หล่อเนี้ยบ ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ชายสุขุมเรียบร้อยเสมอ ไม่ว่าเป็นผู้ชายสไตล์ไหน ๆ ก็สามารถหล่อเนี้ยบดูดีได้เช่นกัน ห้าง CENTRAL จึงรวมไอเท็มชิ้นเด็ดที่จะช่วยเติมลุคของหนุ่ม ในทุกสไตล์ให้หล่อเนี้ยบในแบบของคุณได้กับแคมเปญ “Central | ZEN Men With Style” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 กันยายน – 2 ตุลาคม 61 ณ แผนกบุรุษ ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และ ZEN พร้อมส่วนลดสูงสุด 30% เมื่อซื้อสินค้าปกติ รู้อย่างนี้คงรอไม่ได้ รีบตามไปดูไอเท็มที่จะช่วยมิกซ์ลุคใหม่ของหนุ่ม ๆ ได้อีกหลายสไตล์ เบลเซอร์และแจ็กเก็ต ถ้าพูดถึงผู้ชายลุคเนี้ยบหลายคนต้องถึงสูท เบลเซอร์ หรือแจ็กเก็ตเป็นอันดับแรก เพราะเป็นไอเท็มที่ช่วยเสริมความหล่อเนี้ยบได้เป็นอย่างดี ซึ่งเดี๋ยวนี้สูทและเบลเซอร์ก็มีหลากหลายดีไซน์ให้ได้เลือกมิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับสไตล์ของตนเอง อย่าง หนุ่มมาดเข้มอาจเลือกสูทสีพื้น หนุ่มเซอร์อาจเลือกสูทสีเข้มลายตาราง หรือหนุ่มที่แต่งตัวจัดจ้านอาจจะเลือกแจ็กเก็ตสีสันสดใสมามิกซ์แอนด์แมตช์เพิ่มสไตล์ของคุณให้เนี้ยบมากยิ่งขึ้น เสื้อประเภทต่าง ๆ ใช่ว่าเสื้อเชิ้ตจะสร้างลุคเนี้ยบให้กับหนุ่ม ๆ อย่างเดียวเสมอไป เสื้อยืด หรือเสื้อโปโลสีพื้น อย่าง ขาว เทา ดำ
หลังจากตั้งตารอมาพักใหญ่ ในที่สุดเราก็ได้เห็นฝีไม้ลายมือแรกในการออกแบบของ Riccardo Tisci ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียน ในฐานะผู้ที่มารับตำแหน่ง Chief Creative Officer คนใหม่ ให้กับแบรนด์เก่าแก่ของเกาะอังกฤษอย่าง Burberry แทน Christopher Bailey โดยหลายคนต่างคาดหวังกับความสามารถของเขาซึ่งเคยคืนชีพให้กับ Givenchy มาแล้ว Burberry เองแสดงก็ความมั่นใจโดยการ Rebranding แบรนด์เสียใหม่ ด้วยการเปลี่ยนลวดลาย Thomas Burberry monogram ครั้งแรกในรอบ 20 ปีให้มีความล้ำสมัยมากขึ้น อาจจะมากจนแฟน ๆ หลายคนตกใจในความเป็น Street ที่วัยรุ่นขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับแฮชแท็ก #newera อย่างเต็มภาคภูมิ ล่าสุดการ Debut ผลงานชุดแรกในฐานะ Chief Creative Office ของเขาก็ได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกผ่าน Collection Spring/Summer 2019 ใน London Fashion Week ที่พึ่งผ่านไป แต่ผลงานจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแผนก Menswear ของห้องเสื้ออายุ 162 ปีแห่งนี้ได้มากน้อยแค่ไหนและมีอะไรน่าสนใจบ้างตามไปดูกัน
ผ่านไปสด ๆ ร้อน ๆ สำหรับงาน NBA Hall of Fame 2018 ซึ่งปีนี้มีอดีตผู้เล่นชื่อดังมากมายถูกรับเลือกให้เข้าสู่หอเกียรติยศ ไม่ว่าจะเป็นยอดการ์ดจ่ายอย่าง Steve Nash กับ Jason Kidd รวมไปถึงมือปืนระดับตำนานอย่าง Ray Allen ซึ่งดูจะพิเศษกว่าคนอื่นเมื่อได้เข้าทั้งหอเกียรติยศ แถมยังมีชุดของขวัญพิเศษหนึ่งเดียวจาก Air Jordan แบรนด์รองเท้าที่เขาใส่สมัยเป็นผู้เล่นให้อีกด้วย อดีตสตาร์ดังของวงการยัดห่วงจงรักภักดีต่อ Air Jordan เป็นอย่างมาก ไม่เคยเปลี่ยนยี่ห้อรองเท้าเลยตลอดระยะเวลาที่เล่นอยู่ในลีก โดยในยุคแรกเขาเป็น 1ใน 5 ผู้เล่นที่ถูก Michael Jordan เลือกให้ใส่รองเท้าของแบรนด์และประสบความสำเร็จมากมาย ได้แชมป์ NBA 2 สมัยปี 2008 และ 2013 ติดทีม All-Star 10 สมัย และทำลายสถิติการยิง 3 แต้มอีกมากมาย ซึ่งมันเป็นเหมือน Signature ส่วนตัวในสมัยโลดแล่นอยู่บนสนาม ทำให้ Air Jordan ตอบแทนความภักดีของเขาด้วยชุดรองเท้า
การประกาศสนับสนุนแนวความคิดหรือมูลนิธิเพื่อสังคมต่าง ๆ ของแบรนด์แฟชั่นเป็นเรื่องที่มีให้เห็นตลอดเวลา แคมเปญการช่วยเหลือหรือบริจาคให้สังคม ถือเป็นการแสดงจุดยืนของทุกบริษัท ซึ่งต่างก็มีเป้าหมายของใครของมัน เหมือนอย่างที่ Chip Bergh CEO ของ Levi Strauss & Co เดนิมแบรนด์ชื่อดังของอเมริกาออกมาแสดงการสนับสนุนป้องกันความรุนแรงที่เกิดจากอาวุธปืนซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศของเขาตอนนี้ ปี 2018 ถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์คนใช้อาวุธปืนกราดยิงคนบริสุทธิ์เกิดขึ้นจำนานมากไม่ว่าจะเป็น เหตุกราดยิงระหว่างเทศกาลศิลปะ “Art All Night Trenton 2018” รัฐนิวเจอซี่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 22 คน ต่อด้วยการบุกยิงนักข่าวถึงห้องข่าวในรัฐแมรีแลนด์ ซึ่งก็มีเหยื่ออีก 5 ราย และเหตุในโรงเรียนที่รัฐฟลอริด้าทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายกว่า 17 คน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วสหรัฐอเมริกามีคนเสียชีวิตจากอาวุธปืนเฉลี่ย 96 คน/วัน มันจึงกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนอยากหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นมากที่สุดโดยการร่วมกันสนับสนุนกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้มีผลบังคับใช้แต่ก็ไม่สามารถดันร่างกฏหมายดังกล่าวให้ผ่านมติได้ ล่าสุด Chip Bergh CEO ของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง LEVI’S ได้ออกมาแสดงจุดยืนของตัวเขาและบริษัทแบบชัดเจน โดยการส่งจดหมายตีพิมพ์เผยแพร่ลงในนิตยสารอย่าง Fortune โดยเนื้อความในจดหมายพูดถึงเรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนองค์กรอย่าง SaferTomorrow ที่เดินหน้าป้องกันเหตุการณ์ร้ายดังกล่าวมาตลอด ต่อมาคือการมอบเงินช่วยเหลือให้กับโครงการไม่แสวงหาผลกำไรและนักเคลื่อนไหวป้องกันความรุนแรงจากปืน ร่วมกับกลุ่ม Everytown Business Leaders or
ถ้าพูดถึง New York Yankees ภาพแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวผู้ชายอย่างเราคงจะเป็นหมวกเบสบอลทรงกลมกับสัญลักษณ์ตัว NY วางเด่นไว้กลางหมวกมากกว่าจะพูดถึงทีมเบสบอล รวมถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของเค้าก็ถือว่าเด็ดไม่แพ้ใคร วันนี้ Yankees Logo กำลังกลับมาอีกครั้งพร้อมการร่วมงานกับแบรนด์หรูอย่าง Gucci แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น อะไรกันที่ทำให้โลโก้ตัวแทนทีมกีฬากลายมาเป็น Pop-culture ในยุคสมัยหนึ่ง แถมยังสอดแทรกอยู่ไลน์แฟชั่นตลอดมา เราจะเริ่มจาก Background ตรงนี้สักเล็กน้อย เพราะถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แรกเริ่มสัญลักษณ์ N และ Y ที่เราเห็นกันจนชินตาไม่ได้ถูกวางทับกันเอาไว้ แต่มันถูกวางแยกกัน โดยเดิมทีสัญลักษณ์ Yankees Logo ที่เราเห็นกันในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเหรียญเกียรติยศในช่วงปี 1877 ออกแบบโดยบริษัท Tiffany and Co ถูกเรียกในชื่อ The Medel of Valor เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ John McDowell NYPD ผู้โดนยิงในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทำให้ชาวนิวยอร์กต่างสนใจและเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกคนคุ้นตากับสัญลักษณ์นี้ แต่ New York Yankees ก็ไม่ได้นำรูปแบบดังกล่าวมาเป็นตราสโมสรในทันทีจนเมื่อในปี 1909 Bill Devery เจ้าของทีมร่วมของ New York
“A collaboration without boundaries, welcome to the family @ChildishGambino” คือโพสต์อินสตาแกรมที่ Adidas ส่งถึง Childish Gambino ซึ่งถือเป็นเดินหน้าคว้าตัวคนดังมาร่วมงานอย่างต่อเนื่องสำหรับค่าย Threes Stripes หลังจากได้ปล่อยคลิปวิดีโอเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ล่าสุด ซึ่งเหมือนเป็นการร่วมทีมยอดมนุษย์ที่ทรงอิทธิพลของโลกอีกคนหลังจากก่อนที่มีทั้งศิลปินอย่าง Kanye West และ Pharrell Williams อยู่แล้ว Donald McKinley Glover Jr หรือที่เรารู้จักกันในนาม CHILDISH GAMBINO ศิลปินมากความสามารถสุดครีเอท ผู้เป็นทั้งนักแสดง, คอมเมเดียน, นักเขียนบท, ผู้กำกับ, แร็ปเปอร์ ไปจนถึงดีเจ ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนในบ้านเรารู้จักเขาแน่นอนว่าต้องเป็นเพลงกับมิวสิควิดีโอสุดเสียดสีอย่าง This Is America แต่ถ้าหากใครติดตามผลงานของเขามานาน หรือพูดถึงความสามารถเชิงประจักษ์ในสหรัฐอเมริกาแล้ว คงรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นตัวพ่อประจำวงการ จากความทักษะอันครบเครื่องในทุกด้าน ทำให้กลายเป็นเรื่องน่าสนใจมากเมื่อเค้าเข้ามาข้องเกี่ยวกับวงการแฟชั่น Donald Glover ถูกรู้จักครั้งแรกในฐานะหนึ่งผู้สร้างและนักแสดงของคลิปไวรัลยอดฮิตบนอินเตอร์อย่าง Girl Are Not To Be Trusted กับกลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันใน New York
อีกไม่กี่วันก็จะถึงคิวฉายภาพยนตร์แฟรนไชส์เอเลี่ยนอมตะอย่าง The Predetor 2018 แล้วโดยนับตั้งแต่หนังภาคแรกเข้าฉายในปี 1987 แม้บทบาทของตัวละครจะเป็นนักฆ่าเลือดเย็นแต่หลายครั้งบุคลิกและความเท่แบบไม่มีบทพูด กลับส่งผลให้ตัวละครนี้ได้รับความนิยมไปโดยปริยาย แถมยังมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้เกิดไอเทมที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นตามมามากมายอีกด้วย ล่าสุด Reebox ก็เอากับเขาด้วย โดยได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากนักล่าสายพันธุ์ต่างดาวลงในโมเดลรองเท้าอย่าง Reebox DMX Run 10 โดย DMX Run 10 เวอร์ชันนี้มาพร้อมส่วน Upper ลวดลาย Camouflage เลียนแบบมาจากชุดล่องหนเอกลักษณ์ของตัวละคร Predetor พร้อมส่วน Mid-Sole สีขาวดูเหมือนกำลังจะพรางตัวไปพร้อมส่วนบน ด้านข้างมีการตกแต่งด้วยพิกัดทางทหารสีแดงและด้านในลิ้นรองเท้าซึ่งเขียนด้วยภาษา Predetor แปลได้ว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “หันหลังมาสิ” ชวนให้นึกถึงฉากจู่โจมในขณะที่เหยื่อไม่รู้ตัวตามแบบฉบับหนัง แต่ส่วนที่บ่งบอกตัวตนได้ชัดเจนคงจะเป็นเครื่องรางรูปหัวกะโหลกและกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนความดิบเถื่อนของนักล่ารายนี้ได้ชัดเจนที่สุด ไม่เพียงแค่ตัวรองเท้าเท่านั้นที่ถูกออกแบบอย่างเอาใจใส่ ในส่วนของ Packaging ของ DMX Run 10 Predator เองก็สร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้กล่องแสนอลังแบบของแบรนด์ Air Jordan ด้วยเพราะมักถูกตกแต่งด้วยลวดลายแบบ Infrared Vision รวมไปถึงกล่องชั้นในที่เหมือนรองเท้ากำลังโดนสแกนอยู่ให้ความรู้สึกว่ามันมีชีวิตด้วยโทนสีอุ่นเหมือนมีอุณหภูมิร่างกายคล้ายกับตอน Predator กำลังมองเหยื่อให้ความรู้สึกร่วมตั้งแต่แกะกล่องแน่นอน
ก่อน Blue Ribbon Sport จะกลายเป็นแฟรนไชส์ผู้ผลิตรองเท้าที่ประสบความสำเร็จ และผันตัวเองมาเป็น Nike จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดในอันดับ 18 ของโลกในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งคงต้องยกความดีความชอบให้กับชายผู้ให้กำเนิดอย่าง Phil Knight ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตลองผิดลองถูกผลิตรองเท้าแต่ละรุ่นออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้นต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบการผลิตและพัฒนาพื้นรองเท้า (Out Sole) ซึ่งเรารู้จักในชื่อ Nike Waffle เรื่องราวเริ่มต้นจากฤดูร้อนในปี 1970 ยุคซึ่งถูกเรียกว่า Running Boom เมื่อ University of Oregon มีแผนจะพัฒนาลู่วิ่งของมหาวิทยาลัยจากพื้นดินแห้งกรอบเป็นยางสังเคราะห์ เพื่อให้นักกีฬาคุ้นชินกับสนามระดับมาตรฐาน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชายผู้มีบทบาทสำคัญอีกคนอย่าง Bill Bowerman โค้ชนักกรีฑาเบอร์ต้นของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาและก่อตั้ง Blue Ribbon Sport ได้รับการท้าทายเพื่อหารองเท้าที่เหมาะสมกับสนามแข่งขันใหม่ เพราะเมื่อมองดูในท้องตลาดแล้วไม่มีรองเท้าคู่ไหนที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้เลย ทำให้เวลาต่อมา Bill และ Phil ได้ร่วมมือกันพัฒนารองเท้าที่เหมาะสมกับต่อการวิ่ง รวมถึงสามารถใช้ได้กับพื้นผิวที่หลากหลายเป็นโจทย์หลัก เพราะเวลานั้นรองเท้าส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อรูปแบบของพื้นรองเท้าเท่าไหร่นัก ทั้งสองจึงมีความคิดว่าจะสร้างรองเท้าที่มีพื้นนู้นต่ำสลับกันตลอดแนวพื้นขึ้นมา เวลาผ่านไปไม่นาน Bill Bowerman ก็เดินเข้ามาในโรงงานผลิตรองเท้าพร้อมกับถาดเหล็กคล้ายกับที่ใช้ทำวาฟเฟิล ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อพิมพ์พื้นรองเท้าต้น โดยคู่แรกถูกสร้างด้วยมือตั้งแต่การวัดไซส์ตัด
ในตลาดซื้อขายเสื้อผ้ามือสอง มีเทรนด์ที่ทำให้พ่อค้าออนไลน์สายแฟชั่นหลายคนเลือกเก็บและทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ นอกจากเสื้อวง ความนิยมเก็บ Vintage Sportswear ก็การันตีความสำเร็จได้ตลอดกาลเช่นกัน ซึ่งหนึ่งแบรนด์ที่นักสะสมนิยมเก็บและหยิบมาใส่ ต้องยกให้ดีไซน์สุดคลาสสิคจาก Tommy Hilfiger จุดเด่นของเสื้อผ้าจากมันสมองของ Thomas Jacob Hilfiger แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวอเมริกันที่สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักตั้งแต่ปี 1985 เสื้อผ้าที่ชูดีไซน์สี Bi-Color ขาวแดง เต็มไปด้วย essence ของความเป็น American Classic ก่อนจะดังเป็นพลุแตกในช่วง 90s จาก Rave Culture ปาร์ตี้ที่จัดให้บรรดาวัยรุ่นได้อวดท่าเต้นและการแต่งตัวสไตล์ Sportswear ไซส์ใหญ่เกินตัวเข้าแข่งกัน จนเป็นที่มาของเทรนด์ 90’s Vintage Sportswear มีแบรนด์ที่โด่งดังคุ้นหูพวกเรามากมายอย่างเช่น Fila, Champion และ Tommy Hilfiger แทรกซึมเข้าไปได้ในทุก Culture ตั้งแต่ Preppy, Hip-Hop หรือแม้แต่ Streetwear ที่นิยมความ Vintage ของแบรนด์นี้อย่างไม่เสื่อมคลาย ถือเป็นการ Collab ที่ดีสำหรับคนที่ไม่ถนัดเก็บเสื้อ Vintage แต่อยากแต่งตัวแนว
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเดือนสิงหาคมอันแสนเดือดของตลาด Sneakers หลังจากค่ายยักษ์ใหญ่ต่างเรียงหน้ากันปล่อยรองเท้าคู่เด็ดของตัวเองออกมาให้เราเฝ้ามองเพื่อจับจองอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหลายคนคงได้เป้าหมายที่ถูกใจไปแล้วบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ยังไม่โดน วันนี้ UNLOCKMEN ได้คัดสรรรองเท้าที่น่าสนใจ ซึ่งจะออกวางขายในเดือนกันยายนนี้มาไว้ให้แล้ว ไปดูกันว่ามีคู่ไหนทำให้เราอยากจะเสียเงินกันบ้าง NEW BALANCE x END (Dusk Pack) งาน Collab ล่าสุดจาก New Balance และ END ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการมองไปที่เส้นขอบฟ้าในตอนพลบค่ำ ความคิดนี้ถูกถ่ายทอดลงในโมเดล X90 โดยมีการผลิตออกมาทั้งหมด 2 สีด้วยกัน คือ White และ Black ในส่วนของ Midsole ใช้สีเนวี่กับม่วงตัดสลับ มาพร้อมเทคโนโลยี REVlite จุดขายของ NB ในส่วนของ Uppers ขึ้นรูปเป็นผ้า Mesh ซึ่งดูมีสีสันทีเดียวสำหรับ X90 Day Release : 1 กันยายน Price : 135$ PUMA
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเหตุเรียกความฮาปนสงสัยขึ้นบนโลกแฟชั่น เมื่อ Dan Jagger ผู้จัดการร้าน Supreme สาขาลอนดอน ประเทศอังกฤษเดินมาทำงานในตอนเช้า แล้วพบว่าป้ายโลโก้หน้าร้านมีลักษณะห้อยลงมาอย่างน่าแปลกใจ จนเมื่อไปเปิดกล้องวงจรปิดดูก็พบว่า ต้นเหตุเกิดจากชายคนหนึ่งพยายามจะดึงมันออก หมายจะขโมยมันไปอย่างไม่ต้องสงสัย แต่โชคดีของร้านที่มันทำไม่สำเร็จ ป้ายจึงมีสภาพอย่างที่เห็น ที่น่าแปลกคือความกล้าบ้าบิ่นของชายคนดังกล่าว เป็นความระห่ำอันยิ่งใหญ่แถมยังทำในจุดไม่ลับตาคน เนื่องจากช็อป Supreme สาขาลอนดอนนั้นตั้งอยู่ใจกลางย่าน Soho ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งกิน เที่ยว ช้อป ยอดนิยมของเขต West End ที่เต็มไปด้วย ผับบาร์ ร้านอาหาร รวมไปถึงแหล่งช้อปปิ้งสินค้ามากมาย ซึ่งจะมีคนไปพลุกพล่านตลอดเวลา แต่เท่าที่เห็นจากในวิดีโอ ชายคนนั้นก็ไม่ได้สนใจใคร คงเพราะโลโก้ Supreme มันช่างยั่วยวนใจให้กระชากมาครอบครองเหลือเกิน แต่อีกนัยยะหนึ่งมันแสดงถึงความมีคุณค่าและราคาของ Supreme Logo Box ที่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะถูกหยิบจับไปแปะกับอะไรก็สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งนั้นได้หลายเท่าตัว ยกตัวอย่างจาก Items ในคอลเลกชัน Supreme Accessories SS18 ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรือยางกับไม้พายขวาน สารพัดสิ่งไลฟ์สไตล์ที่ไม่เกี่ยวกับแฟชั่น ไปยันหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ The NewYork Post ก็ทำมาแล้ว แถมยังขายได้ขายดีทุกล็อต ซึ่งแฟน ๆ Supreme
เดินทางเข้าสู่ปีที่ 90 แล้วสำหรับ Mickey Mouse ตัวการ์ตูน Iconic ซึ่งแน่นอนว่าต้องเคยผ่านตาผู้ชายอย่างเรากันมาบ้างในวัยเด็ก แต่ที่สำคัญกว่าคือในวาระนี้ มีการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 จิตวิญญาณลูกผู้ชาย หนึ่งคือ Vault by Vans และอีกหนึ่งคือ Disney โดยใช้การเล่าเรื่องผ่านศิลปินชื่อดัง 4 คน แถมเลือกใช้รองเท้า Signature High-Top อย่าง Vans OG SK8- Hi LX เป็นโมเดลหลักอีกด้วย ไปดูกันว่าคอลเลกชันไหนของใครจะโดนใจกันบ้าง x John Van Hamersveld ขาใหญ่วงการกราฟิกดีไซน์ตั้งแต่ยุค 60’s ผู้เคยออกแบบปกอัลบั้มให้กับศิลปินในตำนานอย่าง Jimi Hendrix, The Rolling Stone และยังทำงานเกี่ยวกับแวดวงดนตรีอีกมากมาย เขาเป็นเหมือนตัวแทนกราฟิกตี้ของชาวแคลิฟอร์เนียตอนใต้ โดยผลงานที่โดดเด่นคือการใช้สีสันเป็นตัวแทนอารมณ์การแสดงออก ผสมผสานความสดใสของการเล่นเซิร์ฟและดนตรี งานออกแบบครั้งนี้เขาแสดงมันผ่านตัวการ์ตูน Mickey Mouse แทนกลุ่มคลื่นที่พวกเราคุ้นเคย x Mark


