ถ้าพูดถึงการ์ตูนยอดนิยมยุคนี้ไม่ว่าจะเป็น One Piece, My Hero Academia, The Promised Neverland และเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง แม้ว่าการ์ตูนเหล่านี้จะมีพล็อตแตกต่างกัน แต่เกือบทุกเรื่องมีคอนเซ็ปต์ที่คล้ายกันคือการผจญภัยโดยมีฉากหลังเป็นพลังมิตรภาพ ในขณะที่การ์ตูนแนวลูกผู้ชายกล้ามโตที่ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนอกจากการต่อสู้แบบบ้าพลังแทบจะหายไปจากตลาดเลยก็ว่าได้ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 20-30 ปีก่อนที่เป็นยุครุ่งเรืองของการ์ตูนแนวนี้ หลายเรื่องขึ้นหิ้งกลายเป็นตำนานที่ยังถูกพูดถึงมาจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ, ซามูไรพเนจร, จอเกบูลส์ รวมถึงเรื่องที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้อย่าง ‘บากิ’ ย้อนความหลัง สำรวจเรื่องราว ‘Baki the Grappler’ หรือที่คนไทยเรียกสั้น ๆ ว่า ‘บากิ’ คือผลงานมังงะจากปลายปากกาของ Keisuke Itagaki ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1991 ลงในนิตยสาร Weekly Shōnen Champion ซึ่งถ้านับถึงตอนนี้มังงะเรื่องนี้ก็มีอายุกว่า 28 ปีเข้าไปแล้ว ฉบับรวมเล่มมีทั้งหมด 132 เล่ม โดยแบ่งเป็น 4 ภาค ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมภาคย่อยที่มีอีกไม่น้อย บากิเป็นการ์ตูนที่เล่าเรื่องย่อได้ง่ายที่สุด เพราะทั้งเรื่องแทบจะไม่มีแก่นเรื่องใด ๆ เลยนอกจากการต่อสู้ ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มมัธยมปลายนาม ‘ฮันมะ บากิ’ ภายนอกเขาก็ดูไม่แตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันคนอื่น
ในช่วงนี้ใคร ๆ ก็หันมาทำวิดีโอคอนเทนต์กันทั้งนั้น ตั้งแต่เพลง หนัง ไลฟ์สไตล์ สารพัดอย่างในชีวิตล้วนแต่หันมาตีตลาดวิดีโอกันหมด การดูวิดีโอในสมาร์ทโฟนจึงเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยกันดี จริง ๆ ไม่ใช่แค่วิดีโอคอนเทนต์ เดี๋ยวนี้การดูหนังในสมาร์ทโฟนก็สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้เราพร้อมดูหนังได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลเท่าไหร่ เรายิ่งทิ้งอะไรเก่า ๆ ไว้ข้างหลังจนแทบจะไม่ได้หันกลับไปมอง UNLOCKMEN อยากชวนให้เรากลับมาสัมผัสอะไรเก๋า ๆ อย่างการดูวิดีโอจากโทรศัพท์ผ่านทีวีรูปทรงวินเทจอย่าง SMARTPHONE MAGNIFIER ที่จะมาเปลี่ยนบรรยากาศการดูวิดีโอของเราให้คลาสสิกยิ่งขึ้น รับรองว่าถูกใจหนุ่มสายวินเทจอย่างแน่นอน SMARTPHONE MAGNIFIER มันไม่ใช่ทีวีจริง ๆ หรอก (ดูก็รู้แล้ว!) แต่มันคือเครื่องฉายจากสมาร์ทโฟนของเรา แต่เปลี่ยนจากฉายขึ้นผนังแบบที่เคยเห็นกัน แต่เป็นฉายขึ้นจอทีวีทรงวินเทจ ที่จะมาสร้างบรรยากาศเก่า ๆ ที่เราคิดถึง ด้วยดีไซน์สุดเจ๋งบนจอขนาด 9 นิ้ว กว้าง 7.4 นิ้ว สูง 4.8 นิ้ว วัสดุจาก Cardboard น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย อยากจะย้ายไปดูที่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่สวนหลังบ้านก็ทำได้ นอกจากจะสามารถใช้งานได้จริงแล้ว ยังสามารถเป็นของตกแต่งห้องได้แบบเท่
ทุกการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งต้องต่อสู้กับนิสัยเดิม ๆ ต่อสู้กับความเคยชินของตัวเอง เสียงวิจารณ์ของคนรอบข้าง และอย่างอื่นอีกมากที่จะมาเป็นแบบทดสอบให้เราก้าวข้ามไป UNLOCKMEN จะพามาดูว่า กว่าเราจะเปลี่ยนนิสัยของเราได้นั้น เราจะต้องเจอกับสภาวะ 6 ขั้นตอน มาดูกันว่าเราเข้าใกล้ความสำเร็จไปถึงขั้นไหนแล้ว อาจจะทำให้เราท้อ สับสน แต่เราอยากให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นปกติของการเปลี่ยนแปลง Stage 1: ทบทวนเรื่องที่ผ่านมาและสิ่งที่กำลังจะทำ ขั้นตอนนี้ต่างคนอาจจะใช้เวลาในช่วงนี้ต่างกัน เพราะมันเป็นช่วงที่เราต้องใช้ความคิด ทบทวนว่าก่อนหน้านี้เราทำอะไรมาบ้าง อะไรที่เป็นจุดผิดพลาดที่จะต้องจัดการ อาจจะเป็นช่วงที่เราละล้าละลัง เอาอดีตมาชั่งน้ำหนักกับปัจจุบัน และนึกถึงอนาคตว่าถ้าต้องเปลี่ยนไปจริง ๆ เราจะทำมันได้มั้ย เราจะยอมรับผลของมันได้มากน้อยแค่ไหน แม้ขั้นนี้จะดูเป็นนามธรรม อยู่ในขั้นตอนของความคิด แต่นั่นก็ช่วยทำให้เราตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้นไว ๆ นี้แล้ว Stage 2: วางแผน เป็นขั้นตอนต่อจากขั้นที่แล้วแบบชัดเจน หลังจากไตร่ตรองเรื่องที่ผ่านมาจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว พอเห็นภาพรวมทุกอย่างว่าเรากำลังจะทำอะไร ทีนี้ดึงมันออกมาเป็นก้อนใหญ่ แตกแขนงออกมาว่าเราจะแก้ยังไง วิธีไหน ทำให้เราเห็นภาพรวมว่าเราต้องก้าวไปจุดไหนบ้าง และจะจัดการทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ แม้จะฟังดูง่าย ๆ แต่ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่พบว่าคนเรามักจะผัดวันประกันพรุ่งมากที่สุด เพราะมันถึงเวลาที่เราต้องลงสนามจริง ๆ แล้ว ต้องลงมือวางแผนแล้วว่าเราต้องเล่นเกมยังไง เคล็ดลับที่จะทำให้ขั้นตอนนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นคือ
แม้ฟุตบอลโลกจะจบลงไปแล้ว แต่ทว่าอีกหนึ่งสีสันการใส่เสื้อฟุตบอล Jersey ในชีวิตประจำวัน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ผิดกฎเกณฑ์อีกต่อไป ซึ่งในปัจจุบันแต่ละสโมสรดังต่างพาเหรดกันออกเครื่องแต่งกายชุดแข่งประจำฤดูกาล 2018/2019 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไฮไลท์สำคัญคงจะไปอยู่ชุดแข่งของ Juventus ที่แต่เดิมก็สวยงามอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้ซุเปอร์สตาร์อย่าง Cristiano Ronaldo มาใส่ราศีของชุดแข่งก็ทวีคูณความโดดเด่นออกมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบรรดาลีกต่าง ๆ ทั่วยุโรปยังคงไม่เปิดฤดูกาลกไอ้ครั้นจะใส่ไปไหนมาไหน อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ต่างจากลีกอังกฤษ หรือที่รู้จักกันดีในนาม Premier League ซึ่งเป็นลีกอันดับ 1 ของโลกมีผู้ชมจากทั่วโลกมากที่สุดอีกเช่นกัน ดังนั้นเสื้อแข่งที่สวยจึงเหมือนกับใบเบิกทางความนิยมให้กับทีมนั้น ๆ ได้ ดังนั้นในวันนี้ UNLOCKMEN ขอนำ Top 5 เสื้อแข่งสุดสวยประจำฤดูกาล 2018/2019 ของ Premier League มาแนะนำกันว่าทีมไหนสวยเหมาะแก่การใส่ในชีวิตประจำวันได้บ้าง FULHAM ทีมน้องใหม่หน้าเก่าอย่าง Fulham ที่ตกชั้นร่วงลงจากลีกสูงสุดไปนานกว่า 4 ปี กลับมาคราวนี้ถือว่าทีมดีไซน์ได้ทำการออกแบบชุดแข่งได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อมีเพียง Stripe คาดอกขนาดใหญ่สีดำ พร้อมโลโก้สปอนเซอร์ dafabet สีขาว ที่นำลงมาจัดวางเข้ามา แล้วดูขัดตา ยิ่งบวกกับตรา adidas
“ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์” เตรียมสนับสนุนโครงการ “เดอะ ดิสธิงกวิช เจนเทิลแมน ไรด์ 2018” (The Distinguished Gentleman’s Ride 2018) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักเป็นปีที่ 5 ซึ่งกำหนดจัดในวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2561 นี้ โดยจะมีสุภาพบุรุษกว่า 120,000 คน จาก 650 เมืองทั่วโลก สวมใส่ชุดสูท ผูกเนคไท และเสื้อแจ๊คเก็ต พร้อมนั่งคร่อมบนรถมอเตอร์ไซด์สไตล์คลาสสิกสุดโปรด เพื่อระดมทุนและรณรงค์เรื่องสุขภาพของผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและปัญหาสุขภาพจิต สำหรับโครงการ “เดอะ ดิสธิงกวิช เจนเทิลแมนไรด์” (The Distinguished Gentleman’s Ride) ได้ถือกำเนิดขึ้นในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดย Mark Hawwa ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพของ Don Draper พระเอกจากซีรีย์อเมริกันชื่อดังเรื่อง Mad Men ที่สวมชุดสูทหล่อเนี้ยบนั่งคร่อมอยู่บนรถมอเตอร์ไซด์คลาสสิก โดย Mark คิดว่าการให้สุภาพบุรุษออกมารวมตัวกันแต่งตัวสูทแล้วขับขี่รถมอเตอร์ไซด์น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยลดภาพเชิงลบของการขับขี่มอเตอร์ไซค์ของผู้ชายได้
เทรนด์สปอร์ตแฟชั่นในปัจจุบันยังคงเป็นที่นิยม เพราะนอกจากความสนุกสนานในการเลือกสวมใส่แล้วยังบ่งบอกถึงรสนิยมและไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดี ล่าสุด ‘บอดี้ โกลฟ’ (Body Glove) ได้เปิดตัว 4 คอลเลกชั่นดีไซน์ใหม่ต้อนรับฤดูกาล ออทั่ม/วินเทอร์ 2018 พร้อมชวนหนุ่ม ๆ มาสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์สร้างสไตล์ลุคสุดเท่ ที่ประกอบไปด้วยคอลเลกชั่น Retro Sport Active Collection Fall 2018, Sport Casual , Pima Tee)และ Activate Wear ‘บอดี้ โกลฟ’ (Body Glove) มีต้นกำเนิดจากการคิดค้นเวทสูทหรือชุดดำน้ำรายแรกของโลก ในปี ค.ศ. 1953 ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และในไทย ‘บอดี้ โกลฟ’ (Body Glove) มีความตั้งใจที่จะพัฒนาเสื้อผ้าให้เหมาะกับยุคสมัย จึงได้สอดแทรกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ลงไปในการดีไซน์เสื้อผ้า บอดี้ โกลฟจึงเป็นแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่มีความสปอร์ตแฝงอยู่ในตัว ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมง สามารถสวมใส่ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและเวลาออกกำลังกาย ในคอลเลกชั่นต้อนรับฤดูกาลออทั่ม/วินเทอร์ 2018 แบบชุดสปอตแวร์โดดเด่นด้วยงานดีไซน์ที่เหมาะสำหรับการสวมใส่ในทุก ๆ
แต่ละวินาทีที่เราอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เป็นแต่ละวินาทีที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสุดหลากหลาย ทั้งหน้าที่การงานที่เราต้องทุ่มให้สุดชีวิต ทั้งการใช้ห้วงเวลาแห่งการเที่ยวเล่นแบบสุดขั้วหัวใจ และการพักผ่อนในวันสบาย ๆ เพื่อชาร์จไว้เป็นขุมพลังสำคัญในการก้าวต่อไป ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างเราจึงไม่ได้ต้องการแค่ความเรียบง่ายที่จำกัดเราไว้แค่การพักผ่อนเท่านั้น แต่เราต้องการพื้นที่ที่ปลดล็อกทุกข้อจำกัดของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ให้เราได้มากกว่าการพักผ่อน โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยที่จะไม่ได้เป็นแค่ที่ให้เราหอบร่างกลับไปนอนเพื่อให้เวลาในแต่ละคืนผ่านพ้นไป แต่พื้นที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ต้องเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ไร้ขีดจำกัด ที่จะทำให้เราเข้าใจคำว่า LIVING EXTRAORDINARY ได้แบบถึงแก่น ย่านอ่อนนุชจึงเป็นอีกพื้นที่ที่ตอบโจทย์การปลดล็อกขีดจำกัดในการใช้ชีวิตให้กับคนรุ่นใหม่ที่แต่ละวันมีกิจกรรมต้องทำมากมายได้ครบจบในที่เดียว ทั้งการเดินทางที่สะดวกสบายด้วย BTS ทั้งแหล่งเติมเต็มไลฟ์สไตล์แห่งการทำงาน การพักผ่อน และการเล่นแบบสุดเหวี่ยง บอกได้แค่ว่าย่านอ่อนนุชคือทุกคำตอบของชีวิตชาว Urban ไม่ว่าโจทย์ของเราจะเป็นการทำงานแสนหน่วงหนัก การพักผ่อนแสนเนิบช้า หรือการเที่ยวเล่นแสนสนุก CRAFTSMAN BARBER SHOP เริ่มต้นปลดล็อกขีดจำกัดแห่งไลฟ์สไตล์ขั้นแรกด้วยการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ตัดผมในร้านสุดชิคแห่งยุคสมัยดูสักครั้ง ผู้ชายยุคใหม่มักประสบปัญหาในการหาร้านตัดแต่งทรงผมที่ถูกใจได้ยากแสนยาก บ่อยครั้งเลยต้องดิ่งไปย่านใจกลางเมืองที่พ่วงมาด้วยรถติดสาหัส การหาที่จอดรถสุดยากเย็น แต่ที่อ่อนนุช CRAFTSMAN BARBER SHOP แฝงตัวอย่างแนบเนียนเพื่อรอให้ผู้ชายรุ่นใหม่ได้ปลดล็อกไลฟ์สไตล์แฟชั่นทรงผมแบบที่ไม่ต้องเหนื่อยไปไหนไกล ขีดจำกัดเดิม ๆ อย่างการต้องนั่งรอตัดผมอย่างน่าเหนื่อยหน่ายก็จะถูกปลดล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ CRAFTSMAN BARBER SHOP มีบริการกาแฟดริป รวมถึงเบียร์เย็นฉ่ำใจพร้อมเสิร์ฟให้เราระหว่างการรอ ที่สำคัญบรรยากาศแบบวินเทจและการตกแต่งที่แสดงออกถึงความพิถีพิถันภายในร้าน จะยิ่งทำให้เรารับรู้ได้เลยว่า CRAFTSMAN BARBER SHOP ที่ฝังตัวอยู่ในย่านอ่อนนุชแห่งนี้นี่แหละที่จะปลดล็อกทรงผมคูล ๆ หรือแม้แต่ทรงหนวดเคราเท่
ทุก ๆ ครั้งเมื่อมีการจัดอันดับประเทศที่ผู้คนมีความสุขที่สุด, สงบที่สุด, น่าอยู่ที่สุด เหล่าบรรดาประเทศในยุโรปตอนเหนือหรือที่เรียกกันว่า ‘สแกนดิเนเวีย’ มักจะคว้าตำแหน่งชนะเลิศไปครองเสมอ เช่นเดียวกับการจัดอันดับประเทศที่การทำงานมีความสุขที่สุดที่เราจะพูดถึงในวันนี้ ซึ่งผู้ชนะอันดับ 1 ในรายการนี้อย่างสม่ำเสมอคือ ‘ประเทศเดนมาร์ก’ ดินแดนโคนมแห่งสแกนดิเนเวีย นอกจากบรรยากาศประเทศที่น่าอยู่แล้ว Work-Life Balance ของประเทศนี้เป็นยังไงกันนะ อะไรคือสาเหตุที่คนทำงานมีความสุขที่สุด และมันแตกต่างจากบ้านเรายังไง เตรียมเสื้อกันหนาวไว้ให้ดี เพราะ UNLOCKMEN จะพาทุกคนบินลัดฟ้าสู่เดนมาร์กค้นหาคำตอบของคำถามนี้ด้วยกัน Working Hours วัฒนธรรมของประเทศเดนมาร์กนั้นให้ความสำคัญกับครอบครัวหรือชีวิตด้านอื่น ๆ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องงาน ดังนั้นเวลาทำงานของพวกเขาจะไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมงอย่างเด็ดขาด ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้ชายชาวเดนมาร์กจะทำงานสัปดาห์ละ 41 ชั่วโมง ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ 35 ชั่วโมงเท่านั้น และมีคนจำนวนเพียง 2% ของประเทศเท่านั้นที่ทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่จำนวนเฉลี่ยทั่วทั้งโลกอยู่ที่ 13% ในเดนมาร์กชุดความคิดที่ว่า ‘ยิ่งคุณทำงานหนัก ทำงานนาน ผลลัพธ์ของงานที่ออกมาจะดี’ เป็นวิธีคิดที่ผิดมหันต์ พวกเขามุ่งเน้นเรื่องความสุขในการทำงานและเชื่อว่าการทำงานอย่างมีความสุข ผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีโดยตัวของมันเอง นอกจากเวลาทำงานไม่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปแล้ว พวกเขายังได้สิทธิ์ในการลาพักร้อนยาวนานถึง 5
ตั้งแต่มีโลกออนไลน์ ข้อมูลของเราก็เริ่มไม่ปลอดภัย เพราะอาจใช้เป็นเส้นทางก่ออาชญากรรมของมิจฉาชีพหรือโดนนำไปหาใช้หาผลประโยชน์แบบที่เราไม่รู้ตัว เราคงเห็นได้จากข่าวใหญ่เรื่องข้อมูลหลุดจากเฟซบุ๊กแล้ว แต่สำหรับ Google ซึ่งเป็น Search engine เจ้าดังที่รวบข้อมูลคนทั่วโลกเพราะมีฟังก์ชันใช้งานหลากหลาย เรายังไม่พบข่าวเรื่องข้อมูลหลุดให้เห็น จนกระทั่งทาง AP’s investigation ออกมาประกาศให้โลกรับรู้ “ถึงเราจะปิด Location History แล้วมันก็แค่ไม่สามารถสร้างไทม์ไลน์ตำแหน่งของเราได้ แต่ข้อมูลของเราก็โดนเก็บเรียบอยู่ดี” ผลการรายงานครั้งนี้ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Princeton ซึ่งทาง AP ได้ทดสอบติดตามข้อมูลของนักวิจัยภายใน Princeeton ผ่านเพียงใช้ Google Web & App activity ที่เขาเคยแชร์ไว้กับสำนักข่าว ก็สามารถดูได้หมดไม่ว่าจะกิจวัตรประจำวันที่เขาทำไปจนถึงที่อยู่ที่บ้าน! จำนวนตัวเลขของคนโดน Google ตามเก็บข้อมูลปัจจุบันพบว่ามีจำนวนมากกว่าสองพันล้านคน! เรียกได้ว่าค่อนโลกเลยทีเดียว แต่เราก็ไม่ค่อยแปลกใจกับจำนวนตัวเลขนี้ เพราะสมาร์ตโฟนประเภทแอนดรอยด์มักติดตั้งแอปฯ ของ Google ไว้เป็นแอปฯ พื้นฐาน และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ลบทิ้งจากเครื่อง เพราะก็ต้องยอมรับว่ามันใช้งานได้ดี นอกจากการค้นพบของ AP แล้ว ประสบการณ์โดนตามของคนอื่นก็ยังมีให้เห็น อย่าง K. Shankari


