แม้ในปัจจุบันจะมีรถยนต์มากมายหลายค่ายทยอยกันเปิดตัวเพื่อโชว์สมรรถนะที่ถูกพัฒนาอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าแม้ยุคสมัยจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความนิยมในโมเดลรถยนต์ที่ระดับตำนานตั้งแต่อดีตก็ยังไม่เคยเสื่อมคลายลง ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาจากรถคันอื่นไม่ได้ หากเอ่ยชื่อโมเดลอย่าง Nissan Skyline GTR (R32) , Mazda MX5 Miata (NA) รวมไปถึง Toyota Supra (A70) หนุ่ม ๆ หลายคนคงคุ้นเคยกันดี ทั้งหมดคือโมเดลในตำนานของค่ายรถจากแดนปลาดิบที่ต่างเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของตัวเองตั้งแต่ช่วงปลายยุค 80’s ไปจนถึงช่วงต้นหรือกลางยุค 90’s ปัจจุบันตำนานแต่ละคันอาจอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์นักเนื่องจากเวลาที่ผ่านพ้นไป แต่ตอนนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะฟื้นฟูพวกมันให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากค่ายรถยักษ์ใหญ่กำลังจะกลับมาผลิตชิ้นอะไหล่ของรถรุ่นเก๋าแต่คันอีกครั้ง รวมไปถึงมี Restoration Projects ที่เตรียมฟื้นคืนชีพให้กลับมาอยู่ในสภาพออกจากโรงงานอีกครั้งหนึ่ง เริ่มกันที่ข่าวข่าวดีของผู้ครอบครอง Godzilla หรือ Nissan Skyline GT-R ไม่ว่าจะเป็นรหัสตัวถัง R32 และ R34 ที่ได้ NISMO Heritage Parts กลับมาผลิตชิ้นส่วนทั้ง 160 ชนิดซึ่งจะช่วยคืนชีพตำนานที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์แต่ละคันให้กลับมาวิ่งบนท้องถนนแบบเต็มสมรรถนะได้อีกครั้ง ชิ้นส่วนทั้ง 160 ชนิดครอบคลุมตั้งแต่ชิ้นส่วนในห้องเครื่องยนต์ แผงวงจรไฟฟ้าไปจนถึง
Panic บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นเก๋าหันมาเอาดีด้านเกม หลังจากที่สร้างชื่อด้วย Mac Software คุณภาพสูงและเกมผจญภัยบุกป่าฝ่าดงอันโด่งดังอย่าง FIREWATCH ในตอนนี้ Panic กำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่หนุ่ม ๆ หลายคนคาดไม่ถึง เมื่อเปิดตัว “PLAYDATE” เกมบอยสีเหลืองแจ๋วที่มาพร้อมหน้าจอขาวดำพรีเมียม เอาใจหนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบความคลาสสิกกึ่งโมเดิร์นได้เป็นอย่างดี เกมบอย PLAYDATE ถูกดีไซน์ด้วยสีเหลืองเพื่อให้ดูเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย มีขนาดกะทัดรัดพอ ๆ กับ iPod Nano โดยอยู่ที่ 74×76×9 มิลลิเมตรเท่านั้น ด้านหน้ามีเพียงปุ่มเปิด/ปิด, A, B และปุ่มควบคุมทิศทาง ใช้หน้าจอแสดงผล 2.7 นิ้ว เป็นจอขาวดำ LCD 400×240 low-power ถึงแม้จะไม่มีไฟ backlight แต่ให้ความคมชัดและมีความละเอียดสูงกว่าจอเกมบอยทั่วไป ไม่มีเส้นกริดหรือหรือแม้แต่การเบลอ ต้องบอกว่าเป็นจอขาวดำที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพของจริง อีกหนึ่งจุดเด่นของเจ้า PLAYDATE ที่ไม่พูดไม่ได้ คือด้านข้างของตัวเครื่องจะมีข้อเหวี่ยงคล้าย ๆ เบ็ดตกปลาที่คอยควบคุมทิศทางโดยการหมุนไปข้างหน้าหรือหมุนถอยหลัง นับเป็นการสร้างสิ่งใหม่ให้กับวงการเกมและเชื่อว่าต้องไม่ซ้ำกับเกมบอยเจ้าไหน ๆ เป็นแน่ ส่วนระบบฮาร์ดแวร์ก็ไม่ต้องห่วง
วันนี้ผู้ชายทุกคนที่มีความหลงใหลในโลกของยนตกรรม และได้ติดตามวิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์คงทราบกันดีว่า ในปัจจุบันรถยนต์พลังงานทางเลือกกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่อผู้คนทั่วโลก ที่ต่างตื่นตัวในเรื่องการหาพลังงานสะอาดเพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน ทั้งการออกกฎเกณฑ์ที่เตรียมพร้อมสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังในฝั่งยุโรป การเกิดขึ้นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากทั้งแบรนด์รถยนต์ใหม่และเก่า ซึ่งมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดในหลายประเทศ และหลายคนคงมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วทิศทางของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังก้าวไปในทิศทางไหน? ขณะเดียวกันในบ้านเราค่าย MG (เอ็มจี) ก็เล็งเห็นถึงทิศทางและความสำคัญของเทคโนโลยีสำหรับอนาคตดังกล่าว ทำให้เกิดงานสัมมนา “EVolution Of Automotive” ซึ่งถูกจัดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจและผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ให้พร้อมสำหรับยานยนต์แห่งอนาคตที่จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเรามากขึ้นในอนาคตอันใกล้มาก ๆ นี้ เราได้เข้าร่วมงานสัมมนารถยนต์ MG ประเทศไทย ที่จัดขึ้นเพื่อแลกแชร์มุมมองและวิเคราะห์ความพร้อมของประเทศไทยต่อการพัฒนาและยกระดับการใช้ “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” (EV) ให้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ในงานสัมมนา “EVolution of Automotive” เพื่อนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในทุกมิติ โดยในงานนี้ได้ 7 Guru ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางความเป็นไปได้ และความคืบหน้าในการขับเคลื่อนประเทศไทยของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นไปอีกขั้น ภายในงานสัมมนาครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง คุณพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันประชาคมโลกให้ความสำคัญกับการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพราะตระหนักถึงคุณภาพชีวิตควบคู่กับความต้องการลดภาวะมลพิษในระยะยาว เนื่องจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% จึงไม่มีการปล่อยไอเสียสู่ธรรมชาติ พร้อมพัฒนาการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่เงียบ มีอัตราเร่งที่ดี และสามารถขับได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้น
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปโดยใช้กล้องอินแสตนท์ที่ใช้งานแสนสะดวก หยิบมาถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้รูปที่ต้องการออกมาทันที แต่การถ่ายแบบไม่สามารถตั้งค่าต่าง ๆ ของกล้องให้เหมาะสมก็ทำให้บางโอกาสเราลั่นชัตเตอร์แล้วพลาดไป ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณมีกล้องอย่าง MiNT InstrantKon RF70 อยู่ในมือ InstrantKon RF70 คือผลงานชิ้นล่าสุดของ MiNT บริษัทกล้องจากประเทศฮ่องกงที่เชี่ยวชาญการผลิต Instant Camera โดยเฉพาะ พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในวงการ แม้รูปแบบของกล้องชนิดดังกล่าวคนจะนิยมน้อยลง แต่ความพิเศษของกล้องแบบอินแสตนท์ตัวล่าสุดของพวกเขาคือการสร้างมาให้สามารถตั้งค่าการใช้งานในส่วนต่าง ๆ ได้ รวมถึงถ่ายทอดมันลงบนแผ่นฟิล์มที่มีขนาดแตกต่างจากกล้องทั่ว ๆ ไป MiNT InstrantKon RF70 เป็นกล้องทรง Rangefinder แบบสามารถพับเก็บได้ ตัวกล้องหุ้มด้วยหนังคุณภาพสีดำที่ออกแบบมาให้เข้ากันกับรูปทรงคลาสสิกได้เป็นอย่างดี โดยใช้เลนส์ขนาด 93 มิลลิเมตรที่ให้ภาพสุดคมชัด พร้อมจุดเด่นที่สามารถตั้งค่าความเร็วของสปีดชัตเตอร์รวมถึงรูรับแสงได้ ให้ผู้ใช้งานควบคุมรูปแบบภาพที่ต้องการถ่ายได้อย่างอิสระ ขนาดของรูรับแสงที่สามารถปรับได้ใน InstrantKon RF70 ไล่ตั้งแต่ f/5.6, f/6.7, f8, f11, f/16, f/22 โดยค่ารูรับแสงที่ f/5.6 จะเทียบเท่ารูรับแสง f/2.4 ในเลนส์ขนาด 35
ย้อนไปเมื่อปี 1919 สถาปนิกชาวเยอรมัน Walter Gropius ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะและการออกแบบ Bauhaus (เบาเฮาส์) ด้วยแนวคิดมุ่งมั่นที่อยากสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายแขนง ซึ่งต้องบอกว่า Bauhaus ไม่เพียงแต่เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแนว Minimalism ที่หลายคนคุ้นเคย แต่โรงเรียนสอนศิลปะอันโด่งดังแห่งนี้ยังมีอิทธิพลต่องานศิลปะในเยอรมนี อเมริกา และประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรปอีกด้วย แต่แล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนแห่งนี้ก็ปิดตัวลง เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองบวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำในตอนนั้น แม้วันนี้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 100 ปี แต่ชื่อของ ‘Bauhaus’ ยังคงเด่นชัดอยู่ในวงการศิลปะไม่เสื่อมคลาย ถือเป็นโรงเรียนที่วางรากฐานและมีบทบาทสำคัญในแวดวงศิลปะ สถาปัตยกรรม กราฟิกดีไซน์ ตลอดจนการออกแบบภายใน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของโรงเรียนสอนศิลปะ Bauhaus แบรนด์กล้องสัญชาติเยอรมันอย่าง LEICA จึงผลิตกล้อง ‘LEICA CL 100 JAHRE BAUHAUS’ รุ่น limited edition ที่รอบนี้เปลี่ยนโลโก้สีขาวแดงให้เป็นขาวดำ มาพร้อมดีไซน์สุดคลาสสิกที่สะท้อนความมินิมัลของ Bauhaus ได้เป็นอย่างดี ตัวบอดี้และเลนส์เป็นสีเงินห่อหุ้มอีกชั้นด้วยหนังสีดำก่อนจะสลักคำว่า “BAUHAUS” ด้านหน้าของกล้อง แถมยังมีสายหนังรุ่นพิเศษที่สลักคำว่า “BAUHAUS” เช่นเดียวกับตัวกล้อง จุดเด่นของ
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่หลงใหลยานยนต์จากค่าย BMW โดยเฉพาะโมเดลสปอร์ตซีดานสุดแรงอย่าง M5 เตรียมพบกับข่าวดีกันได้เลย เพราะในปี 2020 ที่กำลังจะมาถึงรุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาฉลองครบรอบ 35 ปีของรถยนต์ในสายการผลิตดังกล่าว เตรียมถูกเปิดตัวออกมาแล้วในชื่อ BMW M5 “Edition 35 Years” ย้อนกลับไปในปี 1985 เป็นช่วงเวลาที่ M5 รุ่นแรกถูกสร้างขึ้นมาในรหัสตัวถัง E28 โดยใช้เครื่องยนต์ที่ดัดแปลงมาจาก M1 จนกลายเป็นรถยนต์ประเภทซีดานที่เร็วที่สุดในตอนนั้นและกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของตระกูล M5 ซึ่งเป็นที่นิยมจากผู้ใช้รถทั่วโลกมาตลอดระยะเวลา 35 ปีโดยทาง BMW เลือกจะฉลองความสำเร็จที่ผ่านมาด้วย M5 ที่อัดแน่นความพิเศษไว้เต็มคัน BMW M5 “Edition 35 Years” มีพื้นฐานมาจาก M5 Competition ที่ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร Twin-Turbo ให้พลัง 617 แรงม้าแรงบิดที่ 553 ปอนด์-ฟุต มีอัตราเร่งความเร็วตั้งแต่
New McLaren GT สุดยอดรถยนต์รุ่นล่าสุดผลผลิตจาก GT Racing แผนกปรับแต่งรถยนต์สมรรถนะสูงของ McLaren Automotive โดยการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มีดีเฉพาะความแรงที่มากกว่าเดิมเท่านั้น แต่โดดเด่นด้วยดีไซน์หรูหราและน้ำหนักเบากว่าทุกรุ่นในสายการผลิตที่ผ่านมาอีกด้วย McLaren เปิดตัวรถยนต์ประเภทแกรนด์ทัวเลอร์คันล่าสุดในตระกูล GT ที่คาดว่าจะเป็น 1 ใน 4 โมเดลสำหรับแผนสำคัญทางธุรกิจของแบรนด์รถยนต์จากประเทศอังกฤษในปี 2025 โดย GT คันใหม่ได้รับการส่งต่อแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจาก Speedtail เรือธงของค่าย ด้วยการใช้โครงสร้าง MonoCell II-T ซึ่งแข็งแรงและมีน้ำหนักเบาทำให้มีน้ำหนักตัวถังเพียง 1,530 กิโลกรัมซึ่งเบามากสำหรับรถสายพันธุ์ GT ด้านในห้องโดยสารของ New McLaren GT กว้างขวางและสะดวกสบาย เพราะถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการขับขี่ระยะไกลด้วยเบาะปรับอุณหภูมิที่รองรับแผ่นหลังและหัวไหล่ได้เป็นอย่างดี มีระบบไฟ “Ambient Lighting“ ให้เลือกปรับบรรยากาศได้ตามความต้องการ สร้างความเพลิดเพลินจากเสียงเพลงที่ถูกส่งออกมาจากชุดลำโพงจาก Bowers & Wilkins ทั้งหมด 12 ตัว พร้อมระบบลดเสียงรบกวนจากภายนอกที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม ด้านขุมกำลัง 2020 McLaren GT เลือกวางเครื่องยนต์
หนึ่งในหนังที่พลาดไม่ได้สำหรับหนุ่ม ๆ หลายคน คงจะหนีไม่พ้นบทแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็คชันของคนรักหมาอย่าง John Wick ที่นอกจากฉากบู๊ที่ดุดัน ยังขาดไม่ได้กับรถสวย ๆ และฉากที่ตราตรึงใจใครต่อหลายคนในภาค 3 ที่ Keanu Reeves ควบม้าฆ่ารอบเมืองจนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าพาหนะที่แท้จริงของพระเอกวัยเก๋าคนนี้จริง ๆ แล้วเขาใช้รถรุ่นอะไรคันไหนอยู่กันบ้าง ว่ากันว่า Keanu Reeves คือหนึ่งในชายที่หลงใหลโลกแห่งความเร็ว ทั้งในรูปแบบ 4 ล้อและ 2 ล้อ เห็นได้จากการปรากฏตัวของเขาพร้อมรถคันงาม รวมถึงเจ้าตัวยังชอบโดดไปร่วมงานทดสอบการขับขี่ของผู้ผลิตรถค่ายต่าง ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งยังมีแบรนด์มอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเองอีกด้วย วันนี้ UNLOCKMEN จึงได้รวบรวมพาหนะที่ตัวเขามีไว้ในครอบครอง แต่ละคันจะพิเศษและสวยงามยังไงบ้าง? มาดูไปพร้อมกันได้เลย Volvo 122 Dumpy คือชื่อของรถยนต์คันแรกชีวิตของ Keanu Reeves เป็นรถยนต์ Volvo 122 ที่ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 1,956-1970 มาในโทนสี British Racing Green ทั่วทั้งคันเป็น Saloon 4 ที่นั่ง
การได้ขึ้นไปขับเฮลิคอปเตอร์บนฟ้าสักครั้งคงเป็นหนึ่งในความฝันของผู้ชายหลายคน สำหรับบางคนอาจทำความฝันให้เป็นจริงได้ แต่กับหนุ่ม ๆ บางคนก็ดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวไม่น้อยเลยละ จริงไหม? แล้วถ้ามีนวัตกรรมยานยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ราวกับได้นั่งจับแฮนด์ของเฮลิคอปเตอร์จริง ๆ มันจะเจ๋งขนาดไหนกัน Citroën (ซีตรอง) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศสฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยการสร้าง “Citroën’s 19_19” รถยนต์ไฟฟ้าแนวคิดใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเฮลิคอปเตอร์ โครงสร้างรถถูกดีไซน์ด้วยกระจกหนาแทบทั้งคันเพื่อให้คล้ายกับลำตัวของเครื่องบิน พร้อมเปิดให้เห็นทัศนียภาพโปร่งใสทั่วคันรถเช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ ตัวล้อ Citroën ได้พัฒนาร่วมกับ Goodyear บริษัทผลิตยางรถยนต์สัญชาติอเมริกัน โดยประกอบล้อความกว้าง 30 นิ้ว พร้อมพื้นผิวเป็นรูพรุนเพื่อดูดซับแรงกระแทก ภายในแต่ละล้อถูกฝังเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ทำหน้าที่ตรวจสอบพื้นถนน รอบล้อรถหุ้มด้วยบังโคลน aero dynamic ช่วยลดการฉุดลากที่ก่อให้เกิดแรงเสียดทานในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง พร้อมระบบกันสะเทือน progressive hydraulic cushion ป้องกันการกระแทกอย่างไร้ที่ติและมอบประสบการณ์การนั่งรถราวกับอยู่บนพรมวิเศษ Citroën’s 19_19 มีขนาดใกล้เคียงกับรถยนต์ SUV ซึ่งมีความยาวอยู่ที่ 4,655 มิลลิเมตร กว้าง 2,240 และมีความสูง 1,600 มิลลิเมตร รถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าใช้ชุดแบตเตอรี่ขนาด 100kwh โดยการชาร์จหนึ่งครั้งจะใช้ได้สูงสุด 800 กิโลเมตร หรือประมาณ 497 ไมล์
หนุ่ม ๆ ที่หลงรักการเดินทาง ชื่นชอบการผจญภัยและหลงใหลการบุกป่าฝ่าดงเข้าไปชมความงดงามของธรรมชาติ คงไม่พลาดที่จะเก็บภาพและวิดีโอสุดประทับใจกลับมา ด้วยกล้องแอ็กชันตัวจิ๋วที่ฮิตฮอตที่สุดในตอนนี้อย่าง GoPro Hero 7 Black แต่วันนี้ UNLOCKMEN ไม่ได้จะมาแนะนำ GoPro รุ่นเรือธงที่ทุกคนรู้จักดี หากมีของเล่นใหม่ที่เจ๋งไม่แพ้กัน คือ ‘Osmo Action’ กล้องแอ็กชันตัวแรกจาก DJI ที่มีสเปกและฟีเจอร์เทพ ๆ ไม่ต่างกัน แถมมีราคาถูกกว่า GoPro ซะอีก DJI Osmo Action DJI บริษัทผลิตโดรนรายใหญ่ของโลกได้เปิดตัว Osmo Action กล้องแอ็กชันตัวแรกที่ปล่อยออกมาเพื่อตีตลาด GoPro โดยเฉพาะ ด้วยขนาด 2.6 x 1.6 x 1.3 นิ้ว ใช้ระบบเซ็นเซอร์ CMOS คำนวณค่าของแสงที่ตกกระทบ พร้อมถ่ายภาพด้วยความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล และที่เฟี้ยวไปกว่านั้นคือมี 4K HDR Video ให้ถ่ายวิดีโอ


