หลังจากได้ยินข่าวการร่วมมือระหว่าง Xiaomi และ Leica เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นศักยภาพของกล้องจากมือถือตระกูล Ultra ซึ่งจัดได้ว่าเป็นแรงค์เรือธงที่แท้ทรูของ Xiaomi และเมื่อช่วงหัวค่ำของวันอังคารที่ 18 เมษา ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย ก็ถึงเวลาประกาศศักดาของ Xiaomi 13 Ultra ซึ่ง Matt Stuart ช่างภาพสายสตรีทชื่อดังชาวอังกฤษให้คำนิยามว่า “This is a camera phone, not a phone with a camera.” กันเลยทีเดียว โดยคุณสมบัติด้านการถ่ายภาพของ Xiaomi 13 Ultra เรียกได้ว่าจัดมาแบบดุดันไม่เกรงใจใคร ด้วย Quad camera with six focal lengths กล้องถ่ายภาพ 4 ตัวหลัก ครอบคลุมระยะ 0.5x to 10x เทียบเท่าระยะเลนส์ 12 –
นี่คือการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการรถคลาสสิก ภาพที่เราเห็นคือรถคลาสสิกทั้งหมด 230 คันซึ่งถูกค้นพบในโกดังของ Ad Palmen ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นักสะสมชาวดัตช์ เขาเก็บเป็นความลับโดยไม่มีใครรู้มากว่า 40 ปี แต่สุดท้ายขุมทรัพย์รถคลาสสิกเหล่านี้ได้ถูกค้นพบโดยผู้ดูแลของ Palmen หลังจากที่ Palmen เกิดภาวะสมองเสื่อม ซึ่งโกดังเก็บรถของ Palmen นั้นเป็นเหมือนสวรรค์ของคนรักรถคลาสสิกเลยทีเดียว เพราะรถที่ถูกค้นพบนั้นเรียกได้ว่ารวมแทบทุกรุ่นของรถคลาสสิกที่มีบนโลกใบนี้ไว้หมดแล้วไม่ว่าจะเป็นรถคลาสสิกแบรนด์สัญชาติอิตาลีที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันอย่าง Alfa Romeos, Maseratis, Ferraris รถยุโรปแบรนด์ดังที่ใคร ๆ ก็ต้องอยากได้อย่าง BMW, Mercedes-Benz, NSU รถหล่ออย่างมีระดับแบรนด์สัญชาติอังกฤษอย่าง Jaguar, Aston Martin, Rolls-Royce รถยนต์สัญชาติอเมริกันอย่าง Chevrolet, Cadillac, Ford นอกจากนั้นยังมีแบรนด์ลึก ๆ อื่น ๆ อีกเพียบไม่ว่าจะเป็น Tatra, Monica, Moretti, Matra, Alvis, Imperia และ Villard สิ่งที่ทำให้สายคลาสสิกหลาย ๆ
เอาใจหนุ่มนักกิจกรรม! “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ประกาศเปิดตัว “โอเชียน สตาร์ ทริบิวท์ สเปเชียล อิดิชั่น” (Ocean Star Tribute Special Edition) เรือนเวลาสไตล์เรโทรที่มาพร้อมเฉดสีฟ้าแห่งท้องทะเลและประสิทธิภาพการทำงานสุดล้ำสมัย อีกหนึ่งสัญลักษ์แห่งความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาดำน้ำประสิทธิภาพสูงจาก “มิโด” (MIDO) ที่พร้อมให้หนุ่มนักกิจกรรมได้ยลโฉมแล้ววันนี้ “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (GEORGES SCHAEREN) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.SCHAEREN & CO. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน สำหรับ “โอเชียน สตาร์ ทริบิวท์ สเปเชียล
BMW M1 ตำนานรถสปอร์ตคันแรกที่ติดสัญลักษณ์ M อย่างเป็นทางการตั้งแต่ยุค ’70s และใช้แพลตฟอร์มเครื่องยนต์วางกลางโมเดลแรกของค่ายใบพัดฟ้าขาว (mid-engine BMW คันที่สองคือ i8 plug-in hybrid sports car) ให้ประสิทธิภาพขับเคลื่อนที่ดีและมีการกระจายน้ำหนักที่ยอดเยี่ยม จากเดิมที่วางแผนจะพัฒนาร่วมกับ Lamborghini แต่เหมือนฟ้าลิขิตด้วยปัญหาบางอย่าง ทำให้ BMW นำ M1 กลับมาพัฒนาทั้งหมดแบบ in-house อีกครั้งในปี 1978 และในที่สุด M Division ก็สามารถสร้างรถที่มาทดแทน BMW 3.0 CSL race cars ได้สำเร็จ หลังจัดการปัญหาทั้งหมดเรียบร้อย BMW M1 เริ่มผลิตรถคันแรกได้ในปี 1979 เป็นการเน้นโชว์ไม่เน้นขาย ด้วยป้ายราคาที่สูงลิ่ว ทำให้ยอดขายของมันไม่ดีมากนัก แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัญอะไร เพราะ M1 คือโปรเจคที่เกิดขึ้นในสนามแข่งอยู่แล้ว ดีไซน์ออกแบบโดย Giorgetto Giugiaro automotive designer ชื่อดังผู้เคยฝากผลงานระดับ
เปิดตัวโมเดลที่แรกกว่า XM ครั้งแรกของ BMW กับรหัสแรงพิเศษ “LABEL RED” กับตำแหน่ง “แรงที่สุด” เท่าที่ BMW production car เคยมีมา นับตั้งแต่ BMW เปิดตัว M standalone car ในร่าง XM ออกมา อาจจะทำให้หลายคนผิดหวังเล็ก ๆ แม้จะมีตัวเลข 644 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร แต่ความดิบอารมณ์สปอร์ตและความคล่องตัวช่างแตกต่างจาก M1 ที่ยิ่งใหญ่ในอดีตชนิดเทียบกันไม่ได้เลย ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจ BMW เพราะต้องยอมรับว่าวันนี้รถยนต์ SUV เป็นตลาดที่ขายดีสร้างรายได้มากกว่ารถสปอร์ตหลายเท่าตัว แต่ BMW ก็ไม่ปล่อยให้แฟน M ผิดหวังนานเกินไป ด้วยการเผยรหัสร้อนแรง XM LABEL RED อัพเกรดเครื่องยนต์ S68 ความจุ 4.4 ลิตร V8 twin-turbo
New Defender 75th Limited Edition (ดีเฟนเดอร์ 75 ปี ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่) การเฉลิมฉลองความสำเร็จครบรอบ 75 ปีของแลนด์โรเวอร์ด้วยรถยนต์รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดและมีเพียง 10 คันในประเทศไทย มาพร้อมสีภายนอกสุดพิเศษและการตกแต่งรายละเอียดที่ไม่เหมือนใคร ราคาจำหน่าย 7,599,000 บาท เมื่อปี 1948 รถยนต์ Series I ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานอัมสเตอร์ดัมมอเตอร์โชว์ (Amsterdam Motor Show) และ Defender 75th Limited Edition ก็ถือเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปีของแลนด์โรเวอร์ ด้วยการออกแบบภายนอกที่พิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ ครั้งแรกกับสีภายนอก Glasmill Green สุดโดดเด่น ซึ่งเป็นเฉดสีที่สงวนไว้สำหรับรุ่น 75th Limited Edition โดยเฉพาะ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วมาในสี Grasmere Green เช่นกัน พร้อมฝาปิดเซ็นเตอร์แคปที่เข้าชุด การตกแต่งภายนอกสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยกราฟิกฉลอง
ครั้งแรกของ Ferrari 4 ประตู 4 ที่นั่ง ที่ดูคล้าย SUV มากที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยมีมา เครื่องยนต์ NA 6.5 ลิตร V12 Dry Sump 725 แรงม้า 716 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ด้วยชุดเกียร์แยกอีกชุด ทำเวลา 0-100 km/h ได้ภายใน 3.3 วินาที และความเร็วสูงสุดทะลุ 300 km/h ชื่อรุ่น “Purosangue” เป็นภาษาอิตาลี หมายถึงสายพันธุ์ม้าแข่งที่โด่งดังซึ่งมีทั้งความเร็วและความแข็งแกร่ง ซึ่งแม้คนทั้งโลกจะเรียกมันว่ารถ SUV แต่ Ferrari ยังคงยืนยันว่า “นี่ไม่ใช่รถ SUV” เสียงแข็ง เพราะมันมีความสูงเพียง 62.6 นิ้ว เตี้ยกว่า Lamborghini Urus ถึง
ตั้งแต่เราเห็น C63 เปิดตัวด้วยเครื่อง 4 สูบ ก็เริ่มไม่แน่ใจว่ารุ่นใหญ่ตระกูล 63 จะถูกลดความจุเครื่องยนต์กันทั้งแผงเลยหรือไม่ แต่ S 63 คันนี้น่าจะทำให้ชาวแม่ยกเครื่องใหญ่ได้ยิ้มออกกันบ้าง แต่อาจจะต้องหุบยิ้มทันทีที่เห็นป้ายราคาขายในเยอรมนีราว 8 ล้านบาท ถ้า Benz ไทยนำเข้ามาขายน่าจะไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท Mercedes-AMG S 63 E เปิดตัวด้วยรุ่นพิเศษ Edition 1 ใช้เครื่องยนต์รหัส M177 4-liter twin-turbocharged V8 พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้าประกบเพลาขับพลังพร้อม electronically-controlled limited-slip differential มีเกียร์ 2-speed ในตัว ทำงานคู่กับเกียร์ 9-speed torque converter พร้อม wet clutch ขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้พละกำลังรวมมากถึง 790 horsepower แรงบิดมหาศาลถึง 1430 Nm of torque
ก่อนหน้านี้เราได้ชวนทุกคนไปบอกลาขุมพลัง V12 ล้วนของ Lamborghini กันไปแล้ว และวันนี้เราก็ได้เปิดตัว DNA ใหม่ที่เพิ่มพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปตามยุคสมัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายท่านทราบดีว่า Lamborghini มักจะตั้งชื่อรุ่นตามสายพันธุ์กระทิงที่น่าเกรงขาม แต่สำหรับ Revuelto น่าจะเป็นโมเดลแรกที่ฉีกแนว ไม่ได้ตั้งชื่อตามกระทิงในตำนานของสเปนเหมือนในอดีต ขุมพลัง V12 วางกลาง mid-engine ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคของ Miura ในช่วงปี ’60s วันนี้มาพร้อมเทคโนโลยี plug-in hybrid มอเตอร์ไฟฟ้าสามตัว ให้กำลังรวมกันมากถึง 1,000 แรงม้า ทำความเร็ว 0-100 km/h ได้ใน 2.5 วินาทีเท่านั้น เร็วกว่า Aventador ถึง 0.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 350 km/h มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวแรกประกบล้อซ้ายขวาควบคุมแรงบิดอย่างอิสระ ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่สามถูกติดตั้งรวมอยู่ในชุดส่งกำลัง เกียร์ 8-speed dual-cluth automatic มีหน้าที่ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อหลังโดยเฉพาะ แค่พิมพ์ก็ได้กลิ่นยางเบิร์นกันเลยทีเดียว ที่น่าสนใจคือ Lamborghini Revuelto
หลังจากสาวกต่างเฝ้ารอนาฬิกาที่ถือเป็น The holy grail of Rolex อย่าง Daytona ซึ่งราคาก็แข็งชนเพดาน และ demand ก็สูงจนหาของยากสุด ๆ แต่ในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี Rolex Daytona นี้ ในที่สุดพวกเราก็ได้พบกับ edition ใหม่สักที เป็นความใหม่ที่คนทั่วไปอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ไปดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรใหม่บ้างใน Daytona เริ่มจากตัวเรือนยังคงมีขนาด 40mm เหมือนเดิม ส่วนหน้าปัดมีการปรับดีไซน์ใหม่เล็กน้อยเพื่อบาลานซ์ความแตกต่างของหน้าปัดและตัวบอกรายละเอียดรวมถึงใน sub-dial ต่าง ๆ ให้ชัดเจนลงตัวมากขึ้น ตัว Oyster case มีการขัดเงาบริเวณ lugs และด้านข้างมากขึ้น ส่วนรุ่นหน้าปัดทองหรือ pink gold บน Cerachrom bezel จะได้สายที่ใช้เหล็กที่ข้อกลางเป็นสีเดียวกัน ทำให้ดูต่อเนื่องและภูมิฐานมากขึ้น จุดสำคัญที่สุดใน New Daytona คือกลไกที่ผลิตแบบ In-house ของ Rolex ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี


