ตอนนี้การทำอะไรหรือรู้อะไรแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องนักในยุคปัจจุบัน เพราะงั้นใครที่กำลังมองหาเครื่องมือ Gadgets สร้างอาชีพ (เสริม) อยู่แล้วละก็ UNLOCKMEN ได้ไปค้นไอเดียใหม่ล่าสุดจาก Kickstarter ที่จะช่วยต่อยอดให้เป็นอาชีพเสริมได้ไม่ยาก และต่อให้ไม่เก่งเรื่องงานฝีมือก็ทำได้ไม่แพ้มืออาชีพเลยทีเดียว Cubiio เป็นเครื่องมือแกะสลักด้วยแสงเลเซอร์ขนาดเท่ากำปั้นที่จะช่วยทุ่นแรงและประหยัดงบการทำงานได้ไม่แพ้เครื่องใหญ่ราคาแพง เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับใครที่ชื่นชอบงาน Maker, งานศิลปะด้านแกะสลักต่าง ๆ เพราะการทำงานของมันสามารถยิงเพื่อสร้างลวดลายบนพื้นผิวของวัตถุได้แบบเจ๋งสุด ๆ ตัวเครื่อง Cubiio จะมาพร้อมกับขาตั้งเพื่อเสริมความมั่นคงในขณะใช้งาน และสามารถปรับองศาตามตำแหน่งที่เราต้องการยิงลวดลาย โดยเราต้องวางวัตถุที่ต้องการสร้างลวดลายไว้ในตำแหน่งด้านล่าง แต่จะวางแนวยาว แนวตรง แนวเฉียงก็สามารถใช้งานได้หมด ส่วนการใช้งานก็ง่ายแสนง่ายเพราะมันรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับแอปฯ สมาร์ทโฟนที่มีทั้ง iOS และ Andriod และต่อเข้ากับการทำงาน 4 ขั้นตอนง่าย ๆ เช่น เลือกภาพจากในมือถือที่ต้องการสลัดลวดลาย หรือโหลดไฟล์ G-Code ที่มีคนออกแบบอยู่แล้วมาใช้ก็ได้ จากนั้นวางของที่ต้องการสร้างลวดลายแกะสลักและกดดูพรีวิว ขยับตำแหน่งที่ต้องการให้ตรงเรียบร้อย จากนั้นก็แค่กดปุ่ม Start ! เครื่องก็จะทำงานเริ่มการแกะสลักได้ทันที นอกจากนี้ใครที่กังวลเกี่ยวกับด้านความปลอดภัยของแสงเลเซอร์ที่ใช้แกะลวดลาย ทางฝั่งผู้ผลิตก็จัดชุดป้องกันการใช้งานมาให้หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันดวงตาที่ในกล่องจะมีแถมแว่นตาป้องกันมาให้ และแนบคำแนะนำว่าควรสวมใส่ทุกครั้งที่ใช้งาน และอย่าจ้องแสงเลเซอร์แม้จะใส่แว่นอยู่ก็ตาม ตัวเครื่องสามารถตั้งรหัสผ่านได้ เพื่อป้องกันเด็กแอบมาหยิบไปใช้งานและมีหลอดไฟ
หลายครั้งที่เราต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความอึดอัด ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ประเมินดูแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเทียบเท่า การที่จะต้องไปงานเลี้ยง งานฉลอง หรืองานปาร์ตี้ ที่เราไม่รู้จักใครเลยแม้สักคนเดียว เรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะเมื่อคุณย่างเข้าสู่วัยทำงาน เพราะในบางครั้ง คุณอาจจะต้องเผชิญกับการไปงานเลี้ยง, งาน Party หรืองานอะไรก็ตาม ที่คุณไม่รู้จักใครเลยแม้แต่คนเดียว แน่นอนว่า ไม่มีใครอยากจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำท่ามกลางฝูงชน และผู้คนแปลกหน้า มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยก็จริง แต่การที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ให้ราบรื่นกับกลุ่มคนที่พวกเขาต่างก็รู้จักกันเองอยู่แล้วนั้น ในความเป็นจริงถือเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คน รู้สึกไม่กล้า และทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ว่ามานี้ ดังนั้น วันนี้เราจึงมี 5 Step ที่จะช่วยให้คุณฝังตัวเข้ากับสังคม และแทรกซึมไปในสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่มีใครเลยสักคนที่คุณรู้จักได้อย่างราบรื่น ไม่ทำให้คนอื่น ๆ รู้สึกว่า ไอ้นี่เป็นใคร หรือ มันมาจากไหนกัน! แถมยังทำให้คนที่เพิ่งพบเจอกันแบบสด ๆ ร้อน ๆ รักคุณได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ได้พูดคุยกับคุณ “5 Simple Steps to Make Friends And Be Magnetic
ผู้ชายอย่างเรา ๆ คงเคยมีวันที่ไม่นุ่งชั้นใน และปล่อยน้องชายเป็นอิสระเต็มที่ Freestyle ให้มันห้อยส่ายไปมา จากนั้นก็ทำการสวมใส่กางเกงชั้นนอกไปเลยแบบดิบ ๆ ว่าแต่ไอ้การโนลิงแล้วการสวมใส่กางเกงชั้นนอกไปเลย โดยที่ไข่ของเราไร้การห่อหุ้มนั้น มันอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางคนอาจจะขี้เกียจซักกางเกงใน ถึงจะใช้สูตรกลับหน้า A หน้า B ไปจนหมดตู้เสื้อผ้า ถึงคราวไม่มีจะใส่จริง ๆ ก็เลยตัดสินใจปล่อยโล่งแบบไร้ขอบกันไป ส่วนบางคนอาจจะเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องนอนค้างนอกบ้านกระทันหัน แน่นอนว่า ไม่มีใครพกกางเกงในเผื่อเอาไว้เวลาออกไปเที่ยวแน่นอน ดังนั้นจึงอาจจะต้องมีการโนในบ้างยามจำเป็น ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องอุบาทว์ แต่จริง ๆ แล้ว คุณต้องยอมรับเถอะว่า แม่งสบายกว่ากันเป็นไหน ๆ สำหรับวันนี้ เราคงต้องถามก่อนว่า มีใครบ้างที่ชื่นชอบการปล่อยน้องชายให้แกว่งไกวปราศจากกางเกงในอยู่เป็นประจำบ้าง? ถ้าคุณทำแบบนั้น เราขอบอกว่า คุณนั้นยอดเยี่ยมมาก และคุณกำลังมาถูกทางแล้ว เพราะเราได้นำผลวิจัยหนึ่งที่ผ่านการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะของ UK ซึ่งได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่จริงแล้ว ผู้ชายไม่ต้องจำเป็นต้องใส่เกงในเลยก็ได้ ตอนนี้ผู้ชายหลายคนคงเริ่มจะเห็นถึงความน่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ งั้นเราไปดูกันเลยว่า การไม่ใส่กางเกงในนั้น มันมีผลดีผลเสียอะไรยังไงบ้าง? ถ้าไม่ใส่แล้วไส้จะเลื่อนไข่จะยานไหม วันนี้เรามีคำตอบให้ไม่ต้องไปเสี่ยงลองเอง ที่จริงแล้วมีการทำโพลล์สำรวจ ซึ่งเผยว่า 25% ของผู้ชาย มักจะเลือกไม่นุ่งชั้นในกันเป็นบางครั้ง
หลายคนคงจะรู้ดีอยู่แล้วว่า ชายชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Ken Okuyama คือผู้ออกแบบ รถไฟหัวกระสุนที่มีความเร็วร่วม 200 mph, หุ่นยนต์, แว่นตา, เฟอนิเจอร์ รวมไปจนถึงรถแทรคเตอร์!! แต่สิ่งที่ทำให้นักออกแบบชาวญี่ปุ่นคนนี้โด่งดังไปถึงระดับโลก และเป็นที่ต้องการของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายต้องการตัวเขามากที่สุด นั่นก็คือผลงานการออกแบบรถยนต์ของเขา ที่เรียกได้ว่าอยู่ในระดับ Top ติดอันดับต้น ๆ ของโลก ปีที่แล้ว Ken Okuyama เพิ่งจะสร้างความฮือฮาให้กับทุกสายตาที่งาน The Quail ซึ่งจัดขึ้นที่ Monterey เมื่อเค้าได้เผยโฉมเจ้า V12-powered Kode 57 Supercar และในปี 2017 นี้ เขาก็กลับมาพร้อมกับ Supercar สุดพิเศษที่ถูกออกแบบ และทำขึ้นมาเพียงคันเดียวเท่านั้น โดยครั้งนี้เขาให้ชื่อของผลงานว่า “Kode O” (ออกเสียงว่า โค้ดซีโร่) ณ Monterey Peninsula ที่ California งาน The Quail ทีว่านี้คือ หนึ่งในไฮไลต์ของซีรี่ส์งานแสดงนวัตกรรมยานยนตร์ที่มีชื่อเสียง รวมไปถึงงานชื่อดังอย่าง Pebble Beach Concours d’Elegance ที่รวมเอาผู้คลั่งไคล้ในนวัตกรรมยานยนต์
เปิดตัวอย่างน่าตื่นตาตื่นใจไปแล้วพร้อมกันทั่วโลก กับกล้องเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด Nikon D850 ที่อัพเกรดสเปคเทพ ๆ ใส่กล้องมาให้เพียบ แน่นอนว่า UNLOCKMEN ได้ไปจับสัมผัสมาเป็นที่เรียบร้อย ร่างกายบึกบึนสมชายชาตรี คุณภาพไฟล์ของ Nikon นี่ไม่ต้องสืบ คมชัดจากรากฟันไปยันเงา แถมยังอัพเกรด Video ลบคำปรามาสที่เคยโดนสบประมาทว่ามีดีแค่ภาพถ่าย น่าเสียดายที่ราคายังไม่เปิดเผย แต่ยังไงก็อยู่ที่หลักแสนแน่นอน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหยิบมาเปรียบเทียบกับเจ้าพ่อ Full Frame Mirrorless “Sony a7R Mark II” ไปดูกันว่าเปรียบเทียบสเปคกันแล้ว ใครมีอะไรเหนือกว่ากัน ถ้าเรื่องขนาดและน้ำหนักไม่ใช่ปัญหา ถือได้ว่า Nikon D850 เป็นกล้องที่ครบเครื่องพอสมควรเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะกล้องตัวไหน ก็ล้วนเป็นกล้องที่ดีสำหรับมืออาชีพได้ทั้งนั้น ไปลองใช้ดูกับมือด้วยตัวเองจะชัวร์ที่สุด ดีกว่ามานั่งทะเลาะกันใน Facebook ว่ากล้องใครดีกว่ากัน เถียงไปก็เท่านั้น เพราะสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับตัวคนถ่ายที่อยู่ข้างหลังกล้องมากกว่า เอาเซียนมาถือกล้องไม่กี่ร้อย ก็ได้ภาพที่สวยอยู่ดี เหมือนคำคมที่ซามูไรเก่าแก่เคยพูดว่า “กระบี่ดีอยู่ที่ใจ ใช่ราคา“ สุดท้ายก่อนจาก เรามีตัวอย่างภาพและวีดีโอที่ถ่ายโดย D850 มาให้ชมประกอบการพิจารณา Table courtesy of
หากพูดถึงความเป็น Japanese ทุกคนก็จะคิดถึงความปราณีต ประดิษฐ์ประดอย และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ได้รับการการันตีเหมือนเครื่องหมายตีตราว่า หากพูดถึง made in japan เราจะคิดถึงของคุณภาพสูง สมราคา จึงไม่น่าแปลกใจที่ส่งผลให้แฟชั่นของพวกเขาจะเจริญก้าวหน้า ได้รับการยอมรับจากคนทั่วทุกมุมโลก และเมื่อไม่นานมานี้ก็เริ่มมีการพูดถึงเกี่ยวกับ “Japonism” หรือคตินิยมศิลปะญี่ปุ่น ซึ่งถ้าคนไม่ได้สนใจ หรือเสพสื่อญี่ปุ่นแบบคลั่งไคล้อาจจะคิดว่าเป็นศัพท์ใหม่ แต่จริง ๆ แล้วคำนี้ มีการถูกบัญญัติมานมนานแล้วตั้งแต่ปี 1872 ที่ซึ่งนักสะสมศิลปะชาวฝรั่งเศสชื่อ Phillippe Burty ได้จำกัดความ Japonism หมายถึงศิลปะวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นงานปั้น สถาปัตยกรรม หรือ Fine art ที่ถูกถ่ายทอดผสมผสานผ่านวัฒนธรรมดั้งเดิม และความทันสมัยของญี่ปุ่นยุคใหม่ที่ได้ผนวกความเป็นตะวันตกลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งบ่อยครั้งที่ Japonism มักถูกนำมาใช้เล่นกับแฟชั่นของผู้หญิงเป็นหลัก แต่ก็มีบ้างที่มีการนำแนวคิดนี้มาผสานกับเสื้อผ้าของผู้ชายจนเกิดความโมเดิร์นที่เท่แปลกตา และเต็มไปด้วยลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น Jaspal Man ที่มีการนำแรงบันดาลใจจาก Japonism ร่วมสมัย มาเป็นไอเดียในการออกแบบเสื้อผ้าฤดูกาลใหม่ ที่เราได้หยิบยกมาพูดในวันนี้ ซึ่งหนุ่ม ๆ UNLOCKMEN สามารถนำไปใช้ได้ไปกับชีวิตประจำวัน
ก่อนที่เราจะไปแนะนำวิธีเพิ่ม Followers กัน UNLOCKMEN ขอพูดเกริ่นแสดงความยินดีกับ Hashtag ที่หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตากับเครื่องหมาย # หรือที่เรียกกันว่า Hashtag กันดีอยู่แล้ว แต่รู้เปล่าว่าตอนนี้เขาครบรอบ 10 ปีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Hashtag เป็นเสมือนตัวช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข่าวสารยอดฮิต ณ ขณะนั้น ๆ ได้แบบง่ายดาย โดยเริ่มต้นมาจากนักเทคโนโลยีหัวใสคนหนึ่ง พยายามค้นหาวิธีให้กลุ่มคนพูดคุยกันได้ง่ายขึ้นบนทวิตเตอร์ เพราะมันจำกัดตัวอักษรที่พิมพ์ได้แค่ 140 ตัวอักษรเท่านั้น how do you feel about using # (pound) for groups. As in #barcamp [msg]? — ⌗ChrisMessina (@chrismessina) August 23, 2007 ครั้งแรกในการใช้งานเกิดจาก Chris Messina ใช้โพสต์ข้อความบน Twitter ว่า #barcamp เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2007 หลังจากนั้นก็มีการนิยมใช้กันมาเรื่อย
ผู้ชายอย่างเราคงจะไม่มีใครสนใจเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์กันบ่อย ๆ อยู่แล้ว ถ้าเกิดไม่ทำหาย หรือขาดหลุดลุ่ยเซอร์จนสภาพรับไม่ได้ คงไม่ค่อยมีใครเปลี่ยนกันแต่อย่างใด ต่างจากผู้หญิงที่เน้นความสวยงามเข้าว่า ต้องมีกระเป๋าสตางค์หลากหลายแบบเพื่อเข้ากับการแต่งตัวที่แตกต่างตามโอากาส รวมถึงสาว ๆ บางคนที่สนใจเรื่องดวงว่ากระเป๋าใบนี้ใช้แล้วเงินจะไหลมาเทมา หรือเงินรั่วไหลทำให้ต้องมีการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์บ่อยเป็นว่าเล่น แต่ก็ใช่ว่าผู้ชายอย่างทั้งหลายจะใช้กระเป๋าสตางค์อะไรก็ได้ ขอให้ยัดแบงค์ ยัดบัตรได้ก็พอ เราขอแนะนำว่าเมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนจริง ๆ กระเป๋าสตางค์ก็เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่หนุ่ม ๆ จะละเลยไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องใช้เป็นประจำวัน หากอยากจะใช้ไปนาน ๆ ก็ควรเลือกใบที่มีวัสดุตัดเย็บดีเสียหน่อย ก่อนอื่น ขั้นตอนแรกเราต้องมาทำความรู้จักว่ากระเป๋าสตางค์สำหรับผู้ชายนั้นมีกี่ประเภท และมีรูปร่างหน้าตาเช่นไรกันบ้าง เริ่มจากแบบแรกที่เรียกว่า Bifold หรือกระเป๋าสตางค์แบบสองพับซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่ผู้ชาย และวัสดุที่นิยมใช้กันมากก็จะเป็นประเภทหนังแท้ กระเป๋าสตางค์ทรงนี้ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 50s หลังจากที่มีบัตรเครดิตการ์ด จึงเกิดเป็นช่องใส่บัตรค่อนหลากหลาย อีกทั้งจุดเด่นคือเวลาใส่เงินจะสามารถกางออกได้ทั้งแผ่น กระเป๋าทรงนี้จึงเหมาะกับผู้ชายที่ชอบเหน็บกระเป๋าสตางค์ไว้ที่กระเป๋าหลังกางเกงเป็นหลัก แบบที่สองเรียกว่า Trifold กระเป๋านี้เป็นที่นิยมสำหรับเด็ก ๆ วัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่ หากใครยังคิดภาพไม่ออก ให้นึกถึงกระเป๋าสตางค์ 3 พับแบบสมัยก่อนที่รูปร่างหน้าตาจะคล้ายกระเป๋าแบบ Bifold เลย แต่ต้องพับ 3 ทบ และด้วยจำนวนพับที่มากขึ้นทำให้เก็บของได้มากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยขนาดที่ดูเทอะทะขึ้น Checkbook Wallet เป็นกระเป๋าที่เหมาะสำหรับนักธุรกิจที่ไม่ค่อยพกเงินสด แล้วก็ต้องเดินทางบ่อย
ฉลองครบรอบ 7 ปี ร้านจำหน่ายรองเท้าและเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์ชั้นนำของประเทศไทย อย่าง V.A.C. โดยในปีนี้ทางแบรนด์มีโปรเจคที่จะทำสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษขึ้นมา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ร้านได้ร่วมเดินทางกับชาว Sneakerheads และ สาวกที่หลงใหลใน Street Fashion มาเป็นเวลา 7 ปี โดยมีแบรนด์ต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้ด้วย เราไปพูดคุยกับ คุณ บ๊อบ วรากฤช วิวัฒนาเกษม (Bob V.A.C.) ผู้ก่อตั้งร้าน V.A.C. ถึงโปรเจคฉลองครบรอบร้าน 7 ปีกันว่าจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง อยากให้คุณบ๊อบพูดถึงการเริ่มต้น “7th Year Anniversary Project” หน่อยครับ BOB: โปรเจคนี้ เป็นโปรเจคที่อยากทำมานานแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาและกำลังคน เลยดีเลย์มาตลอด แต่มาในปีนี้ เรารู้สึกว่ามันครบรอบ 7 ปี พอดีก็เลยอยากทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่อยากทำ แล้วเอามารวมเป็นโปรเจคเดียวไปเลย การเลือกแบรนด์ที่จะมาร่วมทำโปรเจค 7 ปีด้วย มีเหตุผลในการเลือกอย่างไรบ้าง BOB: แบรนด์แรกที่ได้มีการ Collaboration กับแบรนด์ V.A.C Culture ในโปรเจคนี้คือ “The Voice Foundation” เป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือสุนัข และแมวจรจัดหรือที่ไม่มีเจ้าของ ให้ได้รับการเยียวยา เช่นการหาบ้านให้ การนำเขาเหล่านั้นไปรักษาเมื่อเขาได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการเจ็บป่วย ทางมูลนิธิจะเป็นสื่อกลางให้คนที่มีจิตอาสาอยากช่วยเหลือหมาหรือแมวเหล่านั้น ได้ยื่นมือเข้ามามีส่วนร่วมในจุดนี้ด้วย และไม่เพียงแต่เฉพาะสุนัขหรือแมวเท่านั้น ทางมูลนิธิก็ให้ความสำคัญกับสัตว์อื่น ๆ เช่นกัน อีกทั้งมูลนิธิยังได้มีการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญคุ้มครองสัตว์ด้วย


