เปิดตัว Hamilton Intra-Matic 68 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ถือได้ว่าเป็นรุ่นหนึ่งที่เหมาะจะเป็นเรือนคู่ใจของหนุ่ม UNLOCKMEN ที่มีบุคลิกเจนจัด และหลงไหลเสน่ห์ของเรือนเวลาวินเทจ ที่แบรนด์นาฬิกาผู้ชายสุดเรียบหรูยี่ห้อดัง สัญชาติอเมริกาอย่าง Hamilton ได้หยิบมาปัดฝุ่นเรือนเด่นแห่งประวัติศาสตร์อย่าง Chronograph B จากปี 1968 หนึ่งในรุ่นยอดนิยมของนักสะสม สู่เรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดของปีนี้ กับหน้าปัดสไตล์ “รีเวิร์สแพนด้า” พื้นดำและวงขาว เพื่อสืบสานรุ่นในตำนานสู่เรือนเวลาโครโนกราฟสไตล์วินเทจ อันเปี่ยมไปด้วยเกียรติประวัติแห่งการทำนาฬิกาของ Hamilton ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด 1,968 เรือนทั่วโลก มาในกล่องรูปแบบพิเศษดีไซน์หรูหรา อันจะเติมเต็มความรู้สึกของตำนานแห่งกาลเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ Hamilton ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1892 ที่เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา นาฬิกา Hamilton ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความเป็นอเมริกัน ประกอบกับความเที่ยงตรงตามแบบฉบับเทคโนโลยีแห่งเรือนเวลาของสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยของ Hamilton ทำให้นาฬิการุ่นต่างๆ ได้ไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์มากว่า 450 เรื่องแล้ว นอกจากชื่อเสียงในแวดวงฮอลลีวู๊ดแล้ว Hamilton ยังมีเกียรติประวัติในโลกแห่งการบินอีกด้วย แบรนด์ Hamilton เป็นบริษัทในเครือ Swatch Group
ชีวิตในเมืองใหญ่นั้น มีข้อดีตรงที่วิถีชีวิตของเราจะผลักดันให้ขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา เพราะเมืองใหญ่เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ในตอนกลางวันเราต่างทำงานในเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน เร่งรีบ ล้อมรอบไปด้วยเนื้อหาต่าง ๆ รอบตัวตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากที่พักอาศัย ในตอนกลางคืนก็สนุกต่อกับแสงสียามค่ำ ที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจ เสน่ห์ของแสงสว่างจากหลอดไฟ ชีวิตอีกมุมที่เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน แต่บางครั้งการอยู่กับวิถีชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง ชีวิตที่เชื่อมต่อกับปัจจัยมากมายตลอดทั้งวัน ก็อาจทำให้เราไม่ได้หยุดพัก จนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยได้เหมือนกัน ที่จริงแล้วในอีกมุมของเมืองใหญ่อย่างเอกมัย ที่เต็มไปด้วยไลฟ์สไตล์หลากหลายรอต้อนรับอยู่ตลอดทั้งวัน ก็ยังมีมุมที่ขับเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ อนุญาตให้เราได้ปลีกตัวมาหยุดพัก ให้เวลากับตัวเอง ถามความต้องการของตัวเอง ทำสิ่งไร้สาระที่อยากทำมาตั้งแต่เช้า ซึ่งเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ชีวิตต้องการ เป็นการรีชาร์จพลังก่อนที่จะกลับไปคึกคักกับแกงค์เพื่อนสนิท หรือต่อสู้กับวิถีชีวิตตามหน้าที่ของเมืองใหญ่อีกครั้ง โดยใช้เวลาเพียงแค่ก้าวเท้าออกมาจากจุดที่วุ่นวายไม่กี่ก้าว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์คุณแล้วล่ะว่าอยากจะปลีกตัวไปชิลล์แบบเงียบๆ ลำพัง หรืออยากจะชวนก๊วนเพื่อนมาผ่อนคลายด้วยกันเพลิน ๆ ว่าแล้วก็ลองหาเวลาว่างแวะย่านเอกมัยไปสร้างความสมดุลในชีวิตกันดีกว่า CAFE FOR ME: FEATHERSTONE CAFE สำหรับคนที่มองหาการใช้เวลาคนเดียว ร้านกาแฟในห้างที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีมากนัก ในขณะเดียวกัน ย่านเอกมัยที่ดูคึกคัก กลับมีคาเฟ่ที่เงียบสงบ ไลฟ์สไตล์ครบถ้วน ตกแต่งอย่างสวยงามสไตล์ยุโรป ตั้งโดดเด่นอยู่ในซอยเอกมัย 12 ซึ่งเป็นซอยที่เปรียบเสมือนโซนส่วนตัวสำหรับคนเอกมัย และทุกครั้งที่เราได้ไปนั่งอ่านหนังสือที่นี่ จิบกาแฟ เขียนบทความที่กำลังพิมพ์อยู่ตอนนี้ ก็ช่วยให้มีสมาธิที่ดี จนดูเหมือนเวลาพักผ่อนจะผ่านไปช้ากว่าปกติ การใช้เวลาจิบกาแฟ
ในวงการเพลงไทย ถ้าหากเราสังเกตดูจะพบว่า วงดนตรีที่ประสบความสำเร็จหลายต่อหลายวงนั้น ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นกันในเมืองกรุงที่แสนวุ่นวายนี้ เพราะเราพบว่าศิลปินหลายต่อหลายวงนั้น มีต้นกำเนิดมาจากดินแดนล้านนาของประเทศไทยเรา หรือที่ปัจจุบันคือจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่จึงเป็นเหมือนแหล่งผลิตศิลปินที่มีชื่อเสียงในบ้านเรามาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นวง Hum, ETC, Polycat หรือ Sixty Miles ซึ่งแต่ละวงก็ประสบความสำเร็จมีเพลงฮิตออกมาให้คนไทยร้องตามกันแทบทั้งนั้น วันนี้เราจึงถือโอกาสแนะนำวงดนตรีที่มีคุณภาพ และมีจุดเริ่มต้นขึ้นทางตอนเหนือของไทยอย่างจังหวัดเชียงใหม่อีกสักวง นั่นก็คือ Nap A Lean ให้กับนักฟังเพลงทั้งหลายได้รู้จักกัน รวมไปถึงบทสัมภาษณ์ของพวกเขา กับคำถามที่แฟน ๆ หลายคนอาจจะสงสัยมาให้กับชาว UNLOCKMEN และแฟนเพลงของ Nap A Lean ได้ดูกันในวันนี้ เริ่มต้นกันจากการทำความรู้จักสมาชิกของวง Nap A Lean กันก่อนเลย โดยสมาชิกของวงนั้นมี 4 คนประกอบด้วย โต้ – ธนพล ทองสวัสดิ์ (ร้องนำ), ฮั้ว – พิสิฐ สมบัติพินพง (กีตาร์), บาส – ปณิธิ สุขสายชล
เชื่อว่า วลี “บอลนอกแค่สะใจ แต่บอลไทยอยู่ในสายเลือด” นั้นเป็นถ้อยคำที่ฝังลึกอยู่ในใจของแฟนบอลชาวไทยแทบทุกคน แม้ว่าส่วนใหญ่แต่ละคนจะมีทีมรักอยู่ในลีกต่างประเทศ มีทีมชาติทีมโปรดที่เต็มไปด้วยนักเตะไอดอลในดวงใจ ซึ่งวาดลวดลาย โชว์ฝีแข้งระดับโลกให้ได้ลุ้นกันในทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ ๆ แต่เมื่อถึงแมทช์สำคัญที่มีเหล่าช้างศึกนักเตะทีมชาติไทยลงสนาม แฟนบอลชาวไทยทั้งหลายไม่ว่าปกติจะเชียร์ทีมอะไรอยู่ ต่างเป็นต้องพร้อมใจรวมตัวกันแบบเฉพาะกิจ ลืมทีมลีกต่างประเทศ ทีมชาติของเหล่านักเตะซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายเอาไว้ชั่วคราว เพื่อส่งแรงใจเชียร์นักฟุตบอลทีมชาติไทยอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้บางช่วงที่ผลงานทีมไทยอาจดูไม่ค่อยเข้าตา จนกระแสความนิยมลดลง พื้นที่บนอัฒจันทร์ในสนามโล่งจนน่าใจหาย แต่ก็ยังต้องนับถือสปิริตของกองเชียร์เดนตาย แฟนพันธุ์แท้ทีมชาติไทยที่ยังคงยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ ตามให้กำลังใจเหล่าช้างศึกอย่างไม่ลดละ เพราะไม่ว่าผลงานจะเป็นอย่างไร แต่ทุกครั้งที่เหล่านักเตะสวมเสื้อทีมชาติเพื่อสู้ศึกดวลแข้งในฐานะตัวแทนประเทศไทย นั่นคือความตั้งใจที่จะทำเพื่อชาติ เพื่อความสุขของพวกเราชาวไทยทุกคน และสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฝึกซ้อม กลยุทธ์ ความมุ่งมั่น และพรสวรรค์ส่วนตัวของนักเตะ ก็คือกำลังใจจากเสียงเชียร์ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาที่กดดัน แต่เสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มในสนามกลับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งสร้างแรงฮึดจนสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ หลังจากผ่านช่วงเวลาอันมืดมน ที่เรียกได้ว่าเกิดวิกฤตศรัทธาต่อฟุตบอลทีมชาติไทยอย่างหนัก จนมาถึงตอนนี้ถือเป็นเรื่องน่าดีใจ ที่ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา กระแสบอลไทยกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ด้วยมาตรฐานของลีกฟุตบอลอาชีพในไทยที่สูงขึ้น ส่งต่อการพัฒนาฝีเท้าของนักเตะ การพัฒนาของแบบแผนการเล่น รวมถึงสปิริตการเล่นแบบมืออาชีพที่ส่งผลให้รูปเกมดีขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนของขวัญให้เหล่าแฟน ๆ ที่ตามเชียร์มาโดยตลอดได้ชื่นอก ชื่นใจ เชียร์ได้สะใจกว่าที่เคย อีกทั้งยังสร้างฐานแฟนบอลทีมชาติไทยกลุ่มใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น โดยมิติของการสร้างระบบ สร้างทีมที่แข็งแกร่ง แฟนบอลอย่างเราคงไม่มีหน้าที่โดยตรงที่จะเข้าไปก้าวก่าย
ในอดีต GameBoy ถูกเรียกว่าเป็นตัวแทนของเด็กชายยุค 90s ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานจนทำให้ GameBoy ถูกเทคโนโลยีเกมใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ แต่ควันหลงของ GameBoy ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับใครหลายคนได้เสมอ จริงอยู่ว่าในปัจจุบันการจะตามหาชื้อเครื่องมือหนึ่งหรือเครื่องที่ยังสามารถใช้งานได้อยู่อาจเป็นเรื่องยากสักหน่อย แต่ UNLOCKMEN ก็มีแนะนำ Game Pocket สุดคูลที่รูปทรงและการใช้งานแทบจะโคลน GameBoy ออกมาให้ได้เห็นกัน BittBoy เรียกว่า Pocket Game พกพารุ่นใหม่ที่มีแรงบันดาลใจต่อยอดมาจาก GameBoy ก็ว่าได้ โดยรูปทรงของ BittBoy มาในขนาดจิ๋วแต่แจ๋วที่ 6.8×9.9×1.3cm ชนิดที่เล็กกว่ากระเป๋าสตางค์พกพาซะอีก แบบเก่าเราจะเห็นหน้าจอเป็นขาวดำ แต่ BittBoy ถูกปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน ด้วยการใส่หน้าจอสี IPS ขนาด 2.2 นิ้วเข้ามาให้และสามารถใช้งานได้ยาวนานที่ 2-3 ชั่วโมง แม้จะมีแบตเตอรี่แค่เพียง 500 mAh เท่านั้น วัสดุตัวเครื่องทำมาจาก ABS Plastic ที่คงทนต่อการใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน และยังรองรับการชาร์จผ่าน MicroUSB นอกจากนี้ยังสามารถแสดงผลผ่าน
เชื่อหรือไม่ว่าผู้ชายเป็นเพศที่ชื่นชอบการแหกกฎทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่บนโลกใบนี้ แต่ในขณะเดียวกันมีอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้ชายจะกลัว และมักจะไม่กล้าแหกกฎเลยคือเรื่องการแต่งตัว โดยเฉพาะชายไทยที่จะเน้นปลอดภัยไม่กล้าหลุดจากกรอบ ซึ่งอันที่จริงแล้วขอแค่เรามีเทสท์ในการเลือกสี และฟิตติ้งที่ถูกต้อง จะแต่งอะไรก็ดูดีเหมือนกันหมด ดังนั้นวันนี้เราอยากจะมาแชร์การแต่งตัวที่อยากให้ชาว UNLOCKMEN ลองแหกกฎมันดูสักครั้ง แล้วอาจจะพบทางใหม่ที่แตกต่าง ลองใส่สูทกับรองเท้าทรงที่แตกต่าง เราถูกสอนมาเสมอว่าเวลาใส่สูทต้องใส่รองเท้าคัทชูแบบ Oxford หรือ Brogue เท่านั้น แต่ทำไมเราจะต้องทำอะไรที่มันซ้ำซากด้วย ในเมื่อปัจจุบันก็สามารถมีลุคสมาร์ท ดูเจ๋งได้ด้วยการใส่บู้ทอย่าง Chelsea หรือแม้กระทั่งสนีกเกอร์สีพื้นเรียบ เพราะมันก็ดูดี แถมไม่ได้ดูไม่สุภาพอีกด้วย ลองใส่อย่างนี้มาทำงานไม่ต้องกลัวเจ้านายจะว่าอย่างแน่นอน ลองเบลเซอร์ทับเสื้อยืด กับกางเกงยีนส์ เวลาที่เราหยิบเบลเซอร์มาใส่ทีไร เรามักคิดว่ามันคือชุดสูทที่ต้องมาพร้อมกับเสื้อเชิ้ต หรืออะไรทำนองนั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า เราก็สามารถเอาเสื้อยืดมาใส่กับ เสื้อเบลเซอร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกราฟิกที่ไม่ได้สีสันฉูดฉาดเกินไป จนบางทีเราไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อกันหนาวที่ดูไม่เป็นทางการเท่ากับเบลเซอร์เลยก็ได้ แถมอัพเกรดลุคที่โคตรจะเท่ไปในตัว ลองใส่ถุงเท้ายาวพร้อมกับพับขากางเกงบ้าง เราเชื่อว่าหลายคนคงไม่ได้ใส่ถุงเท้ายาวมาตั้งแต่เรียนจบมัธยม แต่ในปัจจุบัน เทรนด์การใส่ถุงเท้าเริ่มจะกลับมา พร้อมการแต่งตัวแบบรีแล๊กซ์ ที่ใส่กางเกง Baggy หลวม ๆ พับขาเล็กน้อย จากนั้นเราก็สามารถใส่ถุงเท้ายาวกับรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง แต่อาจจะต้องเลือกให้สีของกางเกง ถุงเท้า รองเท้า ตัดกันเสียหน่อย อย่างเช่นหากใส่กางเกงดำ ถุงเท้าสีเหลือง รองเท้าก็ควรจะเป็นโทนมืดด้วยเช่นกัน ลองใส่เสื้อผ้าหลากสี
ช่วงนี้ถ้าสังเกตกันดูดี ๆ จะเห็นเลยว่า ตลาด Smart Watch ดูเงียบเหงาไร้ซึ่งสีสันและคู่แข่งมาสักพักใหญ่แล้ว เนื่องด้วยในปัจจุบันตลาด Smart Watch แทบจะถูกผูกขาดในด้านของความคุ้มทุนจาก Apple Watch และ Samsung Gear ซะส่วนใหญ่ เนื่องจากครองใจผู้ใช้งานมากสุดในตอนนี้ เส้นแบ่งของ 2 ค่ายนี้ชัดเจนในเรื่องของการใช้งานคือมักจะทำงานได้ดีกับระบบปฏิบัติการของตัวเองมากกว่า ทำให้กลายเป็นว่าคนที่ต้องเลือกชื้อเลือกใช้จริง ๆ ต้องจำใจเลือกใช้ให้เข้ากับสมาร์ทโฟนในมือของตัวเอง แม้ว่ารูปทรงหรือฟังก์ชั่นการทำงานจาก Smart Watch แบบอื่น ๆ จะเข้ากับตัวเองมากกว่าก็ตาม พูดไปแล้วก็ดูเศร้า แต่ UNLOCKMEN มีข่าวอัพเดทที่น่าสนใจสวนทางเรื่องเศร้า เพราะว่าทาง Fitbit ได้เปิดตัว Smart Watch ตัวใหม่ที่ลบจุดด้อยเรื่องความต่างระหว่างระบบปฏิบัติการนี้ออกไปแล้ว Smart Watch รุ่นแรกจาก Fitbit มาในชื่อ Fitbit Ionic ที่มาในรูปลักษณ์นาฬิกาเหมาะกับคนที่รักสุขภาพและออกกำลังกายเช่นเดิม (ตามแนว Fitness Tracker) ซึ่งจะมาพร้อมกับการเก็บข้อมูลระหว่างการออกกำลังกาย, เซ็นเซอร์ตรวจจับ SpO2, มี GPS
เดินทางผ่านประวัติศาสตร์มายาวนานร่วม 60 ปี กับ Speedmaster หนึ่งในคอลเลคชั่นนาฬิกายอดนิยมจาก OMEGA แบรนด์นาฬิกาสุดหรูสัญชาติสวิส ที่นอกจากจะได้ความนิยมในระดับโลก ในประเทศไทยเองก็มีเหล่า Speedmaster Lover อยู่ไม่น้อยเช่นกัน เนื่องในโอกาสพิเศษแบบนี้ ทาง OMEGA จึงเลือกประเทศไทยให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญในการจัดงาน “SPEEDMASTER 60th ANNIVERSARY” เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งการเดินทางให้กับเรือนเวลาโครโนกราฟเลื่องชื่อของโลกอย่าง Speedmaster แน่นอนว่า UNLOCKMEN ไม่พลาดที่จะไปเก็บบรรยากาศภายในงาน ซึ่งจัดขึ้นมาในรูปแบบเอ็กซิบิชั่นสุดพิเศษ พาผู้ร่วมงานอย่างเราย้อนเวลาสู่ความท้าทายแห่งห้วงอวกาศ เนรมิตพื้นที่ชั้น G ศูนย์การค้า Central Embassy ให้กลายเป็นพื้นผิวดวงจันทร์ที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมแบ่งโซนจัดแสดงนิทรรศการเป็น 7 โซน ให้เราได้ซึมซับหลากเรื่องราวของ Speedmaster ที่ขึ้นหิ้งเป็นตำนานบนหน้าประวัติศาสตร์โลก ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในสนามแข่งรถประลองความเร็ว ไปจนถึงความเกี่ยวพันกับห้วงอวกาศ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชายแทบทุกคนมาตั้งแต่ยังเด็ก สำหรับสุดยอดไฮไลต์ ที่เรามั่นใจว่าผู้หลงใหลมนตร์เสน่ห์แห่งเรือนเวลา รวมถึงเหล่า Speedmaster Lover ทั้งหลายเป็นต้องมุ่งตรงเข้าหา คือโซนที่ 7 โซนสุดท้ายที่เปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมความล้ำค่าระดับมาสเตอร์พีซของ 12 เรือนเวลาแห่งประวัติศาสตร์
“สุดท้ายแล้วศิลปิน ดารา หรืออะไรก็ตาม ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง” นี่คือประโยคที่ออกมาจากปาก โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ศิลปินที่ขึ้นชื่อว่าพูดจาตรง แรง ชัดเจน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความขี้เล่นที่สุดอีกคนหนึ่งของ พ.ศ. นี้ ใครที่รู้จักเขาก็คงอดจำเขาในฐานะคนขี้เล่น ตรง ๆ พูดจาแบบไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์ แถมเข้าถึงได้ง่ายจนคล้ายกับว่าเขาไม่ได้วางตัวเองเป็นดารา นักแสดง หรือศิลปินใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จริง ๆ แล้วเขาวางตัวเองไว้เป็นอะไรในวงการนี้ ตัวตนของเขาเวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิทเป็นอย่างไร UNLOCKMEN อยากชวนทุกคนมาคุยให้เห็นความหล่อจากข้างในของเขาไปพร้อม ๆ กัน UNLOCKMEN: เวลาพูดถึง โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ภาพที่คนนึกถึงก็คือความ ตลก เป็นตัวของตัวเอง พูดอะไรแรง ๆ ตรง ๆ จริง ๆ แล้วเป็นคนอย่างนั้นไหม? ก็เป็นครับ แต่ว่าเป็นคนตลก แต่จริง ๆ ก็เป็นคน Sensitive กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ขี้น้อยใจ


