Life

NO MORE NIGHTMARES: พาค้นต้นเหตุฝันร้ายที่ไล่กวดเราตั้งแต่ในฝันยันชีวิตจริง

By: G-NEAK February 12, 2020

ความฝันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็เคยฝันมาแล้วทั้งนั้น แต่จะต่างตรงที่พวกเขาเหล่านั้นฝันดีหรือฝันร้ายมากกว่ากัน บางคนบอกว่าฝันคือการสร้างสมดุลทางจิต โดยปลดปล่อยความเครียดหรือกุเรื่องไร้สาระขึ้นมาในหัว

บ้างว่าฝันถูกจิตสำนึกลึก ๆ ผลักออกมาและปรุงแต่งจนเป็นเรื่องราว สะท้อนถึงความปรารถนาที่ไม่ได้ถูกตอบสนองในชีวิตจริง แต่ความปรารถนานั้นไม่ได้หายไป หากเก็บไว้เบื้องลึกในจิตใจและระบายออกมาผ่านความฝัน

แต่ไม่ว่าความฝันจะเกิดขึ้นจากอะไร ใคร ๆ ก็คงอยากฝันดีมากกว่าฝันร้ายกันทั้งนั้น นั่นให้เราอยากรู้ว่าทำไมคนถึงเกลียดฝันร้าย และฝันร้ายของพวกเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรมากที่สุด?

งานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Amerisleep ที่รวบรวมเรื่องราวฝันร้ายของชาวอเมริกัน 2,000 คน เผยว่าฝันร้ายที่พบบ่อยที่สุดคือการฝันว่าตัวเองหกล้ม (65%) ตามมาด้วยฝันที่ถูกไล่ล่าเอาชีวิต (63%) ฝันว่าตัวเองตาย (55%) ฝันว่าคนรักตายจากไป (54%) และฝันว่าถูกจับยึดจนไม่สามารถขยับไปไหนได้ (52%)

นี่แสดงให้เห็นว่าฝันร้ายแต่ละเรื่องนั้นค่อนข้างรุนแรงและกระทบกระเทือนต่อจิตใจคน อีกทั้งขณะที่อยู่ในฝันเราก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันคือเรื่องจริงหรือความฝันกันแน่ ถ้าต้องเจอเรื่องราวเลวร้ายที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าใครก็คงทุกข์ใจไม่ต่างกัน

ทำไมถึงฝันร้าย?

มีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้เราฝันร้าย ตั้งแต่การกินของว่างตอนดึก ผลข้างเคียงจากยา หรือแม้แต่การนอนตะแคงซ้ายขวา แต่นอกจากยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พิสูจน์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราก็มีอิทธิพลต่อความฝันด้วย

เนื่องจากเนื้อหาในฝันจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงขณะตื่น หากคุณเป็นคนสบาย ๆ ไม่ค่อยเครียด และค่อนข้างพอใจกับชีวิต เป็นไปได้ว่าฝันของคุณจะเป็นเรื่องบวก ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณทุกข์ใจหรือวิตกกังวลบ่อย ๆ ก็อาจทำให้คุณฝันร้ายได้ในเวลาเดียวกัน

ฝันร้ายบอกอะไรเรา?

กว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าพวกเขามักจะฝันร้ายเกี่ยวข้องกับงานหรืออาชีพ อย่างเช่นนักข่าวก็จะฝันว่าตนพลาดกำหนดการรายงานข่าวสด คนที่ทำงานด้านการศึกษาฝันว่าตัวเองมาทำงานสาย หรือผู้ที่ทำงานด้านกฎหมายจะฝันว่าตนไม่ได้เตรียมตัวมาให้พร้อมก่อนทำงาน

นักวิจัยจาก The University of Cardiff จึงเชื่อว่าส่วนหนึ่งของฝันร้ายอาจเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับเรื่องจริงในชีวิต และฝันร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ก็คงสะท้อนว่าคนที่ฝันกำลังกังวลกับเรื่องนั้น ๆ เป็นพิเศษ และความฝันอาจกำลังบอกให้พวกเขาแก้ไขปัญหาในชีวิตอย่างเร็วที่สุด

ลดระดับอารมณ์เพื่อลดฝันร้าย

แม้เราจะไม่อาจควบคุมความฝันได้โดยตรง แต่เราก็สามารถลดระดับอารมณ์หรือปรับปรุงสภาพจิตในระหว่างวัน เพื่อให้ฝันร้ายน้อยลงได้

ลืมความกังวลเมื่อวางหัวลงบนหมอน – ก่อนนอนเราลองพยายามลืมเรื่องราววุ่นวายในวันนั้น ๆ และล้างสมองให้ปลอดโปร่ง ลองมองหาความสุขเล็ก ๆ ที่ทำให้คุณยิ้มได้และจินตนาการถึงเรื่องราวเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับคุณมากกว่ายึดติดกับเรื่องราวเชิงลบ

แยกแยะเรื่องจริงกับฝันร้าย – เราอยากให้คุณเลิกสนใจภาพจำฝันร้ายที่ติดตามาตอนตื่น และทำความเข้าใจว่าความฝันไม่ใช่การทำนาย การที่เราฝันร้ายจึงไม่ได้แปลว่าจะต้องมีเรื่องราวร้าย ๆ เกิดขึ้นกับเราในชีวิตจริง

ไม่เก็บเรื่องราวในฝันมาคิดต่อ – เมื่อใดที่คุณวิตกกังวลถึงสิ่งเลวร้าย คุณจะยิ่งเพิ่มสภาวะอารมณ์เชิงลบให้กับตัวเอง แทนที่จะสนใจฝันร้าย เราแนะนำให้ลองอยู่กับปัจจุบันแทน วิธีนี้จะทำให้คุณฝันร้ายน้อยลงได้

ต้องยอมรับว่าบางครั้งฝันร้ายก็รุนแรงและกระทบกระเทือนจิตใจผู้ชายเราได้เหมือนกัน และภาพน่ากลัวในความฝันก็ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะฝันร้ายอาจทำให้หนุ่มบางคนอ่อนเพลียจากการหลับไม่สนิท ทำให้เรากังวลใจ หรือทำให้ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนอย่างที่เคยเป็น

แม้คำพูดปลอบประโลมอย่าง “ฝันร้ายจะกลายเป็นดี” จะช่วยให้ผู้ชายหลายคนอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง แต่ถ้าไม่อยากรอให้ฝันร้ายกลายเป็นเรื่องดีหรืออยากฝันดีไปเสียเลย คุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงความฝันนั้นได้ โดยคิดแต่เรื่องดี ๆ หรือหาเวลาว่างทำจิตใจให้สงบ ฝันร้ายที่เคยทำร้ายคุณก็จะเปลี่ยนเป็นฝันดีที่ทำให้คุณมีความสุขได้เหมือนกัน

 

SOURCES: 12

G-NEAK
WRITER: G-NEAK
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line