จากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมใน Sri Lanka ซึ่งคาดว่าจะเป็นการระเบิดพลีชีพในโบสถ์ 3 แห่ง และโรงแรม 3 แห่ง (the Cinnamon Grand, the Shangri-La, the Kingsbury) ทำให้มีจำนวนยอดผู้เสียชีวิตขณะนี้มากถึงราว 320 คนแล้วนั้น ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสังคมนิยม ประชาธิปไตยศรีลังกา “Ruwan Wijewardene” ได้ออกมาแถลงถึงแรงจูงใจในการก่อการร้ายครั้งนี้ว่า “เป็นการล้างแค้นเหตุยิงมัสยิด 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช” เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนการพยายามสร้างความแตกแยกโดยการจุดไฟแค้นระหว่างศาสนาของ Brenton Tarrant มือปืนขวาจัดหัวรุนแรงที่กราดยิงมัสยิด 2 แห่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้น 50 คน เป็นต้นเหตุที่ทำให้กลุ่ม Islamist หัวรุนแรงที่ชื่อ National Thowheeth Jama’ath (NTJ) ซึ่งก่อนตั้งมาได้เพียง 3 ปีก่อนก่อเหตุน่าเศร้าครั้งนี้ และมีเหตุผลน่าเชื่อว่ายังมีกลุ่มหัวรุนแรง Jamaat-ul-Mujahideen India (JMI) จาก India เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย “The preliminary investigations
ถือเป็นความอัฉริยะของทีมนักออกแบบ Nike ในการออกแบบและตั้งชื่อรองเท้าดีไซน์แปลกตา ที่ตั้งใจสร้างมาเพื่อฉลองให้กับวันกัญชาโลก 4/20 หรือวันที่ 20 เดือน 4 ด้วยการตั้งชื่อและออกแบบที่ twist ความหมายให้หลายคนงง แต่เป็นการส่งสัญญาณที่คนสายเขียวหัวใจกัญชาโลกรู้กันดี เพราะคำว่า ‘Walk The Dog’ ในที่นี้หมายถึงสายพันธุ์กัญชายอดฮิตในอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังออกแบบมาให้ใส่เพื่อฉลองวันพาหมาไปเดินเล่นได้อีกด้วย ‘Walk The Dog’ เป็นกัญชาที่มีลักษณะเฉพาะคือช่อสีเขียว Olive มีขนสีส้มรอบ ๆ เป็นกัญชาที่เพาะขึ้นแบบ Indica-dominant (การผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ Afghani Indica และ Mexican + Columbian Sativa) เป็นสายพันธุ์ที่ผสมได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวสบายใจกำลังดี ดูดแล้วสามารถออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เต็มที่ไม่ว่าจะเป็นนั่งคุยกับพ่อแม่หรือพาหมาไปเดินเล่น ขายในต่างประเทศที่กรัมละ $10 – $11 จึงเป็นที่มาของชื่อสายพันธุ์นี้นั่นเอง อย่าพึ่งสับสนว่ากดเข้ามาอ่านผิดบทความหรือไม่ เราเพียงอธิบายเรื่องที่มาของชื่อรุ่นรองเท้าเพลินไปหน่อย กลับมาที่ Nike SB Dunk High ‘Walk The Dog’ ซึ่งไม่ได้บังเอิญชื่อตรงกัน
นับว่าเป็น 2 of the best ในวงการแฟชั่น ที่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่าง Uniqlo และ Alexander Wang ที่ช่วยกันสร้างสรรค์ collection ใหม่ล่าสุดใน Airism collection Spring/Summer 2019 โดยการ Collaboration กับดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลกจากนิวยอร์กในครั้งที่สองนี้ เป็นการต่อยอดความมุ่งมั่นของไลฟ์แวร์ (LifeWear) ในการยกระดับการใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการผสานคุณสมบัติการใช้งานที่ดีเยี่ยมของนวัตกรรมเนื้อผ้าแอริซึ่ม (AIRism) ของยูนิโคล่ เข้ากับสไตล์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของอเล็กแซนเดอร์แวง ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเราเช่นกัน ไม่ใช่แค่ในเรื่องของ Collection ที่น่าสนใจนี้เท่านั้น แต่มันคือโอกาสพิเศษที่เราจะได้บินไปสัมภาษณ์ Alexander Wang แบบสุด Exlcusive ถึงงานปาร์ตี้เปิดตัวในประเทศไต้หวัน ซึ่งโอกาสแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้พูดคุยกับ Designer ระดับโลกเบอร์นี้ แม้เวลาเราจะมีจำกัด แต่มันก็มากพอที่จะได้พูดคุยถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังการกลับมา Collaboration ครั้งนี้ และมันทำให้เราได้เห็นถึงความท้าทายในการออกแบบ LifeWear ที่ต้องบาลานซ์ทั้ง Design และ Technology ของเสื้อผ้าที่เรียบง่ายให้มีความน่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึง Signature ความเป็น
ตอนเด็กเราร้องไห้ได้ง่าย ทำให้เราไม่ต้องแบกความเครียดติดตัวเอาไว้ แต่เมื่อเราโตขึ้นกลับกลายเป็นว่าการร้องไห้มันคือเรื่องยากที่จะทำ เพราะวัฒนธรรมบอกเราว่าการร้องไห้คือความอ่อนแอของคนแพ้เท่านั้น? “If you cry once a week, you can live a stress-free life.” นี่คือ Quote คำสอนของ Mr. Hidefumi Yoshida หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “namida sensei (Tears Sensei)” หรือกูรูด้านการร้องไห้ ผู้บุกเบิกให้คนญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสียน้ำตา ซึ่งเป็นการระบายความเครียดที่ดียิ่งกว่าการหัวเราะหรือพักผ่อนทุกรูปแบบ ซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าวัฒนธรรมการทำงานหรือแม้แต่การเรียนในประเทศญี่ปุ่นนั้นทั้งหนัก การแข่งขันสูง และการต้องเอาใจผู้ใหญ่ ส่งผลให้คนทำงานมีอัตราประสบปัญหาสุขภาพจากความเครียดสูงมาก ตัวเลขสถิติการฆ่าตัวตายจากปัญหาจากความเครียดเกี่ยวกับการทำงานในปี 2018 พุ่งสูงเกิน 2,000 ราย ทำให้คำว่า Karoshi “death by overwork” กลายเป็นประเด็นที่หลายบริษัทในญี่ปุ่นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก ด้วยปัญหานี้เอง การระบายความเครียดที่อัดอั้นใจยากจะหาวิธีระบายของคนทำงานในญี่ปุ่นด้วยการร้องไห้จึงเป็น Solution ที่กำลังได้รับความนิยมมาก ด้วยคุณสมบัติของการหลั่งน้ำตา ที่ไม่ใช่แค่ปกป้องดวงตาจากอาการระคายเคือง แต่มันยังช่วยละลายความเครียดจากระบบประสาทซิมพาเทติกในสมอง (Parasympathetic nerve activity) ซึ่งเป็นระบบประสาทอัตโนมัติที่เราไม่สามารถสั่งการได้ เปรียบเสมือนระบบ
ดีเซลเผยคอลเลคชันแคปซูลใหม่ล่าสุดที่ประกอบไปด้วยไอเทมลิมิเตดทั้งหมด 12 รุ่นตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการทำงานร่วมกันครั้งพิเศษกับ Fedez แร็พเปอร์ชาวอิตาลี โดยคอลเลคชันนี้มีทั้งแจ็คเก็ตเดนิม สเวตเชิ้ต เสื้อยืด ถุงเท้า หมวก และแน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้ย่อมต้องเป็นงานเดนิมสุดพิถีพิถันชิ้นเอกลักษณ์ของดีเซล คอลเลคชัน Diesel x Fedez จะมีวางจำหน่ายทั่วโลกผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซของดีเซล และที่บูติคสำคัญของดีเซลในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก คอลเลคชันแคปซูล Diesel x Fedez ได้แรงบันดาลใจมาจากหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่มีจำหน่ายหลังเวทีคอนเสิร์ตวงร็อคในอดีต เรื่อยไปจนถึงการแต่งกายของนักร้องแร็พและฮิปฮอปในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงงานศิลปะสุดโดดเด่นที่ก่อรูปขึ้นด้วยแสงของหลอดฟลูออเรสเซนต์ของ Dan Flavin สเวตเตอร์และเสื้อทีเชิ้ตที่มีรายละเอียดของการฟอกและย้อมสี ดูสะดุดตาและให้ความรู้สึกที่เบาสบายน่าสวมใส่ ด้วยเอกลักษณ์แบบวินเทจของการที่สีดำค่อย ๆ ซีดจางลงจนกลายเป็นสีเทา โดยมีการใช้โลโก้ในรูปแบบของการวางโลโก้ของสปอนเซอร์ในอีเวนต์ต่าง ๆ บนเสื้อผ้า แจ็คเก็ตเดนิมมีรายละเอียดของงานกราฟิติมือด้วยสีนีออน ส่วนกางเกงยีนส์มีการใช้เทคนิคการฟอกและการทำให้รุ่ยตลอดช่วงขา เผยให้เห็นรายละเอียดของการใช้สีนีออนและงานผ้าปะติดไปด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ เสื้อผ้าที่เหมาะกับนักร้องนักดนตรีรุ่นใหม่ในปี 2019 ที่ออกทัวร์ไปพร้อมกับคิดคำนึงถึงเหล่าศิลปินในอดีตที่ส่งอิทธิพลต่อตัวตนของพวกเขาภายใต้บริบทร่วมสมัยของยุคปัจจุบัน ด้วยแรงบันดาลใจจากสไตล์การแต่งตัวและเพลงของ Fedez เสื้อผ้าในคอลเลคชันนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะสวมใส่ไปสนุกกับคอนเสิร์ตดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปชมคอนเสิร์ตกลางสเตเดียมสุดยิ่งใหญ่ในช่วงค่ำ หรือจะย่ำเท้าไปในเทศกาลดนตรีกลางแจ้งตลอดช่วงกลางวัน เพราะรายละเอียดของการย้อมสีผ้าของเสื้อผ้าในคอลเลคชันนี้สามารถทำให้คุณดูโดดเด่นได้เสมอเมื่ออยู่ในอีเวนต์เหล่านี้ มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่
ถึงเวลาซื้อรถทีไร ต้องมีหลายเสียงรอบตัวคอยทักท้วงว่าจะซื้อแพง ๆ ไปทำไม เพราะเมื่อเวลาผ่านไปรถ รถยนต์ที่เคยซื้อไว้จะยิ่งมีแต่ลดราคา ลดมูลค่าลงเรื่อย ๆ จนเกือบไม่เหลืออะไรนอกจากกุญแจและรายจ่าย แต่ถ้าถามกูรูนักสะสมรถตัวจริง คำตอบที่ได้จะแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะการซื้อรถบางรุ่นที่คาดการณ์ว่าจะเป็นที่ต้องการในอนาคตนั้น นอกจากราคาจะไม่ลดลงแล้ว กลับยิ่งเพิ่มมูลค่ากลายเป็นกำไรได้ไม่ยาก ซึ่งทุกวันนี้นักสะสมเก็งกำไรจากรถหายากเริ่มมีจำนวนมากขึ้น และการลงทุนในรถหายากเองก็ได้รับการยอมรับว่าทำกำไรได้ดีไม่แพ้การลงทุนประเภทอื่น แม้จะต้องใช้เงินต้นที่สูงมากหน่อย และความรู้ด้านประวัติของรถยนต์แต่ละรุ่นอีกนิด ก่อนงาน Geneva Motor Show ที่ผ่านมา บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน JBR Capital ได้ทำการเปรียบเทียบมูลค่ารถยนต์หลายรุ่นที่เปิดตัวในงาน Geneva Motor Show จากหลากหลายปีที่ผ่านมา และราคาปัจจุบันแพงขึ้นมามูลค่าวันที่ซื้อไป โดยมีทั้งรุ่นที่สองสามปีก็เห็นผลแล้ว หรือบางคันอาจจะใช้เวลามากหน่อย แต่ก็บวกไปเกิน 100% อยู่หลายรุ่นเหมือนกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นรถที่ผลิตจำนวนน้อย ใช้เวลารอคิวนาน มีเงื่อนไขในการซื้อที่ยุ่งยาก หรือถูกจองหมดไปแล้วตั้งแต่เปิดตัว 10. PORSCHE 911 GT3 (991) Geneva debut: 2013 Price at launch: £110,000 Value now: £110,000
การจักจี้นำมาซึ่งเสียงหัวเราะ การหยอกล้อ และความเฮฮา คือสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าเป็นหน้าที่เพียงอย่างเดียวของการจักจี้ แต่ใครเคยโดนการจักจี้แบบเกินขีดจำกัด คงพอจะนึกภาพออกว่าภายใต้เสียงหัวเราะที่เปล่งออกมา มันคือความเจ็บปวดทรมานปริ่มจะขาดใจ ซึ่งในอดีตมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการลงโทษทรมานด้วยการจักจี้อยู่ไม่น้อย ดังนั้นมันเป็นเรื่องซีเรียสที่หลายคนมองข้าม และนั่นทำให้มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ “ใครจะไปตายเพราะโดนจักจี้วะ?” ภาพหนุ่มสาวกำลังหยอกล้อจักจี้เอวกัน มันช่างเป็นภาพที่น่ารักและอยู่ห่างไกลจากคำว่า “ทรมาน” แต่ถ้าลองคิดให้ดี เราจะเห็นถึงมุมที่โคตรอันตรายจากการจักจี้ เพราะผู้ที่โดนกระทำจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถสื่อสารหรือตอบโต้ได้ แค่จะส่งเสียงบอกว่า “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ยังทำไม่ได้ ดังนั้นในกรณีที่ผู้ถูกกระทำโดนจองจำทั้งมือและเท้าเหมือนในการลงโทษสมัยก่อน ความเจ็บปวดทรมานจากการจักจี้จึงอยู่เหนือจินตนาการที่เราจะสามารถรู้สึกได้ ในอดีต การจักจี้ ถือเป็นหนึ่งในวิธีการทรมานที่เจ้าหน้าที่ใช้เพื่อสอบถามข้อมูลหรือคำสารภาพจากผู้ต้องหา เพราะทำได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือสถานที่อะไรเลย เมื่อจักจี้ในระดับที่รุนแรงเกินปกติ ร่างกายจะเริ้มสำลัก ขาดอากาศหายใจ เกิดความรู้สึกทรมาน เครียด มีผลกระทบกับสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก และข้อดีคือแม้จะรุนแรงจนหัวใจวายตาย ก็ไม่มีร่องรอยหรือหลักฐานใด ๆ เหลือทิ้งไว้บนตัวเหยื่อเหมือนกับวิธีทรมานแบบอื่น ๆ Irene Thompson นักวิจัยผู้เขียนหนังสือ “A to Z of Punishment and Torture” พูดถึงการทรมารด้วยการจักจี้ที่มีหลักฐานอยู่บ้างคือ “Chinese tickling torture,” ถูกใช้ในการลงโทษนักโทษในช่วงราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty, 206-220
แม้ดาบปลายปืน (Bayonet) จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นของเก่าล้าสมัยสำหรับสงครามในยุคโบราณ ที่ใช้วิ่งเข้าโจมตีระยะใกล้หรือเมื่อกระสุนปืนหมด แต่ที่จริงในปัจจุบันก็มีการใช้กันอยู่บ้างโดยเฉพาะนักแต่งปืนที่มักจะนำ Rifle ไปเติมทุกอย่างให้ดุเดือดสะใจ แน่นอนว่าเราคงไม่หยิบดาบปลายปืนธรรมดามาแนะนำอยู่แล้ว เพราะสำหรับดาบปลายปืนจาก G.R.A.D. (Global Research And Development) ชิ้นนี้ มันไม่ใช่แค่อาวุธสำหรับแทงที่ติดบน Rifle ธรรมดา แต่ข้างในยังถูกสร้างเป็นปืนลูกโม่บรรจุกระสุนขนาเ .22 LR (Long Rifle) ได้อีก 6 นัด ใช้ยิงเป็นก๊อกสองได้สบาย ๆ โดยที่ฝ่ายศัตรูคาดไม่ถึง G.R.A.D. MB16F bayonet-revolver คือของสะสมหายากที่ผลิตใน Las Vegas ย้อนไปยุคปี 2000 ซึ่งปัจจุบันได้หยุดการผลิตไปแล้ว แต่มันยังคงน่าสนใจอยู่มาก ดูภายนอกมันก็เหมือนดาบปลายปืนทั่วไป แต่ชื่อก็บอกตรงตัวว่ามันคือดาบปลายปืนที่สามารถเป็นปืนลูกโม่ได้ในตัว สำหรับติดตั้งบนปืน M16/AR15 ขนาดมาตรฐานได้ แม้ในความเป็นจริงแล้วศัตรูอาจจะกลับบ้านเก่าไปตั้งแต่ก่อนกระสุน M16/AR15 จะหมด (Standard magazine capacity อยู่ที่ 30 นัด) แต่ในกรณีที่เกิดยิงปะทะจนหมดขึ้นมาจริง ๆ หรือบังเอิญเดินไปเจอกันในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป การเลือกใช้ bayonet-revolver
เพราะไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตถือเป็นสิ่งที่พวกเราชาวมิลเลนเนียลให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นสิ่งสะท้อนอัตลักษณ์และสามารถบอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี “เกษรวิลเลจ” นอกจากจะเป็นห้างหรูที่มีไลฟ์สไตล์ดี ๆ รวมไว้มากที่สุดในย่านราชประสงค์แล้ว วันนี้ยังชูจุดเด่นในอีกไลฟ์สไตล์สำคัญ กับการเป็นผู้นำด้านฟู้ดคิวเรเตอร์ชั้นนำที่ใส่ใจทั้งด้านคุณภาพและบริบททางวัฒนธรรมของอาหาร ได้จัดแคมเปญ #EatAtGaysorn (อีทแอทเกษร) โดยจับมือกับ 23 ร้านดัง นำเสนอเมนูอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิด อาทิ BOYY & SON CAFE (บอย แอนด์ ซัน คาเฟ่), GINZA TENHARU (กินซ่า เทนฮารุ), NONAME STEAK SEAFOOD TAPAS (โนเนม สเต็ก ซีฟู้ด ทาปาส), WELLNESS BAR@PANPURI WELLNESS (เวลเนส บาร์ แอท ปัญญ์ปุริ เวลเนส), KOI THE (โคอิเตะ) BOYY & SON CAFE คาเฟ่เอาใจสายแฟชั่น ที่เน้นการตกแต่งร้านด้วยกำแพงสีฟ้าน้ำทะเล ตู้ปลาทรงกลมฝังอยู่ในผนัง
เป็นข่าวใหญ่สะท้านวงการ MMA ทันที เมื่อนักสู้ที่มีสีสันที่สุดในวงการอย่าง Conor McGregor ได้ประกาศวางมือถอนตัวจากการต่อสู้ Mixed Martial Art ผ่าน twitter ของเค้า ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจใครหลายคน ทั้งเส้นทางอาชีพที่กำลังอยู่ในจุดสูงสุด ชกแต่ละครั้งสามารถหาเงินค่าตัวได้อย่างมหาศาล แต่ดูเหมือนว่า McGregor จะหันไปลุยธุรกิจ whiskey ยี่ห้อ “Proper No. Twelve” ใหม่ที่เค้าทำอย่างเต็มตัวมากขึ้น Conor McGregor ประกาศแขวนหมัดหลังออกรายการ The Tonight Show Starring Jimmy Fallon ซึ่งตัวเค้าให้สัมภาษณ์ไว้ส่วนนึงว่า “ชีวิตตอนนี้ถือว่าสบายแล้ว ครอบครัวก็สบายแล้ว” ซึ่งดูจากค่าตัวขึ้นชกแต่ละนัดก็ถือว่าไม่ได้พูดเกินจริงแน่นอน เอาเฉพาะที่ได้จากการลงแข่งในศึก UFC ก็รับไปรวม ๆ มากกว่า $115 ล้านเหรียญ และศึกเขย่าโลกที่ข้ามเวทีไปชกกับ Floyd Mayweather ในปี 2017 ก็รับไปเหนาะ ๆ อีก $100 ล้านเหรียญ


