Advertisement
Life

Mental Fitness: วิธีการเสริมแกร่งจิตใจให้พร้อมปะทะกับทุกปัญหาที่เข้ามา

By: BAO October 26, 2021

สุภาพบุรุษทุกคนต้องพึ่งพาสภาพ ‘กาย’ และ ‘ใจ’ ในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะทำให้รอดจากโรคภัยไข้เจ็บและมีแรงในการใช้ชีวิต ส่วนสุขภาพจิตที่ดีก็ทำให้คุณผู้ชายไม่ขาดแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ แม้หลายคนจะใส่ใจกับการออกกำลังกายกันแล้ว แต่เรื่องการออกกำลังกายจิตเรามักใส่ใจกันน้อยเกินไป อาจเพราะไม่รู้วิธี หรือ ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมันมาก่อน สุดท้ายจึงกลายเป็นซึมเศร้า หรือ หมดไฟกันง่ายกว่าปกติ

UNLOCMEN จึงอยากมาแนะนำเคล็ดในการพัฒนา Mental Fitness หรือ ความฟิตของจิตใจ เพื่อให้หัวใจของทุกคนแข็งแกร่งขึ้น และมีแรงจูงใจในการใช้ชีวิตในแต่ละวันมากขึ้นตามมา

 

What is mental fitness ?

ใครได้ยินคำว่า Mental Fitness ครั้งแรก อาจนึกถึงการทำแบบฝึกสมองเพื่อบูส IQ ให้ถึงขั้นอัจฉริยะ หรือ การเข้าร่วมกิจกรรมฝึกจิตใจจนกล้าแกร่งแบบซามูไร ซึ่งไม่ใช่ ความหมายของ Mental Fitness  จริง ๆ แล้ว คือ การรักษาสภาพจิตใจ อารมณ์ และสมอง ให้มีความเฮลตี้ จนสามารถตระหนักถึงความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรมของตัวเองได้เสมอ นั่นหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องไปนั่งสมาธิใต้น้ำตก หรือ แก้โจทย์ปัญหเลขยาก ๆ จนปวดหัว เพียงแค่เราเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตประจำวันก็สามารถมี Mental Fitness ที่ดีขึ้นได้แล้ว

ประโยชน์ของ Mental Fitness ไม่ได้มีแค่ทำให้เรามีสมาธิ หรือ มีแรงจูงใจในการใช้ชีวิตมากขึ้นเท่านั้น มันยังส่งผลดีต่อสุขภาพกาย หรือ Physical Fitness ของเราอีกด้วย เพราะวิทยาศาสตร์ยอมรับแล้วว่า ร่างกายกับจิตใจมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน เช่น เวลาเราออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟินที่ทำให้เราอารมณ์ดีมากขึ้น หรือ การนั่งสมาธิก็มีส่วนช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าอันเป็นสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพต่าง ๆ เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือ กินจุ เป็นต้น

การใช้ชีวิตในแต่ละวันเราต้องการความฟิตของจิตอย่างมาก ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราไม่สามารถทำใจให้สงบเวลาเจอกับปัญหาได้ เราจะล่กหรือตัดสินใจได้แย่ขนาดไหน ? หรือ เวลาเราทะเลาะกับเพื่อนหรือแฟน ถ้าเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ปัญหาจะบานปลายไปเท่าใด ? มันจึงมีผลดีต่อการเข้าสังคมที่สำคัญเหมือนกัน

นอกจากนี้ มันยังมีประโยชน์ตอนเราจะเข้านอน เพราะเวลาเราหลับตา สมองของเรามักเกิดอาการคิดมาก จนบางทีก็ทำให้เราหลับยาก หรือ ไม่ได้หลับเลย หากเราฝึกฝนการทำจิตใจให้สงบเวลานอนหลับได้ ปัญหาเรื่องการหลับยากอันเป็นสาเหตุของการพักผ่อนไม่เพียงพอก็หมดไปได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม แต่ละคนอาจมี Mental Fitness ตั้งต้นมาไม่เหมือนกัน เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านร่างกายด้วย ไม่ว่าจะเป็น กรรมพันธ์ ธรรมชาติที่แตกต่างกันของแต่ละเพศ ความต่างด้านอายุ หรือ ปัญหาด้านสุขภาพ ดังนั้น เราจึงอยากโฟกัสที่การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ที่จะทำให้ทุกคนมี Mental Fitness ที่ดีขึ้น

 

How to boost your mental fitness ?

การสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดีเริ่มต้นจากการมีไลฟ์สไตล์ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็น การทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักใบเขียว ถั่วและปลาที่มีโอเมก้า 3 ผลไม้ที่ให้วิตามิน หรือ ไข่ที่อุดมไปด้วยวิตามินและโปรตีน เป็นต้น หรือ การนอนหลับให้เพียงพอตามมาตรฐาน 6 – 8 ชั่วโมงต่อคืน ไปจนถึง การออกกำลังกายแอโรบิควันละ 75 นาที (ถ้าออกกำลังกายหนัก) หรือ 150 นาที (สำหรับการออกกำลังกายแบบปานกลาง)

เพราะไลฟ์สไตล์ส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจของเรา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรานอนน้อย นอกจากจะรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนและไม่มีแรงแล้ว เรายังรู้สึกควบคุมอารมณ์ได้ยากและหงุดหงิดง่ายกว่าเดิมได้ด้วย ดังนั้น เราควรใส่ใจกับการรักษาไลฟ์สไตล์เป็นอันดับแรก

หลังจากนั้น เราค่อยมาเริ่มออกกำลังกายจิตใจกันอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ให้เราเอาจิตใจมาทำท่า plank หรือ crunch แต่เป็นการฝึกทำงานอดิเรกง่าย ๆ ที่จะช่วยให้จิตใจเราดีขึ้น เช่น การนั่งสมาธิ การอ่านหนังสือ การเสพหนังและรายการตลก รวมถึง การเล่นเกมที่ใช้สมองอย่าง ซูโดกุ คอรสเวิร์ด หรือ บอร์ดเกม ซึ่งไม่เพียงทำให้จิตใจเราแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เราคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้น และแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากการทำงานอดิเรกแล้ว เราสามารถพัฒนาความฟิตของใจ ได้จากการเข้าสังคม การเรียนรู้หรือลองทำสิ่งใหม่ การมองตัวเองในแง่บวก การหาเวลาอยู่กับตัวเอง ไปจนถึง การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น multi-tasking ซึ่งทำให้เราสูญเสียสมาธิ และทำผิดพลาดง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรักษาไลฟ์สไตล์เป็นเรื่องที่จำเป็นก็จริง แต่เราไม่อยากแนะนำให้ทุกคนจริงจังกับมันมากเกินไป เพราะบางทีคนทำงานอย่างเราก็มีภาระกองเท่าภูเขา กว่าจะเสร็จงานก็เลยเวลานอนไปไกลแล้ว การสร้างกฎเหล็กเรื่องไลฟ์สไตล์จึงเป็นการกดดัน หรือ เพิ่มเครียดมากขึ้นกว่าเดิมได้เหมือนกัน

ถ้าเราอยากรักษาไลฟ์สไตล์เราควรมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ และ ทักษะในการบริหารเวลาชีวิตให้ลงตัว  หากเราบริหารเวลาได้ดี จนไม่ต้องทำงานล่วงเวลา เราก็มีเวลาในการทำอย่างอื่นมากขึ้นรวมถึงการนอน และสามารถรักษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกายและใจได้นาน


Appendix: 1 / 2

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line