Life

รู้จัก LAW OF ATTRACTION กฎแห่งการดึงดูด ทฤษฎีที่เชื่อว่า คิดดีเจอคนดี คิดชั่วเจอคนชั่ว

By: BAO December 2, 2021

ในชีวิตของหลายคนคงเคยพานพบกับคนที่มีความคิดหรือความชอบคล้ายกับตัวเอง และรู้สึกว่าพวกเขามีเสน่ห์และน่าดึงดูดอย่างน่าประหลาด มีคนพยายามอธิบายเรื่องนี้ด้วยความเชื่อเรื่อง กฎแห่งแรงดึงดูด (Law of Attraction) ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาความสุขในชีวิตได้หลายด้าน UNLOCKMEN อยากพาทุกคนไปเข้าใจกฎที่ว่านี้มากขึ้น

กฎแห่งแรงดึงดูด คือ อะไร

กฎแห่งแรงดึงดูด (Law of Attraction) เป็นหลักปรัชญาที่ได้รับการพูดถึงตั้งแต่ปี 1887 โดยมันสอนว่า ความคิดในแง่ดีจะดึงดูดผลลัพธ์ในเชิงบวก ส่วนความคิดในแง่ลบจะดึงดูดผลลัพธ์ในเชิงลบเช่นเดียวกัน ความเชื่อดังกล่าวมีฐานคิดมาจากความเชื่อที่ว่า ความคิดเป็นเหมือนพลังงานรูปแบบหนึ่งที่สามารถดึงดูดสิ่งที่เหมือนกันได้ โดยพลังงานเชิงบวก (การคิดบวก) จะสามารถดึงดูดความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ของชีวิตได้ เช่น ด้านสุขภาพ ด้านการเงิน และด้านความสัมพันธ์

Law of Attraction ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะหนังสือแนว Self-help ชื่อ ‘The Secret’ (2016) ที่เขียนโดย Rhonda Byrne และมีเนื้อหาอ้างอิงถึงเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูด ซึ่งได้รับความนิยมมากจนมียอดขาย 30 ล้านเล่มทั่วโลก และถูกแปลเป็นภาษาอื่นมากกว่า 50 ภาษา

สำหรับ Law of Attraction จะประกอบไปด้วย 3 กฎเหล็ก ได้แก่

เหมือนดึงดูดเหมือน (Like attracts like) – สิ่งที่เหมือนหรือคล้ายกันจะดึงดูดกันเอง ยกตัวอย่าง คนฉลาดจะดึงดูดคนฉลาดเหมือนกัน หรือ ความคิดในแง่ลบก็จะดึงดูดความล้มเหลวเข้ามาในชีวิตเช่นกัน ดังนั้น ถ้าเราอยากเจอคนที่ดี เราจึงต้องทำตัวเองให้ดีก่อน

ธรรมชาติรังเกียจสูญญากาศ (Nature abhors a vacuum) – สมองของเรามีพื้นที่จำกัด แต่มักเสียพื้นที่ไปกับการคิดอะไรฟุ้งซ่านหรือการคิดถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่เสมอ ดังนั้นการกำจัดไม่ดีออกจากชีวิตไป จะช่วยให้เรามีพื้นที่ทางความคิดให้สิ่งดีมากขึ้น

ปัจจุบันสมบูรณ์แบบเสมอ (The present is always perfect) – ปัจจุบัน คือ เราสามารถพัฒนาปัจจุบันได้เสมอ แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตหรือรู้อนาคตล่วงหน้าได้ แม้ปัจจุบันจะไม่สมบูรณ์แบบ แม้มันจะทำให้เราเจอกับความผิดหวัง หรือ ความล้มเหลว เราก็ควรโฟกัสที่การทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ดีกว่าจะไปรู้สึกเจ็บใจหรือเสียใจกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้จนไม่มีความสุข

อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ก็ได้รับการโต้แย้งมากมาย บางคนบอกว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เหมือนกันแล้วดึงดูดกัน (เช่น ขั้วแม่เหล็ก) หรือ บางคนบอกว่ากฎนี้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับมากพอ และเรียกมันว่าเป็น วิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience)


เราจะนำกฎแห่งแรงดึงดูดไปใช้ได้อย่างไรบ้าง

แม้ Law of Attraction ดูจะเป็นความเชื่อมากกว่าหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่การนำมันมาใช้ก็ส่งผลดีต่อชีวิตของเราได้เหมือนกัน เพราะแนวคิดนี้กระตุ้นให้เราคิดในแง่บวก (positive thinking) ซึ่งส่งผลดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดความเครียดหรือความทุกข์ทรมาน ช่วยพัฒนาสุขภาพให้จิตดีขึ้น หรือ ช่วยให้เรามีทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีขึ้น เราเลยอยากแนะนำวิธีการนำ Law of Attraction ไปใช้ประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาชีวิตของแต่ละคน

ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน – เวลาจะเริ่มทำอะไรก็ตาม เราควรทำอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราควรตอบได้ว่าตัวเองจะได้รับอะไรบ้างหลังจากที่บรรลุเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะการตั้งเป้าหมายที่กำกวม หรือ ไม่ชัดเจน อาจทำให้เราไม่รับรู้ถึงความคืบหน้า ส่งผลให้เราสูญเสียกำลังใจระหว่างการทำงาน และล้มเลิกเป้าหมายของตัวเองได้ง่ายกว่าเดิม

คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต – เมื่อเราคิดถึงแต่เรื่องบวก มันก็จะดึงดูดความรู้สึกบวกให้เข้ามาหาเราด้วย เช่น ความสุข ความเพลิดเพลิน หรือ ความสบายใจ ดังนั้น เราควรใช้เวลาสัก 10 นาที เพื่อนึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เราอยากจะแสดงความขอบคุณใส่ เช่น พ่อแม่ที่ส่งเสียเลี้ยงดูเรามา หรือ เพื่อนร่วมงานที่คอยช่วยเหลือเรามาตลอด เป็นต้น

จินตนาการถึงอนาคต – ลองคิดดูว่าหลังจากที่เราทำภารกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเสร็จแล้ว ในตอนนั้นเราจะรู้สึกอย่างไรบ้าง เราอาจจะเกิดความรู้สึกสองแบบ คือ รู้สึกดีเพราะทำงานได้สำเร็จ และได้รับเสียงชื่นชมจากคนรอบข้าาง หรือ รู้สึกแย่ เพราะเห็นตัวเองทำงานได้ไม่ดี จนคนรอบข้างผิดหวัง เวลาที่เราคิดถึงผลลัพธ์ในแง่ดีเราควรเก็บมันไว้เป็นกำลังใจในการทำตามเป้าหมายของเรา และใช้มันเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการคิดถึงผลลัพธ์ในแง่ร้ายมาคิดถึงเรื่องในแง่บวกมากขึ้น

มองหาเรื่องดีท่ามกลางความเลวร้าย – เวลาที่เราเฟลกับเรื่องงานหรือความสัมพันธ์ แทนที่เราจะปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นแซดบอย เราควรมองหาข้อดีของประสบการณ์เหล่านั้น เช่น การอกหักอาจเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เราได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง และปรับปรุงวิธีการจีบให้ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น การเปลี่ยน mindset จะช่วยให้เรามีความสุข และมีแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น

สุดท้ายสิ่งที่จะทำให้วิธีการเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ ความอดทน เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนการขับรถแข่งฟอร์มูล่าวัน แต่มันมักเนิบช้าเหมือนกับการวิ่งมาราธอน ความอดทนและการรักษากำลังใจจึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


 

Appendix: 1 / 2 / 3 

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line