Entertainment

‘อยากเที่ยว แต่ไม่มีเพื่อน’ ชวนดูภาพยนตร์ 5 เรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจในการเที่ยวคนเดียว

By: BAO September 7, 2020

‘อย่างเที่ยวจัง แต่ไม่มีเพื่อนให้ชวนไปด้วยเลย’ พอใกล้ถึงฤดูท่องเที่ยว คนเหงาอย่างเรา ๆ อาจทำได้แค่ท่องเที่ยวในจินตนาการ เพราะพอถึงวันหยุดจริงๆก็ไม่สามารถชวนใครให้ไปเที่ยวด้วยกันได้ แถมจะไปเที่ยวคนเดียวก็กลัวหลงหรืออันตรายต่างๆ

UNLOCKMEN อยากบอกว่าการเที่ยวคนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมนำหนัง 5 เรื่องที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวแบบโซโล่มาฝากทุกคนกัน โดยหนังแต่ละเรื่องเราคัดมาแล้วว่ามีพล็อตที่น่าสนใจ และสามารถดึงเสน่ห์ของการท่องเที่ยวคนเดียวออกมาได้อย่างดีเยี่ยม จะมีเรื่องอะไรกันบ้าง ไปดูกัน

 

Before Sunrise (1995)

เริ่มต้นที่เรื่องแรก เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับหนังรักสุดคลาสสิกที่ชื่อว่า Before Sunrise (1995) ซึ่งหนังเรื่องนี้ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง ชายหนุ่มชาวอเมริกันชื่อว่า ‘เจสซี’ และ หญิงสาวชาวฝรั่งเศสชื่อว่า ‘ซีลีน’ ซึ่งทั้งสองคนได้พบกันบนรถไฟขบวนหนึ่ง และตัดสินใจไปเที่ยวกรุงเวียนนาด้วยกัน หลังจากได้คุยกันบนรถไฟขบวนนั้น และรู้สึกว่าถูกคอ เจสซี และ ซีลีน ได้ใช้เวลาสุดโรแมนติกร่วมกันในกรุงเวียนนาเป็นเวลาหนึ่งคืน ก่อนที่ทั้งคู่ต้องจะแยกจากกันไปตามทางของตัวเองในวันรุ่งขึ้น โดยไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่

ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอก เจสซี และ ซีลีน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนภาพยนตร์จบ ทำให้เราในฐานะคนดู เกิดความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ความเหงา ความสุข และ ความเศร้า ความรู้สึกจากการพานพบ และความรู้สึกของการแยกจากกันทั้งที่ยังมีความรู้สึกดีๆ ให้กันอยู่

นอกจากนี้ตัวหนัง ยังเผยให้เห็นว่าการเที่ยวคนเดียวเป็นเรื่องที่น่าหลงใหล มันทำให้เราได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจเป็นคนรู้ใจของเราในอนาคตก็ได้ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนโสดที่จะใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากให้ทุกคนรู้ก่อนจะชมหนังเรื่องนี้ คือ แรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้นำประสบการณ์ในอดีตของเขาที่ได้มีโอกาสพบกับผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง ในระหว่างการเดินทางไปเยี่ยมน้องสาวของเขาในเมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อปี ค.ศ.1989 มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนัง

ในช่วงนั้นทั้ง ริชาร์ด และผู้หญิงคนนั้น ทั้งสองคนได้ใช้เวลาร่วมกันไม่นาน (ไม่ถึง 1 วัน) ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกจากกัน โดยไม่การติดต่อกันอีกเลย ริชาร์ดจึงสร้างหนังเรื่อง Before Sunrise ขึ้น เพื่ออุทิศให้กับผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นนั่นเอง

ถือว่าเป็นหนังที่ถ่ายทอดประสบการณ์การพบเจอคนสำคัญในระหว่างการท่องเที่ยวได้ดีมาก ๆ เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนไปดู เผื่อเกิดแรงจูงใจในการท่องเที่ยวคนเดียวขึ้นมาบ้าง และหากใครรู้สึกว่าดูจบแล้ว ยังรู้สึกไม่เต็มอิ่ม Before Sunrise ยังมีภาคต่อให้เราไปดูกันต่ออีก 2 ภาคได้แก่ Before Sunset (2004), Before Midnight (2013)

พอดูจบไตรภาคแล้วไม่แน่ว่า คุณอาจจะรักการท่องเที่ยวคนเดียวมากขึ้นก็เป็นได้


 

Seven Years in Tibet (1997)

หากใครชอบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ Seven Years in Tibet (1997) คงเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่น่าจะสร้างความประทับใจให้กับคุณได้ เพราะมันคือหนังประวัติศาสตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของ ไฮน์ริค ฮาร์เรอร์ นักไต่เขาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในทิเบตเป็นเวลา 7 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ.1944 – 1951) ก่อนจะได้กลับบ้าน

ภาพยนตร์ได้เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ก่อนหน้าที่ ไฮน์ริค จะติดอยู่ในทิเบต เขาเป็นตัวแทนนักไต่เขาชาวออสเตรียของเยอรมัน (ตอนนั้นออสเตรเลียเป็นเมืองขึ้นของเยอรมันอยู่) คู่กับ ปีเตอร์ ออฟชไนเตอร์ เพื่อพิชิตยอดเขานังกาปาร์บัต

แต่ชีวิตของสองนักไต่เขาก็ต้องผลิกพันไป เมื่อเยอรมันประกาศสงครามกับอังกฤษ ทำให้คู่หูนักไต่เขาถูกจับกุมตัวและตกเป็นเชลยสงครามของอังกฤษ พร้อมถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน โชคดีที่พวกเขาหนีออกมาจากค่ายกักกันได้ แต่หลังจากนั้น พวกเขาได้เดินเท้าเข้าไปในประเทศทิเบต ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นเป็นเวลานานถึง 7 ปี ก่อนจะได้กลับประเทศบ้านเกิดของตัวเอง

สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจ นอกจากการแสดงของ แบรด พิตต์ ก็ยังมีการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเอกที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ตั้งแต่ตอนต้นยันตอนจบ เมื่อ ไฮน์ริค ตัวละครเอกของเรื่อง ได้หลงเข้าไปในเมืองลาซา ของทิเบต และมีโอกาสได้ใช้ชีวิตในพระราชวังโปตาลา เป็นครูสอนวิชาภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ขององค์ทะไลลามะองค์ที่สิบสี่ และที่ปรึกษาทางการทหารของกองทัพทิเบต

ช่วงเวลา 7 ปีที่ ไฮน์ริคใช้ชีวิตอยู่ที่ทิเบต ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล มันทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงสิ่งสำคัญในชีวิต ที่เขาไม่เคยมองเห็นจากการพิชิตยอดเขา มันทำให้เห็นว่าการทำแต่อะไรเดิม ๆ อยู่แต่ในที่เดิม ๆ อาจไม่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ การได้เดินทาง และการได้พบเจอกับผู้คนใหม่ ๆ บางครั้งก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้มากกว่า

ดังนั้น หากใครกำลังเบื่อการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ และกำลังอยากเที่ยว ก็อย่ารอช้าเพียงเพราะไม่มีเพื่อนไปเที่ยวด้วย ลองดูหนังเรื่องนี้ เพื่อซึมซับประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดนของไฮน์ริค แล้วคุณอาจจะเห็นว่า การใช้ชีวิตในเมืองที่เราไม่รู้จัก ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมายเหมือนกัน


 

Lost in translation (2003)

หนังเรื่องต่อไปที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ดูกัน เป็นหนังรักสุดเหงา ชื่อว่า Lost in translation (2003) ซึ่งเล่าเรื่องของ บ๊อบ ฮาร์ริส อดีตดาราชาวอเมริกันที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ตอนนี้ชีวิตกำลังอยู่ในจุดตกต่ำ การรับงานถ่ายโฆษณาวิสกี้ยี่ห้อซันโทรี่ในนครโตเกียว ทำให้เขาต้องออกเดินทางออกจากบ้านเกิดมายังประเทศญี่ปุ่น ดินแดนที่แทบจะสื่อสารกับใครไม่ได้เพียงคนเดียว แต่มันก็ทำให้เขาได้เจอกับเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะการพบเจอกับคนรู้ใจที่อยู่ในต่างแดน

บางคนที่เคยดูหนังเรื่องนี้อาจมองว่า มันเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกว่าการไปเที่ยวในประเทศที่เราไม่ได้สื่อสารภาษาเดียวกันเป็นเรื่องที่น่ากลัว เวลาเกิดอะไรขึ้นก็จะลำบาก แต่อีกมุมก็มองได้ว่ามันเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวมากกว่า เพราะมันทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของการสื่อสาร และความสำคัญของการศึกษาวัฒนธรรมต่างถิ่น

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือ ตัวหนังเองสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของการพบกันระหว่างคนเหงาและคนเหงาออกมาได้อย่างเข้มข้น โดยตอนหนึ่งในเรื่อง บ๊อบ ตัวเองของเรื่องได้มีโอกาสพบกับ ชาร์ล็อตต์ แฟนสาวของช่างภาพชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่ได้รับงานในเมืองโตเกียว และต้องออกมาจากบ้านเกิดเหมือนกัน ซึ่งเขาได้พาแฟนสาวมาด้วย แต่ไม่มีเวลาสนใจเธอเท่าที่ควร คนเหงาและคนเหงา ชาร์ล็อตต์ และ บ๊อบ จึงได้มาพบกัน

Lost in translation จึงเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราดื่มดำกับความเหงาได้อย่างสบายใจ และถ่ายทอดความรู้สึกของการเป็นคนแปลกหน้าในเมืองใหญ่ได้อย่างน่าสนใจ พอดูหนังเรื่องนี้จบ บางทีเราอาจคิดว่า การเดินทางไปยังเมืองที่เราไม่รู้จักใคร และไม่มีใครรู้จักเรา ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกเหมือนกัน


 

Into the Wild (2007)

Into the Wild (2007) เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของ คริสโตเฟอร์ แมคแคนเดิลส์ บัณฑิตจบใหม่จากรั้วมหาลัย ที่เลือกการผจญภัยในป่าใหญ่ มากกว่าเข้าสู่ชีวิตการทำงานเหมือนกับเพื่อนคนอื่น ๆ ของเขา โดยเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ เราจะได้รับชมการผจญภัยของคริสโตเฟอร์จากทวีปอเมริกาเหนือไปจนยังจุดหมายปลานทางในทวีปอลาสก้า

ใครที่ได้ดูภาพยนตร์จะได้เห็นความเปลี่ยนเหงาของตัวละครที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องต่าง ๆ เพียงลำพัง การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของตัวละครเอกที่ได้พาตัวเองมาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พร้อมดื่มด่ำไปกับความสวยงามของธรรมชาติและป่าไม้สีเขียวในทวีปยุโรป

มันจึงเป็นหนังที่เหมาะกับคนที่ชอบการท่องเที่ยวธรรมชาติและการผจญภัย หากคุณยังลังเลที่จะไปเที่ยวป่าเขาด้วยตัวคนเดียวอยู่ ลองดูหนังเรื่องนี้ แล้วจะเห็นว่าการท่องเที่ยวธรรมชาติคนเดียวเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่ไม่ต้องอันตรายขนาดในเรื่องนี้ก็จะดีครับ


 

The Secret Life of Walter Mitty (2013)

หนังเรื่องสุดท้ายที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ดูกันคือเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty (2013) หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของ วอลเตอร์ มิตตี้ หัวหน้าแผนกฟิล์มเนกาทีฟของนิตยสารท่องเที่ยว Life ที่กำลังจะปิดตัวลง และมีแผนจะตีพิมพ์นิตยสารฉบับสุดท้าย แต่ทว่าปัญหาในการผลิตนิตยสารฉบับสุดท้ายก็เกิดขึ้น เมื่อฟิลม์ม้วนที่ 25 ซึ่งเป็นภาพที่เหมาะสำหรับหน้าปกนิตยสารฉบับสุดท้ายได้หายไป วอลเตอร์ มิตตี้ จึงต้องเดินทางตามหาช่างกล้องที่เป็นเจ้าของฟิลม์ม้วนนี้ เพื่อให้การผลิตนิตยสาร life ฉบับสุดท้ายสามารถทำต่อไปได้

หนังเรื่องนี้ นอกจากจะได้ เบน สติลเลอร์ ดาราตลกชื่อดังมาแสดงเป็นตัวเอกแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ มันได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตนอกกรอบ ผ่านตัวละครเอก วอลเตอร์ มิตตี้ ที่วันๆ ทำแต่งาน และไม่ได้เดินทางไปไหนมานานแล้ว แต่มักเพ้อฝันถึงโลกที่เต็มไปด้วยการผจญภัยอยู่เสมอ พอเขาได้เจอปัญหานี้ และต้องผจญภัยไปยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทะเล หรือ ภูเขา เขาก็ได้รับบทเรียนสำคัญของชีวิตในระหว่างการเดินทางเหล่านั้น

หากเราลองได้ดูหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty เราก็อาจจะพบว่า การได้ออกเดินทางไปยังที่ใหม่ๆ ได้เจอกับผู้คนใหม่ๆ เป็นเรื่องคุ้มค่า ดังนั้น ถ้าใครยังกลัวการเที่ยวคนเดียวอยู่ ดูหนังเรื่องนี้คุณก็อาจจะมีความกล้ามากขึ้น


แต่สำหรับใครที่ไม่ชอบดูหนัง หรือ คิดว่าหนังอาจจะยังสร้างแรงบันดาลใจไม่มากพอ ทาง UNLOCKMEN ก็ยังมีบทความอื่นๆ ที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเที่ยวคนเดียวให้กับทุกคนกัน อย่างเช่น https://www.unlockmen.com/reason-you-should-to-travel-alone/

 

 

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line