คงไม่ต้องอธิบายถึง Adidas NMD มากนักเพราะคอรองเท้าผ้าใบต่างต้องรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะ NMD ได้สร้างความสำเร็จครั้งใหญ่ของแบรนด์ที่เพิ่มความร้อนแรงให้กับวงการสนีกเกอร์ ออกแบบรองเท้าตรงโจทย์เหล่าสตรีตแฟชั่น เป็นสนีกเกอร์ซึ่งสามารถสวมใส่ไปได้ทุกที่และก็เท่ไม่น้อยหน้ากว่ารองเท้าคู่ไหน ๆ และล่าสุด NMD R1 ก็ปล่อยสีใหม่สุดเท่ออกมาเป็นที่เรียบร้อย หากจะหาชื่อเรียกสีที่อยู่บน NMD R1 รุ่นนี้ก็คงจะต้องเรียกว่า Cloud White/Gold Metallic โดดเด่นด้วยการจับคู่ระหว่างกลุ่มเมฆสีขาวกับสีทองเมทัลลิกเงาวับ ที่ส่งให้สนีกเกอร์คู่นี้หรูหราคงสไตล์เท่แต่เรียบง่ายและมีระดับกว่าครั้งไหน ๆ บริเวณส่วนบนของรองเท้าจะยังใช้โครงสร้าง Primeknit ชาโดว์สีขาวก้อนเมฆเต็มแผ่นห่อหุ้มรอบเท้าจะถูกใช้อยู่บนผ้าลูกไม้ตาข่าย จับคู่อย่างลงตัวกับสีดำด้านตรงรวมถึงโลโก้แถบสามขีดอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ตรงส่วนของ Heel Tap ยังโชว์สัญลักษณ์ของแบรนด์ด้วยอักษรแบบนูนสีทอง ส่วนบริเวณลิ้นรองเท้าก็เลือกใช้สีดำพร้อมข้อความสีทองเช่นเดียวกัน ประกอบเข้าชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำตรงบริเวณ midsole ที่ประทับคำว่า Adidas กับสัญลักษณ์ของแบรนด์ด้วยสีทองโดดเด่น อย่างไรก็ตามจุดที่โดดเด่นที่สุดของสนีกเกอร์คู่นี้คงหนีไม้พ้นสีทองเมทัลลิกเงาวับตรงบริเวณด้านข้าง ที่ส่งให้รองเท้าหรูหราสะอาดตาและเต็มไปด้วยความน่าสนใจ ส่วนพื้นรองเท้าที่หลายคนเรียกว่าบล็อก Lego จะช่วยรองรับพร้อมลดแรงกกระแทกจากพื้นโฟม โดย Primeknit เชื่อมกับเชื่อมกับเทคโนโลยี Boost กับแผ่น EVA ถือเป็นอีกหนึ่งตัวชูโรงของสนีกเกอร์ แถมสีสันของสนีกเกอร์คู่นี้ยังหรูหราและมาพร้อมกับน้ำหนักเบา ตรงตามคอนเซ็ปต์ของรองเท้าเพื่อการเดินทางไร้ขีดจำกัด Adidas NMD R1 รุ่นพิเศษ Cloud
‘ความเร็ว’ ‘ซูเปอร์คาร์’ ‘ศาสดาอาร์ต’ ‘งานศิลปะ’ ทั้งหมดนี้เมื่อมองดูแล้วไม่น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถรวมกันได้ แต่สำหรับ BMW มองเห็นความเจ๋งของทุกอย่างที่กล่าวมาจนเกิดงานศิลปะสุดแนวชื่อว่า BMW Art Car โดยได้เหล่าศิลปินชื่อก้องโลกแต่ละยุคมามีส่วนสร้างสรรค์รถซูเปอร์คาร์ให้กลายเป็นศิลปะ เช่นเดียวกับผลงานที่ครบรอบ 40 ปี ในปีนี้กับงานของ BMW M1 และ เจ้าพ่อ Pop Art นาม Andy Warhol คอรถวินเทจหลายคนคงรู้จักซูเปอร์คาร์จากค่าย BMW กับรุ่น M1 ทวินแคม 6 สูบเรียง 3,500 ซีซี (3.5 ลิตร) เครื่องยนต์วางกึ่งกลาง โดดเด่นทุกครั้งเวลาเปิดประตูด้วยประตูแบบปีกนก ไฟหน้าแบบ pop up สุดคลาสสิก พร้อมขุมพลัง 470 แรงม้า ซึ่งถือว่า BMW เป็นแบรนด์รถยนต์แรก ๆ ที่สามารถทำความเร็วแรงได้มากขนาดนี้ BMW M1 เริ่มวางจำหน่ายช่วงปี 1978-1981 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็มีศิลปินชาวอเมริกันกำลังโด่งดังเป็นพลุแตกด้วยผลงานแนว
สำหรับคอเพลง Classic Rock ทั้งหลายคงจะคุ้นเคยกับชื่อของ ‘Brian Jones’ อดีตมือกีตาร์คณะหินกลิ้ง The Rolling Stones ผู้เสียชีวิตลงด้วยอายุเพียง 27 ปี ตั้งแต่ปี 1969 จากสาเหตุจมน้ำตายในสระว่ายน้ำ โดยเจ้าหน้าที่ได้รายงานว่าพบสารเสพติด และแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมากในร่างกายของ Brian Jones ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสมาชิก 27 Club ตำนานความเชื่อเรื่องศิลปินที่ยอมขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อแลกกับความสามารถไปโดยปริยาย (สามารถอ่านเรื่องเกี่ยวกับ 27 Club เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก) ความตายของศิลปินมักจะตกเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่แฟนเพลงเสมอ หลาย ๆ ทฤษฎีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างคงหนีไม่พ้น ‘การฆาตกรรม’ แม้ Brian Jones จะเสียชีวิตมานานกว่า 50 ปีแล้ว ล่าสุดสารคดีใหม่จาก Netflix Who Killed Christopher Robin? (อ้างอิงจากหนังสือชื่อเดียวกันในปี 1994 เขียนโดย Terry Rawlings) จะทำการปัดฝุ่นคดีนี้ขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง โดยเนื้อหาในหนังเปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตายของ Brian Jones โดยอ้างว่าการตายของเขาไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุ คลิปสัมภาษณ์ Brian Jones
ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แต่ละคนต่างก็มีกิจกรรมแตกต่างกันไป บางคนอาจนอนดูหนังอยู่บ้านเฉย ๆ บ้างตีรถออกต่างจังหวัดไปยังริมทะเลเพื่อเล่นเซิร์ฟ หรือแค่ออกไปที่ใกล้ ๆ อย่างพาหมาไปเดินเล่น ออกไปเล่นสเกตกับกลุ่มเพื่อน จนถึงพาคนรักไปขับรถเล่นกินลม จะเห็นได้ว่ามีกิจกรรมเยอะแยะมากมายให้ผู้ชายอย่างเราได้มีอะไรทำช่วงสุดสัปดาห์ และ UNLOCKMEN ก็จะพาไปดูกิจกรรมสุดระห่ำของกลุ่มนักขับทางตอนใต้ของเมือง Los Angeles กับวัฒนธรรมที่เรียกว่า Lowriding Car และการนัดเจอกันในวันอาทิตย์ของคนคอเดียวกัน เรื่องราวผ่านภาพเกิดขึ้นได้เพราะ Jason Cordova ช่างภาพผู้ชื่นชอบการถ่ายรูปแบบสตรีต ถนน ผู้คน รถยนต์ ได้พบเพื่อนที่พาเขาไปยัง Los Angeles เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เหมือนเป็นโลกอีกใบของเขา เพราะ Jason ได้พบกับกลุ่มคนรักรถยนต์ที่จะนัดรวมตัวกันในคืนวันเสาร์ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เรียกรูปแบบการรวมตัวว่า Car Clubs นอกจาก Car Clubs ในวันเสาร์ ถัดมาอีกวันอย่างวันอาทิตย์จะเล่นใหญ่และจัดเต็มกว่าเดิม โดยจะเรียกการรวมกลุ่มในวันอาทิตย์ว่า LA Sunday พวกเขาจะนัดเจอกันในสวนสาธารณะที่มีชื่อเล่นว่า Lowrider park ที่พร้อมให้เหล่านักแต่งรถได้อวดโฉมรถคันเก่งของตัวเอง บ้างก็มาเพื่อวัดกันว่ารถของใครเจ๋งกว่ากัน สำหรับนักขับและนักแต่งรถใน Los Angeles ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนของคนรักรถแน่นแฟ้นกว่าที่หลายคนคาดคิด เมื่อมีคนหน้าใหม่เขามาในกลุ่ม พวกเขาจะส่งต่อข้อความกันทันที แถม Jason ยังสะดุดตากว่าหน้าใหม่คนอื่นเพราะเขามักไปไหนมาไหนพร้อมกับกล้องโปรฯ ตัวใหญ่
ย้อนไปในปี ค.ศ. 1950-1970 เป็นช่วงเวลาที่การออกแบบสไตล์บรูทัลลิสต์ครองความนิยมทั่วโลก เพราะเน้นการแสดงออกเชิงโครงสร้าง เลือกใช้สัจจะวัสดุอย่างคอนกรีตเป็นพระเอกของเรื่อง อวดพื้นผิวที่เป็นธรรมชาติ พร้อมเปิดให้เห็นเนื้อแท้ของวัสดุก่อสร้างอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่เพียงออกแบบเปลือกนอกของตัวอาคารด้วยรูปทรงเรขาคณิต แต่ยังนำแพตเทิร์นซ้ำไปซ้ำมาสร้างความโดดเด่นให้สถาปัตยกรรมสไตล์นี้ ซึ่งคอนเซ็ปต์การดีไซน์นั้นแฝงกลิ่นอายของยุโรปสมัยก่อนและคงเสน่ห์แห่งความร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมที่ถูกนำมาใช้ในอาคารราชการ เพราะสะท้อนอุดมการณ์แรงกล้า BRUTALIST ARCHITECTURE ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่อัดแน่นไปด้วยอุดมการณ์และความซื่อสัตย์สุจริต ในอดีตมันคือสิ่งแปลกใหม่ที่โค่นล้มความคิดเก่าคร่ำครึในแวดวงสถาปัตยกรรมไปได้แบบขาดรอย แถมรูปแบบงานดีไซน์ยังถูกนำไปใช้ในการออกแบบอาคารราชการและอนุสรณ์สถาน เนื่องจากบ่งบอกถึงความแข็งแรง มั่นคงหนักแน่น และตรงไปตรงมา แต่บางทีมันก็แสดงออกถึงความเป็นเผด็จการ เมื่อสังคมเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ความคิดความอ่านของผู้คนก็แปรผัน สถาปัตยกรรมแนวบรูทัลลิตส์ที่เคยงดงามถูกมองว่าโหดร้าย เข้าถึงยาก และดูเป็นนามธรรม ทั้งยังนำไปผูกโยงกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้รูปทรงเรขาคณิตและปูนเปลือยที่เป็นเอกลักษณ์กลับสื่อถึงความเป็นเผด็จการและแสดงความก้าวร้าวรุนแรง ต้องบอกว่าความคิดสมัยใหม่นั้นเจาะทำลายโครงสร้างของสถาปัตยกรรมแนวนี้ไปได้อย่างง่ายดาย แถมมีการประเมินว่าโครงสร้างแข็งแรงทนทานของสถาปัตยกรรมบรูทัลลิสต์ ต้องใช้เงินมหาศาลในการทำนุบำรุงและเป็นเรื่องยากที่จะดัดแปลงหรือแต่งเติม การกลับมาของสถาปัตยกรรมที่เคยถูกดูแคลน แต่แล้วแนวคิดที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าน่าเกลียดน่าชังในอดีต ก็หวนคืนสู่วงการสถาปัตยกรรมและกลับมาผงาดอีกครั้งอย่างสง่างาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีการหยิบเอารูปแบบงานดีไซน์คอนกรีตของบรูทัลลิสต์ มาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน แม้จะลดทอนความแข็งกร้าวของรูปทรง แต่ยังคงการเล่นแพตเทิร์นและคอนกรีตที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เปลี่ยนจากคอนกรีตเปลือยที่หนาเตอะวิวัฒนาการเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กกล้าที่ยังแข็งแกร่ง ทนทาน และงดงามเหนือกาลเวลาเช่นเคย Centre Point, London Habitat 67, Montreal Sirius Building, Sydney Robarts Library, Toronto Hayward
ทุกคนตอนนี้ต่างรู้กันดีว่าโลกของเรากำลังร้อนขึ้นทุกวัน แต่ใครจะคิดว่าสภาพอากาศย่ำแย่ ฝุ่น มลภาวะ และความร้อนที่พร้อมแผดเผาทุกอย่างจะส่งผลต่อความรู้สึกและความเศร้าของมนุษย์โดยที่เราทุกคนไม่ทันรู้ตัว แถมพอจะเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา สภาพอากาศก็ทำให้เราเศร้าจนแทบยืนไม่ไหวเสียแล้ว เมื่อสิ่งรอบตัวอาจทำให้เราป่วยใจ UNLOCKMEN จึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Climate Despair หรือ ความสิ้นหวังจากสภาพภูมิอากาศ ว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องแก้ปัญหาที่ตรงไหนหากรู้สึกเศร้าเพราะผลจากอากาศที่แปรปรวน กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของ Climate Despair เริ่มต้นขึ้นในฤดูร้อนปี 2015 ที่ถือว่าร้อนจนถูกบันทึกเป็นสถิติ หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งนาม Ruttan Walker เป็นนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมอาศัยอยู่ในรัฐ Ontario เธอพบความผิดปกติทางจิตใจตัวเองที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนในช่วงฤดูร้อน ผลของอากาศร้อนระอุทำให้เธอเริ่มซึมเศร้าและเต็มไปด้วยความเครียด มันยากที่จะรู้สึกมีความสุขทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าโลกกำลังร้อนขึ้นและใกล้พังลงทุกวัน เวลาเธอมองหน้าลูกชายของตัวเองก็มีความรู้สึกผิดอยู่เต็มใจว่าตัวเองทำให้ลูกต้องมาพบกับจุดจบของโลก ซึ่ง Ruttan พยายามหาทางแก้โดยการไปพบแพทย์และรับการรักษาแต่ก็ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร “ฉันรู้ตัวดีว่าจะไม่มีวันทำร้ายตัวเอง แต่ฉันไม่รู้ว่าต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรเมื่อความกลัวกัดกินจิตใจอยู่ตลอดเวลา” สำหรับบางคนเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้จะคิดว่าอาการ Climate Despair ที่เกิดขึ้นกับ Ruttan จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะหล่อนอาจเป็นคนรักธรรมชาติและหลงใหลกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วความเศร้าจากสภาพอากาศสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กรณีของ Ruttan Walker อาจเรียกได้ว่าอยู่ในขึ้นรุนแรงและเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้ผู้คนทั่วไปรู้จักคำว่า Climate Despair มากขึ้น David Wallace-Wells นักข่าวและนักเขียนชาวอเมริกันเคยบอกเล่าเรื่องราวทำนองนี้ใน The Uninhabitable Earth หนังสือขายดีของเขาว่า ทุกคนเข้าใจถึงปัญหาและลึก ๆ แล้วต่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงความวิตกกังวลเกี่ยวกับวันสิ้นโลกได้
The Man Who Fell To Earth คือหนัง Sci-Fi ปี 1976 ของผู้กำกับ Nicolas Roeg (คนเดียวกันกับที่กำกับ Castaway) สร้างโดยได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายชื่อเดียวกันของนักเขียนนาม Walter Tevis บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวผู้เดินทางมาเยือนโลก โดยมีจุดประสงค์ในการนำทรัพยากรจากโลกกลับไปช่วยเหลือดวงดาวที่แสนแห้งแล้งของตัวเอง เมื่อเขาลงมาใช้ชีวิตปะปนกับชาวโลก เขาได้ตั้งชื่อตัวเองใหม่ว่า ‘Thomas Jerome Newton” (รับบทโดย David Bowie) เขาก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นอัจฉริยะด้านเทคโนโลยีผู้ร่ำรวย เขามีความสัมพันธ์แปลกประหลาดกับหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งนามว่า Mary-Lou (รับบทโดย Candy Clark) เพราะถึงแม้จะตกลงปลงใจอยู่กินเฉกเช่นคนรัก แต่คนดูหนังอย่างเราก็ไม่อาจตอบได้เต็มปากว่ามนุษย์ต่างดาวอย่างเขาหลงรัก Mary-Lou จริง ๆ หรือไม่ The Man Who Fell To Earth จัดว่าเป็นหนัง Sci-Fi อีกเรื่องที่ขึ้นชื่อว่า ‘แปลกประหลาด’ เข้าใจยาก ต้องอาศัยการตีความเยอะ แถมยังใช้วิธีการตัดต่อที่ซับซ้อน จะเรียกว่าเป็นหนังดูยากก็ว่าได้ แต่ถึงกระนั้นก็เป็นหนังสุดคลาสสิกที่มี
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเน็ตฟลิกซ์พาเราไปขุดคุ้ยประวัติศาสตร์รัสเซียใน THE LAST CZARS มอบประสบการณ์เขย่าขวัญกระตุกต่อมหลอนใน TYPEWRITER และสานต่อเรื่องราววุ่นวายของเด็ก ๆ เมืองฮอว์กินส์ให้จบลงในซีรีส์ยอดนิยมอย่าง STRANGER THING 3 เดือนสิงหาคมนี้ UNLOCKMEN ก็ไม่พลาดที่จะพาหนุ่ม ๆ ไปอัปเดตคอนเทนต์มันส์ ๆ บนแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งที่กำลังดุเดือดที่สุดในตอนนี้ จะมีซีรีส์เรื่องใดที่ผู้ชายอย่างเราควรค่าแก่การเสียเวลายามค่ำคืนให้กับมัน ไปดูกันเลยครับ! WU ASSASSINS เมื่อชีวิตเรียบง่ายของเชฟหนุ่มแห่งซานฟรานซิสโกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขากลายเป็นผู้สืบทอดเจตจำนงของมือสังหารในยุคโบราณ และต้องเข้าร่วมต่อสู้เพื่อปกป้องโลกจากอำนาจมืด ความชั่วร้าย ตลอดจนกำจัดเหล่าทรชนที่ใช้พลังในทางที่ผิดให้สิ้นซาก WU ASSASSINS เป็นการผสมผสานระหว่างภาพยนตร์บันเทิงคดีวิทยาศาสตร์และศิลปะการต่อสู้แบบกังฟู ผูกโยงเรื่องด้วยความแข็งแกร่งและพลังของนักบวช 1,000 รูปที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเชฟหนุ่มคนนี้ แต่หนทางการต่อสู้ของเขานั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะศัตรูตัวฉกาจกลับเป็นคนใกล้ตัวที่คุ้นเคยอย่างดี ร่วมซึมซับศาสตร์แห่งกังฟูและการต่อสู้สุดระทึกไปพร้อมกัน 8 สิงหาคม 2019 BETTER THAN US ซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงอนาคตของกรุงมอสโกที่โลกเต็มไปด้วยความเจริญและมวลมนุษย์ต้องอยู่อาศัยร่วมกับหุ่นยนต์ เป็นการนำโลกปัจจุบันและโลกไซเบอร์พังก์ผนวกเข้าด้วยกัน แต่แล้วหุ่นยนต์สาวที่ขับเคลื่อนด้วยฮาร์ดแวร์ดันเข้ามามีบทบาทในครอบครัวที่กำลังร้าวฉาน ความโกลาหลและอันตรายจึงเริ่มคืบคลานเข้ามาในครอบครัวนี้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เนื่องจากหุ่นยนต์ตัวดังกล่าวเป็นที่ต้องการของบริษัทยักษ์ใหญ่ หน่วยสืบสวนคดีฆาตกรรม และกลุ่มผู้ก่อการร้ายในตลาดมืด แล้วชะตากรรมของครอบครัวนี้และหุ่นยนต์สาวอัจฉริยะจะเป็นอย่างไร รอติดตามได้ 16 สิงหาคม 2019
ในโลกยุคใหม่ที่สังคมเปิดกว้างอย่างตอนนี้ ‘เซ็กซ์ทอย’ ไม่ได้นิยามถึงเจ้าของที่หมกมุ่นหรือโรคจิตและกระเหี้ยนกระหือรือกับเรื่องราวใต้สะดือ หากมันเป็นสิ่งของจำลองอวัยวะเพศที่ช่วยตอบสนองกามารมณ์ เพิ่มความเร้าใจบนเตียง และนำมาซึ่งประสบการณ์เสียวซี้ดเหนือระดับ เมื่อรสนิยมและความสุขทางเพศของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปและหลากหลายยิ่งขึ้น เซ็กซ์ทอยจึงร่วมกับเทคโนโลยีและวิวัฒนาการจนกลายมาเป็น ‘SEXTECH’ ที่ไม่เพียงช่วยให้หนุ่มสาวเริงสำราญทางเพศและลิ้มรสสวาทที่เสียวซ่าน แต่มันถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ แก้ไขปัญหา และสะท้อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ผนวกเข้าได้กับทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องเซ็กซ์ UNLOCKMEN เลยอยากให้หนุ่ม ๆ รู้จักกับ 5 นวัตกรรมทางเพศแห่งโลกอนาคต ที่จะเข้ามาเติมรสชาติให้เซ็กซ์และการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของพวกคุณยอดเยี่ยมกว่าที่เคย CAMASUTRA INDUSTRIES บริษัท Camasutra ได้เปิดตัวนวัตกรรมอวตารดิจิทัล 3D ของดาราหนังโป๊ที่โด่งดังที่สุดในปัจจุบัน โดยนำกล้องหลายร้อยตัวมาบันทึกภาพและวิดีโอของซูเปอร์สตาร์สาวจากหนังผู้ใหญ่ ในขณะที่พวกเธอกำลังเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมทางเพศแทบทุกอิริยาบถ ทั้งยังร่วมมือกับบริษัท Teledildonics เพื่อเชื่อมต่อการทำงานของเซ็กซ์ทอยเข้ากับเทคโนโลยีอวตารดิจิทัล 3D แบบ real-time ทำให้หนุ่ม ๆ สามารถสัมผัสพวกเธอได้จากภาพที่ฉายบนชุดหูฟัง VR ซึ่งพวกเธอจะตอบสนองเราด้วยการขยับเขยื้อนร่างกาย ภาพอวตารของดาราหนังโป๊ที่โยกตัวขึ้นและลงตามจังหวะจะทำงานควบคู่กับเซ็กซ์ทอยที่เราใช้ ช่วยให้การสำเร็จความใคร่ของหนุ่ม ๆ ขี้เหงาเมามันยิ่งขึ้น และทำให้จินตนาการทางเพศกลายเป็นเรื่องจริงผ่านประสบการณ์ดิจิทัลเร้าอารมณ์ THE AUTOBLOW AI สำหรับผู้ชายที่หลงรักริมฝีปากอวบอิ่มและมวลความชื้นใต้เพดานปากที่บันดาลความสุขในการออรัลเซ็กซ์ คงจะถูกใจ AUTOBLOW AI ตัวนี้เป็นอย่างดี เพราะมันมีให้เลือกมากถึง
สิ่งที่เหมือนกันมากคือเราต่างมีความชอบเป็นของตัวเอง สิ่งที่ต่างกันมากคือไม้บรรทัดที่บางคนโยนใส่แล้วบอกว่าเรื่องที่เรากำลังทำ “ไร้สาระ” แต่ความซื่อสัตย์ของคนคอเดียวกันที่ลุกมาสนใจอะไรร่วมกัน จะเปลี่ยนมันให้เป็น “วัฒนธรรมย่อย” ในที่สุด เราสวมยูนิฟอร์มเดิมออกจากบ้าน เพื่อมาทำสิ่งเดิม ๆ ที่เคยทำในเมื่อวาน และจะทำต่อไปในวันพรุ่งนี้ ไทม์ไลน์ชีวิตที่มีหมวกหลายใบให้ใส่ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านยันกลับมาอยู่บ้าน บางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกไม่เป็นตัวเองทั้งที่ใช้ชีวิตของตัวเองอยู่ เราเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง เป็นนักเรียน เป็นครู เป็นที่ปรึกษา และยังเป็นอะไรอีกหลายอย่างที่เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเรา แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัด เหนื่อยล้าและไม่พอใจเสมอ ทำไมเราถึงอยากจะเป็นอะไรเพิ่มอีก อะไรที่ไม่ใช่ตัวเราอยู่ดี การสวมวิญญาณเป็นคนอื่นและทำท่าทางลอกเลียนแบบนั้นมันสนุกตรงไหน คนกลุ่มนี้มาทำอะไร? ทำไมต้องเสียเงินเสียทองมาลงทุนกับสิ่งที่แต่งไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็ต้องถอดออก กลุ่มคนที่เอาจริงเอาจังกับการเป็นคนอื่น เป็นตัวการ์ตูนที่ไม่มีชีวิต เป็นฮีโร่ในเกมของโลกเสมือน หรือพยายามใกล้ชิดวัฒนธรรมที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนและหลงใหลมันสุดหัวใจ กลุ่มที่เราเรียกสิ่งที่พวกเขาหลงใหลและลงมือทำว่า “คอสเพลย์” บรรยากาศร้อน ๆ ริมท่าน้ำนนท์พร้อมแสงแดดที่ไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอยให้กับหุ่นรบจากเกมและหนังต่างสัญชาติแนวซูเปอร์ฮีโร่ เป็นภาพชวนทึ่งและแปลกตาสำหรับเรา 4 ฮีโร่ตรงหน้ามาจาก “ชมรมเชียร์ C4 Team” กลุ่มคอสเพลย์ชายชาวไทยที่เพิ่งไปคว้ารางวัลชนะเลิศจากประเทศเกาหลี จะเป็นอย่างไรถ้าฮีโร่ผู้เรียกรอยยิ้ม ถอดหน้ากากกลับมาเป็นตัวเอง จะเป็นอย่างไรถ้าเขาทบทวนเรื่องราวก่อนสวมชุดที่ตั้งใจทำขึ้นทั้งหมดนี้ แชร์ให้เราฟังกัน นับจากนี้ไปจนสิ้นสุดบทความ คุณจะไม่ได้เห็นใบหน้าของคนที่อยู่ภายใต้ชุดเหล่านี้ แต่เราถอดเรื่องเล่าและเรื่องราวทุกด้าน จากปากของคนที่ได้จับเข่าคุยด้านในไว้ครบถ้วน ชีวิตผู้ชายเริ่มต้นจากหุ่นยนต์สักตัว


