กลายเป็นข่าวฮือฮาวงการแฟชั่นเมื่อแอคเคาท์ Instagram ของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอย่าง COACH ได้ทำการโพสต์ต้อนรับแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครนอกจากตัวร้ายสุดคูลจาก The Black Panther อย่าง Michael B Jordan ในลุค Signature Hood สีเอกลักษณ์ของแบรนด์นอกจากนี้ยังมีข่าวอีกว่าการเปิดตัวครั้งนี้จะมาพร้อมกับการผลักดันไลน์เสื้อผ้าผู้ชายระลอกใหม่ที่จริงจังยิ่งกว่าเดิมจากห้องเสื้อ COACH อีกด้วย Stuart Vever ผู้รับตำแหน่ง Creative Director ของแบรนด์เล่าผ่านงานแถลงข่าวถึงสาเหตุที่ COACH ตัดสินใจเลือก Michael B Jordan มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ฟังว่า พวกเขารู้จัก Michael มาประมาณ 2-3 ปีแล้ว โดยถ้าเล่าจากมุมมองของแบรนด์ พระเอกมาดเข้มคนนี้มีความเยือกเย็นในตัว ซึ่งหลายครั้งก็ปรากฏตัวในเสื้อผ้าของ COACH ที่ดูดีมีความเป็นธรรมชาติเสมอ และนั่นเองทำให้เขาคิดว่า Michael จะต้องเป็นผู้ชายที่เข้ากันกับ DNA ของแบรนด์ได้ดีมาก ๆ อย่างแน่นอน จึงได้ตัดสินใจดึงตัวมาร่วมงานกันและจะเริ่ม launch โปรเจกต์ต่าง ๆ กันในเร็ววันนี้ คาดกันว่าการเปิดตัวนักแสดงวัย 31
“The greatest comeback of all time” คือถ้อยคำที่ผู้คนในวงการกีฬาใช้ยกย่องการกลับมาคว้าแชมป์ครั้งแรกในรอบ 5 ปีของชายที่ชื่อ Tiger Woods นักกอล์ฟวัย 42 ปี หลังเขาคว้าอันดับ 1 ในรายการ Tour Championship 2018 โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี จากแชมป์ครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมปี 2013 หลังจากต้องพักรักษาตัวจากปัญหาอาการบาดเจ็บ การติดสุรา และปัญหาครอบครัวรุมเร้า “When Tiger Woods plays golf, the world watches.” โปรกอล์ฟอดีตมือหนึ่งของโลก คือนักกีฬาซึ่งในยุคสมัยนึงพูดได้เต็มปากว่า “ไม่มีใครไม่รู้จัก” ก่อนหน้านี้เขาคว้าแชมป์ PGA Tour ได้ถึง 79 สมัยโดยถ้าเปรียบเทียบครั้งล่าสุดที่ Tiger คว้าแชมป์มาครองได้ ตอนนั้น Anthony Joshua พึ่งจะเทิร์นโปรมวยอาชีพได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น แต่หลังประสบความสำเร็จต่าง ๆ มากมาย ครองความยิ่งใหญ่ในชีวิตมาอย่างยาวนาน ชีวิตของ Tiger
ดูเหมือนว่างานแถลงข่าวของ UFC 229 คู่หยุดโลกระหว่าง Conor McGregor และ Khabib Nurmagonedov ซึ่งจะขึ้นฟาดปากกันในวันที่ 6 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการกลับมาของจ้าวสังเวียนจอมเกรียนเท่านั้น หลังจากมีข่าวออกมาจากปากประธานของ UFC ว่า Mcgregor ได้จรดปากกาเซ็นสัญญารับรองศึกยาวในอนาคตไว้แล้ว ไม่ว่าผลของไฟต์หยุดโลกที่จะมาถึงครั้งนี้จะออกมาแบบไหนก็ตาม 20 กันยายนที่ผ่านมา UFC เรียกน้ำย่อยเหล่าแฟน ๆ ด้วย Press Conference ของแมตช์หยุดโลกระหว่าง 2 นักสู้ที่ดีที่สุดของรุ่น Lightweight ณ ปัจจุบัน ระหว่างอดีตแชมป์จอมเถื่อน Conor McGregor และนักชกจอมโหดจากรัสเซีย Khabib Nurmagonedov ผลพวงจากความบ้าคลั่งที่ทีม McGregor ยกพวกถล่มรถบัสของ UFC จนเกือบติดคุกติดตารางก่อนหน้านี้ ซึ่งหลายคนคงได้เห็นลีลาทักษะการแลกน้ำลายกันไปแล้วพอหอมปากหอมคอก่อนจะขึ้นซัดกันจริง ๆ บนสังเวียน แต่ไม่เพียงแค่นั้นสำหรับแฟน ๆ เดนตายของ Conor คงจะได้รับข่าวดีกันถ้วนหน้า หลังจากมีแหล่งข่าวเปิดเผยกับทาง ESPN ว่าตอนนี้เขาได้เซ็นสัญญาตกลงเรื่องไฟต์ในอนาคตของเขาออกไปอีก 6 ไฟต์โดยคาดว่าสัญญาครั้งนี้จะทำให้ในอนาคต Conor
ในทุกอุตสาหกรรมเบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทย่อมมาจากวิสัยทัศน์กว้างไกลของผู้บริหาร แต่ไม่เพียงแค่ในด้านผลประกอบการเท่านั้นที่ควรให้ความสำคัญ เมื่อรากฐานของบริษัทมักเริ่มมาจากเหล่าพนักงานซึ่งกำลังทำงานอยู่บนความเสี่ยง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสายการผลิตที่ต้องใช้แรงมากอย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ มีสถิติตัวเลขของผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุตสาหกรรมหนักทั่วไปอยู่ที่ 3.3 ใน 100 คน แต่จุดที่น่าสนใจคือ จำนวนสถิติของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บในโรงงานประกอบรถยนต์กลับมีสูงถึง 6.7 ใน 100 คน ซึ่งบอกได้ถึงอันตรายของความเสี่ยงจากการทำงานในอุตสาหกรรมดังกล่าว ทำให้ล่าสุด บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา ซึ่งจ้างพนักงานในทุกฐานการผลิตทั่วโลกรวมกันถึง 202,000 คน จับมือกับ EksoBionic บริษัทกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างชุดหุ่นยนต์เสริมการทำงานของร่างกายมนุษย์ ได้ร่วมกันพัฒนาโปรเจคชุดทำงานสุดเจ๋งที่เรียกว่า Exoskeleton เพื่อประสิทธิภาพการทำงานตลอดจนช่วยในเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย ในตอนแรกชุดดังกล่าว เคยถูกทดลองจากค่าย BMW มาแล้ว ก่อนที่ฟอร์ดจะนำมาทดลองใช้อย่างจริงจังกับกลุ่มช่างใน Section การประกอบชิ้นส่วน ซึ่งต้องทำงานร่วมกับเครื่องจักรและมีความเสี่ยงมากกว่าส่วนอื่น โดยเจ้าชุด Exoskeleton มีลักษณะคล้ายกับ ชุดของ Matt Demon ในหนังเรื่อง Elysium เหมือนการสวมเสื้อกั๊กแบบครึ่งท่อน มีคุณสมบัติในการเพิ่มความแข็งแรงของแผ่นหลังและแขน สามารถเพิ่มการแบกรับน้ำหนักสูงสุดถึง 15 ปอนด์ (6.8 กิโลกรัม) ต่อแขนหนึ่งข้าง ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงได้
หลังจากตั้งตารอมาพักใหญ่ ในที่สุดเราก็ได้เห็นฝีไม้ลายมือแรกในการออกแบบของ Riccardo Tisci ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียน ในฐานะผู้ที่มารับตำแหน่ง Chief Creative Officer คนใหม่ ให้กับแบรนด์เก่าแก่ของเกาะอังกฤษอย่าง Burberry แทน Christopher Bailey โดยหลายคนต่างคาดหวังกับความสามารถของเขาซึ่งเคยคืนชีพให้กับ Givenchy มาแล้ว Burberry เองแสดงก็ความมั่นใจโดยการ Rebranding แบรนด์เสียใหม่ ด้วยการเปลี่ยนลวดลาย Thomas Burberry monogram ครั้งแรกในรอบ 20 ปีให้มีความล้ำสมัยมากขึ้น อาจจะมากจนแฟน ๆ หลายคนตกใจในความเป็น Street ที่วัยรุ่นขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับแฮชแท็ก #newera อย่างเต็มภาคภูมิ ล่าสุดการ Debut ผลงานชุดแรกในฐานะ Chief Creative Office ของเขาก็ได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกผ่าน Collection Spring/Summer 2019 ใน London Fashion Week ที่พึ่งผ่านไป แต่ผลงานจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแผนก Menswear ของห้องเสื้ออายุ 162 ปีแห่งนี้ได้มากน้อยแค่ไหนและมีอะไรน่าสนใจบ้างตามไปดูกัน
คงไม่มีข่าวไหนในรอบไม่กี่วันที่ผ่านมาจะสะเทือนวงการอวกาศเท่ากับการที่ Elon Musk ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการเทคโนโลยีและ CEO แห่ง SpaceX ได้ออกมาเปิดเผยว่า Yusaku Maezawa มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นจะกลายเป็นลูกค้าคนแรกของ SpaceX ที่จะได้เดินทางสู่ดวงจันทร์ Yusaku Maezawa คือใคร? ถึงแม้ชื่อนี้จะเพิ่งโด่งดังไปทั่วโลกจากข่าวการเดินทางสู่ดวงจันทร์ แต่ถึงอย่างนั้น Yusaku Maezawa ก็ไม่ใช่ตาสีตาสาที่ไหน เพราะเขาคือมหาเศรษฐีอันดับที่ 18 แห่งแดนปลาดิบ ครองครองทรัพย์สินมูลค่ากว่า 2 หมื่น 7 พันล้านเหรียญและเป็นผู้ก่อตั้ง Zozotown เว็บไซต์ซื้อขายสินค้าแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นในเส้นทางเจ้าพ่อ E-Commerce ของเขาคงต้องย้อนกลับไปในปี 1991 โดยขณะนั้น Maezawa เรียนมัธยมปลายอยู่ที่ Waseda Jitsugyo High School ด้วยความหลงรักในดนตรีตั้งแต่เด็ก เขาจึงตัดสินใจฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อนในนาม Switch Style หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นานในที่สุด EP แรกของพวกเขาก็ถูกปล่อยออกมาในปี 1993 หลังจากจบมัธยมปลาย Maezawa ตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย เขาเริ่มการผจญภัยครั้งแรกในชีวิตด้วยการตีตั๋วสู่สหรัฐอเมริกาพร้อมแฟนสาว เหตุผลของการเดินทางไปยังดินแดนลุงแซมก็เพื่อตามหาอัลบั้มแผ่นเสียงและซีดีหายากจำนวนมาก Maezawa กลับมายังญี่ปุ่นในปี 1995 พร้อมแผ่นเสียงหายากจำนวนมาก ซึ่งธุรกิจของเขาก็เริ่มจากการขายแผ่นเสียงเหล่านี้ผ่านทางออนไลน์นั่นแหละ ก่อนจะเริ่มขยายไปที่ไลน์สินค้าแฟชั่น และตั้งชื่อมันว่า Zozotown ด้วยวิสัยทัศน์ของ
3 ยี่ห้อยานยนต์ระดับโลกที่เราคุ้นเคยได้เซ็นสัญญาผูกปิ่นโตกับ Google เรียบร้อย ทั้ง Renault Nissan และ Mitsubishii เพื่อหวังเป็นดาวเด่นในตลาดรถยนต์ที่มีโปรดักส์ครบเครื่องทั้งความเฉียบของสมรรถนะและสมองกลรวมกันทันทีที่สตาร์ต การนำ AI มาใส่ในรถเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่อย่างเราไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับค่ายผู้ผลิตรถทั้งหลายอีกต่อไป โดยเฉพาะกับกระแส internet of things ที่กำลังจะเข้ามา AI ถือเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยพลิกอุปกรณ์เดิมให้กลายเป็นสุดยอดบริการแปะป้ายคำว่า “Smart” ไว้ เรียกง่าย ๆ ว่าถ้า Smart Home ก็ต้องมี AI เชื่อมโยงคำสั่งกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้าน Smartphone วันนี้ก็รองรับระบบของ Siri หรือ Google Assistant ส่วน “Smart Car” แห่งอนาคตเองก็ต้องใช้ระบบ AI ในการทำงานเช่นกัน โดย Hadi Zablit ผู้นำการพัฒนาธุรกิจของ Alliance ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาในครั้งนี้ว่า “ความมุ่งมั่นของเราคือการเสนอประสบการณ์เดิมที่ลูกค้าเคยใช้งานกับมือถือนำมาอยู่ในรถยนต์ มันคือขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นฟีเจอร์สำคัญที่คนจะเลือกซื้อรถในวันข้างหน้า” สำหรับบริการที่กลุ่ม Renault
สำหรับผู้ชายทุกคนโดยเฉพาะในวัยทำงาน การจัดสรรเวลาชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแล้ว ครอบครัวหรือคนรอบข้างก็มีส่วนสำคัญกับชีวิตไม่แพ้เรื่องอื่น แถมยังต้องเผื่อเวลาไว้ทำกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลาย เช่น ออกกำลัง อ่านหนังสือ หรือกระทั่งการเล่นเกม ซึ่งตอนนี้กำลังกลายเป็นประเด็น Talk Of The Town ในประเทศอังกฤษ เมื่อเกมยอดนิยมอย่าง Fortnite กำลังกลายเป็นจำเลยในข้อหาทำให้เกิดการหย่าร้างเพิ่มมากขึ้นในสังคมคนทำงาน Fortnite คือวิดีโอเกมเปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 โดยค่าย Epic Games เป็นเกมแนว Battle Royale ในมุมมองบุคคลที่สาม มีจุดเด่นคือการเล่นแบบ Open World แต่ละรอบจะมีผู้เข้าร่วม 100 คน ทุกคนจะต้องเก็บเกี่ยวอาวุธและทรัพยากรเพื่อช่วยในการเอาชีวิตรอด อารมณ์คล้ายกันกับเกม PUBG (Player Unknown Battlegrounds) แต่ต่างกันตรงที่ Fortnite มีโหมดการสร้าง (Building) สิ่งต่าง ๆเพื่อสนับสนุนการโจมตีหรือป้องกันระหว่างตัวผู้เล่นเอง โดยผู้ชนะจะมีเพียง 1 คนหรือ 1 ทีมเท่านั้น แม้ในประเทศไทยอาจยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะตอนนี้ Server ของตัวเกมมีการเปิดในโซน
ดูเหมือนว่าจักรวาลภาพยนตร์ Super Hero จะกำลังเขาสู่ช่วงของการ RE-MAKE ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะทางฝัง DC Comics ที่ช่วงนี้ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในและนอกมากมาย ไม่เพียงเฉพาะบทบาทของฮีโร่ Superman เท่านั้น ล่าสุด Warner Bros มีแผนว่ากำลังเตรียม Pre-Production หนังภาคแยกเรื่องแรกของตัวร้ายขวัญใจมหาชนในชื่อ The Joker (2019) โดยคราวนี้ได้ดารามากฝีมืออย่าง Joaquin Phoenix มาสวมบทบาทให้อีกด้วย The Joker เป็นภาพยนตร์ที่จะเล่าถึงเรื่องราวช่วงแรกเริ่ม จุดกำเนิดก่อนจะกลายเป็น Clown Prince of Crime ของตัวละคร Joker ในสมัยยังชื่อว่า Arthur Fleck ชายแสนธรรมดาผู้ต้องเจอกับเส้นทางความเปลี่ยนแปลง ทำให้ชีวิตของเขาต้องพบทางแยกสำคัญ จนกลายเป็นสุดยอดอาชญากรโรคจิตของ Gotham City โดย The Joker (2019) จะได้ Todd Phillips ซึ่งเคยฝากผลงานอย่าง The Hangover Trilogy และ Due Date
ดูเหมือนจะทำให้หนุ่ม ๆ แฟนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC Universe ซึ่งดูแลโดย Warner Bros ใจหายใจคว่ำกันไม่น้อยหลังมีข่าวการประกาศถอนตัวจากบท Superman ของพระเอกหน้าหวานอย่าง Henry Cavill ซึ่งไม่มีวี่แววจะต่อสัญญากับทางค่ายออกไปอีก กระแสข่าวที่สะพัดออกไปนอกจากจะทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นทั้งแง่บวกและลบมากมายแล้ว ยังมีอีกกระแสข่าวหนึ่งพูดถึงความคาดหมายว่าอยากจะเป็นใครมารับแสดงบทบาทนี้แทน ซึ่งกระแสที่แรงมากสุดคงจะเป็นของนักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง Nicolas Cage ซึ่งไม่รู้ว่าโดนดันเอาฮาหรืออยากจะเห็นกันจริง ๆ Henry Cavill เซอร์ไพรส์สาวกซุปเปอร์ฮีโร่ด้วยข่าวว่าจะไม่เซ็นสัญญาต่อกับ Warner Bros ในบท Superman ที่เขาปรากฏตัวในบทดังกล่าวมาแล้ว 3 ภาค ตั้งแต่เรื่องแรกอย่าง Man Of Steel ซึ่งกวาดรายได้จากทั่วโลกไปกว่า 668 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ถือว่าดีทีเดียว ต่อด้วยการจับคู่กับ Batman VS Superman ซึ่งทำไป 855 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเรื่องล่าสุดอย่าง Justice League ซึ่งทั้ง 3 ก็ถือว่าไม่ได้รับเสียงวิจารณ์น่าเกลียดอะไรเลย ถึงขั้นมีแผนจะสร้าง Man of


