Nothing แบรนด์เทคโนโลยีในลอนดอนได้ทำการเปิดตัว Ear (2) ซึ่งเป็นหูฟังไร้สายที่ได้รับการดีไซน์แบบโปร่งใสอีกเช่นเคย ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ Nothing อย่างชัดเจน และยังได้รับการปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประสบการณ์เสียงอันทรงพลังขั้นสูงสุด Ear (2) มอบประสบการณ์เสียงอันทรงพลังอย่างแท้จริง เพราะได้รับการรับรองคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) และมีเทคโนโลยี LHDC 5.0 ผู้ใช้ยังสามารถสร้างโปรไฟล์เสียงส่วนตัวของตนเองได้โดยทำการทดสอบการได้ยินผ่านแอป Nothing X จากนั้น Ear (2) จะปรับการตั้งค่าอีควอไลเซอร์แบบเรียลไทม์เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด หูฟังมีไดร์เวอร์ขนาด 11.6 มม. ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเสียงเบสที่ลึกและทรงพลังและเสียงสูงที่ชัดใส และได้รับการออกแบบ Dual-Chamber ใหม่ที่จะมาช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงโดยรวม ด้วยการไหลเวียนของอากาศที่ลื่นไหลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Ear (2) ยังสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์สองเครื่องพร้อมกัน พร้อมทั้งมีการอัปเกรด Clear Voice Technology ที่สามารถป้องกันเสียงลมและผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดีและการอัปเกรดของการตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟส่วนบุคคลที่จะถูกปรับให้เข้ากับรูปร่างหูของผู้ใช้แต่ละคน เสียงสมจริงอย่างแท้จริง Ear (2) ได้รับการรับรองคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) เพื่อสัมผัสประสบการณ์เสียงอันดื่มด่ำ เสมือนพาคุณไปยังสตูดิโอบันทึกเสียง เทคโนโลยีตัวแปลงสัญญาณ LHDC 5.0
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยใฝ่ฝันที่จะมีรถยนต์ทรง Coupe’ สองประตูคันเท่ไว้ในครอบครองสักครั้ง ตัวผมเองกว่าจะเก็บเงินซื้อรถสองประตูได้ก็ตอนอายุเกินสามสิบปี เป็นจังหวะที่ต้องเจอโจทย์ยากขึ้นอีกเพราะมีภรรยาและลูกที่ต้องไปไหนไปกันในรถคันนี้ด้วย จึงจำเป็นต้องหารถ Coupe ที่ตอบโจทย์ ทั้งความแรง ฟิลลิ่งความสปอร์ตสำหรับคนขับ และความสบายของคนนั่ง จะเอาใจคนขับอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะห้องโดยสารที่แคบเกินไปจะทำให้การเดินทางไกลหมดสนุกทันที เพราะคนนั่งด้านหลังจะอึดอัดมาก แถมยังใส่ Car seat สำหรับเด็กไม่ได้ ดังนั้นหากเลือกรถคูเป้ไม่ตอบโจทย์ ฝืนใช้ไปไม่นานก็คงต้องตัดใจขายทิ้งแน่ จากโจทย์นี้ เทียบกันเฉพาะรถ Coupe ยอดฮิตใน segment เดียวกันจากเยอรมันอีกสองค่าย รถตัวถัง Coupe ที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการฟิลลิ่งการขับที่ออกไปทางสปอร์ตและผู้โดยสารนั่งได้สบายที่สุด คำตอบที่เราแนะนำก็คือ BMW 430i Coupe M Sport ฟิลลิ่งการขับ คือจุดเด่นที่สุดของ BMW 430i คันนี้ แค่สตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงท่อก็ดังกระหึ่มกว่าคู่แข่ง ทุกรายละเอียดของรถคันนี้เน้นอารมณ์ความสปอร์ตตั้งแต่ดีไซน์ภายนอก กรอบกระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเข้าหากันเป็นชิ้นเดียว ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับ BMW 328 Coupe และ BMW 3.0 CSi ในอดีต กันชนหน้ามีช่อง Air
Lamborghini เข้าสู่โลกแห่งพลังงานไฟฟ้าด้วยการเปิดเผยรายละเอียดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์ NA 6.5-liter V12 814 horsepower @ 9,250 rpm ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงสุดถึง 1,001 แรงม้า คือขุมพลังที่จะขับเคลื่อนโมเดลตัวต่อไปของ Lamborghini Aventador โค้ดเนม LB744 Lamborghini นิยามรถรุ่นใหม่ของตัวเองว่า High-Performance Electrified Vehicle (HPEV) ไม่ใช่แค่รถ PHEV ทั่วไป แสดงถึงความเป็นสุดยอดเทคโนโลยีไฮบริดของ Lamborghini ซึ่งน่าสนใจว่าจะใช้ชื่อกระทิงในตำนานตัวไหนที่จะมาเป็นโมเดลตัวต่อไปของ Aventador เครื่องยนต์ใหม่รหัส L545 ความจุ 6.5-liter ของ Lamborghini เป็นเครื่องยนต์ V12 ที่เบาที่สุดและมีกำลังมากที่สุดที่เคยผลิตโดย Lamborghini สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือตัวเลขพละกำลังที่ทำออกมาได้ถึง 126.2 hp per liter ซึ่งเป็นสูงสุดในประวัติศาสตร์ของ Lambo แรงบิดสูงสุด 725 Nm
เหตุผลที่ G-Class เป็นรถที่มีความพิเศษ เพราะแม้จะผ่านไปกี่สิบปี มันก็ยังคงเป็นรถที่ดูคลาสสิคและล้ำค่า วันนี้เราจะพาไปย้อนเวลา 30 ปี กลับไปหา G-Class ขุมพลัง V8 ครั้งแรกในโมเดลรหัส 500 GE รถที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนสร้างรากฐานความสำเร็จให้กับ G-Class มาถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้รถยนต์ Mercedes-Benz สามารถได้แรงม้ามหาศาลแม้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบก็ตาม แต่ G-Class ยังเป็นโมเดลเดียวที่ใช้ขุมพลัง 4.0-liter twin-turbocharged V8 ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นใน G550 ก่อนจะขยับไปเป็น G63 V8 577 horsepower Mercedes-Benz 500 GE V8 ในปี 1993 เป็นโมเดลที่พัฒนาจาก G-Wagen รุ่น W463 โดยมีกำลัง 237 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 277 ปอนด์-ฟุต ตามมาตรฐานปัจจุบัน มีการผลิต 500 GE
เตรียมโบกมือลาสาวกกระทิงดุอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับเครื่องยนต์ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ ผลงานการผลิตขุมพลังเบนซินอันยอดเยี่ยมที่ขับเคลื่อน Lamborghini (ลัมโบร์กินี) มายาวนานกว่า 60 ปี ก่อนได้เวลาเดินทางเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างเต็มตัวกับการเปิดตัวรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์ไฮบริดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 ซึ่งก่อนที่เราจะไปเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ร่วมกัน จึงถือโอกาสนี้รวบรวมทุกเรื่องราวน่าจดจำเพื่อเป็นเกียรติส่งท้ายให้กับตำนานเครื่องยนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งยนตรกรรมโลก เครื่องยนต์ V12 ถือเป็นหัวใจสำคัญของลัมโบร์กินีมาตั้งแต่ปี 1963 ซึ่งจวบจนปัจจุบันมีการผลิตเครื่องยนต์ V12 เพียงแค่ 2 รุ่นที่ถูกวางอยู่ในรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ โดยรุ่นแรกเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานสำหรับรถแข่งที่ “ถูกปรับแต่ง” สำหรับใช้วิ่งบนท้องถนนซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของจิอ็อตโต้ บิซซารินี เปิดตัวครั้งแรกในรถยนต์ลัมโบร์กินีรุ่นแรกอย่าง 350 GT ส่วนเครื่องรุ่นที่สองถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดแต่ยังคงยึดแนวคิดเชิงเทคนิคแบบเดิม ติดตั้งครั้งแรกในรถยนต์ตระกูล Aventador เปิดตัวในปี 2011 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญของบริษัท ตลอดจนการสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านกำลังเครื่องและประสิทธิภาพที่มั่นใจได้ เดิมทีบิซซารินีรังสรรค์เครื่องยนต์ V12 เพียงเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัทสามารถก้าวเข้าสู่โลกของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ทว่า เฟอร์รุชโช ลัมโบร์กินี กลับนำมาทำเป็นเครื่องยนต์สำหรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ จนกลายเป็นเรื่องราวแห่งยนตรกรรมอันน่าหลงใหลที่สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยหลังจากใช้ในรถยนต์ 350 GT และรุ่นต่อยอดอื่นๆ เครื่องยนต์ V12 ได้ถูกนำมาวางไว้ในรถยนต์ Miura ในปี 1966,
Officine Fioravanti ผู้เชี่ยวชาญด้านการ Restomod รถคลาสสิคที่พวกเราอาจคุ้นตากันจากผลงานฟื้นฟูและอัพเกรด Ferrari Testarossa restomod สีขาว ที่ปรับทั้งดีไซน์และแรงม้าเพิ่มรวมเกือบ 500 ตัว ทำให้ car enthusiasts ทั่วโลกยอมรับฝีมือและความประณีตของสำนักแต่งจาก Switerzerland แห่งนี้ คิวจองยังไม่ทันระบาย ล่าสุด Officine Fioravanti ได้เปิดตัวผลงานโบว์แดงชิ้นใหม่ในสีดำด้านสุดขรึม “TR Alte Prestazioni Ferrari Testarossa” ภาษาอิตาเลี่ยนมีความหมายว่า “High Performance” เป็นรถระดับ hyperclassic แบบ one-of-one project นำชิ้นส่วนของ Testarossa มา reengineered ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นรอบคัน เป็นการรักษา DNA ของรถต้นแบบให้มีทั้งความคลาสสิคและสมรรถนะระดับ Hypercar-level performance ได้อย่างยอดเยี่ยม เครื่องยนต์เดิม Flat-12 engine ของ Ferrari Testarossa ถูกนำมาอัพเกรดขึ้นใหม่ทั้งระบบ ไส้ในทุกชิ้นรวมถึง
“Mini G-Class” โมเดลที่หลายคนเคยใฝ่ฝันถึงมาแสนนานอาจจะเป็นความจริงเร็ว ๆ นี้ หลังมีรายงานว่า Mercedes-Benz กำลังวางแผนที่จะสร้าง G-Class รุ่นเล็กออกมาเสริมทัพตลาด Premium off-roader ภายในปี 2026 ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่มีโอกาสสำเร็จสูง หากดูจากยอดขายถล่มทลายของ G-Class ซึ่งเป็น off-roader เพียงรุ่นเดียวของ Mercedes-Benz ในปัจจุบัน โดยรถรุ่นใหม่จะมีขนาดเล็กกว่า G-Class ในทุกมิติ อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลจะยังมีไม่มากนัก แต่จากการวิเคราะห์ของเรา คาดว่ารถ off-roader ไซส์เล็กรุ่นใหม่นี้น่าจะเป็น standalone model แยกออกมาจาก G-Class อย่างสิ้นเชิง เพราะ Mercedes-Benz ไม่น่าจะอยากเอารถรุ่นใหม่ไปแตะรหัส G ที่กำลังไปได้ดีอยู่แล้ว และหากนี่เป็นรถพัฒนาเพื่อจับตลาดคนรักความหรูหรา สะดวกสบาย เพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน มีโอกาสสูงที่มันจะถูกให้รหัสว่า “GLG-Class” ซึ่งจะไม่ดิบและพร้อมลุยได้โหดเท่า G-Class ด้านขุมพลังคาดว่าจะมีให้เลือกทั้ง ICE และ Electirc เพราะ EQG หรือ
การเลือกซื้อรถแต่ละคันถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราต้องผูกพันใช้งานกันนานหลายปี มีแฟนเพจปรึกษาเข้ามากันเยอะว่า จะซื้อรถรุ่นไหนดีในงบประมาณ 3 ล้านบวกลบ มองหารถคันหลักของบ้านที่มีความหรูหรา นุ่มนวล ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย และให้ความภูมิใจในภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับโจทย์นี้ เราขอแนะนำ 2022 Mercedes-Benz E 220 d AMG Sport เป็นรถที่เหมาะสมและตอบโจทย์นี้มากที่สุด ด้วยเหตุผลเหล่านี้ครับ ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย และขับง่ายกว่าที่คิด พื้นที่ในห้องโดยสารของ 2022 Mercedes-Benz E 220 d AMG Sport ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งทั้งผู้โดยสารตอนหน้าและหลัง แม้รถจะดูคันใหญ่จากภายนอก แต่ตำแหน่งการนั่งขับออกแบบได้ดีมาก ช่วยให้กะระยะรถยนต์รอบคันได้ง่าย ตัวแอดมินสูง 178 cm. นั่งตำแหน่งคนขับยังมี headroom เหลือเฟือ แผงคอนโซลหน้าออกแบบให้มีความโค้ง ช่วยให้รู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น เบาะนั่งที่ให้มาโอบกระชับและนุ่มสบาย ส่วนด้านหลังผู้โดยสารมี legroom และ headroom เยอะมาก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวแม้จะมีผู้โดยสารนั่งหลัง ลองให้ลูกกับภรรยาขึ้นไปนั่งสักที รับรองว่าทุกคนต้องติดใจจนสนับสนุนให้ควักเงินจ่ายค่ามัดจำแน่นอน Cruise in
อีกขั้นของตำนานความแรงจาก Alpina ที่ได้กลายเป็นผ้าผืนเดียวกับ BMW ไปแล้วเรียบร้อย นี่คือ B5 BT โมเดลที่แรงที่สุดเท่าที่สำนัก Alpina เคยมีมา ปรับแต่งเครื่องยนต์ BMW 4-liter bi-turbo V8 ให้แรงถึง 624 horsepower 850 Nm of torque ทำความเร็วถึง 100 km/h ใน 3.4 seconds ความเร็วสูงสุด 328 km/h ภายนอกต้องมีล้อ Alpina Classic แบบ 20-spoke ขนาด 20 นิ้ว ประจำการเพิ่มความหล่อแบบคลาสสิกโชว์ Brembo calipers สีเดียวกับตัวรถ ชุดท่อไอเสียของใหม่ที่สร้างแบบ custom made สำหรับรถคันนี้โดยเฉพาะ ปลายท่อสีดำเคลือบ titanium เสริมความดุดันให้สมกับสมรรถนะอย่างสมน้ำสมเนื้อ BMW Alpina B5 BT
Mercedes-Benz SLR Stirling Moss หนึ่งในจำนวนการผลิตทั้งหมด 75 คันทั่วโลก นี่คือ Mercedes-Benz SLR Stirling Moss ที่คาดว่าจะมีไมล์น้อยที่สุด ตัวเลขโชว์ว่าแตะสัมผัสพื้นถนนมาเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้น ถือเป็นรถที่ Rarest หายากสุด ๆ อยู่แล้ว แถมคันนี้ยังเป็น Final version ของ Mercedes-Benz/McLaren SLR อีกด้วย คาดว่ามูลค่าตอนนี้อยู่ที่ราว 145 ล้านบาท แพงยิ่งกว่า 2014 Ferrari LaFerrari ในสี Blu Elettrico ที่พึ่งประมูลไปล่าสุดในราคา $4,075,000 SLR McLaren Stirling Moss เผยโฉมครั้งแรกในงาน 2009 North American International Auto Show เวอร์ชันสุดท้ายเพื่อฉลองให้กับ 300 SLR ในอดีต


