สำหรับ sneakers of the week สัปดาห์นี้เราจะขอรวบรวมรองเท้าที่รีเซลกันสุดแพง และมีมูลค่าทางการตลาดมากที่สุดในรอบปี 2017 ว่ามีรุ่นไหนบ้าง แล้วราคาพุ่งไปที่เท่าไหร่ มาฝากกัน 1 . Air Jordan XXXI Gold all star ($ 3,605) เป็นรองเท้าที่ถูกผลิตออกมาเนื่องในสัปดาห์ all star ของ NBA ซึ่งพวกเขาได้นำรุ่น 31 มาเป็นโมเดลพิเศษในครั้งนี้ โดยใช้คอนเซปต์เป็นรองเท้าสีทองสวยงามทั้งคู่ ยกเว้นบริเวณ midsole ที่จะใช้เป็นพื้นโฟม EVA สีขาวตัดสลับเพียงเท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Air Jordan XXXI รุ่นนี้ก็ไม่ได้ใช้วัสดุ หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยอะไรมากมายนัก เพียงแต่มันถูกผลิตออกมาอย่างจำกัดทำให้ราคาของมันพุ่งทะยานสูงถึง $3,605 ( 12x,xxx บาท) 2. Spike Lee x Air Jordan 1 “High Fort
ท่ามกลางความทันสมัย สะดวกสบาย ของมหานครใหญ่อย่างกรุงเทพฯ พื้นที่ซึ่งมีความเจริญแทรกซึมอยู่แทบทุกตารางนิ้ว แต่เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่กำลังเลือนหายไป สวนทางกับการพัฒนาที่กำลังรุดหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ และสิ่งนั้นคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความสงบ ความเป็นส่วนตัว ที่แทบจะหาไม่ได้ในเมืองหลวงที่แสนวุ่นวายแห่งนี้ ยิ่งใครที่มีความต้องการอยากหาที่อยู่อาศัยในเมือง ที่เพียบพร้อมทั้งความสงบ ความเป็นส่วนตัว เพื่อตอบสนองการพักผ่อน เติมเต็มคำว่าที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริงในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ เรียกได้ว่านี่คือโจทย์หินที่หลายคนต้องพลิกแผ่นดินหากันจนท้อ แต่ความสงบในเมืองใหญ่แม้จะหายาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีจริง เพราะล่าสุด UNLOCKMEN ได้มีโอกาสไปสัมผัสวิถีชีวิตการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม ในโครงการ ASHTON RESIDENCE 41 เรสสิเดนซ์สุดหรูที่เร้นตัวอยู่ใจกลางกรุงซึ่งมีความสงบร่มรื่น ให้ความเป็นส่วนตัวสูง ที่เรายกให้เหนือกว่าความเป็นที่อยู่อาศัย ถือเป็น Rare Item สุดหายากที่ไม่คิดว่าจะมีพื้นที่แบบนี้อยู่ในกรุงเทพมหานคร ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ทำให้ ASHTON RESIDENCE 41 เป็นเหมือนสิ่งล้ำค่าหายาก ตามคอนเซ็ปต์ “The Collectible” ของโครงการ นั่นก็คือทำเลที่ตั้งซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายในสุขุมวิท 41 ซอยที่สงบร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ตลอดสองข้างทาง แถมยังเป็นซอยตันตัดปัญหาเสียงรบกวนจากรถที่วิ่งผ่าน เพราะโครงการตั้งอยู่บริเวณท้ายซอยพอดิบพอดี เรียกได้ว่าสามารถปลีกวิเวกจากความพลุกพล่านของถนนสุขุมวิท แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดจากชีวิตเมืองด้วยทำเลทองในย่าน The EM District ที่ซอยข้าง ๆ คือห้าง The
ทุกวันนี้สินค้าประเภทแฟชั่นถือว่าเป็นแหล่งขุมทรัพย์สำหรับคนที่กำลังมองหาช่องทางทำธุรกิจ เพราะสินค้าเหล่านี้ล้วนไม่ต่างจากสินค้าทำกำไรประเภทอื่น ๆ ที่สามารถทำเงินให้คนที่มองเห็นโอกาส และรู้จักพลิกแพลง เติมความต้องการของตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวพ่อค้าเองที่เก็งกำไรจากการขายของสตรีทแวร์ อาทิ supreme หรือ รีเซล์รองเท้า ได้เงินมหาศาลกว่าการเล่นหุ้นค้าทองเสียอีก ซึ่งวันนี้ UNLOCKMEN ได้นำอีกตัวอย่างของเด็กหนุ่มที่สามารถทำเงินได้มากกว่า $400,000 ( ราว ๆ 13 ล้านบาท ) จากธุรกิจประเภทสตรีทแวร์แฟชั่น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสักบาทมาฝากกัน Brandon Taylor ชายหนุ่มวัย 23 ปี จากเมือง Southampton ทำงานอยู่ในร้านวิดีโอเกม ซึ่งเขาได้ใช้เวลาว่างในการเป็นคนกลางเพื่อช่วยผู้ซื้อที่อาจจะขาดความรู้ หรือกลัวว่าจะได้รับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เขาจึงทำหน้าเป็นคนกลางเช็คสินค้าว่าตรงตามที่ได้กล่าวอ้างหรือเปล่าก่อนส่งต่อให้กับผู้ซื้ออีกที Brandon ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในวงการสตรีทแวร์สักประมาณ 5 ปีที่ผ่าน ก่อนจะค่อย ๆ ผันตัวเองกลายมาเป็นคนกลางเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับจุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นคนกลางคอยดำเนินการซื้อขายของ Brandon เริ่มจากตัวเขาเองมักจะใช้เพจที่ชื่อ The Basement ในการติดต่อพูดคุย หรือซื้อสินค้าเป็นประจำอยู่แล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งเหมือนเป็นโชคเล็ก ๆ ที่มีผู้ซื้อคนหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจกับสินค้า Supreme / The North Face
ต้องยอมรับในข้อหนึ่งว่าบรรดาคนดังนั้นล้วนมีส่วนสำคัญในการชักจูงใจให้เราอยากทำตัวเลียนแบบตาม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผมล้วนขอให้เหมือนกับไอดอลในดวงใจไว้ก่อน เพราะจากความเชื่อของผู้ชายที่คิดว่าบุคคลต้นแบบนั้นมีความเท่ คูลอยู่แล้ว หากเราทำตามก็จะดูดีไปด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งรองเท้าผ้าใบที่เราเชื่อว่าชาว UNLOCKMEN หลายคนเองก็มักจะเลือกซื้อตามไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ ดังนั้นเราจะพามาดูว่าคนดังคนไหนเคยใส่รองเท้ารุ่นอะไรแล้วทำให้เกิดเป็นกระแสให้คนอยากไปซื้อมาใส่ตามจนฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองกันบ้าง Kurt Cobain = Converse All Star , Jack Purcell ราชาเพลงกรันจ์ผู้เป็นตำนานไม่ว่าจะเป็นเรื่องสไตล์การแต่งตัว หรือดนตรี ที่ตัวของเขาชื่นชอบการใส่รองเท้า Convers Chuck Taylor All Star และ Jack Purcell เป็นชีวิตจิตใจแม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเขาเองก็ยังสวมใส่รองเท้า Converse ความนิยมของ Kurt ถึงขั้นทำให้ผู้ชายทั่วโลกต้องเลือกซื้อรองเท้า Converse เพราะว่าอยากจะแต่งตัวตามเขา ซึ่งตัวของ Kurt Cobain เองก็จะสวมใส่เพียงรองเท้าสีดำเท่านั้น แล้วนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับกางเกงยีนส์ขาด ๆ เสื้อยืดเซอร์ จนเกิดเป็นสไตล์กรันจ์ที่แม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 20 ปี เวลานึกถึง Converse ก็จะนึกถึง Kurt Cobain เช่นกัน Paul Walker =
ไม่ใช่แค่คอลเลคชั่นใหม่ธรรมดา ๆ แต่ครั้งนี้พิเศษกว่า เพราะเป็นการ คอลแลบบอเรชั่นกับ JW ANDERSON แบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลกจากลอนดอน โดยคอลเลคชั่นสำหรับซีซั่นส์ Fall/Winter 2017 ประกอบด้วยสินค้า 33 รายการทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน เป็นต้นไป UNIQLO and JW ANDERSON Fall/Winter 2017 นำเสนอเสื้อผ้าชิ้นคลาสสิกของอังกฤษที่ผสานสุนทรียภาพจากลวดลายกราฟิกอันโดดเด่นซึ่งเป็นเสมือนลายเซ็นของ JW ANDERSON เข้ากับความยอดเยี่ยมของยูนิโคล่ ทั้งในเรื่องเนื้อผ้า รูปทรง และการใช้งาน จนได้ผลลัพธ์เป็นคอลเลคชั่นที่มอบความล้ำเลิศที่สุดในสไตล์อังกฤษทั้งสไตล์ดั้งเดิมและสไตล์โมเดิร์นในเวลาเดียวกัน และยังเป็นทางเลือกในชีวิตประจำวันให้กับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเพศทุกวัย โจนาธาน แอนเดอร์สัน ผู้ก่อตั้ง JW ANDERSON กล่าวถึงการเปิดตัวไลน์ซึ่งเป็นที่คาดหวังอย่างสูงในครั้งนี้ว่า “สำหรับผม ประเด็นของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ตรงที่ว่า ผมเชื่อเรื่องความเสมอภาคในโลกของแฟชั่น และสิ่งที่ผมหวังว่าน่าจะบรรลุผลได้คือการทำให้คนทุกกลุ่มอายุมีสิ่งที่จะสามารถเลือกนำไปใช้ และพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างในคอลเลคชั่นนี้ที่เชื่อมโยงกับพวกเขา การได้ทำงานกับยูนิโคล่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มันหมายถึงว่าคุณจะได้สร้างสรรค์เสื้อผ้าที่มีความเป็นสากลและแปลกใหม่น่าสนใจ” ดีไซเนอร์ชื่อดังเสริมเพิ่มเติมว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่ยูนิโคล่และ JW ANDERSON มีเหมือนกันก็คือความคิดที่จะ “สร้าง ผลิตภัณฑ์ใหม่” ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีมนต์เสน่ห์อยู่เสมอ ความคิดที่จะลดทอนบางสิ่งบางอย่างลงให้เหลือเพียงแก่นแท้ของมันนั้นเป็นแนวทางที่สะท้อนวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างชัดเจน
สูท ถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นชายได้ดีอย่างหนึ่ง แต่ด้วยวัฒนธรรมของคนไทยที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกับมันเสียเท่าไหร่ เนื่องด้วยโอกาส และอากาศที่มีให้เลือกใส่ได้น้อยครั้ง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วผู้ชายอย่างเราจะได้ใส่สูทก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ งานเลี้ยง หรือจะเป็นงานแต่งใครก็แล้วแต่ที่ต้องการความเป็นทางการเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากหนุ่มไทยหลายคนจะอ่อนด้อยประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้น้อยไปเสียหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ที่ไม่ค่อยมีความรู้ อาจจะรู้สึกไม่มั่นใจว่าถ้าเกิดจะตัดชุดสูทสักชุดไว้ใส่ลุยทุกงานว่าควรจะต้องเลือกยังไง วันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN จึงนำชุดสูท 4 แบบที่สามารถพบเห็นได้ง่าย และสามารถใช้เป็นไกด์แนวทางหากต้องการชุดสูทแบบครอบจักรวาลสามารถไปได้ทุกงาน Plain Navy One-Button เป็นสูทที่นิยมกันมากที่สุด เพราะหาซื้อง่าย และนิยมขายแบบสำเร็จรูป ถ้าคุณมีช่วงลำตัวสั้น สูทแบบ 1 กระดุมจะเป็นแบบที่เหมาะสมที่สุด เพราะไม่รัดจนเกินไป และไม่ทำให้สูทเข้ารูป จึงเหมาะกับคนที่ต้องการพรางรูปร่างช่วงลำตัว แต่ถ้าเราพอมีทุนทรัพย์เพียงพอ การหาร้านตัดสูทดี ๆ แบบสั่งตัด เลยก็ดีกว่าเพราะเราจะสามารถเลือกคัทติ้ง และเนื้อผ้าแบบที่ชอบเองได้ โดยที่อาจจะเลือกเป็นผ้าน้ำหนักปานกลาง ประมาณ 11-12 oz เพื่อให้สวมใส่สบาย ไม่ร้อนจนไป แถมกันหนาวได้ด้วย ซึ่งถ้าต้องเลือกเฉดสีที่กลาง ๆ สามารถใส่ได้บ่อยสุดก็คงหนีไม่พ้น Navy เพราะจะใส่ไปออกงาน ไหนก็ดูดีได้ไม่ซ้ำใคร Plain Grey Two-Button ก่อนหน้านี้เราบอกไปแล้วว่าอยากให้ใส่สูทสีเข้ม เพื่อพรางตัว และใส่ได้ทุกโอกาส
“ไม่ได้อยากให้ทุกคนแค่ซื้อสินค้ามาใช้ แต่อยากให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจที่มีมูจิอยู่ในไลฟ์สไตล์” คือประโยคจากปากของนาโอโตะ ฟุคาซาวะ หลายคนอาจเพิ่งเคยได้ยินชื่อของเขาเป็นครั้งแรก แต่ในระดับโลกชื่อของนาโอโตะ ฟุคาซาวะ ได้รับการยอมรับในฐานะดีไซน์เนอร์ที่เคยร่วมงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลกทั้งในอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สเปน รวมทั้งในเอเชีย นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่เขายังครองตำแหน่งคณะกรรมการที่ปรึกษางานดีไซน์ของมูจิ แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์สัญชาติญี่ปุ่นที่ดึงดูดและครอบครองใจคนไปทั่วโลก ในโอกาสฉลอง “70 ปี ห้างเซ็นทรัล” มูจิ จึงจัดนิทรรศการ “What is MUJI?” นิทรรศการที่จะทำให้เรารู้จักแก่นแท้งานดีไซน์ของสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ครองใจคนจำนวนมาก รวมถึงเปิดโอกาสให้ UNLOCKMEN ได้ร่วมพูดคุยกับ นาโอโตะ ฟุคาซาวะ ดีไซเนอร์คนสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้ มูจิ โด่งดังไปทั่วโลกด้วย ดีไซน์เป็นส่วนหนึ่งของฟังก์ชั่นเรื่องสำคัญของมูจิ “การออกแบบสินค้ามูจิแต่ละชิ้นจะมองที่ฟังก์ชั่นเป็นหลัก เพราะดีไซน์พยายามที่จะทำให้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้” นี่คือคำตอบจากนาโอโตะ ฟุคาซาวะเมื่อถูกถามถึงงานออกแบบของมูจิที่แม้เราจะเห็นว่าออกมาเรียบง่าย แต่ก็ดึงดูดใจ ใครจับจองเป็นเจ้าของไปแล้วมักไม่เคยหยุดที่ชิ้นเดียว แต่เขาก็ยืนยันหนักแน่นว่าสินค้าทุกชนิดของมูจิ ให้ความสำคัญกับการใช้งานมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ละเลยเรื่องการดีไซน์และพยายามย้ำกับเราว่า “แต่ก็พยายามให้ดีไซน์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของฟังก์ชั่นด้วย” จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่สินค้าของมูจิแต่ละชิ้นทั้งใช้งานได้ และมีดีไซน์น่าใช้จนใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ Wahat is MUJI: อบอุ่นใจ เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ มูจิไม่ใช่แค่สินค้า
มินิมอลสไตล์ การแต่งตัวแบบเรียบง่าย ไม่เน้นลวดลายเยอะ ค่อนข้างจะได้รับความนิยมในบ้านเรา ด้วยความดูดีได้แบบไม่ต้องเยอะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของหนุ่มไทยที่ไม่ได้ต้องการความเป็นแฟชั่นจ๋า เน้นฟังก์ชั่นให้ใส่ได้ทุกโอกาสเป็นหลัก พร้อมทั้งยังสามารถนำกลับมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้อย่างไม่รู้จักเบื่อ สำหรับคนที่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่าจริง ๆ แล้วความหมายในเชิงการแต่งตัวสไตล์มินิมอลเป็นเช่นไร ทีมงาน UNLOCKMEN จะขอนิยามคำจำกัดความแบบง่ายว่า “การแต่งตัวน้อย” ซึ่งน้อยในที่นี่ไม่ได้แปลว่า ต้องแต่งน้อยชิ้น เพียงเสื้อกางเกงจบ การแต่งตัวสไตล์มินิมอล คุณจะสามารถเล่นกับเลเยอร์ก็ได้ เพียงแต่เราจะไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่อง รูปทรงสัดส่วน ลวดลาย และสี สักเท่าไหร่ จะเน้นอะไรที่เรียบง่ายเข้าไว้ ใส่ได้บ่อย ๆ ไม่มีเบื่อ แม้กระทั่งเครื่องประดับ ซึ่งสไตล์การแต่งตัวแบบมินิมอลที่เหมาะคนไทย ก็เป็นอะไรที่ง่ายจนคุณแทบจะไม่ต้องคิดอะไร อีกทั้งสามารถทำได้เสมอ เพราะเนื่องจากอากาศที่ร้อนจัด ทำให้วิธีการแต่งตัวมินิมอลแบบไทย ๆ ก็คือการสวมเสื้อเชิ้ตสไตล์ oxford กับกางเกง chinos สีเบจ แล้วก็สวมรองเท้า dress shoes อย่าง loafer หรือ oxford โทนน้ำตาล เรียกได้ว่าเป็นชุดเก่งไม้ตายสำหรับหนุ่มมินิมอลไทย และเพื่อเพิ่มไอเดียในการแต่งตัวไม่ให้จำเจ ทีมงาน UNLOCKMEN จึงได้นำสไตล์จากร้านแบรนด์ดังที่ได้คัดสรรมาแล้วว่ามีสไตล์เรียบง่าย ตอบโจทย์ความมินิมอล
หากกล่าวถึงแบรนด์เสื้อผ้าที่บ่งบอก และสะท้อนความเป็นอเมริกันชน แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ Tommy Hilfiger อยู่ในนั้น เพราะว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขามีส่วนในการปฎิวัติสไตล์การแต่งตัวของชาวอเมริกันรวมถึงคนทั่วโลก ย้อนกลับไปราว ๆ 30 กว่าปีก่อน นาย Thomas Jacob Hilfiger ต้องการอยากจะเป็นดีไซเนอร์ และมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ด้วยวัยเพียง 18 ปี เขาและเพื่อนได้ลงขันเพื่อรับเสื้อผ้ามาขายจนเกิดเป็นธุรกิจเล็ก ๆ โดยพวกเขาใช้ชื่อร้านว่า People’s Place ด้วยผลตอบรับที่ดีเกินคาด ทำให้ Thomas สามารถขยายสาขาได้กว่า 10 สาขาในเวลาไม่นาน เขาจึงเลือกที่จะไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย และมุ่งหน้าสู่การมีธุรกิจเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ธุรกิจที่ดูเหมือนจะกำลังไปได้สวย แต่ก็ต้องมาสะดุดในปีที่ 7 ของการทำงาน เพราะว่างานที่มุ่งเน้นแต่เรื่องดีไซน์ แต่ขาดความรอบคอบ และเชี่ยวชาญในการบริหารเงิน ก็ไม่อาจทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ เมื่อร้าน People’s Place ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง จนสุดท้าย Thomas ต้องร้องขอต่อศาลให้กลายเป็นบุคคลล้มละลายด้วยวัยเพียง 25 ปี จากความล้มเหลวในครั้งนี้ เขาจึงได้ค้นพบว่าการดูแลการเงิน และงานบริหารก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจแฟชั่นไม่แพ้เรื่องของดีไซน์เสื้อผ้า หลังจากล้มเหลวในธุรกิจแรก เขาก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานที่ตัวเองรัก
แม้แทบทุกคนจะเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าอย่าดูคนแค่ภายนอก แต่ใช่ว่าเราจะมีเวลา มีโอกาสในการเรียนรู้นิสัยใจคอใครต่อใครได้ทุกคน ยิ่งในกรณีที่พบเจอกันเป็นครั้งแรกยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมีการวิจัยออกมาว่า ก่อนที่จะได้พูดคุยทำความรู้จักกันดีพอ มนุษย์ก็ใช้ประสบการณ์จากบุคลิก รูปลักษณ์ภายนอก มาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบเจอกันไปแล้วเรียบร้อย โดยระยะเวลาในการประเมินก็จะแตกต่างออกไป แบบฉับไวก็เริ่มตั้งแต่แว้บแรกทันทีที่เห็นหน้า ไปจนถึงราว ๆ ครึ่งนาที แต่โดยเฉลี่ยมนุษย์จะใช้เวลาแค่ไม่เกิน 7 วินาทีเท่านั้น ในการตัดสิน ให้คะแนนความน่าไว้ใจ ความน่าพูดคุย น่าคบหา ต่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ที่เราอยากให้ชาว UNLOCKMEN นำช่วงเวลา 7 วินาทีอันแสนมีค่า ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะถ้ารู้กลยุทธ์การสร้างความประทับใจให้ตรงจุดตั้งแต่ 7 วินาทีแรก ก็เปรียบเสมือนเรามีกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปปลดล็อคกำแพงในจิตใจ เพิ่มแต้มต่อด้วยการสร้าง First Impression ให้ประทับใจผู้คนทั้งหลายที่เราต้องพบเจอกันเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นการพบปะลูกค้า, เจรจาธุรกิจ, สัมภาษณ์งาน, สร้างมิตรใหม่, หรือเข้าหาผู้ใหญ่ในเหตุการณ์สำคัญ ใครจะไปรู้ว่า เวลาแค่ 7 วินาที อาจจะนำพาไปสู่โอกาสอันยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ง่ายขึ้น เคล็ดวิธีในการสร้าง First Impression นั้นทำได้ไม่ยาก Amy Cuddy ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัย Harvard


