ตั้งแต่เราเห็น C63 เปิดตัวด้วยเครื่อง 4 สูบ ก็เริ่มไม่แน่ใจว่ารุ่นใหญ่ตระกูล 63 จะถูกลดความจุเครื่องยนต์กันทั้งแผงเลยหรือไม่ แต่ S 63 คันนี้น่าจะทำให้ชาวแม่ยกเครื่องใหญ่ได้ยิ้มออกกันบ้าง แต่อาจจะต้องหุบยิ้มทันทีที่เห็นป้ายราคาขายในเยอรมนีราว 8 ล้านบาท ถ้า Benz ไทยนำเข้ามาขายน่าจะไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท Mercedes-AMG S 63 E เปิดตัวด้วยรุ่นพิเศษ Edition 1 ใช้เครื่องยนต์รหัส M177 4-liter twin-turbocharged V8 พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้าประกบเพลาขับพลังพร้อม electronically-controlled limited-slip differential มีเกียร์ 2-speed ในตัว ทำงานคู่กับเกียร์ 9-speed torque converter พร้อม wet clutch ขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้พละกำลังรวมมากถึง 790 horsepower แรงบิดมหาศาลถึง 1430 Nm of torque
ก่อนหน้านี้เราได้ชวนทุกคนไปบอกลาขุมพลัง V12 ล้วนของ Lamborghini กันไปแล้ว และวันนี้เราก็ได้เปิดตัว DNA ใหม่ที่เพิ่มพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปตามยุคสมัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายท่านทราบดีว่า Lamborghini มักจะตั้งชื่อรุ่นตามสายพันธุ์กระทิงที่น่าเกรงขาม แต่สำหรับ Revuelto น่าจะเป็นโมเดลแรกที่ฉีกแนว ไม่ได้ตั้งชื่อตามกระทิงในตำนานของสเปนเหมือนในอดีต ขุมพลัง V12 วางกลาง mid-engine ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคของ Miura ในช่วงปี ’60s วันนี้มาพร้อมเทคโนโลยี plug-in hybrid มอเตอร์ไฟฟ้าสามตัว ให้กำลังรวมกันมากถึง 1,000 แรงม้า ทำความเร็ว 0-100 km/h ได้ใน 2.5 วินาทีเท่านั้น เร็วกว่า Aventador ถึง 0.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 350 km/h มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวแรกประกบล้อซ้ายขวาควบคุมแรงบิดอย่างอิสระ ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่สามถูกติดตั้งรวมอยู่ในชุดส่งกำลัง เกียร์ 8-speed dual-cluth automatic มีหน้าที่ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อหลังโดยเฉพาะ แค่พิมพ์ก็ได้กลิ่นยางเบิร์นกันเลยทีเดียว ที่น่าสนใจคือ Lamborghini Revuelto
หลังจากสาวกต่างเฝ้ารอนาฬิกาที่ถือเป็น The holy grail of Rolex อย่าง Daytona ซึ่งราคาก็แข็งชนเพดาน และ demand ก็สูงจนหาของยากสุด ๆ แต่ในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี Rolex Daytona นี้ ในที่สุดพวกเราก็ได้พบกับ edition ใหม่สักที เป็นความใหม่ที่คนทั่วไปอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ไปดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรใหม่บ้างใน Daytona เริ่มจากตัวเรือนยังคงมีขนาด 40mm เหมือนเดิม ส่วนหน้าปัดมีการปรับดีไซน์ใหม่เล็กน้อยเพื่อบาลานซ์ความแตกต่างของหน้าปัดและตัวบอกรายละเอียดรวมถึงใน sub-dial ต่าง ๆ ให้ชัดเจนลงตัวมากขึ้น ตัว Oyster case มีการขัดเงาบริเวณ lugs และด้านข้างมากขึ้น ส่วนรุ่นหน้าปัดทองหรือ pink gold บน Cerachrom bezel จะได้สายที่ใช้เหล็กที่ข้อกลางเป็นสีเดียวกัน ทำให้ดูต่อเนื่องและภูมิฐานมากขึ้น จุดสำคัญที่สุดใน New Daytona คือกลไกที่ผลิตแบบ In-house ของ Rolex ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี
Nothing แบรนด์เทคโนโลยีในลอนดอนได้ทำการเปิดตัว Ear (2) ซึ่งเป็นหูฟังไร้สายที่ได้รับการดีไซน์แบบโปร่งใสอีกเช่นเคย ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ Nothing อย่างชัดเจน และยังได้รับการปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประสบการณ์เสียงอันทรงพลังขั้นสูงสุด Ear (2) มอบประสบการณ์เสียงอันทรงพลังอย่างแท้จริง เพราะได้รับการรับรองคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) และมีเทคโนโลยี LHDC 5.0 ผู้ใช้ยังสามารถสร้างโปรไฟล์เสียงส่วนตัวของตนเองได้โดยทำการทดสอบการได้ยินผ่านแอป Nothing X จากนั้น Ear (2) จะปรับการตั้งค่าอีควอไลเซอร์แบบเรียลไทม์เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด หูฟังมีไดร์เวอร์ขนาด 11.6 มม. ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเสียงเบสที่ลึกและทรงพลังและเสียงสูงที่ชัดใส และได้รับการออกแบบ Dual-Chamber ใหม่ที่จะมาช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงโดยรวม ด้วยการไหลเวียนของอากาศที่ลื่นไหลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Ear (2) ยังสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์สองเครื่องพร้อมกัน พร้อมทั้งมีการอัปเกรด Clear Voice Technology ที่สามารถป้องกันเสียงลมและผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดีและการอัปเกรดของการตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟส่วนบุคคลที่จะถูกปรับให้เข้ากับรูปร่างหูของผู้ใช้แต่ละคน เสียงสมจริงอย่างแท้จริง Ear (2) ได้รับการรับรองคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) เพื่อสัมผัสประสบการณ์เสียงอันดื่มด่ำ เสมือนพาคุณไปยังสตูดิโอบันทึกเสียง เทคโนโลยีตัวแปลงสัญญาณ LHDC 5.0
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยใฝ่ฝันที่จะมีรถยนต์ทรง Coupe’ สองประตูคันเท่ไว้ในครอบครองสักครั้ง ตัวผมเองกว่าจะเก็บเงินซื้อรถสองประตูได้ก็ตอนอายุเกินสามสิบปี เป็นจังหวะที่ต้องเจอโจทย์ยากขึ้นอีกเพราะมีภรรยาและลูกที่ต้องไปไหนไปกันในรถคันนี้ด้วย จึงจำเป็นต้องหารถ Coupe ที่ตอบโจทย์ ทั้งความแรง ฟิลลิ่งความสปอร์ตสำหรับคนขับ และความสบายของคนนั่ง จะเอาใจคนขับอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะห้องโดยสารที่แคบเกินไปจะทำให้การเดินทางไกลหมดสนุกทันที เพราะคนนั่งด้านหลังจะอึดอัดมาก แถมยังใส่ Car seat สำหรับเด็กไม่ได้ ดังนั้นหากเลือกรถคูเป้ไม่ตอบโจทย์ ฝืนใช้ไปไม่นานก็คงต้องตัดใจขายทิ้งแน่ จากโจทย์นี้ เทียบกันเฉพาะรถ Coupe ยอดฮิตใน segment เดียวกันจากเยอรมันอีกสองค่าย รถตัวถัง Coupe ที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการฟิลลิ่งการขับที่ออกไปทางสปอร์ตและผู้โดยสารนั่งได้สบายที่สุด คำตอบที่เราแนะนำก็คือ BMW 430i Coupe M Sport ฟิลลิ่งการขับ คือจุดเด่นที่สุดของ BMW 430i คันนี้ แค่สตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงท่อก็ดังกระหึ่มกว่าคู่แข่ง ทุกรายละเอียดของรถคันนี้เน้นอารมณ์ความสปอร์ตตั้งแต่ดีไซน์ภายนอก กรอบกระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเข้าหากันเป็นชิ้นเดียว ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับ BMW 328 Coupe และ BMW 3.0 CSi ในอดีต กันชนหน้ามีช่อง Air
Lamborghini เข้าสู่โลกแห่งพลังงานไฟฟ้าด้วยการเปิดเผยรายละเอียดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์ NA 6.5-liter V12 814 horsepower @ 9,250 rpm ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงสุดถึง 1,001 แรงม้า คือขุมพลังที่จะขับเคลื่อนโมเดลตัวต่อไปของ Lamborghini Aventador โค้ดเนม LB744 Lamborghini นิยามรถรุ่นใหม่ของตัวเองว่า High-Performance Electrified Vehicle (HPEV) ไม่ใช่แค่รถ PHEV ทั่วไป แสดงถึงความเป็นสุดยอดเทคโนโลยีไฮบริดของ Lamborghini ซึ่งน่าสนใจว่าจะใช้ชื่อกระทิงในตำนานตัวไหนที่จะมาเป็นโมเดลตัวต่อไปของ Aventador เครื่องยนต์ใหม่รหัส L545 ความจุ 6.5-liter ของ Lamborghini เป็นเครื่องยนต์ V12 ที่เบาที่สุดและมีกำลังมากที่สุดที่เคยผลิตโดย Lamborghini สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือตัวเลขพละกำลังที่ทำออกมาได้ถึง 126.2 hp per liter ซึ่งเป็นสูงสุดในประวัติศาสตร์ของ Lambo แรงบิดสูงสุด 725 Nm
เหตุผลที่ G-Class เป็นรถที่มีความพิเศษ เพราะแม้จะผ่านไปกี่สิบปี มันก็ยังคงเป็นรถที่ดูคลาสสิคและล้ำค่า วันนี้เราจะพาไปย้อนเวลา 30 ปี กลับไปหา G-Class ขุมพลัง V8 ครั้งแรกในโมเดลรหัส 500 GE รถที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนสร้างรากฐานความสำเร็จให้กับ G-Class มาถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้รถยนต์ Mercedes-Benz สามารถได้แรงม้ามหาศาลแม้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบก็ตาม แต่ G-Class ยังเป็นโมเดลเดียวที่ใช้ขุมพลัง 4.0-liter twin-turbocharged V8 ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นใน G550 ก่อนจะขยับไปเป็น G63 V8 577 horsepower Mercedes-Benz 500 GE V8 ในปี 1993 เป็นโมเดลที่พัฒนาจาก G-Wagen รุ่น W463 โดยมีกำลัง 237 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 277 ปอนด์-ฟุต ตามมาตรฐานปัจจุบัน มีการผลิต 500 GE
เตรียมโบกมือลาสาวกกระทิงดุอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับเครื่องยนต์ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ ผลงานการผลิตขุมพลังเบนซินอันยอดเยี่ยมที่ขับเคลื่อน Lamborghini (ลัมโบร์กินี) มายาวนานกว่า 60 ปี ก่อนได้เวลาเดินทางเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างเต็มตัวกับการเปิดตัวรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์ไฮบริดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 ซึ่งก่อนที่เราจะไปเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ร่วมกัน จึงถือโอกาสนี้รวบรวมทุกเรื่องราวน่าจดจำเพื่อเป็นเกียรติส่งท้ายให้กับตำนานเครื่องยนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งยนตรกรรมโลก เครื่องยนต์ V12 ถือเป็นหัวใจสำคัญของลัมโบร์กินีมาตั้งแต่ปี 1963 ซึ่งจวบจนปัจจุบันมีการผลิตเครื่องยนต์ V12 เพียงแค่ 2 รุ่นที่ถูกวางอยู่ในรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ โดยรุ่นแรกเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานสำหรับรถแข่งที่ “ถูกปรับแต่ง” สำหรับใช้วิ่งบนท้องถนนซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของจิอ็อตโต้ บิซซารินี เปิดตัวครั้งแรกในรถยนต์ลัมโบร์กินีรุ่นแรกอย่าง 350 GT ส่วนเครื่องรุ่นที่สองถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดแต่ยังคงยึดแนวคิดเชิงเทคนิคแบบเดิม ติดตั้งครั้งแรกในรถยนต์ตระกูล Aventador เปิดตัวในปี 2011 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญของบริษัท ตลอดจนการสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านกำลังเครื่องและประสิทธิภาพที่มั่นใจได้ เดิมทีบิซซารินีรังสรรค์เครื่องยนต์ V12 เพียงเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัทสามารถก้าวเข้าสู่โลกของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ทว่า เฟอร์รุชโช ลัมโบร์กินี กลับนำมาทำเป็นเครื่องยนต์สำหรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ จนกลายเป็นเรื่องราวแห่งยนตรกรรมอันน่าหลงใหลที่สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยหลังจากใช้ในรถยนต์ 350 GT และรุ่นต่อยอดอื่นๆ เครื่องยนต์ V12 ได้ถูกนำมาวางไว้ในรถยนต์ Miura ในปี 1966,
Officine Fioravanti ผู้เชี่ยวชาญด้านการ Restomod รถคลาสสิคที่พวกเราอาจคุ้นตากันจากผลงานฟื้นฟูและอัพเกรด Ferrari Testarossa restomod สีขาว ที่ปรับทั้งดีไซน์และแรงม้าเพิ่มรวมเกือบ 500 ตัว ทำให้ car enthusiasts ทั่วโลกยอมรับฝีมือและความประณีตของสำนักแต่งจาก Switerzerland แห่งนี้ คิวจองยังไม่ทันระบาย ล่าสุด Officine Fioravanti ได้เปิดตัวผลงานโบว์แดงชิ้นใหม่ในสีดำด้านสุดขรึม “TR Alte Prestazioni Ferrari Testarossa” ภาษาอิตาเลี่ยนมีความหมายว่า “High Performance” เป็นรถระดับ hyperclassic แบบ one-of-one project นำชิ้นส่วนของ Testarossa มา reengineered ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นรอบคัน เป็นการรักษา DNA ของรถต้นแบบให้มีทั้งความคลาสสิคและสมรรถนะระดับ Hypercar-level performance ได้อย่างยอดเยี่ยม เครื่องยนต์เดิม Flat-12 engine ของ Ferrari Testarossa ถูกนำมาอัพเกรดขึ้นใหม่ทั้งระบบ ไส้ในทุกชิ้นรวมถึง
“Mini G-Class” โมเดลที่หลายคนเคยใฝ่ฝันถึงมาแสนนานอาจจะเป็นความจริงเร็ว ๆ นี้ หลังมีรายงานว่า Mercedes-Benz กำลังวางแผนที่จะสร้าง G-Class รุ่นเล็กออกมาเสริมทัพตลาด Premium off-roader ภายในปี 2026 ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่มีโอกาสสำเร็จสูง หากดูจากยอดขายถล่มทลายของ G-Class ซึ่งเป็น off-roader เพียงรุ่นเดียวของ Mercedes-Benz ในปัจจุบัน โดยรถรุ่นใหม่จะมีขนาดเล็กกว่า G-Class ในทุกมิติ อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลจะยังมีไม่มากนัก แต่จากการวิเคราะห์ของเรา คาดว่ารถ off-roader ไซส์เล็กรุ่นใหม่นี้น่าจะเป็น standalone model แยกออกมาจาก G-Class อย่างสิ้นเชิง เพราะ Mercedes-Benz ไม่น่าจะอยากเอารถรุ่นใหม่ไปแตะรหัส G ที่กำลังไปได้ดีอยู่แล้ว และหากนี่เป็นรถพัฒนาเพื่อจับตลาดคนรักความหรูหรา สะดวกสบาย เพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน มีโอกาสสูงที่มันจะถูกให้รหัสว่า “GLG-Class” ซึ่งจะไม่ดิบและพร้อมลุยได้โหดเท่า G-Class ด้านขุมพลังคาดว่าจะมีให้เลือกทั้ง ICE และ Electirc เพราะ EQG หรือ


