เพียงพอ การหาร้านตัดสูทดี ๆ แบบสั่งตัด เลยก็ดีกว่าเพราะเราจะสามารถเลือกคัทติ้ง และเนื้อผ้าแบบที่ชอบเองได้ โดยที่อาจจะเลือกเป็นผ้าน้ำหนักปานกลาง ประมาณ 11-12 oz เพื่อให้สวมใส่สบาย ไม่ร้อนจนไป แถมกันหนาวได้ด้วย ซึ่งถ้าต้องเลือกเฉดสีที่กลาง ๆ สามารถใส่ได้บ่อยสุดก็คงหนีไม่พ้น Navy เพราะจะใส่ไปออกงาน ไหนก็ดูดีได้ไม่ซ้ำใคร Plain Grey Two-Button ก่อนหน้านี้เราบอกไปแล้วว่าอยากให้ใส่สูทสีเข้ม เพื่อพรางตัว และใส่ได้ทุกโอกาส
หากพูดถึงคงไม่มีใครไม่รู้จัก IKEA (อีเกีย) แบรนด์จำหน่ายเครื่องเรือนและของใช้ในบ้าน สุดโด่งดัง นับตั้งแต่แบรนด์ได้เข้ามาประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 6 ปี วันนี้เราจะพาสาวกอีเกียไปรู้จักตัวตนของแบรนด์มากขึ้น IKEA เริ่มก่อตั้งขึ้นในประเทศสวีเดนเมื่อปี 1943 (พ.ศ. 2486) อิเกียได้มุ่งมั่นสรรสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้แก่ผู้คนทั่วไปในทุก ๆ วัน ด้วยการนำเสนอเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่มีรูปแบบหลากหลาย ดีไซน์สวยงาม พร้อมทั้งประโยชน์ใช้สอยคุ้มค่า ในราคาที่ผู้คนทั่วไปเป็นเจ้าของได้ ปัจจุบันอิเกียเป็นบริษัทค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีจำนวนสโตร์มากกว่า 393 แห่ง ใน 48 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัท อิคาโน่ จำกัด (Ikano Private Limited) ผนวกแนวคิดด้านความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และร่วมส่งเสริมโครงการต่าง ๆ ที่สร้างประโยชน์ให้แก่เยาวชนและสิ่งแวดล้อม “ไม่ว่าใครก็มีบ้านในฝันกันได้ทั้งนั้น” นี่คือแนวคิดเบื้องต้นและเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ที่ชวนทุกคนมาจัดสรรพื้นที่ให้กับชีวิต Make Room for Life ด้วยแรงบันดาลใจและไอเดียในการจัดแต่งห้อง ที่จะทำให้ห้องเล็ก ๆ กะทัดรัดสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของทุกคนในครอบครัว และเนรมิตพื้นที่การใช้ชีวิตในบ้านได้อย่างลงตัวตามที่ใจฝัน นางเบญจวรรณ อูมาร์ค ผู้จัดการสโตร์


