Advertisement
Entertainment

เหตุผลที่ HEAT เป็นหนังอาชญากรรมเข้มข้นสมจริงระดับ ICON FILM แห่งยุค 90s

By: unlockmen January 8, 2022

การไล่ล่าของสองขั้วทางกฏหมาย / การห้ำหั่นของสองนักแสดงระดับตำนาน และการถ่ายทำอันสุดเดือด มีเหตุผลมากมายที่ทำให้หนังเรื่อง Heat หนังสุดเจ๋งแห่งปี 1995 กลายเป็นที่สุดของหนังอาชญากรรมสุดคลาสสิคที่ยากที่หนังเรื่องไหนจะโค่นตำแหน่งได้ลง

Unlockmen จึงขอทำการย้อนไปหาต้นตอของความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ว่าเพราะอะไรหนังเรื่องนี้ถึงได้ครองใจทั้งคนดูหนัง, นักวิจารณ์, นักทำหนัง หรือแม้กระทั่งอาชญากรตัวจริงก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจ

เนื้อเรื่องสุดเข้มข้น

แม้ความยาวของหนัง Heat จะทำให้เครียดสำหรับคนที่ชอบอะไรที่กระชับรวดเร็ว เพราะความยาวของหนังนั้นยาวถึง 170 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 50 นาที แต่ไม่มีวินาทีไหนเลยที่ Heat จะชวนง่วงเหงาหาวนอน เพราะหนังไม่เพียงอัดแน่นไปด้วยการไล่ล่าของ 2 ขั้วทางกฏหมาย หนึ่งคือ Neil McCauley (รับบทโดย Robert De Niro) หัวหน้าแก๊งโจรผู้สุขุมและฉลาดเฉลียว อีกหนึ่งคือ Vincent Hanna (รับบทโดย Al Pacino) ตำรวจตงฉินผุ้พร้อมไล่ล่าท้าชนอาชญากรแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

จากเหตุการปล้นรถขนส่งไปรษณีย์อย่างอุกอาจเพื่อแย่งชิงพันธบัตร แต่แผนที่ผิดพลาด ก็นำไปสู่การตายของเจ้าหน้าที่ ก่อให้เกิดการชิงไหวชิงพริบของทั้ง 2 ท่ามกลางการลุ้นระทึกที่นอกจากจะลุ้นว่าการปะทะครั้งนี้จะจบลงที่ใครเป็นผู้คว้าชัย แต่เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือการจับ 2 ตัวละครหลักให้อยู่ห่างกันคนละโยชน์เพื่อรอเวลาที่ทั้ง 2 จะบรรจบพบเจอกัน

นอกจากโครงเรื่องหลักในเรื่องการไล่ล่าแล้ว หนังยังโยงเรื่องราวปมของตัวละครทั้ง 2 ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นตัวตำรวจที่โหมการทำงานอย่างหนักเพื่อไล่ล่าให้อาชญากรโฉดจนโรคเครียดถามหา และแทบไม่มีเวลากับคนรักที่มีลูกสาวเจ้าปัญหา ขณะเดียวกันฟากฝั่งกลุ่มโจรเองก็มีปมชีวิตที่รันทดไม่ต่างกัน โดยเฉพาะตัวหัวหน้าที่มีปมเรื่องความรักที่ไม่อาจแสดงสถานะตัวตนจริงๆให้กับสาวที่เขาแอบชอบได้ Heat จึงเสนอภาพรอบด้านท่ามกลางเขม่าดินปืน และโลกแห่งอาชญากรรมได้ลึกทุกมิติอย่างมหัศจรรย์

แรกเริ่มเดิมที Heat เป็นบทหนังที่ผู้กำกับ Michael Mann เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1979 โดยอ้างอิงจากเรื่องราวของอดีตอาชญากรเลื่องชื่อ Neil McCauley ที่ออกจากคุกอัลคาทราช แล้ววางแผนปล้นอีกครั้ง โดยเขาวางแผนการปล้นอย่างชาญฉลาด กระทั่งนักสืบ Chuck Adamson ได้ทำการไล่ล่าจนเจอ โดย Mann ผู้กำกับวางแผนจะทำเป็นซีรีส์ฉายทางทีวีหลังจากที่เขาแจ้งเกิดจากซีรีส์ Miami Vice โดยเสนอเป็นตอนไพล็อตประเดิมในชื่อ L.A. Takedown ออกฉายในปี 1989 แต่ตอนแรกไม่ประสบผลสำเร็จ ช่อง NBC จึงระงับการทำภาคต่อไปโดยทันที

จนกระทั่ง Mann ได้มีโอกาสทำหนังอย่างจริงจัง เขาจึงดัดแปลงหนังเรื่องนี้อีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์ โดยเขาเลือกสละโปรเจกต์หนังประวัติ James Dean ไปอย่างไม่ใยดี แล้วจัดการเดินหน้าทำโปรเจกต์นี้ โดยพุ่งเป้าที่นักแสดงตำนานของยุค ที่มารับบทบาทนี้


นักแสดงยอดฝีมือสุดร้อนแรง

และเป้าหมายหลักของ Mann ก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อเขาพุ่งเป้าว่าหนังเรื่องนี้ต้องได้นักแสดงในตำนานอย่าง Robert De Niro และ Al Pacino มารับบทบาท

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น เพราะตลอดช่วงเวลาการทำงานมาอย่างยาวนานของนักแสดงทั้ง 2 ไม่เคยร่วมซีนด้วยกันสักครั้ง ขนาดหนังมหากาพย์เรื่องยิ่งใหญ่อย่าง The Godfather Part II แม้ชื่อของทั้ง 2 จะขึ้นร่วมกันในโปสเตอร์ แต่ในหนัง ทั้ง 2 ต่างไม่เคยร่วมเฟรมเดียวสักครั้ง เพราะหนังเล่าเหตุการณ์คู่ขนานของอดีตของผู้เป็นพ่อในวัยหนุ่ม (De Niro) และคนลูกในปัจจุบัน (Pacino)

ดังนั้นทั้ง 2 จึงเปรียบเสมือนเสือ 2 ตัวผู้ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลจนไม่มีใครกล้าชวนทั้ง 2 มาร่วมจอเดียวกัน

กระทั่ง Mann เอง ก็อยากคงความศักดิ์สิทธิ์ของนักแสดงทั้ง 2 ไว้ จึงวางสถานการณ์ให้ทั้ง 2 อยู่คนละขั้วและพบเจอกันบนจอเพียงแค่ 2 ฉาก กินเวลาบนจอไม่กี่นาทีเท่านั้น

โดย Robert De Niro คือคนแรกที่ Mann ยื่นบทนี้ไปให้เขา De Niro ไม่รีรอที่จะคว้าบทนี้ทันที ส่วน Al Pacino นั้น De Niro เป็นคนอาสาส่งบทนี้ให้เขาอ่านกับมือ ซึ่ง Pacino ก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับบทบาทนี้เช่นกัน

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะในช่วงซักซ้อมก่อนถ่ายทำจริง Mann วางแผนให้ทั้ง 2 ไม่ให้ซักซ้อมบทร่วมกัน เพื่อความสดใหม่ของบทบาท นำมาซึ่งความหัวเสียของทั้ง 2 ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะ Pacino ที่ไม่ค่อยเข้าใจถึงเหตุผลในการไม่ให้ทั้งเขาและ De Niro ซ้อมก่อนถ่ายจริง แต่มันกลับส่งความสดใหม่ของการแสดงได้อย่างทรงพลัง

ส่วนนักแสดงสมทบคนอื่นๆนั้น ก็อยู่ในช่วงเวลาที่กำลังพีคถึงขีดสุดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Val Kilmer ในบทบาทของมือขวาคนสำคัญฝั่งโจร ที่เขากำลังจะได้รับบทดังนั่นคือบทมนุษย์ค้างคาวใน Batman Forever ซึ่ง บทบาทนี้เกือบจะตกเป็นของ Keanu Reeves เนื่องจาก Kilmer เคลียร์คิวของเขากับหนัง Batman ยังไม่ลงตัว แต่ก็เคลียร์ได้ในวินาทีสุดท้าย ไม่งั้นเราอาจจะได้เห็นบทบาทมือปืนสุดระห่ำของ Keanu ก่อน John Wick ก็เป็นได้

อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือการแจ้งเกิดของ Natalie Portman ในช่วงเวลานั้นอายุเพียง 14 แต่บทบาทหนังเรื่องที่ 2 ก็หลังจาก Leon: Professional ก็นับว่าหนักหนาไม่ใช่น้อย จึงถือเป็นนักแสดงเด็กที่มีบทบาทท้าทายตั้งแต่เริ่มเข้าวงการการแสดงเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมี Danny Trejo ไอ้หน้ายับแห่งหนัง Machete ที่คร่ำหวอดและมีประสบการณ์ตรงในในคุกจริงๆมาอย่างโชกโชน มารับบทสมทบอีกด้วย Heat จึงเป็นศูนย์รวมนักแสดงมากฝีมือที่ประชันบทบาทกันล้นจอเป็นประวัติการณ์


เบื้องหลังสุดเดือด

สิ่งที่ยืนยันว่า Heat นั้นเหนือชั้นและควรได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังแอ๊คชั่นยอดเยี่ยมตลอดกาล นั่นคือการถ่ายทำในแบบบ้าเลือดของตัวผู้กำกับเอง ทุกฉากในหนัง ไม่ว่าจะเป็น ฉากยิงปะทะกันกลางสี่แยก ผู้กำกับก็เลือกถ่ายในสถานที่จริงๆ และเพื่อความสมจริงในการถ่าย เขาให้เจ้าหน้าที่เทคนิคทางด้านเสียงวางไมโครโฟนตามจุดต่างๆ และอัดเสียงยิงกันสดๆตรงนั้นเพื่อความสมจริงโดยไม่ต้องพึ่งพิงซาวด์เอฟเฟคต์ใดๆ (แนะนำให้ดูผ่านหูฟังจะได้อรรถรสที่สมบูรณ์แบบสุดๆ)

หรือในฉากไคลแมกซ์ไล่ล่าในนาทีสุดท้ายบนลานรันเวย์สนามบิน ทุกสิ่งที่ให้เห็นในภาพคือความเรียลที่นักแสดงและทีมงานต้องเสี่ยงหูดับกับเสียงเครื่องบินที่ดังลั่น เพื่อถ่ายทำกันหลายวันหลายคืนให้ได้ภาพสวยตามที่ผู้กำกับต้องการ

ส่วนการเตรียมการ เหล่านักแสดงต้องฝึกฝนอย่างหนักโดยเฉพาะการใช้อาวุธและการเข้าถึงตัวอาชญากร โดยกลุ่มผู้ร้ายต้องงไปทำเวิร์คช็อปร่วมกันในคุก Folsom Prison เพื่อรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเหล่าอาชญากร รวมไปถึงการไปเยี่ยมเยือนธนาคารต่างๆเพื่อทำการสวมรอยเป็นโจรปล้นธนาคารเพื่อมองหาทางหนีทีไล่หลังปล้นธนาคารเสร็จอย่างสมจริง

Heat จึงกลายเป็นหนังที่ทางการ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าอาชญวิทยา ที่เปิดไว้ศึกษาพฤติกรรมของเหล่าอาชญากร หรือแม้กระทั่งหน่วยนาวิกโยธิน มักอ้างอิงการใช้อาวุธจากหนังเรื่องนี้ในการฝึก โดยพวกเขาเอ่ยปากชมท่วงท่าการยิงและการเปลี่ยนแม็กกาซีนของ Val Kilmer อย่างรวดเร็ว คือท่วงท่าที่เท่ตลอดกาล


กระทบสังคมอย่างจัง

ภายหลังจาก Heat ออกฉาย นอกจากได้รับการชื่นชมในฟากฝั่งคนดูหนังและนักวิจารณ์อย่างท่วมท้นแล้ว หนังเรื่องนี้ยังกลายเป็นตำราชั้นดีของเหล่าอาชญากรทั่วโลกที่ทำการออกปล้นทั้งธนาคารและรถขนเงิน ที่เลียนแบบรูปแบบการปล้นเหมือนกับหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่โคลอมเบีย ที่แก๊งโจรไอ้โม่ง 18 คน ได้ทำการวางแผนปล้นรถขนเงินกลางถนนอย่างอุกอาจ และชิงเงินไปได้ถึง 350,000 เหรียญ เมื่อปี 2003

หรือในปี 1997 กลุ่มโจรที่ปล้นแบงค์กลางวันแสกๆ จนเกิดการปะทะครั้งใหญ่สุดในธนาคารแถบนอร์ธฮอลลีวู๊ด นายตำรวจบาดเจ็บ 11 นาย ส่วนผู้ร้าย 2 นาย ก็ถูกวิสามัญที่จุดเกิดเหตุ เมื่อเจ้าหน้าที่ค้นบ้านของโจรกลุ่มนั้น ก็พบหลักฐานเป็นวีดีโอหนัง Heat ที่อยู่คาเครื่องเล่นทำให้สันนิษฐานว่าหนังเรื่องนี้คือแรงบันดาลใจสำคัญในการออกปล้น

รวมไปถึงเหตุการณ์ปล้นยิบย่อยในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น นอร์เวย์ / เดนมาร์ค และ แอฟริกาใต้ ที่มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันกับหนังเรื่องนี้

ส่วนฟากของผู้สร้างหนัง ไม่ว่าจเป็นปรมาจารย์แห่งการทำหนังยุคใหม่อย่าง Christopher Nolan ก็อ้างอิงฉากการปล้นธนาคารของ Joker ในตอนต้นของหนัง The Dark Knight ว่าได้แรงบันดาใจจากหนังเรื่อง Heat รวมไปถึง ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง Ben Afleck ที่เคยกำกับหนัง The Town ก็ยืนยันว่าได้ฉกฉวยแรงบันดาลใจจากหนัง Heat เช่นกัน

รวมไปถึงสถานที่ ที่ De Niro และ Pacino ได้เจอกันในร้านอาหารที่ชื่อ Kate Mantilini ที่ย่านเวเวอร์ลีย์ฮิล ก็กลายเป็นสถานที่ ที่คอหนังทั่วโลกเดินทางไปสักการะ น่าเสียดายที่ร้านอาหารแห่งนี้ได้ปิดตัวลงไปแล้ว

กระทั่งบ้านไม้ในย่านอีสต์แอลเอ ที่ Danny Trejo นอนจมกองเลือดในหนัง ความสะเพร่าของทีมงานที่ไม่ทำความสะอาดอย่างถี่ถ้วนจนลอยเลือดปลอมนั้นยังคงอยู่ติดพื้น ก็กลับกลายเป็นความเก๋ที่เจ้าของบ้านยังคงเก็บเอาไว้ โดยบอกว่า “ร่องรอยนี้มันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์”

เมื่อปี 2019 ผู้กำกับ Michael Mann ได้ประกาศว่า Heat ภาคต่อ ได้เสร็จสมบูรณ์แล้วในรูปแบบของหนังสือนิยายในชื่อ Hunting Leroux แน่นอนว่าในอนาคตเราอาจจะได้ชมความเจ๋งในรูปแบบหนังในไม่ช้า

และนี่คือบทบันทึกความยิ่งใหญ่ของหนัง Heat ที่ครองใจคนดูหนัง และเป็นที่กล่าวขานถึงความเดือดสมชื่อหนังมายาวนานกว่า 27 ปี

unlockmen
WRITER: unlockmen
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line