CARS

HERITAGE TO FUTURE ย้อนตำนาน 75 ปี LAMBRETTA ส่งต่อ DNA ความเท่จากอดีตสู่อนาคต

By: Chaipohn November 25, 2022

ย้อนไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1939 และจบลงในปี 1945 ท่ามกลางชีวิตหลังสงครามเหลือไว้เพียงซากปรักหักพัง ได้มีนวัตกรรมหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากช่วงเวลายากลำบากที่สุดของมวลมนุษยชาติ หลายสิ่งถูกคิดค้นขึ้นเพื่อฟื้นฟูความสะดวกในการใช้ชีวิตด้วยเทคโนโลยีและสิ่งของที่หลงเหลืออยู่ บางอย่างเกิดขึ้นและดับไป บางอย่างก็ได้กลายเป็น Culture ฝังรากลึกลงไปในวิถีชีวิตของมนุษย์

หนึ่งในนั้นคือ Lambretta แบรนด์ scooter สัญชาติ Italian จากเมือง Milan ที่มีอายุรวมมากถึง 75 ปี นับตั้งแต่ Lambretta เผยโฉมโมเดลแรกสุดในปี 1947 ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ Scooter ที่มีประวัติความยิ่งใหญ่สืบทอดมาอย่างยาวนาน มีโมเดลระดับ Iconic ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ post-war Italian design และยังเป็นหมุดหมายบันทึกประวัติศาสตร์สำคัญของโลกแห่ง Scooter มากมายหลายรุ่น ก่อนจะพัฒนามาสู่ Lambretta รุ่นใหม่ ๆ ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

วันนี้เราจะพาไปย้อนดูเรื่องราวในอดีตที่สำคัญตั้งแต่ก่อนจะมีคำว่า Lambretta ผ่าน timeline ของ Scooter รุ่นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ จนกระทั่งถึงรุ่นใหม่ ๆ ที่พัฒนาทุกรายละเอียดไปไกล แต่ยังคงรักษา DNA ความเป็น Lambretta ที่คงความขลังเอาไว้ได้ตลอดระยะเวลา 75 ปี


 

 

Ferdinando Innocenti: ก่อนจะไปที่ Lambretta เราขอพามารู้จักกับ Mr. Ferdinando Innocenti เพราะหากขาดมุมมองที่เฉียบขาดของชายคนนี้ ก็คงไม่มี Lambretta scooter ในปัจจุบัน

Ferdinando Innocenti คือชายที่มีความสำคัญในวงการอุตสาหกรรมของ Italy และเป็นหนึ่งในผู้พัฒนานำพาประเทศให้ฟื้นฟูสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหลังความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ชื่อของ Innocenti เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ผลิตท่อเหล็ก และเป็นผู้คิดค้นการประกอบนั่งร้านด้วยท่อเหล็กเพื่อใช้ในการก่อสร้าง และยังเป็นผู้สร้างเครื่องจักรกลอื่น ๆ ความรู้ความสามารถของ Innocenti ทำให้โรงงานได้รับสัมปทานจากรัฐบาลมากมาย และเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในยุคนั้นโรงงานมีการจ้างงานถึง 6,000 ตำแหน่ง รองรับการสร้างอุตสาหกรรมทั้งเบาและหนักใน Italy

ด้วยธุรกิจที่ผูกกับรัฐบาลหลายอย่าง รวมถึงความสามารถในการผลิต ทำให้โรงงาน Innocenti ต้องหันมาช่วยรัฐบาลผลิตอาวุธเช่นเครื่องกระสุนให้กับกองทัพ Italy ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันจึงกลายเป็นเป้าหมายที่ฝ่ายตรงข้ามทิ้งระเบิดโจมตีอย่างหนัก หลังสงครามจบลง โรงงาน Innocenti จึงเหลือแต่เศษซากความเสียหาย

แต่แทนที่จะท้อใจหมดหวัง Ferdinando Innocenti กลับมองเห็นโอกาสที่จะทำธุรกิจพร้อมไอเดียที่จะช่วยให้ชาว Italian สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกมากขึ้นแม้ในภาวะเศรษฐกิยย่ำแย่และถนนที่พังเสียหาย เหลือพียงทางเล็ก ๆ ให้วิ่ง เป็นที่มาของการสร้าง Scooter สองล้อที่ราคาไม่แพง ทนทาน ดูแลรักษาง่าย สวยงาม และต้องขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกสภาวะถนนและอากาศ

ซึ่งเจ้าตัวได้แรงบันดาลใจจาก Cushman scooters ซึ่งเป็น military motor bikes ของทหารอเมริกัน โดยให้สองวิศวกรเครื่องบิน Cesare Pallavicino และ Pier Luigi Torre เป็นผู้พัฒนา scooter รุ่นแรก โดยมีโจทย์ว่ามันต้องใช้งานได้ดี ราคาไม่แพง ทนทาน ขนสัมภาระได้ ขับขี่ได้ง่ายและสนุกทั้งชายหญิง กระทั่งสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่เพื่อผลิตรถ Lambretta โดยเฉพาะ และโลกก็ได้รู้จักกับ Lambretta scooter คันแรกในปี 1947


 

 

1947 Lambretta Model M(A) 125: Scooter ต้นกำเนิดของ Lambretta ที่ปลุกปั้นโดย Innocenti มีชื่อว่า Model M หรือที่คนในยุคนั้นเรียกว่า Model A เป็น Lambretta scooter รุ่นแรกสุดในประวัติศาสตร์โลกที่ติดป้าย Lambretta ผลิตจากโรงงาน Innocenti โดยยุคแรกจะใช้ตัวย่อจากอักษาภาษาอังกฤษA, B, C เรียงตามลำดับโมเดล

โครงสร้างผลิตที่เรียบง่ายจากท่อนเหล็กรอบคัน วางเครื่องยนต์ air-cooled ความจุ 125cc ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ 4.3 แรงม้าที่ 4,200 รอบต่อนาที ด้านบนถูกซ้อนด้วยถังน้ำมันและเบาะนั่ง ระบบส่งกำลังเกียร์ 3-speed เปลี่ยนเกียร์ด้วยเท้า ระบบกันสะเทือนล้อหน้าใช้เพียงสปริงสองตัว ส่วนล้อหลังไม่มีระบบกันกระแทก ล้อเล็กขนาด 3.5 x 7 นิ้ว

Lambretta Model M(A) 125 เปิดตัวอย่างสวยงามด้วยยอดขายเกือบหมื่นคันภายในปีแรก และมีการพัฒนาอีก 2 versions เพื่อปรับปรุงฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้ใช้งานได้ง่ายและดีขึ้นในรหัส 125 B และ 125 C ออกมาในปีถัดไป  ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มระบบกันสะเทือนด้วยสปริงที่ล้อหลัง เพิ่มขนาดล้อให้ใหญ่ขึ้นเพื่อความนุ่มนวล อัพเกรดบังโคลนหน้า และปรับดีไซน์ใหม่ให้สามารถถอดประกอบซ่อมแซมเป็นชิ้น ๆ ได้ง่ายขึ้น


 

 

1950 Lambretta Model LC 125

นี่คือรถแลมเบรตต้ารุ่นแรกที่ดูคล้าย scooter ในปัจจุบันมากขึ้น มีการเพิ่มตัวอักษร L ซึ่งหมายถึงความหรูหราจากการอัพเกรดแบบก้าวกระโดด มีการใส่ full scale legshields และ ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านข้าง ซึ่งช่วยลดเสียงเครื่องยนต์และป้องกันฝุ่นเข้าเครื่อง ส่วนตำแหน่งผู้โดยสารมีการเพิ่มที่พักเท้าเข้ามา และมีฝาเปิดด้านข้างเพื่อให้สามารถซ่อมแซมเครื่องยนต์ได้ง่ายขึ้น กล่อง lunch box ด้านหลังถูกเปลี่ยนเป็นกล่องเก็บของย้ายมาไว้ใต้เบาะนั่ง แต่ยังคงใช้เครื่องยนต์และเกียร์แบบเดียวกับ 125 4.3 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 70 km/h


 

 

1951 Lambretta Model M MK D: เดินทางสู่ปีถัดมา ปี 1951 กำเนิด Lambretta M MK D นี่คือรถรุ่นแรกที่สามารถขึ้นสายพานการผลิตนอกประเทศอิตาลีได้ เนื่องจากทาง Innocenti เริ่มจำหน่ายลิขสิทธิ์สำหรับการผลิตทั่วโลก จนทำให้เกิดกระแสความนิยมรถสกู๊ตเตอร์ Lambretta เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือตัวถัง steel tubular frame ที่ถูกปรับมิติให้ยาวขึ้นเพื่อรองรับการอัพเกรดระบบต่าง ๆ เช่นชุดกันสะเทือนแบบใหม่ เครื่องยนต์เปลี่ยนมาใช้ระบบ Silent Blocs เพื่อลดแรงสั่นสะเทือน ไฟหน้าเชื่อมติดกับเฟรมรถ แฮนด์ผลิตจาก aluminium ปรับระดับได้

เครื่องยนต์ 125cc ผ่านการปรับปรุงให้ใช้งานได้เสถียรมากขึ้นด้วยการขยายระบบระบายความร้อนให้ดียิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต่อมาในปี 1954 ลูกค้าต้องการ scooter ที่มีความจุเครื่องยนต์มากขึ้น เป็นที่มาของ Model D150 เพิ่มความจุเป็น 150cc มีแรงบิดเพิ่มขึ้นและปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ ทำให้โมเดลนี้ขับขี่สนุกเฉียบคมมากขึ้น และเป็นโมเดลที่มีซีรีส์ต่อเนื่องตามออกมามากมาย ทั้งความจุ 125 และ 150 D, LD, LDA Series II, Series III มีรายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น เพิ่มระบบสตาร์ทไฟฟ้า และปรับเปลี่ยนวัสดุบางจุดเพื่อพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ


 

 

1961 Model SERIES 3 (LI): หลังจากยุคของโมเดลตระกูล MK D แบรนด์ Lambretta ก็ก้าวเข้าสู่ยุคของรหัส LI โดยเริ่มจาก Series I และ II แต่รุ่นที่มีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์คือ LI Series III ในปี 1961 จุดเด่นคือดีไซน์ตัวถังที่เปลี่ยนใหม่ให้เพรียวบางลง  เพิ่มอารมณ์ความคล่องตัว จนถูกเรียกกันติดปากว่า “Slim Style” ด้วยรูปทรงเล็กและเพรียวลงเมื่อเทียบกับรุ่นที่ 1 และ 2 สไตล์ที่เพรียวลงนี้กลายเป็น Classic design แห่งยุค ’60s เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของ Lambretta จนถูกใช้เป็นรากฐานในการออกแบบรถหลายรุ่น LI, TV, SX, GP  เป็นอีกหนึ่งรุ่น Classic ที่นักสะสมต้องการมีไว้ในครอบครอง


 

 

1969 MODEL PRIX DL: อีกรุ่น Iconic ที่ต้องพูดถึง ดีไซน์ภายนอกที่ Innocenti  มอบหมายให้สำนัก Bertonie ทำการออกแบบรถรุ่นนี้ให้กลายเป็น Modern scooter ตลาดกาล  โดยใช้เฟรมที่เตี้ย สั้นและเพรียวจาก LI Series 3 มาพัฒนาต่อ บริเวณ leg shield ถูกปรับให้สั้นลง ปรับดีไซน์บังโคลนใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ด้านข้างมีลายเส้นสีดำเป็น racing lines รวมถึงปรับทรงเบาะนั่งใหม่ เป็นโมเดลที่คน UK รู้จักกันในรหัส GP หรือ Grand Prix ส่วนตลาดประเทศอื่นที่ส่งออกไปจะทำตลาดในชื่อรหัส DL ดีไซน์เน้นอารมณ์ความสปอร์ตแบบ GP racing ไฟหน้าของโมเดลนี้เปลี่ยนมาใช้ทรงเหลี่ยม มีให้เลือกทั้งสามความจุคือ 125cc 150cc และรุ่นใหญ่สุด 200cc ซึ่งเป็นโมเดลสุดท้ายก่อน Innocenti จะยุติทำตลาดเครื่อง 200cc เป็นโมเดลที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่มีคำว่าเก่าเลย


 

 

2017 MODEL V-SPECIAL: หลังจากยุคที่เรียกได้ว่าเป็น Classic era ของ Lambretta ก็เดินทางมาถึงยุค Modern ในปี 2017 ซึ่งปรับรหัสรุ่นใหม่ทั้งหมด Lambretta V-Special เป็นการนำกลิ่นอายที่คลาสสิคจากตำนานของ Lambretta มาใช้ออกแบบดีไซน์ที่สะท้อนจุดเด่นและรูปทรงจากอดีตที่มีเอกลักษณ์ โครงสร้างพัมนาจากสถาปัตยกรรมการออกแบบเครื่องบินมาใช้เสริมความแข็งแกร่งด้วยเหล็กพิเศษหนา 1.2 มิลลิเมตร ผสมผสานกับชิ้นส่วนภายนอกที่ผลิตจากพลาสติกพิเศษครอบทับโครงสร้างเหล็กเอาไว้ จึงทำให้รถมีน้ำหนักเบา และยังสามารถถอดเพื่อบำรุงซ่อมแซมได้ง่าย

Lambretta V200 Special ใช้เครื่องยนต์ 168.9cc 13 แรงม้า ที่ 7,500 rpm แรงบิดสูงสุด 12.5 นิวตันเมตร ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ด้านข้างมีช่องดักอากาศช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ มาพร้อมไฟ LCD และเบาะนั่งที่หรูหรานุ่มสบาย เส้นสายรอบคันคือความทันสมัยที่คงเสน่ห์ของความคลาสสิคของ Lambretta เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน


 

 

2022 MODEL X300: มาถึงโมเดลล่าสุดที่เพิ่งจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ณ ลาน Parc Paragon กับโมเดล Lambreatta X300 ที่ได้ดาราหนุ่มหล่ออย่าง มาริโอ้ เมาเร่อ ผู้ชื่นชอบ Lambretta มาเป็น presenter ตัวรถออกแบบจากคำนิยาม Heritage to Future นำจุดเด่นจากประวัติศาสตร์มาตีความใหม่สู่โลกอนาคต

เส้นสายที่เฉียบคมหนักแน่นทั่วทั้งคัน แฝงช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ที่เฉียบคม ความสูงของรถที่เตี้ยลงเป็นการปรับโฉมเพิ่มความเท่อารมณ์สปอร์ตอย่างเต็มพิกัด ไฟหน้า Ful LED Lighting system ในรูปทรง 6 เหลี่ยมที่แฝง DNA ของ Lambretta อยู่ด้านใน ไฟท้ายดีไซน์ใหม่อย่างโดดเด่นพร้อมหลอด LED ที่ช่วยส่องสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน เพิ่มความปลอดภัยด้วย Arm link with disc brake พร้อมระบบ ABS จอแสดงผลแบบ Semi Digital Display แบบกึ่ง Semi Digital Display กุญแจแบบ Smart Keyless Entry Engine Start  เป็นอุปกาณ์มาตรฐาน

นอกจากนี้ยังแฝงความคลาสสิคด้วยตราสัญลักษณ์ Innocenti Lambretta ช่องแตรจมูกหมูด้านหน้าถูกปรับรูปทรงใหม่แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ที่ยาวนานกว่า 75 ปี

เครื่องยนต์ generation ใหม่ สูบเดี่ยว 4 จังหวะ 4 วาลว์ ความจุ หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ 275 cc ให้กำลังสูงสุด 18.5 กิโลวัตต์ / 8,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 24.5 นิวตันเมตร / 6,250 รอบต่อนาที เกียร์อันโนมัติ CVT ผ่านการพัฒนาให้ตอบสนองได้ฉับไว คล่องตัว มาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเมืองที่รถติด หรือการเดินทางไกล ยืดอายุขัยของเครื่องยนต์ให้ทนทาน เรียกว่าถูกใจแฟน Lambretta ทั้งรุ่นเก๋าและนักขี่ generation ใหม่กันทั่วหน้า


 

 

2022 G350 SERIES: ผลงานชิ้นสำคัญที่เรียกได้ว่าเป็น The Masterpiece of Italian Design มากกว่าแค่ scooter เปรียบเสมือนประติมากรรมชิ้นงามจาก Milano สุดคลาสสิคทุกมุมมอง ออกแบบโดย Walter Scheffrahn และ Peter Beselin คงจุดเด่นของงานออกแบบดั้งเดิมของ Lambretta ผ่านการปรับแต่งรายละเอียดเพิ่มความหรูหราและทันสมัยฉลอง 75 ปีตำนานที่ยิ่งใหญ่ ด้วยขุมพลังใหญ่สุดในรุ่น 330.1 cc สูบเดี่ยว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ให้พละกำลัง 27 แรงม้า แรงบิด 27 นิวตันเมตร ระบายความร้อนด้วยของเหลว ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT

ด้วยดีไซน์ที่เต็มไปด้วยความคลาสสิค แต่ภายในแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยมากมาย จอแสดงผล TFT Digital Display บอกข้อมูลสำคัญด้วยสีสันคมชัด ช่วงล่างใหม่แบบ Double Arm-link with ABS Braking System ระบบไฟส่องสว่าง Full LED ในกรอบไฟหน้าหกเหลี่ยมของ Lambretta ที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line