ช่วงนี้ข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของสุดยอดดีไซเนอร์เปลี่ยนโลกอย่าง Karl Lagerfeld ผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นเต็มหน้าฟีดโซเชียลทั้งไทยและเทศ บุรุษอายุ 85 นี้คือใคร ทำไมวงการการออกแบบและแฟชั่นถึงออกมาร่วมไว้อาลัย ถ้ายังคิดไม่ออกว่าเขาคือใคร ภาพติดตาของดีไซน์เนอร์ของแบรนด์ Chanel ที่ชอบใส่สูทสีดำ ไว้ผมยาวสีขาวโพลนรวบหางม้า และสวมแว่นกันแดดตลอดเวลาด้านล่าง คงทำให้ต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน UNLOCKMEN ขอนำทุกคนไปทำความรู้จักกับชายผู้สร้างสีสันให้กับโลกแฟชั่น เพื่อสดุดีถึงผลงานที่ทำมาตั้งแต่ช่วง 50’s ที่โดดเด่น ไม่ธรรมดา และกินใจผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนที่ Karl Lagerfeld จะเป็น Creative Direction ให้กับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Chanel และแบรนด์ดังจากอิตาลี Fendi รวมถึงก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นในชื่อของตัวเองว่า Karl Lagerfeld จนเกรียงไกร เขาต้องพบกับขวากหนามมากมายที่ต้องพยายามฝ่าฟันนับครั้งไม่ถ้วนจนได้สิ่งที่หวัง เรื่องราวชีวิตก่อนมีชื่อเสียงโด่งดังของ Karl เริ่มต้นจากเด็กชายชาวเยอรมันที่ย้ายมาตามความฝันใน “ปารีส” มหานครแห่งแฟชั่น ทุ่มเวลากับสิ่งที่ชอบด้วยการเรียนรู้เรื่องผ้าอยู่ 2 ปี จากนั้น Karl ในวัย 17 ปี จึงได้ลองส่งผลงานชิ้นแรกของตัวเองคือแบบสเก็ตช์เสื้อโค้ตเข้าประกวดในปี ค.ศ. 1954 และได้รับรางวัลชนะเลิศ ผลงานชิ้นนี้ของ Karl เข้าตา Pierre Balmain ดีไซเนอร์ชื่อดังแห่งยุค
ในสังคมปัจจุบันที่ชุดความคิด ‘ชายเป็นใหญ่’ นั้นล้าหลังไปแล้ว คำถามที่ว่าผู้ชายอย่างเราควรจะวางตัวอย่างไรให้เหมาะสมจึงกลายเป็นคำถามสำคัญและยากที่จะหาคำตอบ เพราะเรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เป็นสิ่งที่ใช้ความพึงพอใจของปัจเจกในแต่ละสังคมเป็นคำตอบ อย่างไรก็ตามวันนี้ ‘Barack Obama’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนดังและ ‘Stephen Curry’ สุดยอดนักบาสเก็ตบอล NBA แห่งยุค จะมาเสนอแนวทางที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เราได้ฟังกัน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ เมือง Oakland รัฐ California มีงานสัมมนาเรื่อง How to ‘Be a Man’ โดยมีวิทยากร 2 คน ซึ่งก็คือ Barack Obama และ Stephen Curry จุดมุ่งหวังคือการให้ผู้ชายรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายผิวสีได้หลุดพ้นจาก ‘กับดัก’ ทางสังคม “พวกเราทุกคนน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าการจะเป็นผู้ชายที่ดีได้นั้น ต้องเริ่มจากการเป็นมนุษย์ที่ดีเสียก่อน นั่นหมายความต้องมีความรับผิดชอบ ทำงานหนัก มีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น” Obama เริ่มต้นบทสนทนา “ความคิดที่ว่าการจะแสดงออกถึงความเป็นชายของตัวเองนั้นคือการต้องกดคนอื่นให้ต่ำกว่าตัวเองมันล้าสมัยไปแล้ว” “เป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าเมื่อกลุ่มวัยรุ่นรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม พวกเขาจะทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงออกให้ผู้อื่นทราบ” “ถ้าคุณรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องกดคนอื่นให้ต่ำลงเพื่อลบปมดังกล่าว ลองเปลี่ยนเป็นยกย่องเชิดชูดูสิ” “ผมเห็นด้วยกับเรื่องนั้น”
เพราะสหรัฐอเมริกาคือประเทศมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุด ทำให้ทุก ๆ อย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวผู้นำแห่งสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องจับตามองไปทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด วาทะศิลป์ แฟชั่น ไม่เว้นแม้แต่เครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีอย่าง Air Force One ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องบินที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดีที่สุดในโลกก็เป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจ เครื่องบินประจำตำแหน่งลำแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1910 สมัย ทีโอดอร์ รูสเวลต์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเป็นแค่เครื่องบินขนาดเล็กธรรมดาที่ไม่ได้หรูหราเหมือนปัจจุบัน ต่อมาก็เริ่มมีการพัฒนาเครื่องบินโดยสารที่มีห้องทำงานในสมัยของประธานาธิบดีแฟรงกลิน เดลาโน โรสเวลต์ เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีประธานาธิบดีก็เปลี่ยนไปหลายต่อหลายคน รุ่นของเครื่องบินประจำตำแหน่งก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัยพร้อมกับชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เช่น C-87A VIP Transport หรือ Guess Where II จนมาถึงสมัยของประธานาธิบดีดไวต์ เดวิด ไอเซนฮาวร์ เครื่องบินประจำตัวของผู้นำถูกเรียกว่า Air Force One เป็นครั้งแรกและใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในช่วงที่ โรนัลด์ เรแกนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 747 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่ง และหลังจากนั้นทำให้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวกลายมาเป็นเครื่องบินเป็นต้นแบบของ Air Force One จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามคำว่า Air Force One
ถ้าทำงานแล้วได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าหรือมีหัวหน้าที่เข้าอกเข้าใจถึงงานหนักแค่ไหนก็ยังไหว แต่นั่นไม่ใช่กับบริษัทที่มีนโยบายแบบ Black Company เพราะนอกจากจะใช้งานหนักเยี่ยงทาสแล้ว บริษัทสีดำเหล่านี้ยังจ่ายเงินค่าล่วงเวลาในจำนวนที่น้อยนิด หรือถ้าหนักขึ้นไปอีกอาจจะต้องทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างด้วยซ้ำ แถมยังต้องทำงานในวันหยุดอีกด้วย มันเกิดอะไรขึ้น ? แล้วทำไมเหล่ามนุษย์เงินเดือนเหล่านั้นถึงยังต้องยอมทนอยู่ ? ในช่วงสมัยที่ยากูซ่ายังมีอยู่ทั่วทั้งญี่ปุ่น ยากูซ่าเหล่านี้จะเปิดบริษัทเพื่อวัตถุประสงค์หลายอย่างไม่ว่าจะการสร้างช่องทางเป็นแหล่งรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงแก๊งของตัวเอง หรือมีไว้เพื่อบังหน้าจากการทำธุรกิจใต้ดินผิดกฎหมาย ทำให้ในสมัยก่อนบริษัทของยากูซ่าเหล่านี้จะถูกเรียกกันว่า Black Company อย่างไรก็ตาม บริษัทสีดำที่ว่าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกเฉพาะกับธุรกิจของเหล่ายากูซ่าอีกต่อไป แต่มันหมายถึงสำนักงานต่าง ๆ ทั่วเกาะญี่ปุ่นที่ใช้แรงงานพนักงานกินเงินเดือนเยี่ยงทาสอีกด้วย Black company (ブラック企業 burakku kigyō) บริษัทสุดโหดที่ชอบใช้งานพนักงานมากเกินความจำเป็น และมักเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในสายครีเอทีฟและสายบันเทิงอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร บริษัทผลิตเกม และรายการทีวีช่องต่าง ๆ ปัจจุบันบริษัทสีดำในญี่ปุ่นเหล่านี้ก็ขยายวงไปยังวงการอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว นอกจากรายได้อันน้อยนิดกับการทำงานล่วงเวลาที่หนักหน่วง อีกหนึ่งสิ่งที่ตามมาและพบเห็นได้บ่อยครั้งในบริษัทประเภท Black Company คือเรื่องของ power harassment หรือการกดขี่ กดดัน ข่มขู่พนักงานไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเหล่าลูกน้องในบริษัทสีดำเหล่านี้จะต้องน้อมรับแต่โดยดี ห้ามเรียกร้องหรือคัดค้านอะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่เพียงแค่ความกดดันหรือการข่มขู่เท่านั้น เพราะในบางครั้งพนักงานที่เป็นผู้หญิงก็มักจะโดน sexual harassment หรือการล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศอยู่บ่อยครั้ง การกล่าวอ้างนี้ก็ไม่ได้เขียนขึ้นลอย
การเลือกตั้งในประเทศกำลังใกล้เข้ามาทุกที ไทยเราห่างหายจากการเลือกตั้งไปเกือบ 5 ปี หลังจากรัฐประหารเมื่อปี 2557 ดังนั้นก่อนที่จะเข้าคูหากาเบอร์พรรคที่ตัวเองชื่นชอบ UNLOCKMEN จะพาไปดูเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างฟิลิปปินส์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจของการต่อสู้ทางการเมือง เรื่องราวที่ยาวนานและยืดเยื้อเริ่มต้นขึ้นเมื่อ เฟอร์ดินานด์ เอ็มมานูเอล มาร์กอส ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ดำรงตำแหน่งเป็นเวลาเกือบ 21 ปี (1965-1986) เขาสร้างชื่อจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะความร้อนแรงและอุดมการณ์อันเต็มเปี่ยมในการต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่น เมื่อเขาตัดสินใจเล่นการเมือง ชื่อเสียงตั้งแต่ช่วงสงครามโลกของเขารวมถึงนโยบายต่าง ๆ ของพรรคสามารถซื้อใจชาวรากหญ้าและชนชั้นกลางทำให้มาร์กอสชนะการเลือกตั้งในปี 1965 และดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ แรกเริ่มเดิมทีเหมือนทุกอย่างจะดำเดินไปได้ด้วยดี แต่แล้วกลับไม่เป็นอย่างที่ชาวฟิลิปปินส์คาดคิด เมื่อมาร์กอสดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ต่าง ๆ สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและกลุ่มพรรคพวก อีกทั้งนโยบายประชานิยมของเขาจะต้องยืมเงินมาจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศมีหนี้สินจำนวนมาก เมื่อได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สอง มาร์กอสได้ประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972 รวบอำนาจทั้งหมดมาไว้ในมือ เปลี่ยนเป็นผู้นำเผด็จการที่ทำให้ทั้งนักข่าว สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ วุฒิสมาชิกถูกจำกัดเสรีภาพด้วยกฎอัยการศึกและถูกจับตาอยู่ตลอดเวลา สำนักข่าวที่เห็นต่างถูกปิดตัวลงโดยอ้างว่าถ้าสื่อมีเสรีภาพมากเกินไปจะทำให้อำนาจกระบวนการสร้างชาติไม่สามารถดำเนินไปได้ ไม่ว่าจะเป็นสภา ทหาร ไฟฟ้า น้ำมัน สื่อสิ่งพิมพ์ ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ความดูแลของบริษัทเครือข่ายพรรคพวกของประธานาธิบดี เขายังวางแผนที่จะอยู่ในอำนาจยาว ๆ โดยในช่วงเวลาที่มาร์กอสดำรงตำแหน่ง ธนาคารโลกได้เปิดเผยว่าฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในเอเชียจากเดิมราว 2,670
สรรพสามิตฯ บุกตึกแถวจับหนุ่มนิติศาสตร์ ม.ดัง คิดค้นสูตรหมักเบียร์ขายเอง! ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน นี่คือพาดหัวหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ เป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการคราฟต์เบียร์ไทยที่ทั้งคนในและนอกวงการต่างให้ความสนใจ เพราะก่อนหน้านี้คราฟต์เบียร์ในไทยยังเป็นอะไรที่เทา ๆ ไม่ได้มีการเอาผิดทางกฎหมายอย่างจริงจังจนกระทั่งเหตุการณ์นี้ ‘เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร’ คือชื่อของผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว คนส่วนใหญ่คงไม่มีใครรู้จักเขามาก่อน มีข้อมูลชายคนนี้เท่าที่ข่าวนำเสนอ แต่เรากับเขาเคยพบปะกันมาบ้างในกิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ รวมถึงเรื่องเบียร์ที่เราค่อนข้างเป็นแฟนคลับ ตามดื่มคราฟต์เบียร์ของเขามาตั้งแต่ยังไม่เกิดเรื่อง เราจึงค่อนข้างตกใจกับข่าวนี้พอสมควร 2 ปีผ่านไป จากผู้ต้องหาในวันนั้น ในวันนี้เขากลับมีชื่อเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรในนามพรรค ‘อนาคตใหม่’ พร้อมนโยบายผลักดันคราฟต์เบียร์ไทยให้ถูกกฎหมาย ดูเป็นผู้ชายที่มีชีวิตน่าสนใจไม่ใช่น้อย และโชคดีที่วันนี้เรามีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับเขา เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จัก เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กับบทบาทท้าทายครั้งใหม่ในชีวิตไปพร้อม ๆ กัน เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร คือใคร? “สวัสดีครับ ผมชื่อ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อายุ 29 ปี เรียกผมว่าเท่าก็ได้ แต่ฉายาของผมที่คนทั่วไปรู้จักก็น่าจะเป็นหนุ่มนิติคราฟต์เบียร์ เพราะว่า 2 ปีก่อนผมโดนจับไปเพราะทำคราฟต์เบียร์” นอกจากการเป็นหนุ่มนิติคราฟต์เบียร์ ไลฟ์สไตล์ด้านอื่นเท่าพิภพเป็นยังไงบ้าง? “จริง ๆ ไลฟ์สไตล์ผมก็เป็นคนง่าย ๆ รักอิสระ ทำอะไรค่อนข้างตามใจตัวเอง
เคยไหมเมื่อบางครั้งรู้สึกโกรธมาก ๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่พอใจอะไรต้องเก็บไว้ในใจและไม่รู้ว่าจะไประบายพลังงานลบได้ที่ไหน แล้วถ้าต้องจ่ายเงิน 700 บาท แต่สามารถระบายอารมณ์โดยการทำลายข้าวของได้ตามใจเพื่อคลายความหัวร้อนลงคุณจะยอมจ่ายหรือไม่ ? ถ้าคำตอบที่มีอยู่ในใจคือใช่ UNLOCKMEN จะพาไปทำความรู้จักกับห้องที่ทุกคนสามารถแสดงความเกรี้ยวกราดออกมาได้ดั่งใจ เพราะอารมณ์โกรธคือสิ่งที่ทุกคนจะต้องเคยพบเจอสักครั้งในแต่ละวันทำให้บริษัทมีชื่อว่า Smash เกิดไอเดียสร้างรายได้จากความโกรธอย่างห้องที่มีชื่อว่า ห้องระบายอารมณ์ หรือ Anger Room ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นห้องที่พร้อมรับมือผู้คนที่นำพาความโกรธมาระบาย ณ ที่แห่งนี้ ก่อนที่ลูกค้าจะได้เข้าไปใช้บริการในห้องระบายอารมณ์ ทางบริษัท Smash จะมอบไม้เบสบอลหรืออาวุธเบาอื่น ๆ ให้ลูกค้าถือติดมือ และกำหนดให้ลูกค้าทุกคนสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันก่อนเข้าสู่ห้องระบายอารมณ์ เพื่อป้องกันสิ่งของที่แตกกระจายเพราะภายในห้องจะมีข้าวของต่าง ๆ เช่น ขวดแก้วหรือแจกัน เตรียมไว้ให้หวดอย่างเต็มแรงเป็นเวลา 30 นาที ในราคา 158 หยวนหรือราว 700 บาท เจ้าของบริษัท Smash นามว่า Jim Meng บอกเล่าถึงธุรกิจของตัวเองว่าห้องระบายอารมณ์นี้เปิดมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2018 และลูกค้าราว 600 คนต่อเดือนของเขาได้ทำลายขวดแก้วไปแล้วเดือนละกว่า 15,000 ขวด แถมเขาเคยเห็นลูกค้าหญิงรายหนึ่งนำภาพถ่ายในวันแต่งงานของตัวเองมาทุบทิ้งจนเละและทิ้งไว้ในห้องอีกด้วย สำหรับเสียงตอบรับของเหล่าลูกค้าที่ได้ลองใช้บริการห้องระบายอารมณ์ต่างบอกว่ารู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ทำลายสิ่งของต่าง
สำหรับคอหนังแอคชั่นคงต้องเคยได้ดูผลงานการแสดงของพระเอกตลอดกาลอย่าง เลียม นีลสัน นักแสดงชาวไอร์แลนด์มากฝีมือ ที่ใครหลายคนคุ้นตากันดีกับบทคุณพ่อสุดโหดจากเรื่อง Taken ในครั้งนี้จะไม่ได้มาพูดถึงภาพยนตร์ที่เขาแสดง หรือประวัติของเลียม แต่จะพูดถึงประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อพระเอกชื่อดังวัย 66 ปีให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Independent ของอังกฤษในระหว่างการโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง Cold Pursuit ว่าช่วงสมัยวัยรุ่นเขาเคยมีความคิดอยากฆ่าชายผิวสี เขาเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว เพื่อนผู้หญิงที่ของเขาถูกข่มขืนอย่างทารุณ เรื่องเศร้าของเธอได้กระตุ้นความรู้สึกของเลียมเป็นอย่างมาก และเขาถามเธอว่ารู้จักชายที่ทำร้ายหรือเปล่า เธอตอบกลับมาว่าเป็นชายผิวสีที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เลียมเล่าต่อว่า หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาเริ่มออกไปเดินกลางถนนในช่วงกลางคืนพร้อมพกอาวุธติดตัวไปเกือบสัปดาห์ ด้วยความหวังที่ว่าจะเจอชายผิวสีนิสัยแย่เข้ามาหาเรื่อง เพื่อเขาจะได้มีเหตุผลเพียงพอที่จะฆ่าชายคนนั้นเพื่อเป็นการล้างแค้นให้กับเพื่อน แต่กลับกันเขาไม่ได้เล่าต่อว่าชายที่ข่มขืนเพื่อนของเขาได้รับโทษตามกฎหมายหรือไม่ หรือเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น เมื่อเลียมได้เปิดเผยความลับในช่วงวัยรุ่นที่ไม่เคยบอกให้ใครได้รู้มาก่อน เขากล่าวเพิ่มเติมว่าหลังจากนั้นเขาเติบโตมีวุฒิภาวะมากขึ้น เขารู้ว่าความคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่แย่มาก และเมื่อคิดย้อนกลับไปทีไรก็จะทำให้รู้สึกแย่กับตัวเองทุกครั้ง อย่างไรก็ตามผลที่ตามมาจากการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ทำให้เลียม นีลสัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในเรื่องของการใช้ภาษาสัมภาษณ์ที่เผยให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีอคติทางเชื้อชาติ และค่อนข้างเหยียดผิว บทสัมภาษณ์ดังกล่าวสร้างคำถามต่าง ๆ ตามมามากมาย เช่น หากคนที่ข่มขืนเพื่อนของเลียมเป็นชายผิวขาว เขาจะพกอาวุธและออกไปเดินเตร่ในตอนกลางคืนเพื่อรอให้มีนักเลงมาหาเรื่องหรือไม่ หรือคำถามที่ว่าการฆ่าคนผิวสีคนอื่นจะช่วยล้างแค้นได้จริงหรือ และถ้าเลียมคิดว่าชายผิวสีคนไหนก็เหมือนกันหมดนั่นถือเป็นการเหยียดที่ร้ายแรง ถ้าหากฟังในบทสัมภาษณ์ดี ๆ ก็จะรู้ว่าเลียมเคยกล่าวถึงกรณีนี้ไว้แล้วว่าไม่ว่าจะเป็นชาวไอริชด้วยกัน หรือเป็นคนอังกฤษก็ตาม ไม่ว่าใครเขาก็จะพยายามรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเพื่อนสาวด้วยวิธีการแบบโง่ ๆ ของเขา ซึ่งมันเป็นวิธีคิดที่เขารู้ตัวว่ามันล้าสมัยมาก
ภาพถ่ายคือการเก็บเรื่องราวในช่วงเวลาที่เราลั่นชัตเตอร์เพื่อเป็นตัวแทนของความทรงจำ ช่วงเวลา หรือแม้แต่ชั่วขณะหนึ่งของผู้คนตรงหน้า แท้จริงแล้วภาพถ่ายไม่ได้เป็นเพียงแค่ไทม์แคปซูลเท่านั้น แต่ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน Richard Sandler คือช่างภาพชาวอเมริกันผู้ชื่นชอบถ่ายภาพแนวสตรีทและเป็นผู้กำกับสารคดีชื่อดัง เขามีผลงานมากมายเผยแพร่อยู่ทั่วเมืองนิวยอร์ก ไม่ว่าจะไปห้องสมุดสาธารณะ มหาวิทยาลัยแอริโซนา พิพิธภัณฑ์นิวยอร์ก หรือสมาคมประวัติศาสตร์นิวยอร์ก ก็จะต้องพบเห็นผลงานภาพถ่ายของเขาอยู่เสมอ ริชาร์ดกับเพื่อนนักเขียนของเขาเกิดความคิดที่จะรวบรวมรูปถ่ายจำนวนกว่า 200 รูป มาทำเป็นสมุดภาพ บอกเล่าเรื่องราวบนถนนย่านบอสตันในกรุงนิวยอร์กช่วงปี 1977 -2001 ผ่านหนังสือชื่อว่า The Eyes of the City ที่สะท้อนให้เห็นถึงอะไรหลาย ๆ อย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในมุมของแฟชั่น ภาพถ่ายเหล่านี้ได้สะท้อนถึงชีวิตเหล่าชายหนุ่มกลางนครนิวยอร์กที่มักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าโทนสีเข้ม และนิยมใส่หมวกกันอยู่บ่อย ๆ นั่นเป็นเพราะอิทธิพลจากศิลปินชายที่โด่งดังในช่วงเวลานั้นอย่างไมเคิล แจ็คสัน แฟชั่นไอคอนมาแรงที่ไม่ว่าเขาจะสวมใส่อะไรผู้คนก็มักทำตาม อย่างเช่นหมวกทรง Panama ที่ MJ ใส่ในเพลง Billie Jean ก็ทำให้ชายหนุ่มนิยมสวมหมวกกันอย่างแพร่หลาย นอกจากหมวกสไตล์ Panama ที่หนุ่ม ๆ ฮิตใส่กันแล้ว แฟชั่นของผู้สูงอายุก็นิยมใส่หมวกด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นหมวก Flat
ย้อนกลับไปหลายร้อยปีที่แล้ว มนุษย์เราต้องโตมาพร้อมกับการจำ “ข้อมูล” บางอย่างเพื่อรักษาตัวตน เราต้องมีชื่อเรียกที่ต้องจำให้ได้ไว้บอกคนอื่น ต้องมีตัวเลขวันเดือนปีเกิดไว้นับเพื่อบอกความอาวุโสของตัวเองและบอกหน้าที่ที่ควรจะต้องทำเมื่อตัวเลขนั้นมาถึง ต้องมีรหัสตัวเลขในระบบพลเมืองเพื่อชี้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะทำและไม่ทำอะไร จุดเริ่มต้นของการรักษาข้อมูลเลยโดนกำหนดไว้ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา จนวันหนึ่งพอสมองกลมาอยู่ในกิจวัตรประจำวัน เราก็ต้องจำมากขึ้นเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาขโมยข้อมูลความลับดิจิทัลที่บอกความเป็นส่วนตัวของเราอีก ซึ่งสิ่งที่เราต้องจำเพิ่มนี้ได้กลายเป็นศัพท์ใหม่ที่รู้จักกันดีว่า “password” เราคงไม่ต้องบอกว่าไอ้ password เนี่ยสำคัญกับชีวิตคุณแค่ไหน เพราะทุกวันนี้ถ้ามีใครบังเอิญไปรู้ข้อมูลความลับของคุณเข้า เขาก็สามารถขโมย data อื่นเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันที เหมือนที่เห็นตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ อย่างเร็วก็แฮ็กแล้วติดต่อไปหาเพื่อนหรือคนรู้จักให้โอนเงินให้ ส่วนอย่างช้าก็เอาข้อมูลเราไปวิเคราะห์เพื่อทำประโยชน์จากอย่างอื่นต่อจากนั้น ดังนั้น การเปลี่ยน password หรือตั้งมันให้ยาก ๆ เข้าไว้เลยเป็นทางออก กลับมาที่คำถามใหม่ว่า งั้นยิ่งลับก็น่าจะยิ่งดีใช่ไหม? ถ้ามีเรารู้คนเดียวก็ต้องดีดิวะจะได้ไม่มีใครขโมย กรณีนี้ถ้าเป็นเรื่องทั่วไปเราก็จะบอกว่าใช่ แต่พอเจอข่าวแคนาดาว่าตลาด crypto ต้องปั่นป่วนเพราะ Gerald Cotten ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ QuadrigaCX ตลาดซื้อขาย crypto ที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาเสียชีวิตจากโรคโคร์น (ความผิดปกติของลำไส้) กะทันหันช่วงเดือนธันวาคมปลายปีที่ผ่านมา จากการเดินทางไปที่อินเดียเพื่อเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จนบริษัทออกมาประกาศแจ้งเหตุการณ์นี้ผ่าน Facebook https://www.facebook.com/quadrigacx/posts/2218141444897123 คุณจะทำอย่างไร? ถ้า 1. คุณเป็นพนักงานของบริษัทนี้ซึ่งกำลังจะต้องโดนฟ้องร้อง และ
Super Bowl คือนัดชิงชนะเลิศของศึกคนชนคน NFL โดยในทุก ๆ ปีผู้คนทั่วโลกกว่า 100 ล้านคนต่างจับจ้องให้ความสนใจมหกรรมกีฬาครั้งยิ่งใหญ่นี้ จึงทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในอีเวนต์กีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจนอกจากการแข่งขันอันเข้มข้นในสนามก็คือโชว์ในช่วงพักครึ่งหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Super Bowl Halftime Show โดยในทุกปีจะมีศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ผลัดเปลี่ยนกันมามอบความบันเทิงสุดมหัศจรรย์ให้กับผู้ชมในสนามและหน้าจอทีวีทั่วทั้งโลก ถึงจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันคือเวทีที่ศิลปินทุกคนต่างใฝ่ฝัน เพราะคงไม่มีโชว์ไหนอีกแล้วที่จะมีผู้ชมมากมายขนาดนี้ โชว์สุดมหัศจรรย์ของ Michael Jackson ในปี 1993 สะกดผู้ชมได้อยู่หมัด ไร้ซึ่งคำครหาต่อฉายา ‘King of Pop’ โชว์สุดมันส์ของ Bruno Mars ในปี 2014 ที่แสดงศักยภาพของเขาออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้ทุกคนต่างยอมรับว่าเขาคือ King of Pop คนใหม่อย่างแท้จริง พร้อมด้วยการเซอร์ไพรส์ของวงร็อกระดับตำนาน Red Hot Chili Peppers ที่มาเพิ่มดีกรีความเดือดของโชว์ขึ้นไปอีกขั้น ‘Super Bowl Halftime Show ที่ดีที่สุดตลอดกาล’ ของ Prince สุดยอดศิลปินผู้ล่วงลับ ที่ไม่ต้องใช้เอฟเฟ็กต์มากมาย ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่อลังการ เพียงแค่ความสามารถของเขาเพียว ๆ ผู้ชมก็ตกอยู่ในภวังค์ราวต้องมนตร์แล้ว เหล่านี้คือ Super Bowl Halftime Show ที่ตราตรึงใจ
Netflix ตอนนี้นอกจากกระแสซีรีส์การเมืองผสมซอมบี้จากเกาหลีอย่าง ‘Kingdom’ แล้ว ซีรีส์อีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงไม่แพ้กันเลยก็คือ ‘Conversations with a Killer: The Ted Bundy Tapes’ ซีรีส์เชิงสารคดีที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของ Ted Bundy ฆาตกรต่อเนื่องอันโด่งแห่งสหรัฐอเมริกาในช่วงยุค 70 ไม่ให้โด่งดังได้อย่างไร เพราะช่วงเวลาแค่ 4 ปี (ค.ศ. 1974-1978) Ted Bundy ข่มขืนและฆ่าหญิงสาวทั่วทั้งอเมริกาไปกว่า 30 ราย และนี่แค่เฉพาะรายที่มีหลักฐานเท่านั้น ว่ากันว่าเหยื่อของ Ted จริง ๆ แล้วอาจมีมากกว่า 100 รายด้วยซ้ำ Ted ถือเป็นฆาตรกรต่อเนื่องที่ฉลาดเป็นกรด เขาจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับนักการเมือง แตกต่างกับฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่ที่มาจากสภาพสังคมแย่ ๆ ไม่ก็เป็นอาชญากรมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมเขาได้ อย่างไรก็ตามสี่เท้ายังรู้พลาด Ted Bundy ยังรู้พลั้ง ในที่สุดเขาก็หนีความผิดที่ก่อไว้ไม่พ้น หลังจากถูกจับ สิ่งที่ Ted ทำไว้ก็ค่อย ๆ โดนขุดคุ้ยให้ชาวโลกได้รับรู้ แน่นอนว่าทุกคนตื่นตะลึงกับวีรกรรมของ Ted เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย


