ในชีวิตผู้ชายอย่างเรา ๆ นอกจากครอบครัว มิตรสหาย และคนข้างกายแล้ว สิ่งที่เป็นของคู่กายที่สุดแสนจะหวงแหนนั้นก็คือรถยนต์ ยานพาหนะคู่ใจที่พาเราไปได้ในทุกที่ ยิ่งร่วมทางกันตลอดแบบนี้ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงรักษาทุกจุด รวมถึงทำให้รถคันโปรดของเราหล่อสุด ๆ หากไก่งามเพราะขน คนหล่อเพราะแต่ง รถคันแรงของเราก็เท่ขึ้นได้เหมือนกัน นอกจากการโมดิฟายด์ให้ได้สมรรถนะที่ต้องการ การเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก โดยเฉพาะสีรถก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างสีสันให้กับการขับขี่ เปลี่ยนบรรยากาศการเดินทางไม่ให้ซ้ำซากจำเจ สร้างความ unique ให้กับรถคันโปรด และบ่งบอกสไตล์ของเราได้ ซึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชอบสร้างสรรค์ความเท่ในเรื่องของสีสันให้กับรถคันโปรดก็คือการแร๊ป (Wrap) อันที่จริงข้อดีของการทำ “car wrap” หรือ การติดสติกเกอร์หุ้มรถยนต์นั้นมีอยู่หลายอย่างที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อย่างเรา ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแตกต่าง บ่งบอกสไตล์ของตัวเรา ด้วยสีสันที่การทำสีรถปกติไม่สามารถทำได้ หรือถ้าจะทำลวดลายก็แค่ปริ๊นท์อิงค์เจ็ทลงบนฟิล์ม หรือไดคัทก็ได้ เวลาในการติดตั้งก็น้อยกว่าการทำสีค่อนข้างมาก ใช้เวลาแค่ 2-3 วันก็เท่ได้ตามต้องการ แถมยังช่วยห่อหุ้มปกป้องสีรถจากทั้งรังสียูวี สะเก็ดหิน และรอยขีดข่วนได้ พอถึงเวลาอยากจะเปลี่ยนฟีลก็สามารถลอกออกได้ง่ายโดยสีรถเดิมยังคงอยู่ ทำให้มีประโยชน์ทางอ้อมก็คือมีราคาขายต่อที่ดีกว่าการเปลี่ยนสีรถจริง สำหรับขั้นตอนของการ car wrap นั้น เริ่มจากการเลือกสีสันที่โดนใจ เห็นแล้วใช่เลย จากนั้นก็หาตัวแทนติดตั้งที่น่าเชื่อถือและเชื่อมือได้ มีความปลอดภัย มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย
Ford ฉลองครบ 50 ปีเพื่อระลึกถึงชัยชนะครั้งแรกของพวกเขาในการแข่งขัน 24 Hour Le Mans ปี 1968, 1969 เหนือคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Ferrari เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ทีมนักขับในเวลานั้นอย่าง Pedro Rodriguez, Lucien Bianchi, Jacky Ickx , Jackie Oliver ด้วยการเผยโฉม GT Heritage Edition 2019 Ford GT Heritage Edition 2019 มาในเครื่องแบบเอกลักษณ์ของแชมป์สีส้มฟ้าที่เรียกว่า the Gulf livery ผู้สนับสนุนคนสำคัญในตอนนั้น โดยคาดกันว่ารุ่นปี 2019 จะสวมเครื่องแบบหมายเลข 9 ที่คว้าแชมป์ในปี 1968 และรุ่นปี 2020 จะใช้เครื่องแบบของรถหมายเลข 6 ที่ป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ในปี 1969 ในการแข่งขันความอึด 24 Hour LE Man ครั้งที่ 36
หลังจากเปิดตัวใน Detroit Auto Show 2018 ทำให้เราได้เห็นการกลับมาอีกครั้งของ Ford Mustang GT รุ่นพิเศษอย่าง Mustang Bullitt 2019 Steve Mcqueen Editon เพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของ Ford Mustang Bullitt 1968 Iconic Car จากภาพยนตร์ที่แสดงนำโดย The King of Cool ‘Steve McQueen’ ต้องขอเกริ่นก่อนว่า Steve Mcqueen มาเกี่ยวข้องกับรถรุ่นพิเศษนี้ได้ยังไง โดยต้องย้อนกลับไปในปี 1968 เมื่อเขารับแสดงในบท Frank Bullitt พระเอกของหนังชื่อว่า Bullitt ซึ่งการแสดงที่หมดจดของ Mcqueen และฉากขับรถไล่ล่าอันบ้าระห่ำระยะเวลา 9 นาที 42 วินาทีที่ได้สร้างความฮือฮาสำหรับวงการภาพยนตร์ในเวลานั้นส่งผลให้เขาโด่งดังยิ่งขึ้นไปอีก และรถที่ใช้ในเรื่องอย่าง Ford Mustang 1968 สี Highland Green ก็กลายเป็นตำนานไปด้วย
จะไม่ให้ร้องว้าวก็คงไม่ได้ เมื่อของเล่นในวัยเด็กกับความฝันในวัยหนุ่มถูกมัดรวมกันไว้ในสิ่งเดียว ใครจะไปคิดว่าของเล่นตัวต่ออย่าง LEGO ที่เราเคยใช้จินตนาการสร้างให้ออกมาเป็นรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยยังแบเบาะ วันหนึ่งจะถูกสร้างมาในโมเดลรถ Hypercar อย่าง BUGATTI CHIRON แถมครั้งนี้ไม่ได้ทำมาตั้งโชว์ในตู้ไว้ดูต่างหน้าเฉย ๆ เพราะมันสามารถวิ่งได้จริงด้วย ทีมสร้าง 20 ชีวิต กับตัวต่อกว่า 1,000,000 ชิ้น สำหรับสร้างสรรค์ตัวรถ ตัวต่อมอเตอร์ไฟฟ้า 2,304 ชิ้นในส่วนของเครื่องยนต์ ชุดล้อ 4,032 ชิ้น และเพลาขับอีก 2,016 อัน พร้อมเวลาเบ็ดเสร็จ 13,400 ชั่วโมงที่ LEGO ใช้ไปกับการสร้างสรรค์ BUGATTI CHIRON ขนาดเท่าของจริงขึ้นมา ไม่เพียงแค่นั้น CHIRON คันนี้ต่างจากชุดตัวต่อ X WING FIGHTER ที่เคยตั้งตระหง่านอยู่กลางจัตุรัส Time Square ที่สร้างจาก LEGO 5.3 ล้านชิ้น ตรงที่มันไม่ได้แค่แข็งทื่ออยู่กับที่ แต่คราวนี้กลับเคลื่อนไหวได้จริง ๆ
EQ Silver Arrow เป็นคอนเซ็ปต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล่าสุดจาก Mercedes-Benz ผลงานชิ้นโบว์แดงของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบอย่าง Gordon Wagener ที่มาพร้อมกับกับนวัตกรรมแห่งอนาคตอัดแน่นไว้เต็มคัน ซึ่งความแตกต่างและล้ำหน้าของมันทำให้เราเชื่อว่าคงไม่มีผู้ชายคนไหนจะกล้าปฏิเสธการได้เป็นเจ้าของอย่างแน่นอน Electric Car จากค่ายรถยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์คันนี้เปิดตัวเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาใน Monterey Car Week แคลิฟอร์เนีย โดยถูกออกแบบมาเพื่อให้เกียรติกับรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกของปี 1937 อย่าง Mercedes W125 ซึ่งถ่ายทอดต้นแบบการพัฒนารถยนต์ที่นั่งเดียวมาสู่ปัจจุบัน EQ Silver Arrow คันนี้มาพร้อมกับขุมพลัง 750 แรงม้า ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ที่ทำงานด้วยแบตเตอรี่ไฟฟ้าขนาด 80 กิโลวัตต์ ซึ่งถูกพัฒนาให้เสียงเบาสวนทางกับความแรงของเครื่องยนต์ แต่เสริมฟังก์ชันสำหรับผู้ชายที่ชื่นชอบความดุดัน ด้วยระบบการขับแบบ Sport และ Sport+ สามารถปล่อยเสียงเครื่องยนต์ให้ดุดันสนั่นหูแบบ Mercedes-AMG V8 หรือ Formular 1 ได้โดยสามารถทำระยะการวิ่งได้ประมาณ 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง ดีไซน์ภายนอก EQ Silver Arrow มาพร้อมรูปทรงคล่องตัวด้วยความยาวตั้งแต่หัวจรดท้ายเพียง 5.3 เมตร ในเฉดสี Alubeam Silver รูปทรงโค้งมนที่จะสร้าง Aerodynamic ซึ่งจะช่วยเสริมสมรรถนะทั้งในด้านการทำความเร็วและระบบเบรก
เป็นเวลาเกือบ 20 ปีมาแล้ว หลังจาก Air-Cooled 911 คันสุดท้ายจากสายพานการผลิตของ Porsche ในรหัส 993 วันนี้ Porsche บังเอิญมีโครงสร้างเหลืออยู่ในโรงงานอีก 1 คัน จึงเป็นโอกาสดีที่จะหยิบมันมาสร้างใหม่ในรุ่น 2018 Porsche 993 Turbo S หนึ่งใน ‘Classic Series’ ที่เป็นการส่งข้อความถึง Singer และ Gunther Werks ว่าการสร้าง Porsche Classic ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้มันดูทันสมัยเหลือล้ำหน้าเกินไป แต่เป็นการสร้างรถที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างเอาไว้เหมือนเดิม ที่จริงแล้ว Porsche มีการนำรถเก่ามาฟื้นสภาพใหม่หลายครั้งแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการทำไว้ใช้งานภายในหรือใช้โชว์ตาม Exhibition มากกว่า ต่างจาก 2018 Porsche 993 Turbo S Project Gold Classic Series คันนี้ที่ทำออกมาให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของ ใช้เวลาถึง 1 ปีครึ่งตั้งแต่การนำโครงรถที่ยังไม่เคยผ่านการใช้งาน จึงยังไม่เคยผ่านการจดทะเบียนใด ๆ ในทางปฏิบัติแล้วมันจึงเป็นรถใหม่เอี่ยมปี 2018 แต่ไม่สามารถจดทะเบียนสำหรับใช้งานได้ มันจึงเป็นรถสำหรับประมูลไปสะสมหรือใช้ในสนามแข่งโดยเฉพาะ ซึ่งเหตุผลที่ Porsche
เห็นป้ายโลโก้ Bugatti เปิดตัวรถรุ่นใหม่ทีไร สิ่งแรกที่หลายคนอยากรู้คือราคาเท่าไหร่ และวิ่งได้เร็วแค่ไหน ซึ่ง Bugatti Divo คันนี้มีราคา $6 ล้านเหรียญ แพงเป็น 2 เท่าของ Chiron ที่ $3 ล้านเหรียญ แต่มันไม่ได้วิ่งได้เร็วกว่าโมเดลเก่าเลย แต่ถึงกระนั้น Divo ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 380 km/h ซึ่งเจ้าของรถส่วนใหญ่น่าจะกดไม่ถึง Top Speed อยู่แล้ว สิ่งที่พิเศษกว่าใน Divo คือความเป็นรถที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน และสามารถพิชิตได้ทุกโค้งในทุกย่านความเร็ว เพราะมันถูก set up ให้มีบาลานซ์ในการขับขี่ที่สุดยอดกว่าที่ผ่านมา แน่นอนว่า Bugatti Divo แชร์โครงสร้างพื้นฐานมาจากรุ่นพี่ Chiron รวมถึงเครื่องยนต์ 8.0-liter W16 1,500 แรงม้า เช่นเดียวกัน แต่ Divo ได้ผ่านกระบวนการลดน้ำหนักลงด้วยการใช้ตัวถัง Carbon Fiber ไปกว่า 50 กิโลกรัม และมีการออกแบบ
เพราะความเท่ของยานพาหนะไม่จำกัดอยู่แค่ซูเปอร์คาร์คันหรูเท่านั้น รถที่บึกบึนแข็งแกร่งพร้อมลุยทุกสภาพการเดินทางจากแบรนด์ Hummer ก็เท่ไม่แพ้กัน วันนี้ UNLOCKMEN ขอพูดถึงรถรุ่นใหม่ล่าสุดของค่ายนี้ Mil-Spec Hummer H1 Launch Edition No. 003 เจ้า Hummer คันนี้สมบุกสมบันไม่ต่างจากรถที่ใช้กันในกองทัพ มันถูกออกแบบมาให้สามารถทนต่อความโหดร้ายสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสนามรบ ทะเลทรายร้อนระอุ หรือแม้กระทั่งทุ่งหิมะแห่งอาร์กติกก็ไม่ใช่ปัญหา มาเหอะพร้อมลุย! Mil-Spec Hummer H1 Launch Edition No. 003 คือรถกระบะ 4 ประตูที่พัฒนาจากรุ่นก่อน ๆ หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางขึ้นถึง 8 นิ้วทั้งด้านหน้าด้านหลัง เครื่องยนต์ขนาด ทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาด 6.6 ลิตร พร้อมความแรง 500 แรงม้า และแรงบิด 1000 lb-ft Mil-Spec Hummer H1 Launch Edition No. 003 ไม่ได้มีดีแค่ความแข็งแกร่งสมบุกสมบันลุยได้ทุกที่เท่านั้น เพราะภายในก็สะดวกสบายไม่แพ้รถยนต์หรูหราทั่วไปเลย เบาะหนังกันน้ำเย็บมือชั้นดีมาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงดำกระหึ่ม ดังนั้นไม่ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกจะโหดร้ายแค่ไหน
รถยนต์และผู้ชายแยกออกจากกันไม่ได้เพราะมันคือสัญชาตญาณที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด สังเกตได้จากทุก ๆ ครั้งที่ Supercar คันงามเคลื่อนตัวผ่านไปด้วยความเร็ว เสียงของเครื่องยนต์มันจะกระตุ้นให้หัวใจเต้นรัว เลือดลมสูบฉีด จนเราต้องหันไปมองตามแบบอัตโนมัติเสมอ แต่ถ้าพูดถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Car ผู้ชายอย่างเรากลับพากันเบือนหน้าหนี Say No กันเป็นแถบ เพราะภาพลักษณ์ของคอนเซ็ปต์รักโลก ทำให้จินตนาการแทบไม่ออกว่าจะทำความเร็วได้สะใจแค่ไหน เสียงมอเตอร์ไฟฟ้าจะมันส์เท่าเสียงเครื่องยนต์เผาไหม้ได้ยังไง แต่วันนี้กรอบความคิดเก่า ๆ นั้นจะถูกทลายลงด้วยพระเอกจากสองโลก Vanda Dendrobium หลังจาก Vanda Electrics บริษัทด้านนวัตกรรมการขนส่งและไฟฟ้าสัญชาติสิงคโปร์เปิดตัวโมเดลรถต้นแบบของ Vanda Dendrobium ในงาน Geneva International Motor Show 2017 พร้อมกับเสียงตอบรับในด้านบวกมากมาย แต่ของในฝันมักต้องรอคอยเสมอ เมื่อ Vanda Electrics ได้ทิ้งคอนเซ็ปต์คร่าว ๆ เรียกน้ำย่อยไว้ แต่กลับเงียบหายไปเกือบ 1 ปีเต็ม ๆ จนในที่สุด Larissa Tan ซีอีโอของ Vanda Electrics ได้ออกมายืนยันแล้วว่ากำลังจะเริ่มพัฒนาและสร้าง
ความฝันของพวกเราคือการได้ขับ Lamborghini แบบกดมิดไมล์เพื่อจะได้รับรู้ถึงอรรถรสของ Supercar อย่างเต็มที่ แม้การจะเป็นเจ้าของครอบครองมันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปัจจุบันได้มีบริษัท Supercar Rental เกิดขึ้นมากมายในหลายประเทศ เช่นเดียวกับในประเทศ Dubai ชาว Middle East ที่ร่ำรวยกลางงทะเลทราย ย่อมมีบริษัทให้นักท่องเที่ยวได้เช่ารถในฝันขับมากมาย และหนึ่งในนั้นต้องพบว่าบริษัทของตัวเองโดนค่าปรับมากถึง $46,000 (1.5 ล้านบาท) จากข้อหา Speeding (ขับรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด) ภายใน 3 ชั่วโมงเท่านั้น เรื่องเกิดจากนักท่องเที่ยวได้ทำการเช่า Lamborghini Huracan คันงามจากบริษัทรถเช่าหรู Saeed Ali Rent A Car ซึ่งมีแต่รถ Exotic Car น่าขับทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Ferrari 458 Spiders หรือ Audi R8 Spyder รวมถึง Lamborghini สีขาวคันที่มีปัญหานี้ด้วย ซึ่งเราพอจะเข้าใจอารมณ์คนที่นั่งใน Cockpit ของ Lamborghini ได้ดีว่ามันคงยากที่จะห้ามใจไม่ให้ซิ่งหมดไมล์บนถนนโล่ง ๆ


