“เราคิดกับเธอแบบเพื่อน” จัดว่าเป็นคำรักษาน้ำใจที่เจ็บแสบที่สุดเท่าที่ชีวิตผู้ชายคนหนึ่งจะได้ยิน ถึงคุณจะรู้ใจเธอเพียงไหน ทำดีกับเธอมากเท่าไหร่ ก็ยังถูกขีดเส้นบาง ๆ ที่เรียกว่า ‘เพื่อน’ กั้นเอาไว้เสมอ เราอาจจะเปลี่ยนใจใครไม่ได้ แต่เรารับมือกับมันได้ วันนี้ UNLOCKMEN เลยจะชวนคุณมาเปิดเพลงชาติชาว Friend Zone ฟังให้น้ำตาไหลยันปลายเท้า แล้วตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า “เพื่อนบ้านเธอสิ!” (หมายถึงเป็นเพื่อนบ้านกันนะครับ…) Instant Crush – Daft Punk ft. Julian Casablancas เชื่อว่าหลายคนเคยฟังเพลงนี้ เพราะเคยฮิตอยู่ช่วงหนึ่ง ช่างน่าเสียดายที่หลายคนมองข้ามเนื้อหาของเพลง เพราะ Daft Punk เล่นใช้ออโต้จูนแปลงเสียง Julian Casablancas ฟรอนต์แมนเสียงห้าวแห่งวง The Strokes ให้กลายเป็นหุ่นยนต์เลยทีเดียว เนื้อเพลงนี้เกี่ยวกับผู้ชายที่หลงรักผู้หญิงหนึ่งคน แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รักเขา แถมยังไปหลงรักผู้ชายคนอื่นอีกต่างหาก และเขาซึ่งไม่มีวันพัฒนาความสัมพันธ์ได้จองจำตัวเองไว้ด้วยคำว่า ‘เพื่อน’ เพื่อจะได้ใกล้ชิดเธอนั่นเอง คำว่า Crush ในที่นี้หมายถึง ‘คนที่เราแอบชอบหรือตกหลุมรัก’ Instant Crush จึงหมายถึงความสัมพันธ์ที่คุณตกหลุมรักใครสักคนแบบปุบปับ
หากพูดถึงดีไซเนอร์หนุ่มคนไทยก็คงจะต้องมีชื่อของ หมู-พลพัฒน์ หรือที่คนจดจำกันในนาม หมู อาซาว่า ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Asava Group ถึงจะเป็นดีไซเนอร์ชายแต่ก็ออกแบบเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงมากกว่า 11 ปี จนในที่สุดแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายที่บอกไลฟ์สไตล์และสะท้อนตัวตนก็เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยภายใต้แบรนด์ที่มีชื่อจำง่ายว่า MOO เดิมเครื่องแต่งกายสไตล์ Asava Group ทั้ง Asava และ Asv มักเป็นเสื้อสูททางการและกึ่งทางการ เสริมลุคโก้หรู แต่สไตล์ทางการเพียงอย่างเดียวทำให้เข้าถึงยากไปสักหน่อยจึงทำให้เกิดแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษอย่าง MOO ที่โดดเด่นด้วยสไตล์ Urban Casual เรียบง่ายและเต็มไปด้วยความวินเทจ คอนเซ็ปต์หลักคือการหยิบเรื่องราวของมหานครนิวยอร์กและสไตล์วินเทจที่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชื่นชอบและผูกพันเป็นพิเศษมาเล่าผ่านเสื้อผ้า ก้าวแรกของ MOO กับการเดินทางบนสายแฟชั่นสำหรับสุภาพบุรุษในครั้งนี้ยังได้ collaboration กับแบรนด์ยีนส์ที่ถือว่าเป็นระดับตำนานของไทยอย่าง Mc Jeans ที่นำกางเกงยีนส์ซึ่งเป็นไอเทมหลักในชีวิตประจำวันของผู้ชายมาปรับเสริม แต่งเติมลูกเล่นให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น คอลเลกชันแรกของ MOO มีชื่อว่า MOO 2019/1 หยิบยกเสน่ห์เรียบง่ายของชายหนุ่มมาอยู่บนงานออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ต โปโลลายทาง เสื้อคลุม แจ็กเกต ไปจนถึงชุดนอน โดยไอเทมบางตัวจะใช้ผ้า Chambray คล้ายกับเดนิมสีฟ้าอ่อนที่มีคุณสมบัติระบายอากาศดีเยี่ยม เข้ากับสภาพอากาศของประเทศไทย ไอเทมทั้งหมดจากคอลเลกชันนี้จะถูกคุมโทนสีด้วยสีคลาสสิกอย่างสีขาว ดำ
ถ้าพูดถึงค่ายรถผู้เชี่ยวชาญด้านงานคาร์บอนไฟเบอร์อย่าง Pagani (ปากานี) หลายคนคงรู้จักพวกเขาผ่านสุดยอดยนตรกรรมอย่าง Pagani Zonda (ปากานี ซอนด้า) ไฮเปอร์สายตัวเบาซึ่งเป็นเหมือนจุดขาย แต่ดูเหมือนว่า Pagani จะยังต้องการรถที่มีน้ำหนักเบามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องแข็งแกร่งพอที่จะวางเครื่องยนต์กำลังโหด ๆ เอาไว้ได้จนท้ายที่สุดก็ออกมาเป็น Pagani Huayra Roadster BC คันนี้ ทุกวันนี้ซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ของค่ายรถยนต์ระดับโลกมากมาย ต่างหันมาใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นโครงสร้างหลักของตัวรถกันหมดแล้ว ด้วยคุณสมบัติที่ทั้งน้ำหนักเบาและแข็งแรง แต่มันก็อาจไม่ใช่วัสดุที่ดีที่สุด Pagani Huayra Roadster BC นอกจากจะดีไซน์ใหม่ทั้งคันแล้ว ยังเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่เบาและแข็งแรงกว่าที่เรียกว่า Carbotanium (คาร์บอนไฟเบอร์ + ไทเทเนียม) ที่ใช้ในเครื่องบินแอร์บัส A380 รวมถึงพาหนะพิเศษต่าง ๆ ที่ทำให้มันแข็งแรงพร้อมต้านแรงลมด้วยน้ำหนักเพียง 1,250 กิโลกรัมเท่านั้น Carbotanium พัฒนาโดย Pagani เมื่อเทียบกับวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แบบเดิมจะแข็งแรงมากกว่าถึง 12 เปอร์เซ็นต์ แต่ยืดหยุ่นมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของมันก็ทำให้ราคาค่าวัสดุของ Pagani Huayra คันเพิ่มสูงขึ้นขึ้นถึง 450 เปอร์เซ็นต์เลยเช่นกัน
หลังจากเปิดตัว 7 Series คันใหม่ไปได้ไม่นาน ดูเหมือน BMW จะต้องการเพิ่มทางเลือกให้กับแฟน ๆ ของ THE 7 มากขึ้นด้วยการเปิดตัวสายพันธุ์แรงที่มีพื้นฐานมาจาก 7 Series อย่าง BMW Alpina B7 ตามออกมาติด ๆ ว่ากันว่ามันคือซีดานที่แรงที่สุดของค่ายจากแคว้นบาวาเรียแห่งนี้ หนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบในรถยนต์ของ BMW คงจะรู้จักและคุ้นเคยกับรถยนต์ของ BMW ที่มีตราสัญลักษณ์ Alpina ซึ่งเป็นค่ายปรับแต่งรถยนต์สมรรถนะสูงที่ทำงานรวมกับค่ายใบพัดสีฟ้ามานานกว่า 50 ปี ในปีนี้พวกเขาเตรียมต่อยอด สายการผลิตรถยนต์ซีดานตัวแรงอย่าง Alpina B7 รหัสตัวถัง G12 ที่คราวนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ตัวพัฒนาใหม่ล่าสุดของค่าย BMW Alpina B7 ปี 2020 ถูกพัฒนามาจากยนตรกรรมสายพันธุ์ซีดานอย่าง BMW 7 Series โดยดีไซน์ภายนอกของรถคันนี้ยังมีกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ รวมถึงช่องอากาศที่อยู่ต่ำลงมา ก่อนจะแปะคำว่า Alpina ไว้ที่ด้านล่างสุด ซึ่งเข้ากันได้ดีกับดีไซน์ของไฟหน้าที่มีขนาดบางลง ส่วนท้ายมาพร้อมกับ
หลังจากคอลเลกชัน Adidas x Dragonball Z ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ดูเหมือนยักษ์ใหญ่ค่ายกีฬาอย่าง Adidas กำลังมองหาการ์ตูนเรื่องใหม่มาคอลแลปส์รองเท้าอีกครั้ง ล่าสุดมีภาพหลุดรองเท้าคู่ที่ 2 ในคอลเลกชันออกมาแล้วโดยเป็น NARUTO x ADIDAS ซึ่งอาจารย์จากทีม 7 อย่าง “ฮาตาเกะ คาคาชิ” ก็เป็นตัวละครผู้ถูกเลือกนั่นเอง ก่อนหน้านี้มีข่าวเล่าลือว่าค่ายสามขีดและ Naruto Shippeden หรือชื่อไทยที่ว่า นินจาจอมคาถา ผลงานของอาจารย์ Masashi Kishimoto หนึ่งในการ์ตูนดังจากแดนปลาดิบที่หนุ่มทั่วโลกหลงใหล โดยลือกันว่ากำลังซุ่มร่วมทำงานคอลแลปส์รองเท้าคอลเลกชันใหม่กันอยู่ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีภาพหลุดรองเท้าที่คาดกันว่าเป็นคู่ประจำตัวนางเอกของเรื่อง ฮารุโนะ ซากุระ ที่มีสีแดง-ชมพู คล้ายกับชุดหลักของตัวละคร รวมถึงสัญลักษณ์ T7 แปลว่า ทีม 7 ติดไว้ข้างเท้าด้านนอก รวมถึงแผ่นอินโซลสีม่วงที่มีรูปตัวละครอยู่ด้วย ซึ่งทำให้ผู้ที่ชอบการ์ตูนเรื่องนี้พากันคาดเดากันว่าคอลเลกชันดังกล่าวใกล้สมบูรณ์แล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำข่าวลือไปอีกเมื่อมีรูปหลุดของรองเท้าคู่ล่าสุดซึ่งคราวนี้เป็นตัวละครโปรดของใครหลายคนอย่าง ฮาตาเกะ คาคาชิ ผู้เป็นอาจารย์ในทีม 7 ของเหล่าตัวเอก รวมถึงโฮคาเงะรุ่นที่ 6 ในเวลาต่อมา ผู้ซึ่งมีเอกลักษณ์เด่นคือผ้าคลุมปากและผ้าคาดศรีษะที่ปิดตาข้างหนึ่งไว้ ซึ่งคนที่อ่านนารูโตะมาแล้วคงทราบกันดีว่าคืออะไร รองเท้ารุ่นประจำตัวของเจ้าของฉายา “นินจาก๊อปปี้” มาในรุ่น Copa
LAYAN สตูดิโอสถาปนิกชื่อดังได้ดีไซน์บ้าน ‘LIGHT HOUSE’ แก่ผู้อำนวยการของ The Flaming Beacon ซึ่งเป็นสตูดิโอออกแบบไฟระดับนานาชาติในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย จากกระท่อมคนงานเก่าคร่ำคร่าถูกขยายและปรับปรุงให้เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นที่คงเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างสเปซบริเวณลานกลางบ้าน พร้อมต่อเติมด้านบนของโครงสร้างเก่าเพื่อหยอกเย้ากับแสงอาทิตย์ จนเกิดเป็นเงาตกกระทบและช่องว่างที่เอื้อประโยชน์ต่อการระบายอากาศด้วยลมธรรมชาติ บริเวณส่วนบนของบ้านที่ถูกต่อเติมผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและพิถีพิถัน เลือกใช้วัสดุโพลีคาร์บอเนต 907 แผ่น มาเชื่อมติดกับท่อเหล็กที่ปรับหมุนได้ 67 ตัว สร้างกลไกขนาดย่อมที่มีแสงและลมเป็นฟันเฟืองหลักในการทำงาน ระนาบโพลีคาร์บอเนตที่รังสรรค์ขึ้นเป็นเหมือนพื้นที่ปิดล้อมกึ่งสมบูรณ์ ที่สร้างช่องว่างมากพอให้สายลมและแสงแดดลอดผ่านไปยังตัวบ้าน แต่ก็ควบคุมแสงจากภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม เพราะมีเสถียรภาพในการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และไม่ได้เปิดโล่งโจ้งจนทำให้ผู้พักอาศัยขาดความเป็นส่วนตัว ในตอนกลางวันเมื่อแสงแดดสาดส่องมายัง LIGHT HOUSE สภาพของแสงที่ตกกระทบก็จะเปลี่ยนไปตามองศาของพระอาทิตย์ แถมรูปแบบงานดีไซน์ที่ราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็ดูเป็นมิตรไม่น้อยต่อแขกผู้มาเยือน ส่วนตอนกลางคืนลูกบ้านก็สามารถเปิดไฟ LED สีเหลืองอำพันที่ติดตั้งในแผ่นโพลีคาร์บอเนตได้ โดยตัวไฟจะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย 60 วัตต์ และเพิ่มความโดดเด่นให้บ้านหลังนี้ในยามค่ำคืนได้อย่างเป็นอย่างดี ด้านนอกของตัวบ้านไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็รับรู้ได้ถึงดีไซน์ทรงเรขาคณิต ที่ไม่เพียงช่วยให้บ้านดูทันสมัยและทรงเสน่ห์ หากยังทำให้สเปซโดยรอบดูกว้างขวางยิ่งขึ้น แถมยังใช้ประตูบานเลื่อนทรงสูงสร้างความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย ไม่ทึบตัน และช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ชั้นล่างของบ้านมีโซนห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร ห้องส่วนตัว และสตูดิโอหลังบ้านที่รับกับวิวกังหันลมขนาดเล็กด้านบน วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ตกแต่งจะเป็นไม้และเฟอร์นิเจอร์สีเอิร์ธโทน ทำให้บ้านดูเรียบง่ายแต่ไม่ล้าหลัง ทั้งยังสร้างลูกเล่นให้ผนังด้วยอิฐเคลือบสีขาวบางสลับกับไม้โอ๊คสไตล์อเมริกัน เพื่อเว้นระยะให้งานดีไซน์เกิดความแตกต่างหลากมิติ LIGHT
ผู้ชายทุกคนล้วนมี Golden Moments หรือช่วงเวลาสุดยิ่งใหญ่ที่น่าจดจำและมีความหมายต่อหัวใจของเรา แต่ถ้าต้องพูดถึง Golden Moments แห่งมวลมนุษยชาติที่หวนรำลึกกลับไปครั้งใดก็สัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ เราทุกคนล้วนนึกถึง “ภารกิจพิชิตดวงจันทร์” จาก Golden Moments ของวันนั้นสู่วันนี้ ครบรอบ 50 ปีแล้วตั้งแต่นักบินอวกาศประทับรอยเท้าแรกลงบนดวงจันทร์จนพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ในช่วงเวลาครบรอบเหตุการณ์สำคัญที่สุดของมวลมนุษยชาติ โอเมก้า (OMEGA) สุดยอดแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกสัญชาติสวิสจึงฉลองด้วยจักรกลเวลา โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ (OMEGA Speedmaster) รุ่นใหม่ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของนักบินอวกาศ ภารกิจอพอลโล 11 (Apollo 11) และ Golden Moments แห่งประวัติศาสตร์สุดพิเศษได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากย้อนกลับไปยังเดือนพฤศจิกายนปี 1969 นับเป็นเวลา 4 เดือนหลังจากที่ Apollo 11 ลงจอดบนดวงจันทร์ เรือนเวลา OMEGA Speedmaster รุ่นพิเศษก็ออกวางจำหน่ายเพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของภารกิจพิชิตดวงจันทร์โดยเป็น Speedmaster รุ่นแรกของแบรนด์ซึ่งผลิตระหว่างปี 1969 – 1973 Speedmaster รุ่นแรกของแบรนด์นี้มีเพียงแค่ 1,014 เรือนเท่านั้น แต่ละเรือนยังมีหมายเลขประจำเรือนอีกด้วย โดยนาฬิกาหมายเลข 3 –
หลังจากเมื่อปีที่แล้วแบรนด์เครื่องกีฬาชื่อดัง Nike ได้ออกแบบรองเท้าผ้าใบรุ่น Air Force 1 ให้กับแรปเปอร์ชื่อดัง G-Dragon และเป็นสนีกเกอร์ที่มีคู่เดียวในโลกสำหรับ GD เท่านั้น จากการพบกันครั้งนั้นทำให้ Nike กับแบรนด์แฟชั่นของ G-Dragon ร่วมกันสร้างสรรค์ไอเดียร่วมกันจนออกมาเป็นรองเท้าเท่ ๆ ที่ปล่อยมาเรียกน้ำย่อยพวกเรากันแล้ว รองเท้าที่ทาง Nike ส่งมาให้ G-Dragon ก่อนหน้านี้คือ Air Force 1 ที่เต็มไปด้วยลวดลายของดอกไม้สีแดงสดโดยมีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่า Flower Road พร้อมกับลายของ PEACEMINUSONE ตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ไว้บนลิ้นรองเท้า แถมปี 2017 แรปเปอร์หนุ่มได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้ Nike มาแล้ว กับรุ่น GD x Nike Air Vapormax 2017 ส่วน PEACEMINUSONE คือแบรนด์แฟชั่นที่ก่อตั้งขึ้นโดย G-Dragon แถมเขายังนั่งแท่นเป็น CEO ของแบรนด์เองอีกด้วย จุดเด่นของเสื้อผ้าสัญชาติเกาหลีนี้อยู่ที่สไตล์ที่คล้ายกับถอดแบบแฟชั่นของ G-Dragon
Saint Laurent เปิดตัวสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบความสนุกสนานและการพบปะผู้คน แต่ยังคงไว้ด้วยความหรูหราที่ช่วยสร้างความประทับใจในงานปาร์ตี้ได้ ด้วยการปล่อยไอเทมที่มักอยู่คู่กับงานสังสรรค์อย่างลูกเต๋า โดมิโน่ วิทยุอันจิ๋วไปจนถึงตู้เกม ไอเทมทั้งหมดที่กล่าวมาของ Saint Laurent สร้างสรรค์โดย Anthony Vaccarello ครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนปัจจุบัน เพราะเขาไม่ต้องการให้สไตล์ของ Saint Laurent ถูกจำกัดอยู่แค่คอลเลกชันเสื้อผ้า ก่อนหน้านี้เขาจึงนำเรื่องราวของแบรนด์ไปอยู่บนสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงไฟแช็ก และล่าสุดก็ออกผลงานสนุก ๆ บนของเล่นที่มักเห็นในงานปาร์ตี้ เริ่มจากรูบิกสีดำด้านที่อัดแน่นไปด้วยลูกเล่นแปลกตาไม่เหมือนกันสักด้าน เช่น ด้านหนึ่งจะมีคำว่า SAINT LAURENT PARIS ที่จะต้องบิดรูบิกให้ถูกต้องจึงจะได้ข้อความที่สมบูรณ์ อีกฝั่งจะเป็นลายจุดสีสันสดใส ส่วนอีกด้านเป็นพื้นสีขาวที่มีลายขีดสีดำ ที่เพิ่มความสนุกสนานให้กับปาร์ตี้ได้อย่างแน่นอน ขณะที่ไอเทมอื่น ๆ ก็ไม่ยอมให้น้อยหน้าและคงความหรูหราฉบับ Saint Laurent เช่น โดมิโน่ของเล่นแสนคุ้นตาในวัยเด็กนำมาผลิตใหม่ด้วยการใช้คริสตัลสีต่าง ๆ แทนจุดสีบอกจำนวนบนชิ้นตัวต่อ เปลี่ยนมุมมองกับของเล่นวัยเยาว์ ส่วนลูกเต๋าทองเหลืองโดดเด่นไม่แพ้ใคร เพราะ Saint Laurent ก็นำคริสตัลมาประทับเพื่อบอกจำนวนเลขแทนจุดสีทึบเหมือนกับโดมิโน่ด้วยเช่นกัน ลูกเต๋าสุดกวนที่สลักข้อความไว้ให้ผู้เล่นทำตามคำสั่งที่ทอย เป็นของเล่นขาประจำสำหรับปาร์ตี้ของนักดื่ม โดย Saint
อย่างที่เขาบอกว่า ‘ดนตรี’ สามารถบรรเทาความทุกข์ ปัดเป่าความโศกเศร้าในจิตใจผู้คนได้อย่างน่าอัศจรรย์ เราอาจเคยได้ยินเรื่องราวของบทเพลงที่สามารถเยียวยาหรือรักษาชีวิตมนุษย์ไว้ได้มากมายนับไม่ถ้วน เรื่องราวที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ปาฏิหาริย์ในครั้งนี้ไม่มีเสียงดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ ‘เนื้อเพลงเพียงท่อนเดียว’ สามารถช่วยชีวิตชายหนึ่งคนที่หันหน้าเข้าหาความตายเอาไว้ และเพลง ๆ นั้นก็คือ One More Light จาก Linkin Park ‘Christina Settanni’ เธอเป็นบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ต้องเข้าไปทำงานในเมือง Orlando วันหนึ่งเธอขับรถออกไปทำงานบนถนนสายเดิมเฉกเช่นที่เคยทำทุกวัน แต่กลับมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลระหว่างทาง Christina พบชายคนหนึ่งกำลังนั่งหมิ่นเหม่อยู่บนขอบทางยกระดับข้างถนน แน่นอนว่าไม่ใช่บริเวณที่เหมาะสมในการนั่งเล่นเลยสักนิด โดยเธอได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้ว่า “ตอนแรกฉันไม่ได้คิดจะลงไปห้ามเขา แต่หลังจากที่มองเขาผ่านกระจกมองหลัง ฉันก็ฉุกคิดได้ว่า ‘เอาล่ะ ฉันต้องช่วยเขา’ เพราะตอนนั้นไม่ได้มีใครสนใจว่าเขาจะทำอะไรเลยสักนิด ฉันเองก็เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เข้าใจดีว่ามันรู้สึกอย่างไร เขาแค่ต้องการใครสักคนห่วงใย และบอกกับเขาว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้” เธอตัดสินใจจอดรถ ก่อนจะลงไปนั่งข้าง ๆ พูดคุยและรับฟังปัญหาของชายคนนั้น เพื่อยื้อเวลาไว้ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง ในตอนนั้นเองเธอได้ใช้เนื้อเพลงท่อนหนึ่งจากเพลง One More Light ของ Linkin Park เพื่อปลอบประโลมเขา และท่อนที่เธอเลือกมาก็คือ “Who


