สำหรับไบค์เกอร์สายสุด… คำว่า “รถเดิมโรงงาน” ไม่มีอยู่จริง!! ลุยกันต่อกับโปรเจกต์ ZONTES 150X: THE CUSTOM CODE ซีรีส์คอนเทนต์พิเศษ อวดโฉมงานคัสตอมระดับมาสเตอร์พีซจากสำนักแต่งแถวหน้าของไทย ที่จับเอาสกู๊ตเตอร์ทรงจี๊ด ZONTES 150X มาปลดปล่อยจินตนาการ ด้วยสเปคพื้นฐานสุดดุดัน เฟรมอลูมิเนียมเบาเพียง 108 กก. แต่รีดพละกำลังได้ถึง 17.7 แรงม้า เปรียบเสมือนวัตถุดิบต้นทางชั้นดีที่รอให้ช่างฝีมือมาสาดความเท่ใส่แบบไม่มียั้ง ใน EP.3 เตรียมรับแรงกระแทกทางสายตากันให้ดี เพราะเราจะพาไปบุกสำนักแต่งที่แค่มองก็เหมือนหลุดเข้าไปในแก๊งรถซิ่งแดนปลาดิบกับสำนัก Jack Shop ที่ขอจัดหนัก งัดทุกวิชามาปั้น ZONTES 150X ให้กลายเป็นรถ “ Sport Luxury” หรูหราแต่ทรงโคตรซิ่ง รหัสลับความเดือดคันนี้จะสุดตารางขนาดไหน ไปปลดล็อกพร้อมกันเลย ใครที่เคยผ่านไปแถวลาดพร้าว 71 ปากซอยนาคนิวาส 16 น่าจะเคยสะดุดตากับร้านแต่งรถที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งป้ายไฟนีออนสไตล์อู่ซิ่งญี่ปุ่นสุดเท่ นี่คือ Jack Shop สำนักแต่งที่เกิดจากความรักและความหลงใหลในการแต่งรถมอเตอร์ไซค์แบบเข้าเส้น ทางร้านได้เนรมิตพื้นที่ให้มีกลิ่นอายเหมือนโชว์รูมรถซิ่งในญี่ปุ่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและนำเสนอรถแต่งสวย ๆ ให้กับผู้ที่มาเยือน
เมื่อจินตนาการวัยเด็กที่อยากเห็นรถมีปีกบินได้ ถูกนำมาผสานเข้ากับความหลงใหลในโลกของยานยนต์… ผลลัพธ์ที่ได้จึงทะยานข้ามขีดจำกัดของคำว่ารถแต่งธรรมดา ไปสู่งานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ใน EP.2 ของโปรเจกต์ ZONTES 150X: THE CUSTOM CODE เราจะพาทุกคนไปสัมผัสความเดือดที่ฉีกออกไปอีกแนว เมื่อสกู๊ตเตอร์เฟรมอลูมิเนียมทรงเทพอย่าง ZONTES 150X ถูกจับมาตีความใหม่โดยสำนักแต่งที่ทำรถได้ครบวงจรอย่าง Likit Racing ที่หยิบเอาแรงบันดาลใจจากสไตล์การแต่งรถยนต์สุดอลังการจากสำนัก Liberty Walk มาย่อส่วนใส่ลงในมอเตอร์ไซค์ รหัสลับความเท่ที่เปลี่ยนรถสแตนดาร์ดให้กลายเป็น “ยานอวกาศ” จะมีดีเทลอะไรซ่อนอยู่บ้าง ไปดูกันได้เลย จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้มาจากความหลงใหลส่วนตัวของ ‘โบ๊ท-Likit Racing’ ที่นอกจากจะชอบมอเตอร์ไซค์แล้ว ยังอินกับการแต่งรถยนต์สไตล์สำนักแต่งระดับตำนานแห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Liberty Walk เป็นอย่างมาก เขาเล่าว่าอยากได้ความรู้สึกของรถสปอร์ตที่มีปีกเหมือนรถบินได้ในจินตนาการสมัยเด็ก จึงนำไอเดียความเวอร์วังแบบยานอวกาศมาใส่ใน ZONTES 150X คันนี้ และเมื่อเห็นรถเดิมที่มีจุดเด่นคือเฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา จึงตัดสินใจทำสีใหม่ให้เป็นสีเงินเงางาม เพื่อให้มีความเข้ากันและดึงความโดดเด่นของตัวเฟรมอลูมิเนียมออกมาให้มากที่สุด พร้อมกับดึงสัดส่วนเส้นสายเดิมของตัวรถที่ออกแบบมาดีอยู่แล้ว ให้ดูชัดเจนและมีมิติเด้งขึ้นมาอีกขั้น ขึ้นชื่อว่า Likit Racing สิ่งที่ขาดไม่ได้คืองานโชว์คาร์บอน และ Aero Parts ในคันนี้ถูกสาดของแต่งเข้าไปเพียบ
เมื่อพูดถึงเหล่าไบเกอร์ที่สายเลือดไหลเวียนไปด้วยแพสชัน แน่นอนว่าสองล้อคู่ใจต้องสะท้อนตัวตน ความเท่ และความไม่เหมือนใคร ยิ่งถ้าได้รถที่มี “ทรงดี” เป็นทุนเดิม การเอามาคัสตอมต่อยอดความมันส์ก็ยิ่งสนุกขึ้นเป็นเท่าตัว และนี่คือที่มาของโปรเจกต์ ZONTES 150X: THE CUSTOM CODE ซีรีส์คอนเทนต์สุดพิเศษที่เราจะพาชาว UNLOCKMEN ทุกคนไป “ถอดรหัส” งานคัสตอมหล่อ ๆ จากหลากหลายสำนักแต่งชั้นนำของเมืองไทย กับสกู๊ตเตอร์ตัวจี๊ดอย่าง ZONTES 150X ที่เกิดมาพร้อมพื้นฐานสุดเทพด้วยเฟรมอลูมิเนียมอัลลอย ให้น้ำหนักตัวที่เบาหวิวเพียง 108 กก. แต่กลับซ่อนขุมพลังดุดันเอาไว้ภายใต้ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ถือเป็น “ผืนผ้าใบชั้นยอด” ที่พร้อมให้เหล่าศิลปินนักคัสตอมได้วาดลวดลายสาดไอเดียลงไปได้แบบสุดทาง สำหรับตอนแรกของซีรีส์นี้ เราขอประเดิมความเดือดกันที่สำนักแต่ง Achi กับความเนี้ยบในการรังสรรค์พาร์ทแต่งด้วยเทคโนโลยี 3D สแกนเนอร์ความละเอียดสูง เพื่อรีดเร้น เค้นความดุดัน พร้อมเปลี่ยน ZONTES 150X คันเก่ง ให้กลายเป็นสุดยอด Sport Scooter เต็มระบบ… คันแรกของโปรเจกต์นี้จะซ่อนความเร้าใจอะไรไว้บ้าง ไปติดตามพร้อมกันได้เลย เบื้องหลังความหล่อเนียนตาของพาร์ทแต่งเซ็ตนี้ ไม่ใช่การกะระยะด้วยตาเปล่า ‘แน็ก’ เจ้าของตำแหน่ง
Vespa 946 Dragon Limited Edition เผยโฉมความเท่ต้อนรับศักราชใหม่ เฉลิมฉลองการเริ่มต้นของปีแห่งโชคลาภ และความมั่งคั่ง ผ่านการผสานนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์จากอิตาลี เข้ากับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามปฏิทินในจันทรคติของจีนอย่าง ‘มังกร’ ในปาร์ตี้เปิดตัว Vespa 946 Dragon ณ PMQ ศูนย์กลางศิลปะ และการออกแบบสุดล้ำ บนเกาะฮ่องกง พร้อมเสื้อแจ็คเก็ต Dragon Varsity Jacket สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา งานนี้เลือกใช้สีเขียวมรกตเฉดเดียวกับลายมังกรบน Vespa 946 Dragon เป็นธีมสีหลักของปาร์ตี้ เริ่มจากอุโมงค์นีออนบริเวณทางเข้าที่ได้รับการออกแบบประหนึ่งประตูมิติที่พาแขกทุกท่านเข้าสู่โลกของ Vespa โดยเมื่อผ่านเข้ามาจะพบพระเอกของงานอย่าง Vespa 946 Dragon อวดโฉมอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว ที่ตัดด้วยไฟนีออนสุดเท่ ภายใต้เสียงเพลงจากไลฟ์ดีเจสุดชิค DJ Xiaolin ผู้ทำหน้าที่คัดสรรบีทสนุก ๆ เติมเต็มช่วงเวลาอันแสนพิเศษตลอดค่ำคืน นอกจากนี้ในงานยังเต็มไปด้วยศิลปินและนักแสดงแถวหน้าของไทย และฮ่องกง มาร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งแต่ละคนต่างแชร์ DNA ในด้านสไตล์และจิตวิญญาณอิสระแบบ Vespa
“ผมว่า Lambretta มันเป็นรถที่เท่ และมีสีสันความสนุกอยู่ในตัวเอง ย้อนไปตั้งแต่แลมตัววินเทจที่มีเสน่ห์ในเรื่องของการใช้โทนสีจัดจ้านสนุกสนาน ทำให้สีของรถที่เด่น ๆ ในแต่ละรุ่นแต่ละปี มันถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำของคนขี่แลม เป็นเหมือน Colors of Time เป็นสีสันที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน” นี่คือมุมมองที่มีต่อ Lambretta ของ ‘จเด็จ คาลายานนท์’ หรือที่หลายคนรู้จักเขาในชื่อ ‘JDED FEDFE’ ผู้ที่หลงใหลในรถแลมวินเทจ ด้วยเสน่ห์ของสีสันและงานดีไซน์ที่เท่จับใจ จนต้องหามาครอบครองเป็นของตัวเองสักคัน “รักแรกที่มีให้กับ Lambretta เป็นเรื่องของรูปลักษณ์และสีสันที่คลาสสิกโดนใจผมมาก พอได้มาเจอแลมสีม่วงคันนี้จอดอยู่หลังร้านของเพื่อน ก็คุยกันว่าอยากได้ เพื่อนเองก็จอดอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ใช้ เลยส่งต่อให้ในราคามิตรภาพ จากนั้นผมก็เอาไปทำต่อจนกลายเป็นรถที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน” “อย่างที่รู้กันสำหรับคนเล่นรถวินเทจว่าได้รถมาแล้วก็ต้องให้เวลา ใช้เวลาเรียนรู้กับมัน เพราะว่ารถพวกนี้มันจุกจิก ถ้าเจอปัญหาก็ต้องรีบคอยซ่อมรีบแก้ไขถ้าแบบปล่อยทิ้งไว้มันก็จะบานปลาย ต้องแบบค่อย ๆ เรียนรู้ไปกับมันครับ ใช้งานไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะรู้จักมันเองมากขึ้นว่าเวลาเกิดปัญหาต่าง ๆ จะต้องรับมือยังไง และที่สำคัญคือต้องอินกับการดูแลรักษามันด้วยครับถึงจะมีความสุข เหมือนอย่าง Lambretta คันที่ผมใช้อยู่ก็ต้องใช้เวลาปรับแต่งกับมันพอสมควร กว่าจะกลายเป็นรถคู่ใจตั้งแต่ช่วงโควิดใหม่ ๆ ผมไปไหนไปกันกับคันม่วงนี้ตลอด ขี่เดินสายตัดผม
“ครั้งแรกที่ Lambretta ติดต่อมาโอ้รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเราเองเป็นคนที่ชอบสกู้ตเตอร์ สะสมแลมอยู่แล้ว การที่วันนึงมีโอกาสได้มาเป็นตัวแทนของ Lambretta มันเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายมากจริง ๆ” นี่คือความรู้สึกที่ได้ร่วมงานกับ Lambretta ของ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ หนุ่มอารมณ์ดี เจ้าของดีกรีพระเอกพันล้าน ที่มีอีกด้านของชีวิตเป็นสาวกแลมตัวยง ชนิดที่ว่าเจาะเลือดออกมาตรวจดูก็จะเจอความเป็น #เลือดกรุ๊ปแลม ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกันเลยทีเดียว และวันนี้เราจะชวนชาว UNLOCKMEN ไปดูความเข้มข้นใน #เลือดกรุ๊ปแลม ของ ‘มาริโอ้’ ไปพร้อมกัน นับย้อนไปตั้งแต่วันที่ผู้ชายคนนี้เริ่มมีใจให้กับ Lambretta “จุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้มาเจอกับ Lambretta ต้องขอย้อนไปตั้งแต่วัยเด็กก่อน เพราะโอ้ถูกปลูกฝังความเป็นนักสะสมมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่ออยากให้ลูกมีงานอดิเรก ก็เลยแนะนำให้ลองหาของสะสมดู เราก็เริ่มจากสะสมเหรียญเก่า ธนบัตรเก่าทั้งของไทย ของนอก ทำให้มีความเป็นคนชอบของวินเทจ พอโตมาหน่อยก็เริ่มสนใจในเสื้อผ้าวินเทจ ฟิกเกอร์ ของเล่นต่าง ๆ รวมถึงสกู้ตเตอร์เก่า แล้วพอมาเจอรุ่นพี่ขี่แลม 2 ก็เป็นเรื่องเลย รู้สึกว่าสวยจัง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากสะสม Lambretta ตั้งใจไว้ว่าถ้าหาเงินได้เมื่อไหร่จะต้องมีแลมเป็นของตัวเองให้ได้ จนสุดท้ายก็ได้แลม 2 มาเป็นคันแรกในครอบครอง โอ้ชอบความ
ย้อนไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1939 และจบลงในปี 1945 ท่ามกลางชีวิตหลังสงครามเหลือไว้เพียงซากปรักหักพัง ได้มีนวัตกรรมหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากช่วงเวลายากลำบากที่สุดของมวลมนุษยชาติ หลายสิ่งถูกคิดค้นขึ้นเพื่อฟื้นฟูความสะดวกในการใช้ชีวิตด้วยเทคโนโลยีและสิ่งของที่หลงเหลืออยู่ บางอย่างเกิดขึ้นและดับไป บางอย่างก็ได้กลายเป็น Culture ฝังรากลึกลงไปในวิถีชีวิตของมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือ Lambretta แบรนด์ scooter สัญชาติ Italian จากเมือง Milan ที่มีอายุรวมมากถึง 75 ปี นับตั้งแต่ Lambretta เผยโฉมโมเดลแรกสุดในปี 1947 ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ Scooter ที่มีประวัติความยิ่งใหญ่สืบทอดมาอย่างยาวนาน มีโมเดลระดับ Iconic ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ post-war Italian design และยังเป็นหมุดหมายบันทึกประวัติศาสตร์สำคัญของโลกแห่ง Scooter มากมายหลายรุ่น ก่อนจะพัฒนามาสู่ Lambretta รุ่นใหม่ ๆ ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน วันนี้เราจะพาไปย้อนดูเรื่องราวในอดีตที่สำคัญตั้งแต่ก่อนจะมีคำว่า Lambretta ผ่าน timeline ของ Scooter รุ่นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ
เมื่อสังคมเราเริ่มมีผู้สูงอายุมากขึ้น พาหนะสำหรับผู้สูงอายุในเมืองก็เป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นเหมือนกัน ตอนนี้มีสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมันมาพร้อมกับรูปลักษณ์อันแสนล้ำหน้า และสมรรถนะในการใช้งานที่ไม่ธรรมดา Toyota เปิดตัวสกูตเตอร์ไฟฟ้าสามล้อสุดเฟี้ยว C+walk T เพื่อเป็นพาหนะช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหว หรือ แรงงานสูงอายุที่ต้องการเคลื่อนที่ระหว่างสถานีทำงานขนาดใหญ่ต่าง ๆ เช่น โกดัง โรงงาน หรือ สถานีปลายทางสนามบิน เป็นต้น รถสกูตเตอร์สองล้อคันนี้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออน แบบถอดออกได้ ขนาด 10.8 แอมป์ / ชั่วโมง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานให้กับรถทั้งคัน มันทำให้รถสามารถเดินทางได้ไกลถึง 14 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง และยังใช้เวลาชาร์จพลังงานแบตเตอรี่จาก 0 – 100% เพียงแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น C+walk T สามารถเดินทางได้เร็วสุดถึง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในหลายพื้นที่ ผู้ใช้งานสามารถปรับความเร็วสูงสุดลงได้หลายระดับเหมือนกัน (ตั้งแต่ 6 – 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) นอกจากดีไซน์ที่สวยงาม และระบบขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและคนสูงอายุแล้ว ตัวรถยังมีฟังก์ชันเฉพาะที่น่าสนใจอย่าง ‘ระบบหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง’ (obstacle
หากยังจำกันได้ดี ครั้งหนึ่ง UNLOCKMEN เคยนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของวัฒนธรรม MODS วัฒนธรรมย่อยของชนชั้นกลางที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษไปแล้ว มาในครั้งนี้เราได้รับโอกาสพิเศษให้เข้าไปใกล้ชิดกับกลุ่มชาว MODS อีกครา และทันทีที่ได้ยินประโยคเชิญชวนเราก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับไปในทันที ซึ่งงาน Thailand MODS Mayday : scooter run vol. 3 คือการรวมตัวกันของชาว MODS ในประเทศไทย กลุ่มคนที่สานต่อวัฒนธรรม Mods ผู้มีความขบถ แหกคอก ใช้สกู๊ตเตอร์คลาสสิกเป็นยานพาหนะและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลุ่ม MODS หลัก ๆ ที่รวมกันเป็น Thailand MODS Mayday นั้นประกอบไปด้วย SoulScooterClub, Lammania, ModsMorShit, 30UP การประดับกระจกเยอะๆ และแขวนไฟหลายดวงนั้นมีที่มาจากการประชดกฏหมายของอังกฤษในยุคนั้น (60s) ที่ออกมาบังคับให้รถจักรยานยนต์ทุกคนต้องมีกระจกอย่างน้อย 1 อัน ทั้งที่ความจริงแล้วรถมอเตอร์ไซต์ Vespa และ Lambretta ในยุคนั้นมันเกิดมาโดยไม่มีกระจกมองหลังหรือแม้กระทั่งไฟเลี้ยว สิ่งที่แตกต่างจากยานพาหนะทั่วไปทำให้รถสกู๊ตเตอร์กลายมาเป็น
เมื่อผังเมือง ทางเดินเท้า จวบจนถนนหนทางของเมืองใหญ่ออกแบบมาให้เป็นสัดส่วนและรองรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่มากขึ้น ก็ทำให้ผู้คนนิยมขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในเมืองขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากจะเป็นยานพาหนะที่เอื้อประโยชน์ต่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังไม่ปล่อยมลพิษไปทำลายชั้นบรรยากาศเหมือนกับยานพาหนะประเภทอื่น ๆ อีกด้วย ไม่กี่วันมานี้เราเพิ่งเห็นการเปิดตัวของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดเจ๋ง ‘Dragonfly Hyper Scooter’ พัฒนาโดย D-Fly Group บริษัทขนส่งในกรุงลอนดอน สกู๊ตเตอร์คันนี้ไม่เพียงได้รับสมญานามว่าเป็น “Hyper Scooter คันแรกของโลก” แต่ยังมาพร้อมพลังขับเคลื่อนจากเครื่องจักรกลอัจฉริยะ ห่อหุ้มด้วยวัสดุพรีเมียมที่แข็งแรงทนทาน ทั้งคาร์บอนไฟเบอร์ ตัวถังอลูมิเนียมเกรดเดียวกับยานอวกาศ หรือแม้แต่ไม้พาโลเนียเสริมใยคาร์บอน รูปลักษณ์ของสกู๊ตเตอร์ดีไซน์มาเป็นทรงเหลี่ยมที่ดูโฉบเฉี่ยวและมั่นคง ตัวคันบังคับออกแบบมาให้คล้ายกับรถเข็นและดูไม่ซ้ำใคร นอกจากจะหมุนแฮนด์ได้แบบรถมอเตอร์ไซค์แล้ว ยังใช้เทคโนโลยีการบังคับเลี้ยวแบบ Full-Tilt ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง Formula 1 ช่วยปรับปรุงรัศมีการเลี้ยวและขับขี่ผ่านโค้งหักศอกได้อย่างราบรื่น Dragonfly Hyper Scooter มีวางจำหน่ายทั้งหมดสองรุ่น คือรุ่น 3 ล้อ และรุ่น 4 ล้อ โดยในรุ่น 4 ล้อจะใช้ระบบช่วงล่างแบบปีกนกคู่ ที่ทำให้รัศมีวงเลี้ยวแคบลงและช่วยให้การควบคุมรถแม่นยำยิ่งขึ้น Dragonfly Hyper Scooter ทำงานด้วยมอเตอร์ Dual-powertrain ที่ให้กำลังส่ง


