PLATFORM 66 งานสตรีตเฟสติวัลครั้งแรกของประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นไป อีเวนต์ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและผู้คนที่หลงใหลการสร้างสรรค์แฟชั่นสไตล์ใหม่ ๆ โดยงานนี้ CASIO G-SHOCK ขนทัพนาฬิการุ่นหายากและนาฬิกา LIMITED EDITION มาจัดแสดงในงานอย่างเนืองแน่น การเปิดตัวครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับ คิคุโอะ อิเบ ชายผู้ก่อตั้ง G-SHOCK และนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกกาลเวลา โดยเขาเดินทางมาร่วมเปิดตัวและพูดถึงแรงบันดาลใจของนาฬิกา G-SHOCK Metal Face GM-5600 หน้าเหลี่ยม และเอกลักษณ์ความเป็น ORIGINS ของ G-SHOCK พร้อมเผยแรงบันดาลใจ FROM PASION TO INNOVATION ร่วมกับ ปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์สตรีตชั้นนำของประเทศไทยอย่าง CARNIVAL สำหรับความร่วมมือสุดพิเศษในการสร้างคอลเลกชัน G-SHOCK x CARNIVAL™ GM-5600 LIMITED EDITION ที่มีขายเพียง 150 เรือนทั่วโลก ในงาน PLATFORM 66 ที่แรกและที่เดียวอีกด้วย โดยนาฬิการุ่นลิมิเต็ดนี้ โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดเท่ ออกแบบใหม่ด้วยกรอบสเตนเลสสตีลสีเงินและสายเรซินสีดำด้าน
ถ้าใครเป็นแฟนการ์ตูนหรือแฟนหนังเรื่อง Transformers ก็คงต้องรู้จักผู้นำของกลุ่มออโต้บ็อทส์อย่าง Optimus Prime กันอย่างแน่นอน เขาคือต้นแบบของฮีโร่ผู้เป็นทั้งนักรบ ผู้พิพากษา ศูนย์รวมจิตใจของเหล่าไพร์มที่ทำให้สามารถเอาชนะยูนิครอน แต่เวลาเดียวกันก็มีจิตใจอ่อนโยนและอุทิศตนเพื่อพิทักษ์ทุกสรรพสิ่ง ด้วยความเท่ของ Optimus Prime จึงทำให้แบรนด์นาฬิกาญี่ปุ่นอย่าง Casio สนใจจะนำเรื่องราวของนักรบฮีโร่มาเล่าใหม่ในสไตล์ของตัวเอง ซึ่งการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองแล้วที่ Casio ได้ร่วม Collaboration กับ Transformers โดยคราวนี้เติมเต็มความเท่แบบดิบ ๆ จนออกมาเป็นฟิกเกอร์มาสเตอร์เนเมซิส Optimus Prime เคร่งขรึมกว่าที่เคยเป็นมา Optimus ในภาษาละตินจะมีความหมายว่า ‘Best first’ หรือดีที่สุด Optimus Prime จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของ Casio แต่สำหรับโมเดล Optimus Prime มาพร้อมกับนาฬิกาของ G-Shock ไม่ได้ชูสีประจำตัวของเขาอย่างสีน้ำเงินและสีแดงแต่เพิ่มสีดำเข้ามาแทนที่ สื่อให้เห็นอีกมุมหนึ่งของนักรบผู้กล้าหาญก็เคยเข้าสู่มุมมืดไม่ต่างจากใครเช่นกัน ปลุกจิตวิญญาณนักสู้อันแข็งแกร่งให้กึกก้องด้วยฟิกเกอร์มาสเตอร์เนเมซิส Optimus Prime สามารถดัดแปลงได้สองโหมดคือ Nemesis Alter mode รูปทรงยานรบล้ำสมัยถูกออกแบบมาให้เป็นฐานวางนาฬิกา G-Shock ได้พอดิบพอดี ส่วนอีกหนึ่งรูปแบบคือ
หลังจากที่คอลเลกชันนาฬิกา Neo-Tokyo ทั้ง 4 เรือนเพิ่งปล่อยออกมาหมาด ๆ G-SHOCK ก็ไม่รอช้า เตรียมคอลแลปส์โมเดลนาฬิกากับ Herschel Supply Co. แบรนด์แฟชั่นยอดฮิตระดับโลก การผสมผสานที่ลงตัวของสองแบรนด์นี้เกิดเป็นเรือนเวลารุ่น ‘Herschel G-Lide’ ที่ถอดแบบความแข็งแกร่งของกองทัพสหรัฐฯ มาได้อย่างแยบยล Herschel นำโมเดลยอดนิยมในหมู่นักโต้คลื่น นักกีฬา และผู้ชายสายสตรีตอย่าง G-SHOCK GLX5600-1 มาเป็นต้นแบบและต่อยอดงานดีไซน์ให้มีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเหลืองอ่อนจากกระจก mineral ที่ผนวกความเท่แบบย้อนยุคและความทันสมัยเข้าด้วยกัน ตัวบอดี้และสายรัดข้อมือของ Herschel G-Lide ห่อหุ้มด้วยเคสเรซิ่นแบบด้านสีเขียวมะกอก สะท้อนกลิ่นอายของเหล่าทหารผู้กล้า พร้อมสลักโลโก้ Herschel Supply ไว้ที่สายนาฬิกา ไฮไลต์ของนาฬิการุ่นนี้คือฝาหลังที่ใช้สเตนเลสสตีลสลักว่า “YOU CAN SURF LATER” ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทหารอเมริกัน เพราะเป็นประโยคที่มักจะสลักไว้บนซิปโป้ เพื่อให้เหล่าทหารรู้สึกว่าไฟแช็กของพวกเขาเป็นเหมือนเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มอบกำลังใจให้พวกเขาทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงโดยสวัสดิภาพ Herschel G-Lide ยังคงเอกลักษณ์ของฟังก์ชันนาฬิกาจาก G-SHOCK ที่สามารถกันกระแทกและกันน้ำลึก 200 เมตร ใช้เทคโนโลยี Electroluminescent Backlight
หากย้อนไปในช่วงยุค 80s หนุ่ม ๆ หลายคนคงพอจำได้ว่า ‘AKIRA’ หรือ ‘อากิระ คนไม่ใช่คน’ การ์ตูนแอ็กชันไซไฟอันโด่งดังได้เข้าฉายและกวาดรายได้ทั่วโลกไปอย่างถล่มทลาย ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของโลกอนาคตอันปั่นป่วนที่มีเด็กหนุ่มชื่อว่า ‘อาริกะ’ เป็นตัวเดินเรื่อง ในภาพยนตร์อ้างถึงเหตุการณ์ที่กรุงโตเกียวถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในเดือนกรกฎาคมของปี 1982 ตั้งแต่นั้นไฟสงครามก็เริ่มปะทุขึ้นและสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ทำให้โตเกียวต้องล่มสลายลงในที่สุด ชาวญี่ปุ่นจึงต้องสร้างเมือง ‘Neo-Tokyo’ ขึ้นมาทดแทนเพื่อให้เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา Neo-Tokyo ได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมเฟื่องฟูภายใต้ฉากหลังของซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้าง อย่างไรก็ตามเมืองแห่งนี้ยังคงเอกลักษณ์ของแสงไฟหลากสีที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Casio จึงหยิบอัตลักษณ์ของเมือง Neo-Tokyo มาถ่ายทอดลงในซีรีส์ ‘G-SHOCK Neo-Tokyo’ ที่เลือกโมเดลนาฬิกาดิจิทัลและแอนะล็อกรุ่นยอดนิยมของแบรนด์ ทั้ง GA140, GA700, GAS100 และ DW6900 มาประยุกต์ให้ดูเท่และร่วมสมัยยิ่งขึ้น การดีไซน์ของนาฬิกาแต่ละเรือนจะถูกห่อหุ้มด้วยสี jet black ตั้งแต่ตัวเรือน สายรัดเรซิ่น ไปจนถึงขอบเบเซล ทำให้ง่ายต่อการจับคู่กับเสื้อผ้าหรือมิกซ์แอนด์แมตช์กับเครื่องประดับชิ้นอื่น ๆ บริเวณหน้าปัดของนาฬิกาทั้ง 4 รุ่น จะใช้แสงไฟอิเล็กโทร-ลูมิเนสเซนต์ (Electro-luminescent) ให้ความรู้สึกคล้ายกับแสงนีออนหลากสี เพื่อสะท้อนถึงเมือง Neo-Tokyo
ถ้าพูดถึงนาฬิกาคู่ใจสำหรับผู้ชาย เชื่อว่าคงมีไม่กี่แบรนด์ที่ครองใจหนุ่ม ๆ หลายคนอยู่ตอนนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในไม่กี่แบรนด์นั้นต้องมี G-SHOCK อยู่อย่างแน่นอน แบรนด์นาฬิกาสุดเท่จากแดนอาทิตย์อุทัยรายนี้ได้รับความนิยมมาหลายยุคหลายสมัยจวบจนปัจจุบัน โดยเฉพาะซีรีส์ CASIO ที่เรียกได้ว่าโดดเด่นทั้งดีไซน์และไม่ทิ้งจุดเด่นของแบรนด์ในด้านความแข็งแรงทนทาน เมื่อไม่นานมานี้ G-SHOCK เพิ่งเปิดตัวโมเดลรุ่นล่าสุดอย่าง ‘CASIO GA-2100’ มาพร้อมตัวเรือนบางเฉียบ น้ำหนัก 51 กรัม และความหนาเพียง 11.8 มิลลิเมตร ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ขึ้นแท่นเรือนเวลาที่บางที่สุดของค่าย G-SHOCK ไปโดยปริยาย สำหรับผู้ชายที่หลงใหลในความเรียบง่าย คมเท่ และรูปแบบงานดีไซน์ที่ไม่หวือหวาจนเกินไป คงต้องบอกว่า CASIO GA-2100 เรือนนี้ตอบโจทย์คุณเป็นอย่างยิ่ง ด้วยตัวเรือนที่ดีไซน์มาเป็น 8 เหลี่ยมพร้อมสายเรซินแบบดั้งเดิม ทำให้นาฬิกาสะท้อนความร่วมสมัย แถมยังแฝงกลิ่นอายมินิมัลผ่าน 3 เฉดสีเรียบเท่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เสริมความแข็งแกร่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่ห่อหุ้มตัวเรือน สายเรซินคุณภาพสูง และโครงสร้างป้องกันแกนกลางระดับพรีเมียม ช่วยให้นาฬิกาเรือนนี้ทนทานต่อแรงกระแทกและมีความสามารถในการกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร ภายใต้กระจกมิเนอรัลสุดแกร่งยังซ่อนจอ LED สองชั้น บรรจุไฟ Super Illuminator และ Auto Light
G-SHOCK แบรนด์นาฬิกาเลื่องชื่อแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยยังคงพยายามเสาะหาสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม และนำมันมาปรุงรส เหยาะแรงบันดาลใจ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นนาฬิกาเรือนเด็ดที่ได้ใจผู้ชายหลาย ๆ คน แล้วหนึ่งในรุ่นล่าสุดอย่าง ‘G-SHOCK GA700SK’ ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ดีไซน์ของตัวเรือนผูกโยงความคลาสสิกและโมเดิร์นเข้าด้วยกัน ออกแบบหน้าปัดเป็นทรงกลมตามรุ่นพิมพ์นิยมของตัวแบรนด์ รอบนอกและสายนาฬิกาห่อหุ้มด้วยเรซินกึ่งโปร่งใสและสีเมทัลลิกทูโทน สะท้อนความอาวองกาค์ (avant-garde) ของโลกอนาคตและกลิ่นอายแอนทีคแห่งยุค 80s ในเวลาเดียวกัน ย้อนไปในปี 1980 เป็นช่วงที่หลากหลายอุตสาหกรรมเริ่มหันมารังสรรค์ผลิตภัณฑ์โปร่งใสเป็นยุคแรก ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา โทรศัพท์ หรือแม้แต่เรือนเวลา เคสด้านนอกที่ขาวโปร่งนั้นทำให้เรามองเห็นเนื้อในของวัสดุได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน G-SHOCK จึงหยิบเรซินกึ่งโปร่งใสที่เคยนิยมในยุคก่อนมาใช้เป็นวัสดุหลักในงานดีไซน์ของเรือนนี้ แถม G-SHOCK GA700SK ยังถอดแบบความแข็งแกร่งมาจากรุ่นพี่ G-SHOCK GA-700 ทำให้มันทนทานและสมบุกสมบันเป็นพิเศษ ด้วย mineral glass วัสดุปกป้องนาฬิกาประจำค่าย G-SHOCK ที่มีศักยภาพเหนือกว่าและใสกว่าวัสดุ acrylic ทำให้ G-SHOCK GA700SK เรือนนี้ทนทานต่อรอยขีดข่วน แรงกระแทก และกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร หน้าปัดขนาด 52.68 มิลลิเมตร ถูกดีไซน์มาให้แสดงเลขเวลาทั้งแบบดิจิทัลและแอนะล็อก
“I want to make a timepiece that will not break, even if dropped.” จากประโยคที่แฝงความมุ่งมั่นของ Kikuo Ibe วิศวกรนาฬิกา G-SHOCK ที่ลั่นวาจาไว้เมื่อปี 1981 สู่การคืนชีพความคลาสสิกของเรือนเวลารุ่นดั้งเดิม DW5000C ที่นำเรื่องราวในอดีตมาแต่งเติมและสานต่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นผ่านโมเดลตัวใหม่ ‘G-SHOCK GMWB5000D-1’ ครั้งนี้หยิบยกนาฬิการุ่นเก๋ามาแปลงโฉมให้ทันสมัย แต่คงความงามแบบโบราณและโดดเด่นด้วยพื้นผิวสแตนเลสสตีลที่แวววับตั้งแต่สายนาฬิกาไปจนถึงตัวเรือน G-SHOCK GMWB5000D-1 ดีไซน์หน้าปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพิ่มกรอบสไตล์วินเทจใช้ลายอิฐเป็นตัวเดินเรื่อง สร้างผิวสัมผัสแปลกใหม่ท่ามกลางความมันวาวระยิบระยับ ปรับกลไกและฟันเฟืองให้มีโครงสร้างแบบลอยตัว พร้อมใช้ชุดเรซินเชื่อมระหว่างรอยต่อของตัวเรือนและขอบสเตนเลส เพื่อให้ดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น แถมทนทานและกันน้ำได้ถึง 200 เมตร มีน้ำหนักเพียง 167 กรัม แต่คงซึ่งประสิทธิภาพวัสดุแข็งแกร่งและยากต่อการทำลาย ราวกับเป็นเรือนเวลาที่ถอดแบบมาจากฅนเหล็กในภาพยนตร์ The Terminator ยังไงยังงั้น บริเวณหน้าปัดยังเพิ่มไฟ super illuminator LED ที่ส่องสว่างเป็นพิเศษและผู้ใช้ยังเลือกระยะการเรืองแสงได้แบบ 2 และ 4 วินาที มาพร้อมไทม์โซน
Avengers: Endgame คือหนังที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ แถมกวาดรายได้ไปอย่างถล่มทลายและด้วยกระแสที่ร้อนแรงขนาดนี้ทำให้ Casio แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นร่วมมือกับ Marvel ปล่อยคอลเลกชันพิเศษที่ได้ฮีโร่จากทีม Avengers มาถึงสามคนด้วยกัน การร่วมมือกันครั้งนี้ส่งผลให้เกิดนาฬิกาข้อมือคอลเลกชันพิเศษอย่าง G-Shock x Marvel Avengers Collection ขึ้น SPIDER MAN Peter Parker เจ้าของฉายา Spider man ถูกนำเรื่องราวมาอยู่บนนาฬิการุ่น DW 6500 รหัส DW-5600SPIDER-1PR ตัวเรือนสีดำและจัดสีตรงขอบจอแสดงผลด้วยสีแดงสด เมื่อกดปุ่มเปิดไฟ EL จอแสดงผลจะมีรูปแมงมุมสีแดงปรากฏขึ้นอยู่ตรงกลาง ใช้กระจกแบบมิเนอรัลส่วนบริเวณสายนาฬิกาประทับตราสัญลักษณ์ Avengers และ Spider man พร้อมกับกล่องใส่นาฬิกาสุดเท่ CAPTAIN AMERICA Captain America รุ่น GA-110 รหัส GA-110CAPTAIN-2PR ถือว่าเป็นนาฬิกา G-Shock รุ่นยอดนิยม ที่มาพร้อมกับหน้าปัดขนาดใหญ่ นาฬิกาข้อมือที่ผสมผสานระหว่างกลไก analog กับ
Casio ถือว่าทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็น G-Shock คอลเลกชัน Gundam หรือนาฬิกาที่รับแรงบันดาลใจจากสายรุ้ง และครั้งนี้ในงานนาฬิการะดับโลก Baselworld 2019 ที่ผ่านมา Casio ก็ยังเรียกเสียงฮือฮาอย่างต่อเนื่องด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของซามูไร คล้ายกับว่าเป็นธรรมเนียมไปแล้วสำหรับ Casio กับงาน Baseworld เพราะในปี 2017 และ 2018 เปิดตัวนาฬิกา G-Shock ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีให้เข้ากับวัฒนธรรมสไตล์ญี่ปุ่นรหัส MRG G2000HA-1A ที่นำขั้นตอนการผลิตดาบของ Biho Asano ช่างตีดาบรุ่นที่สามของตระกูลผู้ผลิตดาบซามูไรมาปรับใช้สำหรับผลิตนาฬิกาข้อมือ ทำให้ราคาพุ่งสูงเกือบสามแสนบาท สำหรับ G-Shock MR-G ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของซามูไรในปี 2019 ก็เรียกความสนใจของเหล่าผู้ชื่นชอบนาฬิกาได้เป็นอย่างดี โดยรุ่นรหัส MRG G2000G-1A จะใช้สีหลักคือสีม่วง ผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกับไทเทเนียมและทำให้พื้นผิวของโลหะเป็นลายเฉพาะตัว จากนั้นชุบด้วย AIP (Arc lon Plating) ซึ่งเป็นการเคลือบผิวแบบเดียวกับเครื่องบินเจ็ต ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีล หน้าปัดนาฬิกาจะใช้โทนสีเข้มเป็นหลัก จากนั้นใช้สีแดง-ขาว แบบเดียวกับที่อยู่บนธงชาติญี่ปุ่นแต้มตรงขอบ ขีดบอกเวลา และเข็มวินาที โดดเด่นด้วยสีแดงสดให้ง่ายต่อการดูเวลา กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทนทานต่อรอยขีดข่วน
Casio สร้างความตื่นเต้นให้วงการนาฬิกาอีกครั้งในงาน Baselworld ปี 2019 งานจัดแสดงนาฬิกาและเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดของตระกูล G-Shock ที่ได้แรงบันดาลใจจากกาแลคซี่ สายรุ้ง และแสงแดดมาสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือที่ไม่ธรรมดา นาฬิกาต้นแบบที่ Casio เลือกหยิบมาแต่งแต้มสีสันคือโมเดล MT-G จากตระกูล G-Shock ที่สร้างชื่อให้แบรนด์ การดีไซน์สีสันของนาฬิกาข้อมือจะใช้แถบสีของรุ้งกินน้ำทั้ง 7 ที่เกิดจากการหักเหของแสงผ่านหยดน้ำที่ล่องลอยอยู่ในอากาศมาตกแต่งบริเวณของนาฬิกา รวมถึงแต่งบนเครื่องหมายและตัวเลขบนหน้าปัด เส้นบอกตำแหน่งเวลาสีทอง สลับกับตัวเลขสีชมพูและสีฟ้าแตกต่างกันไปแต่ละช่องแสดงผล เพิ่มสีสันความสนุกสนานให้กับนาฬิกาสายสปอร์ต ไม่ใช่เพียงแค่สีสันโดดเด่นเท่านั้นที่ผู้คนตอบรับ แต่เทคโนโลยีของนาฬิกาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะนาฬิกาในตระกูล G-Shock โมเดล MT-G จะผสานโลหะและเรซินทำให้เกิดสีสันสะดุดตา โครงสร้างกันแรงกระแทกด้วย Triple G Resist แข็งแรงแต่ยังคงรูปลักษณ์เพรียวบางเอาไว้ พร้อมสายนาฬิกาน้ำหนักเบาและทนทาน ชิ้นส่วนเรซินคุณภาพเยี่ยมมีคุณสมบัตินำความร้อนต่ำกว่าสเตนเลสสตีล ดังนั้นความเย็นจะส่งผ่านไปถึงข้อมือน้อยกว่าแม้ในฤดูหนาว กระจกนาฬิกาทำจากคริสตัลแซฟไฟร์ทำให้เกิดรอยขีดข่วนยาก รวมถึงการเคลือบแบบไม่สะท้อนแสงจะช่วยให้สามารถมองเห็นหน้าปัดชัดขึ้นแม้จะอยู่บนพื้นที่กลางแจ้ง และสามารถลงน้ำลึกได้ 200 เมตร การซิงค์ปรับแก้เวลาเมื่อเดินทางข้ามทวีปสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีบลูทูธเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนผ่านแอปพลิเคชั่น G-SHOCK Connected เพื่อรับข้อมูลเวลาที่แม่นยำจากเซิร์ฟเวอร์เวลาออนไลน์ และระบบ MULTIBAND 6 ปรับเวลาอัตโนมัติตามการรับสัญญาณเทียบเวลาจากสถานี 6


