เมื่อพูดถึง Wonderfruit คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเทศกาลดนตรีเจ๋ง ๆ งานที่มีแต่เหล่าฮิปสเตอร์ ผู้คนที่แต่งตัวชิค ๆ คูล ๆ รวมถึงเซเลบตบเท้ากันมาเพียบ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น! เพราะตอนนี้ Wonderfruit กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่หลาย ๆ คนถึงกับต้องปักหมุดเอาไว้ ว่าจะต้องหาโอกาสมาเยือนสักครั้งในชีวิต (ขนาดนั้นเลยจริง ๆ) แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นอยากจะมาสัมผัสประสบการณ์การเป็น Wonderer นอกจากดนตรี และ ความเท่ ความฮิปของบรรยากาศ และผู้เข้าร่วมงานแล้วยังมีเสน่ห์อะไรน่าค้นหาอีก ในวันนี้ UNLOCKMEN จะมาคลายข้อสงสัย กับกิจกรรมและประสบการณ์ที่จะได้สัมผัส เมื่อคุณมาเป็น Wonderer เดินเตร็ดเตร่ใน Wonderfruit ดินแดนความสุขแห่งนี้ ได้เสพงานศิลป์ เสพศิลป์กับกลิ่นอายของศิลปะที่อบอวลไปทั่วทั้งงาน นอกจากจะได้เห็นงานแสดงศิลปะเคลื่อนที่จากสไตล์การแต่งตัวอันจัดจ้านของเหล่า Wonderer แล้ว ยังมีการจัดแสดงผลงานศิลปะหลายรูปแบบอยู่ทั่วทั้งงาน ซึ่งบางชิ้นเราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและสนุกกับมันได้ ถือเป็นการสร้างให้เกิดประสบการณ์ร่วมกับงานศิลปะเหล่านั้นมากกว่าการเสพด้วยตา หรือแค่ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ได้ทำกิจกรรมเยอะแยะ มั่นใจได้ว่าตลอด 24 ชั่วโมงที่ Wonderfruit จะไม่มีช่วงเวลาว่างปล่อยให้คุณเกิดความรู้สึก “ไม่รู้จะทำอะไร” “เบื่อจัง” ได้อย่างแน่นอน ด้วยกิจกรรมที่อัดแน่นตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง
‘เอท ทองหล่อ’ (Eight Thonglor) ไลฟ์สไตล์มอลล์ยอดนิยมย่านสุขุมวิท เปิดพื้นที่จัดงานนิทรรศการภาพถ่าย ‘เอท เอเลเมนท์’ (8 Elements) นำเสนอผลงานภาพถ่ายขาวดำที่สะท้อนถึงตัวตนเบื้องลึกและจิตวิญญาณจาก 8 ช่างภาพสุดยอดฝีมือผู้ประสบความสำเร็จจากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ อนุวัต บูรพชัยศรี กงสุลกิตติมศักดิ์แห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ เจ้าของนามแฝงช่างภาพที่ใช้ชื่อว่า Eyeshadow, ธนากร เตลาน ช่างภาพผู้สร้างสรรค์ศิลปะด้านไฟน์อาร์ต (Fine Art) ชื่อดัง, เบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ซีอีโอ บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอาท์เล็ท จำกัด และอีกมากมาย เพื่อให้เหล่าคนเมืองได้สัมผัสกับเสน่ห์และเรื่องราวต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลกผ่านภาพถ่ายที่คัดสรรมาอย่างบรรจง ท่านที่สนใจยังสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสมทบทุนช่วยเหลือคนตาบอด เนื่องจากรายได้จากการจำหน่ายภาพและหนังสือภาพ หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกมอบให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อเป็นเงินทุนพัฒนามูลนิธิต่อไป พบกับนิทรรศการภาพถ่ายสีขาวดำ ‘เอท เอเลเมนท์’ (8 Elements) ได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2560
ฟรีแลนซ์ อาชีพที่ฟังดูแล้วน่าจะสบาย ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่มีเวลาเข้าออกงานตายตัว มีอิสระในการจัดการชีวิตส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ ใครหลายคนจึงอยากจะผันตัวมาเป็นฟรีแลนซ์ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ฟรีแลนซ์ก็มีปัญหาในแบบของตัวเอง สิ่งที่คิดว่าอิสระก็ไม่จริงเสมอไป เพราะถ้างานด่วน งานเร่ง ลูกค้าก็ตามงานได้ตลอดเวลา ในช่วงที่งานเข้ามาพร้อมกันมากๆ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะกลัวลูกค้าไม่ส่งงานมาให้อีก บางเดือนไม่มีงานเข้ามาเลย ก็ขาดรายได้กันไป แต่ถ้าช่วงไหนรับงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน ก็กลายเป็นความเจ็บป่วย สวัสดิการรักษาพยาบาลก็ไม่มีเหมือนพนักงานออฟฟิศ ต้องควักเนื้อจ่ายเองเสียอีก เรียกได้ว่าถ้ารักจะเป็นฟรีแลนซ์ ต้องจัดการชีวิตตัวเองให้เข้มงวดกว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไปเสียอีก ถึงแม้ว่าสำหรับมนุษย์ฟรีแลนซ์ งาน เงิน และสุขภาพ ดูจะไม่ค่อยไปด้วยกันนัก แต่การสร้างสมดุลให้ชีวิตก็ไม่ได้ยากเกินไป ด้วยคำแนะนำจากงานสัมมนา “ยอดมนุษย์ฟรีแลนซ์ เหนื่อยนัก ก็พักได้” ที่จัดโดย K-Expert ที่ปรึกษาการเงิน ธนาคารกสิกรไทย พร้อมเทคนิคจากสุดยอดฟรีแลนซ์ตัวจริง เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับชื่อดัง และ ปอมชาน-ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง นักวาดภาพประกอบระดับโลก จึงพอจะสรุปคีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับฟรีแลนซ์ได้ 3 ข้อ คือ “งานตรึม เงินเต็ม เจ็บไม่จน” งานตรึม: งานคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฟรีแลนซ์
ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนมิลเลนเนียล (Millenials) หรือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงยุค 1980s ไปจนถึงช่วงก่อนยุค 2000s ที่เรียกได้ว่ามีชีวิตเติบโตขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษ คือกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญ เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมเมืองในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในภาพใหญ่ของประชาคมโลก นอกจากภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่มากความสามารถซึ่งค้นหาลู่ทางสร้างความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง กลุ่มคนมิลเลนเนียลเหล่านี้ยังได้ทำให้นิยามของความสำเร็จเปลี่ยนไปจากอดีต จากที่คนยุคก่อนเคยให้ความสำคัญกับรายได้ รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลัก แต่กลุ่มคนมิลเลนเนียลที่แม้จะมีจุดเด่นในเรื่องของการเลือกทำอะไรด้วย Passion มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และพร้อมจะทุ่มเทเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการมี Work-Life Balance ที่ดี มากกว่าการมีชื่อเสียงและเงินทอง อ้างอิงได้จากผลการศึกษาแนวคิดอุปนิสัยใจคอของกลุ่มคนมิลเลนเนียล โดยสถาบัน INSEAD Emerging Markets Institute, HEAD Foundation ร่วมกับ Universum ที่ได้ทำแบบสอบถามประชากรกลุ่มเป้าหมายกว่า 16,000 คน จาก 43 ประเทศทั่วโลก จนได้ข้อสรุปที่ว่า 73% ของกลุ่มคนมิลเลนเนียล เลือกที่จะมีสมดุลระหว่างการทำงาน และการใช้ชีวิตที่ดีมากกว่าเลือกมีรายได้สูง ๆ (Source : http://bit.ly/2gtlg3j) ข้อมูลข้างต้นถือเป็นสิ่งสะท้อนมุมมองความสำเร็จที่เปลี่ยนไปของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะจริง ๆ แล้ว ความสำเร็จที่พวกเขาต้องการไขว่คว้านั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่มันคือความสำเร็จในการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ถ้าพูดถึงสปา เราคงคิดว่าเป็นที่สำหรับสาว ๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การได้มีโอกาสพาตัวเองและคนใกล้ชิดไป Spa นั้น เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความผ่อนคลายทั้งภายในและภายนอก เชื่อมความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนที่รัก แสดงออกได้ถึงการดูแล เอาใจใส่ในรายละเอียดได้เป็นอย่างดี วันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN จึงไม่พลาดที่จะแนะนำ Spa ใหม่ใจกลางเมืองอย่าง Dii wellness med spa ภายใต้แบรนด์ดีวานา บนชั้น 4 Central Embassy ถนนเพลินจิต ด้วยแนวคิดอันทันสมัยตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน การผสานรูปแบบของสปาและคลินิกไว้ด้วยกัน และการสร้างสรรค์โปรแกรมทรีตเม้นท์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ คำว่า Dii หรือ ดีไอไอ มาจากรากฐานของความเป็นดีวานา D หมายถึง divana, ii หมายถึง integration และ innovation นั่นคือการวางตัวเป็นสปาและคลินิก (wellness med spa) ที่ผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ระหว่างแนวทางของธรรมชาติบริสุทธิ์ กับนวัตกรรมล้ำสมัยทางการแพทย์ เพื่อการดูแลรูปร่างหน้าตาให้สวยงาม อ่อนเยาว์ และสุขภาพแข็งแรงทั้งภายในและภายนอก สำหรับสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน Dii wellness
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอเหมือนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือประสบการณ์การทำงานที่เริ่มต้นจากตำแหน่งเล็ก ๆ ไปจนถึงหัวหน้าที่มีความรับผิดชอบระดับสูง ซึ่งเติบโตตามประสบการณ์และอายุ ความแตกต่างน่าจะอยู่ที่ว่า “ใครไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้ก่อนกัน” เท่านั้นเอง ว่ากันตามตรงแล้ว เราเชื่อว่าหลายคนที่อยู่ในช่วงตำแหน่งเล็กถึงกลาง อาจจะกำลังทำงานแบบมึน ๆ ไร้เป้าหมายในการทำงาน เพราะยังไม่เจอสิ่งที่ตัวเองชอบทำจริง ๆ หรืออาจจะไม่มีไฟ เพราะถ้ามองไปถึงตำแหน่งใหญ่ ๆ ตัวเลขรายได้ที่ต้องการ มันช่างอยู่ห่างออกไปไกลอีกหลายปีเหลือเกิน ทำให้หลายคนเกิดอาการ “ช่างแม่งละกัน” หมดอารมณ์ทำงานขึ้นมาดื้อ ๆ เพราะคนเราชอบอะไรที่ง่าย เห็นผลเร็ว อยากตื่นขึ้นมาแล้วเงินเดือนเพิ่มแตะหลักแสนภายในข้ามคืน ไม่ว่าคุณจะหมดไฟ หรือมีไฟแต่ไม่รู้จะเน้นโชว์ศักยภาพจุดไหนดี จะได้เปล่งรัศมีกระแทกตาหัวหน้าจนต้องรีบแจกโบนัส อัพเงินเดือน โปรโมตตำแหน่งกันเร็วไว แต่โชคดีแล้วที่คุณคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ เพราะเราจะมาเผย 3 คุณสมบัติหลักที่หัวหน้าทุกบริษัทมองหาจากคุณ นี่เป็นคำแนะนำจากปากผู้บริหารบริษัทชั้นนำหลายแห่ง ที่เราไปนั่งพูดคุยอย่างใกล้ชิด และนำมาสรุปให้เข้าใจง่าย โดยใช้หลัก rating จากสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด 1. Give a damn พื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่หลายคนลืมหรือมองข้ามหัวมันไป การ Give a damn คือการมีเอาใจใส่ มีส่วนร่วมกับคนในทีม และในทุกกิจกรรมของบริษัท ไม่ใช่ใครรวมกลุ่มทำอะไร
ชั่วโมงนี้ต่อให้ใครไม่เป็นคนที่ชื่นชอบหรือหลงใหลในสตรีทแฟชั่น อย่างไรก็ต้องรู้จักแบรนด์ Supreme เป็นแน่แท้ เพราะในปัจจุบัน Supreme ได้กลายเป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้าแฟชั่น แต่มันเปรียบดังลัทธิหรือศาสนาที่คนยอมใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้มันมาไว้ครอบครอง Supreme เองก็ไม่ได้อยู่เฉย พยายามหาพาร์ทเนอร์มาร่วมงาน รวมถึงสร้างสรรค์ผลงานปล่อยคอลเลคชั่นตัวเองออกมาเรียกกระแสความฮือฮาอย่างสม่ำเสมอ อย่างล่าสุด Supreme ได้ทำการ collaboration กับมังงะจากประเทศญี่ปุ่นเรื่อง Akira (คนไม่ใช่คน) นับได้ว่าเป็นการร่วมงานครั้งแรกระหว่าง Supreme กับการ์ตูน เป็นอีกหนึ่งโปรเจคใหม่ที่ทำเอาเหล่าสาวกการ์ตูนญี่ปุ่นรุ่นเก๋า รวมถึงแฟน Supreme ตื้นตันไปตาม ๆ กัน สำหรับเด็ก ๆ ยุคใหม่คงจะเกิดไม่ทันมังงะเรื่อง Akira เลยไม่ทราบถึงความเจ๋ง หรือยิ่งใหญ่ของการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนี้ แต่รู้หรือไม่ว่ามันคือผลงานชิ้นโบว์แดงของอาจารย์ Katsuhiro Otomo เมื่อปี 1982 อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจสำหรับวงการภาพยนตร์ อาทิ Blade Runner , The Matrix Trilogy เป็นต้น สินค้าคอลเลคชั่นนี้จะประกอบไปด้วย เสื้อ Parka , เสื้อ Work Jacket
Sapiosexual หรือการหลงรักคนที่สมอง กลายเป็นคำฮิตขึ้นมาชั่วข้ามคืน ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร เพราะถ้ามีคนที่หลงรักคนอื่นที่หน้าตา มีคนที่หลงรักคนอื่นที่เป็นคนดี การที่เราหลงรักคนอื่นเพราะเขาเป็นคนฉลาด เป็นปัญญาชน เป็นอินเทอเลคชวล ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ต่างกัน แต่ผู้ชายอย่างเราที่หน้าไม่หล่อ แถมไม่ฉลาด (คิดเอาเอง) จะกระชากใจสาว ๆ Sapiosexual ที่คลั่งไคล้คนฉลาดแทบลงไปกราบกรานได้อย่างไร UNLOCKMEN ไม่ปล่อยให้ผู้ชายอย่างคุณต้องเคว้งคว้างท่ามกลางสมรภูมิทางปัญญาครั้งนี้ เพราะเรามีเทคนิคดี ๆ มาฝากผู้ชายที่สนใจสาว Sapiosexual อย่างคุณกัน สะกดคำให้ถูก เพราะคนไทยวัดระดับการศึกษาจากการสะกดคำ ไม่ว่าคุณจะจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก สักกี่สิบใบ ไม่ว่าคุณจะเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งของประเทศ เป็นตำรวจ เป็นทหาร เป็นท่านนายกฯ หรือเป็นพลเอกที่ยึดอำนาจมา ทุกอย่างจะสูญสิ้นความหมาย ถ้าคุณสะกดคำผิด! สาว ๆ Sapiosexual ให้ความสำคัญกับการสะกดคำ การเลือกใช้คำ จะมา “ตะเอง ๆ รักซ์ตะเองน่ะค่ะ” เชื่อได้เลยว่าสาว ๆ ต้องสติแตกจนอาจเลิกคุยกับคุณไปในทันที เพราะระดับการศึกษาของคนประเทศนี้บางครั้งก็ตัดสินกันที่การสะกดคำนี่เอง พาไปเดทในสถานที่เชิงพัฒนาสติปัญญา ถ้าไปที่ธรรมดาก็ถือว่าเป็นคนธรรมดาเกินไป การไปเดทกับสาว Sapiosexual ที่กรี๊ดให้กับคนฉลาดก็ต้องพาไปที่คนฉลาดเขาชอบไปกัน
จากความสำเร็จของ “รอยัล โอ๊ค ฟรอสต์ โกลด์” (Royal Oak Frosted Gold) เวอร์ชั่นสำหรับเวิร์กกิ้งวูแมน ที่เปิดตัวได้อย่างน่าประทับใจเมื่อพฤศจิกายน 2016 ก็ถึงคราวที่ โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) ส่งผ่านประณีตศิลป์อันแสนท้าทายให้กับเหล่าสุภาพบุรุษสุดเนี้ยบกันบ้าง กับเรือนเวลา “รอยัล โอ๊ค ฟรอสต์ โกลด์ ลิมิเต็ด อิดิชั่น” ล่าสุด บนตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 41 มิลลิเมตร จับคู่สายนาฬิกาวัสดุเดียวกับตัวเรือน โดดเด่นด้วยดีเทลระยิบระยับดุจประกายจากเพชร ผลลัพธ์ล้ำค่าด้วย “ฟลอเรนทีน เทคนิค” (Florentine technique) โดยการตีเนื้อทองด้วยสลักหัวเพชรลงบนพื้นผิวตัวเรือนและสายนาฬิกาเพื่อให้เกิดรอยประทับขนาดเล็ก เทคนิคเก่าแก่ที่นิยมใช้ในการออกแบบจิวเวลรีแบบดั้งเดิม ก่อนต่อยอดสู่ความตื่นเต้นครั้งใหม่ของเรือนเวลาระดับมาสเตอร์พีซได้อย่างลงตัว คงลุคที่เฉียบขาดด้วยพื้นหน้าปัดสีน้ำเงินในลวดลายกรองด์ ตาปิสเซอรี่ (Grande Tapisserie) พร้อมด้วยกระจกฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ และเข็มบอกเวลาเคลือบสารเรืองแสง ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 3120 กันน้ำลึก 50 เมตร ผลิตจำกัดเพียง


