Football

THE PROFILE : “CHRISTIAN ERIKSEN” เมื่อการผ่านความตาย ไม่สามารถทำลายความกระหายต่อการลงสนามได้

By: JEDDY July 9, 2022

Christian Eriksen นักเตะผู้เคยผ่านความตายมาแล้ว 5 นาที ซึ่งแฟนฟุตบอลคงจะจำเหตุการณ์ในศึกยูโร 2020 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2021 กันได้เป็นอย่างดี เป็นเกมรอบแบ่งกลุ่มบี ระหว่างทีมชาติเดนมาร์กและทีมชาติฟินแลนด์ ในช่วงนาทีที่ 42 เพลย์เมกเกอร์คนนี้ได้ล้มลงกลางสนามเนื่องจากสภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ทำเอาทั้งนักฟุตบอล รวมไปถึงแฟนเพลงในสนามและทั่วโลกต่างต้องตกใจกับวินาทีนั้นกันไปตาม ๆ กัน

หลังจากนั้นทีมแพทย์ก็สามารถปลุกชีวิตของ Eriksen กลับมาได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าเขาจะรอดชีวิตราวกับปาฏิหารย์กลับมาได้ และดูเหมือนว่าเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลน่าจะต้องจบลงแล้ว

แต่ Eriksen ไม่ยอมแพ้ ซึ่งเขาใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งปีก็สามารถกลับมาลงเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง แถมยังถูกเรียนกลับไปติดทีมชาติด้วยเช่นกัน โดยล่าสุดกองกลางจากดินแดนโคนมตกเป็นข่าวการย้ายมาร่วทีม Manchester United คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

แต่ก่อนที่เราจะได้ชมฝีเท้าของ Eriksen ในฤดูกาลถัดไป Unlockmen ขอพาทุกคนย้อนไทม์ไลน์กับไปเส้นทางการค้าแข้งของผู้รอดพ้นจากความตาย


Christian Eriksen เกิดในวันวาเลนไทน์เมื่อปี 1992 ณ เมืองมิดเดลฟาร์ต ประเทศเดนมาร์ก และได้เข้าร่วมทีมท้องถิ่นที่ชื่อว่า Middelfart Boldklub นับตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ชีวิตของเขามีความผูกพันธ์กับลูกฟุตบอลเป็นพิเศษ

ที่นี่ Eriksen ได้ลับแข้งฝีเท้าจนมีเบสิคที่แข็งแกร่ง ส่วนหนึ่งคงต้องยกเครดิตให้กับ Thomas Eriksen คุณพ่อของเจ้าตัวที่ควบตำแหน่งโค้ขของทีมในระดับเยาวชน อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกทีมและลูกชายของเขาช่วยให้ทีม Middelfart Boldklub ทำสถิติไร้พ่ายเป็นครั้งที่สามในรอบ 4  ปี ในการแข่งขันชิงแชมป์ระดับเยาวชนท้องถิ่นเมื่อปี 2004

จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปี 2005  ทาง Christian Eriksen ก็ถูก Odense Boldklub ทีมจากลีกสูงสุดในประเทศเดนมาร์กดึงตัวไปร่วมทีมเยาวชน และเป็นที่นี่ที่ Eriksen เริ่มฉายแววความเป็นสุดยอดกองกลางออกมา ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเล่นฟุตบอลที่โดดเด่นเกินวัยและมีวิธีการยิงฟรีคิกที่ร้ายกาจ

เมื่อเท้าออกแสงจึงไม่แปลกที่มันจะไปแยงตาเหล่าบรรดาแมวมองของทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Real Madrid, Manchester United, AC Milan อีกทั้งยังเคยไปทดสอบร่ากายกับทาง Chelsea และ Barcelona มาแล้ว แม้โอกาสที่หลาย ๆ คนต้องการจะมาเสิร์ฟเขาถึงที่ แต่ Eriksen กลับไม่ต้องการก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว โดยให้เหตุผลว่า

“ก้าวแรกของการเป็นนักเตะอาชีพไม่ควรเป็นสโมสรที่ใหญ่เกินไป ผมรู้ดีกว่าการไปเล่นที่เนเธอร์แลนด์น่าจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมกับพัฒนาการของผมเอง เมื่อทีม Ajax ติดต่อมามันจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะเจาะเลยครับ” 


ก้าวแรกสุดเพอร์เฟคที่ AJAX AMSTERDAM

Christian Eriksen ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม Ajax ด้วยค่าตัวเพียง 1 ล้านยูโร ในปี 2008 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น แน่นอนว่าเขาได้ถูกส่งไปพัฒนาฝีเท้าเสริมกระดูกให้แข็งในทีมเยาวชน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลิตนักเตะฝีเท้าระดับโลกมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Johan Cruyff, Frank Rijkaard, Rafael van der Vaart, Wesley Sneijder และอีกมากมาย ซึ่ง Eriksen ก็ใช้เวลเาพียงแค่ 2 ปีก็ถูกส่งขึ้นสู่ชุดใหญ่โดยทันที

Eriksen ถูกส่งลงเล่นในฐานะกองกลางตัวรุกตามสไตล์ที่ตัวเองถนัด มันช่วยให้เขาสามารถงัดฟอร์มและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเกมรุกออกมาได้อย่างน่าทึ่ง โดยตลอดระยะเวลาที่ลงเล่นให้กับ Ajax เขาได้รับโอกาสลงสนามไปทั้งสิ้น 163 เกม ยิงได้ 32 ประตู และทำแอสซิสต์ได้มากถึง 65 ครั้งเลยทีเดียว ถือเป็นตัวเลขที่สูงเอามาก ๆ และมันบ่งบอกคุณภาพของเพลย์เมกเกอร์ผู้นี้ได้เป็นอย่าง

อีกทั้งฟอร์มของเขายังส่งผลให้ Ajax สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเนเธอร์แลนด์มาครองได้สำเร็จติดต่อกัน 3 ฤดูกาล (2010-2011, 2011-2012, 2012-2013) รวมไปถึง Johan Cruyff Shield ในปี 2013


ก้าวสู่นักเตะระดับเวิร์ลคลาส

ในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน

แม้ว่าทีมอย่าง Ajax Amsterdam จะยิ่งใหญ่ในลีกดัตช์ แต่ด้วยฝีเท้าของ Christian Eriksen ณ เวลานั้นบอกได้เลยว่ามันเล็กเกินไปสำหรับที่แห่งนี้ซะแล้ว มันถึงเวลาที่เขาจะต้องออกไปเติบโตในที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และที่นั่นคือพรีเมียร์ลีก ในประเทศอังกฤษนั่นเอง แม้ว่า Eriksen จะตกเป็นข่าวกับทีมระดับบิ๊กเนมที่กลับมารุมจีบอีกครั้ง แต่การก้าวเดินของเขามีความระมัดระวังเสมอ รวมไปถึงต้องคำนวณถึงโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน และจากเหตุผลเหล่านี้ทำให้ Eriksen ตัดสินใจเซ็นสัญญากับย้ายมาร่วมทีม Tottenham Hotspur ในฤดูกาล 2013-2104 ด้วยค่าตัวที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 11 ล้านปอนด์ โดยเขาจะได้ลงเล่นภายใต้การคุมทีมของ Andre Villas-Boas กุนซือชาวโปรตุเกส

แม้ว่าพรีเมียร์ลีกจะเป็นเวทีที่ยากต่อการปรับตัว แต่สำหรับ Eriksen มันไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เพราะในนัดแรกที่ลงสนามพบกับ Norwich City เขาก็สามารถทำแอสซิสต์ให้ Gylfi Sigurosson ทำประตูได้ทันที และยังช่วยให้ต้นสังกัดเก็บสามแต้มได้ด้วยสกอร์ 2-0  หลังจบเกมส์กุนซือของทีมได้เอ่ยปากชมผลงานอันยอดเยี่ยมไว้ดังนี้

“มันเป็นแมตส์เปิดตัวที่เยี่ยมมากสำหรับ Christian เขาคือผู้เล่นหมายเลข 10 ที่แท้จริง เขาคือนักเตะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพของเขาก็สามารถสร้างความแตกต่างได้ทั้งหมด”

แม้ว่าทีม Tottenham Hotspur จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมไปหลายคน แต่ Eriksen ก็สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ตลอดด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวา โดดเด่นด้วยการสร้างโอกาสทำประตูมากมาย มีวิสัยทัศน์การจ่ายบอลที่ยอดเยี่ยมหวังผลต่อเนื่องให้เกิดประตูได้เสมอ อีกทั้งยังมีทีเด็ดจากลูกยิงไกลที่เปี่ยมไปด้วยเทคนิค รวมไปถึลูกฟรีคิกที่ราวกับถูกวิญญาณของ David Beckham เข้าสิงร่าง สุดท้ายเขาก็ถูกยกย่องให้กลายเป็นเพลย์เมกเกอร์ระดับเวิร์ลคลาสอย่างไร้ข้อกังขา

Eriksen ใช้ชีวิตอยู่ในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน นานถึง 7 ฤดูกาลครึ่ง ลงเล่นไปทั้งหมด 305 เกมส์ ยิงได้ 69 ประตู และทำแอสซิสต์ได้ถล่มทลายด้วยจำนวน 90 ลูก แม้จะไม่มีถ้วยมาประดับสโมสร แต่เขาก็ยังได้รับรางวัลส่วนตัวมาครอบครอง ได้แก่ มีรายชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก (PFA) ในฤดูกาล 2017-2018, ได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสร 2 สมัย ได้แก่ฤดูกาล 2013-2014 และ 2016-2017, ได้รับคัดเลือกให้เป็นมิดฟิลด์ยอดเยี่ยมอันดับที่ 2 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2018-2019

นอกจากรางวัล Eriksen ยังสร้างสถิติเอาไว้มากมาย เช่น

  • เป็นผู้เล่นจากเดนมาร์กที่ทำประตูได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก
  • เป็นผู้เล่นที่ทำประตูไวที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีก โดยใช้เวลาไปทั้งสิ้น 11 วินาทีในเกมที่ต้นสังกัดของเขาเอาชนะ Manchester United ไปได้ 2-0
  • ทำแอสซิสต์เกิน 10 ลูกได้ติดต่อ 4  ฤดูกาลเป็นคนที่ 2 ต่อจาก David Beckham

คว้าสคูเดตโต้ที่ INTER MILAN

ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบสองของฤดูกาล 2019-2020 ในตอนนั้น Eriksen เหลือสัญญากับทีมไก่เดือยทองเพียงแค่  6 เดือนเท่านั้น และสุดท้ายเขาได้ตัดสินใจย้ายออกจากกรุงลอนดอนมุ่งหน้าสู่อิตาลีเพื่อค้าแข้งให้กับทีม Inter Milan แม้ว่ากัลโซ่ เซเรีย อา ไม่ได้โหดระดับหินเหมือนอย่างพรีเมียร์ลีก แต่ที่นี่อดีตนักเตะ Tottenham Hotspur ต้องใช้เวลาปรับตัวไม่น้อยเลยทีเดียว

ในช่วงแรกเขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้เลย จนมีข่าวว่าทางสโมสรต้องการปล่อยตัวเขาออกไปในช่วงกลางฤดูกาล อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นทาง Romelu Lukaku ได้เคยบอกเป็นนัย ๆ ว่าเพื่อนร่วมทีมของเขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องภาษา แต่ด้วยความเป็นอาชีพสุดท้าย Eriksen ก็กลับมาช่วยสร้างประโยชน์ให้ทีมได้ และมีส่วนช่วยทำให้ทีมงูใหญ่ภายใต้การคุมทีมของ Antonio Conte คว้าสคูเดคโต้ครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามเส้นทางของเขาในประเทศอิตาลีต้องจบลงในปี 2021 เนื่องจากที่อิตาลีมีกฏไม่อนุญาตให้นักเตะมีส่วนประกอบอื่น ๆ อยู่ในร่างกาย ซึ่งทาง Christian Eriksen ได้ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบฝังเอาไว้ด้วยนั่นเอง สำหรับสถิติกับทีม Inter Milan เขาลงเล่นไปทั้งหมด 60 เกมส์ทุกรายการ ยิงได้ 8 ประตูกับ 3 แอสซิสต์


เริ่มต้นใหม่ที่ BRENTFORD

หลังจากรับการรักษาจนสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้ แต่ Eriksen ก็ล้างจากการลงสนามไปนานถึงครึ่งปี แต่สุดท้ายก็เป็นสโมสร Brentford ทีมน้องใหม่จากพรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของ Thomas Frank ตัดสินใจมอบสัญญาระยะสั้นให้กับ Eriksen ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง

ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการสร้างมิติแนวรุกที่มากกว่าเดิมให้กับทีม อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้สโมสรรอดพ้นการตกชั้นด้วยการจบที่อันดับ 13 ของตาราง ซึ่งเจ้าตัวได้มีโอกาสลงเล่นไปทั้งหมด 11 นัด ซัดไป 1 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์ รวมไปถึงยังถูกเรียกตัวกลับไปติดทีมชาติเดนมาร์กอีกครั้ง แถมยังทำประตูได้ 2 ลูกอีกด้วย


ผลงานในนามทีมชาติ

Christian Eriksen ถือเป็นตัวหลักในนามทีมชาติมานับตั้งแต่ติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อปี 2010 โดยในตอนนั้นเขาเพิ่งมีอายุเพียง 18 ปี ปัจจุบันลงสนามไปแล้ว 115 นัด / 38 ประตู / 26 แอสซิสต์

Eriksen ติดทีมชาติมาตั้งแต่ชุค U-17 ตั้งแต่ปี 2007 ก่อนจะเริ่มได้ลงข้ามรุ่นไปเล่นในชุด U-18, 19 และ 2 โดยใช้เวลาเตะในระดับเยาวชนเพียง 3 ปีก็ถูกส่งขึ้นทึมชาติชุดใหญ่ โดยถูกส่งลงนัดแรกในเกมที่พบกับทีมชาติออสเตรีย เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2010

นอกจากนั้นเขายังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของประเทศเดนมาร์กมาครองแล้วทั้งสิ้น 5 สมัยด้วยกัน (2013, 2014, 2015, 2017 และ 2018)

ดูเหมือนว่าชั้นเชิงในการเล่นของ Christian Eriksen จะไม่ได้ดรอปลงไปแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าฟอร์มในฤดูกาลถัดไปของเขาจะออกมารูปแบบไหน แต่เชื่อได้ว่าแฟนฟุตบอลทั่วโลกต่างจะต้องส่งกำลังใจให้กับนักเตะคนนี้อย่างแน่นอน

 

JEDDY
WRITER: JEDDY
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line