Advertisement
Entertainment

จาก BLUR สู่ GORILLAZ ผลงานบ่งบอกตัวตนอันหลากหลายมากสไตล์ของ DAMON ALBARN

By: Chaipohn November 26, 2021

หลายคน รู้จักเขาจากในฐานะผู้เปิดกระแสดนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ในยุคที่ Britpop ครองเมือง

หลายคน คุ้นเคยในฐานะ Virtual Band สุดเท่ Gorillaz

และหลายคนจดจำเขาในบทบาทของเจ้าพ่อโปรเจกต์ที่สร้างงานหลากสไตล์หลายรูปแบบที่นับไม่หวาดไม่ไหว

แน่นอนว่าคำว่า “ดนตรีในหัวใจ” อาจจะเป็นคำที่ดูแสนเชย แต่สำหรับ Damon Albarn แล้ว กว่า 30 ปี ในวงการดนตรีแล้ว ไม่มีคำไหนจะเหมาะสมเท่ากับคำๆนี้แล้ว

Blur ผู้เปิดศักราชใหม่แห่งดนตรี Britpop

สำหรับแฟน ๆ ยุค 90s แฟนเพลงร็อคหลายคน ไม่มีใครไม่รู้จักวง Blur หนึ่งในวงดนตรีที่เปิดศักราชแห่งยุคสมัยของ Britpop Era ให้กลายเป็นกระแสหลักของโลก ด้วยการหยิบจับอัตลักษณ์ของชาวอังกฤษในซาวด์ผู้ดีสุดเนี๊ยบ ผสมผสานกับการขี้แซะและประชดประชัน จนทำให้แนวดนตรีนี้สามารถยึดหัวหาดของกระแสให้กับนักฟังเพลง และทำให้วงการดนตรีอังกฤษคึกคักเป็นอย่างมากในยุคนั้น

แต่มันไม่ง่ายเลยกว่าจะถึงจุด ๆ นั้น เขาและเพื่อนพ้องวง Blur ต่างดิ้นรนขวนขวายในการสร้างวงดนตรี กว่าจะเป็นที่จดจำในวงกว้างนั้นยากลำบากมาก

Damon ร่วมกับเพื่อนพ้องทำวง Blur ในช่วงปลายยุค ’80s กับ 2 อัลบั้มแรกที่ยังไม่ประสบความสำเร็จนักทั้งในแง่ชื่อเสียงและคำวิจารณ์ ความเจ็บช้ำที่ถูกซีนดนตรี Grunge Rock จากอเมริกาปาดหน้าเค้กแย่งความเด่นดังของวงไป ทำให้เขาค้นหาอัตลักษ์ที่จะสู้กับวงร็อคอเมริกันอย่าง Nirvana ให้ได้

จนนำมาสู่การทำอัลบั้มที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีอังกฤษไปตลอดกาล กับ Parklife (1994) ด้วยบทเพลง Girls & Boys ดนตรี Disco Rock สุดปังที่สร้างเทรนด์ใหม่ให้กับดนตรีในยุคนั้น ย่นย่อสังคมชนชั้นกลางชาวอังกฤษได้อย่างเจ็บแสบ จนทำให้ Blur กลายเป็นวงขวัญใจมหาชน โดยเฉพาะเหล่านักฟังเพลงหัวก้าวหน้าที่ชื่นชอบในอัตลักษณ์และบทเพลงจิกกัดสังคมอันแสบทรวงในชั่วข้ามคืน

Damon ทำให้วงดนตรีทั่วอังกฤษหยิบกีตาร์และสร้างวงดนตรีกันมากมายเป็นประวัติการณ์ ได้ออกข่าวใหญ่ในการปะทะกันทางวัฒนธรรมกับ Oasis จนเกิดเป็นวัน Battle of Britpop เมื่อซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 4 ของพวกเขาในชื่อ Country House วางขายชนกับ Roll with It ของ Oasis จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ฮือฮาอย่างมาก

แต่เขาเองก็เริ่มพบทางตันของดนตรี Britpop แม้ผลตอบรับทางความสำเร็จจะมากมายมหาศาล แต่ Damon และพรรคพวกกลับไม่รู้สึกภูมิใจมันสักเท่าไหร่ เขาเริ่มถอยห่างออกจากซีนดนตรีที่เขาได้ก่อร่างสร้างวัฒนธรรมนี้ขึ้นมา เพื่อหาแนวทางใหม่ให้กับวง

และอัลบั้มชุดที่ 5 Blur (1997) คือคำตอบนั้น แม้ซาวด์ที่ทำจะเปลี่ยนไป แต่เขาก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยบทเพลง Song 2 ที่สามารถทลายกำแพงคนฟังเพลงชาวอเมริกันได้สำเร็จ จนกลายเป็นเพลงอมตะสุดมันส์ ที่เดือดปุด ๆ อยู่ใน playlist ของเราจวบจนทุกวันนี้

Blur สร้างซาวด์ใหม่ๆ ในรูปแบบของ Art Rock ที่มีซาวด์ซับซ้อน Lo-Fi กับกีตาร์อันแตกพร่า ถึงแม้ว่าซาวด์จะฟังยากขึ้นกว่าอัลบั้มก่อน ๆ แต่แฟนเพลงก็ต้อนรับในการทดลองที่ไม่หยุดนิ่งของเขา จนทำให้ Blur เป็นวงดนตรีที่อยู่ในใจมหาชนและนักวิจารณ์ไปพร้อม ๆ กัน


Gorillaz สังเคราะห์ซาวด์หลากหลาย ภายใต้คาแรคเตอร์สุดแสบ

เคมีที่เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อของตัวท็อปต่างวงการ ระหว่าง Damon กับ Jamie Hewlett นักเขียนการ์ตูนใต้ดินชื่อดังที่รู้จักจากเรื่อง Tank Girl เกิดขึ้นในวันหนึ่งของปี 1997 เมื่อทั้งคู่นั่งดู MTV ที่เต็มไปด้วย Music Video อันแสนน่าเบื่อหน่าย ทำให้ทั้งคู่เกิดไอเดียว่า “เรามาทำอะไรที่ปฏิวัติความซ้ำซากจำเจของวงการดนตรีกันดีกว่า”

ว่าแล้วทั้ง 2 ก็คิดค้นโปรเจกต์ตามแนวทางถนัด Jamie ออกแบบคาแรคเตอร์สุดเกรียนทั้ง 4 ส่วน Damon ก็ออกแบบดนตรีที่จะไม่ซ้ำทางกับ Blur

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ Gorillaz วง Virtual Band สุดต๊าซ ที่ศิลปินจะอยู่เบื้องหลัง ปล่อยให้คาแรคเตอร์ทั้ง 4 แผลงฤทธิ์สร้างสตอรี่ที่แปลกและแตกต่างไป กลับกลายว่าไอเดียนี้ทัชใจของ Damon อย่างจัง เพราะมันสามารถลื่นไหล และทลายกำแพงของดนตรีที่ Blur ไม่สามารถตอบสนองได้ เขาสนุกกับการออกแบบดนตรีที่หลอมรวมดนตรีแทบทุกแขนงบนโลกใบนี้เข้าด้วยกันอย่างอิสระเสรี

รวมไปถึงโชว์สุดล้ำ ที่ในแต่ละครั้งผู้ชมจะได้พบประสบการณ์ที่พาผู้ชมออกจากโลกแห่งความจริงสู่โลกคู่ขนานที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและล้ำจินตนาการได้อย่างเหลือเชื่อ

และนับวัน Damon จะยิ่งสนุกไปกับโปรเจกต์นี้ขึ้นเรื่อยๆ จากการเชื้อเชิญเหล่านักดนตรียอดฝีมือจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมแจม จนทำให้ Gorillaz เป็นโปรเจกต์ที่สามารถเติมเต็มฝันของเขา ให้พบลู่ทางของดนตรีหลากแขนงได้อย่างมีความสุขและความสบายใจเมื่อเทียบกับวงก่อนหน้านี้อย่าง Blur


The Good, the Bad & the Queen สุดยอดแห่ง Supergroup อัจฉริยะ

ด้วยตัวตนของ Damon ที่ไม่หยุดสร้างสรรค์ผลงาน ช่วงที่ Blur พักวงไม่มีกำหนด และ Gorillaz ยังต้องหาแนวทางใหม่ๆ ปี 2006 Damon อยากจะทำงาน Solo เดี่ยวสักชิ้น เขาจึงเดินสายเชื้อเชิญเพื่อน ๆ นักดนตรีหลากแขนง ตั้งแต่ Paul Simonon มือเบสของวงพังค์ในตำนาน The Clash / Simon Tong มือกีตาร์จาก the Verve และยังเป็นมือกีตาร์สำรองให้กับ Blur ในตอนที่ Graham Coxon ออกจากวง และ Tony Allen มือกลอง Afro Beat ในตำนาน

จน Damon รู้สึกว่าวาระแห่งชาตินี้เขาไม่ควรได้รับเครดิตเพียงผู้เดียว จึงลงมือทำกันเป็นกิจลักษณะเลยดีกว่า จนเป็นที่มาของ The Good, the Bad & the Queen ในเวลาต่อมา

The Good, the Bad & the Queen คือการหลอมรวมนักดนตรีที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ในด้านแนวเพลง แต่ผลงานเมื่อเสร็จสิ้นออกมา นักวิจารณ์กลับชื่นชมในความกล้าหาญของ Damon ที่กล้ากระโดดข้ามเขตแดนทางดนตรี และสร้างสิ่งแปลกใหม่ให้กับวงการได้อย่างยอดเยี่ยม

ในตอนแรกพวกเขากะจะทำอัลบั้มเดียวแล้วแยกย้าย แต่สุดท้ายความคิดถึงก็นำพาให้ทั้ง 4 กลับมารวมตัวทำอัลบั้มกันอีกครั้งในปี 2018 และน่าจะเป็นอัลบั้มชุดสุดท้ายจริงๆ จากการจากไปของมือกลองเมื่อปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน Damon ก็มีพลังเหลือล้นพอที่จะทำโปรเจกต์ที่ชื่อ Rocket Juice & the Moon ที่เขาและ Tony Allen ทำงานร่วมกันกับ Flea มือเบส Red Hot Chili Peppers ทำงาน Psychedelic Funk สุดเดิร์น ที่ทุกคนต้องทึ่งในความเป็นอัจฉริยะ ที่สามารถละลายพฤติกรรมของนักดนตรีในสไตล์ที่แตกต่างให้เป็นแนวทางเดียวกันได้อย่างยอดเยี่ยม


Solo บทกวีส่วนตัวที่เข้าถึงห้วงลึกของอารมณ์

“จริงๆ ผมไม่อยากทำงานเดี่ยวเลย มันรู้สึกเหงาและอ้างว้างชอบกล”

Damon เคยกล่าวกับนิตยสาร NME เมื่องานโซโล่เดี่ยวที่ใช้ชื่อเขาอย่างเป็นทางการในชื่ออัลบั้ม Everyday Robots ออกเมื่อปี 2014 หลังจากที่เขารู้สึกสนุกกับงานทั้งในนาม Blur นาม Gorillaz หรือแม้กระทั่ง The Good, the Bad & the Queen

แต่เมื่อเขาเสร็จสิ้นจากการทัวร์คอนเสิร์ตอันแสนยาวนาน การนอนอยู่บ้านเงียบ ๆ ก็ทำให้เขารำลึกไปถึงเรื่องราวในวัยเด็ก การเปลี่ยนผ่านของชีวิต และช่วงอายุในวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง อดีตที่ตามหลอกหลอนเขา ความเงียบที่แสนเศร้าหมอง ทำให้เขาตัดสินใจเขียนเรื่องราวเป็นบทเพลงเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขาเอง

เช่นเดียวกันกับอัลบั้มชุดล่าสุดในชื่ออันแสนยาวเหยียดนี้ The Nearer the Fountain, More Pure the Stream Flows อัลบั้มล่าสุดที่เขาปลีกวิเวก หนีโรคระบาดที่ทำให้เขาต้องอยู่กับความเงียบอีกครั้ง เขาเลือกไปชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ และหิมะอันขาวโพลน ในเมืองเรคยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ ดินแดนที่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากที่สุด รวมไปถึงเมืองเดวอน ชนบททางตอนเหนือของประเทศอังกฤษเพื่อสดับรับฟังเสียงธรรมชาติ

อัลบั้มชุดที่ 2 นี้ จึงเป็นบทบันทึกความเรียบง่ายที่แตกต่างจากโปรเจกต์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะโดดเด่นด้วยภาคของดนตรี แต่สำหรับงานเดี่ยวของเขานั้น กลับวางดนตรีอยู่ในตำแหน่งรองลงมา และร่ายเรื่องราวในชีวิตที่พานพบ เพื่อเงี่ยหูฟังความบริสุทธิผุดผ่องของธรรมชาติ บางเพลงก็บันทึกช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่งของพายุ เมื่อระหว่างที่เขาเขียนเพลงได้เผชิญกับภัยธรรมชาติ อัลบั้มนี้จึงสะท้อนสภาวะอารมณ์ที่ทั้งสงบนิ่งและบ้าคลั่งได้อย่างมหัศจรรย์และงดงาม ผ่านดนตรีอะคูสติกและเสียงธรรมชาติ และความพยายามที่จะใช้เสียงสังเคราะห์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะบอกว่าทำนองนั้นจะแผ่วเบากว่าโปรเจกต์อื่นๆ แต่รายละเอียดของดนตรีก็ไม่ได้ด้อยลงแต่ประการใด

จึงเป็นบทสรุปได้เป็นอย่างดีว่า สำหรับ Damon Albarn แล้ว ไม่มีครั้งไหนในชีวิตของเขาที่เงียบหายไปเลย ทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะผ่านช่วงวัยรุ่นที่อึกทึกคึกโครม วัยกลางคนที่เต็มไปด้วยเสียงแห่งการทดลอง หรือการเป็นรุ่นใหญ่ที่ใช้ดนตรีเติมเต็มช่วงเวลาที่เงียบงัน ทุกๆวันสำหรับเขาคือเสียงเพลง จะด้วยรูปแบบแบนด์ / Virtual / Supergroup หรืองานเดี่ยวของเขาก็ตาม

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line