การจัดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสาร TIME ถือเป็นธรรมเนียมที่ทำติดต่อกันมาหลายปี และปีนี้ TIME ก็เปิดเผยรายชื่อ 100 บุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลกออกมาแล้ว UNLOCKMEN รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหลายคนที่น่าจับตามองมาให้ได้รับชมเป็นที่เรียบร้อย การจัดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลโดยนิตยสาร TIME จะแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ Pioneers ผู้บุกเบิกจากวงการต่าง ๆ Artists ศิลปินและนักแสดงที่มีผลต่อโลก Leaders ผู้นำคนสำคัญ รวมถึง Titans ผู้มีพลังขับเคลื่อนทางสังคม และ Icons บุคคลต้นแบบที่ควรเอาอย่าง โดยแต่ละหมวดจะมีรายชื่อผู้ที่ได้รับเลือกประเภทละ 20 คน Pioneers: Sandra Oh Sandra Oh นักแสดงสาวที่เรียกเสียงฮือฮาในงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Awards ด้วยการคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากซีรีส์โทรทัศน์ประเภทดราม่าทริลเลอร์เรื่อง Killing Eve ซึ่งการรับรางวัลครั้งนี้ของเธอสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ เพราะตั้งแต่ปี 1980 หลังจากนักแสดงสาวชาวญี่ปุ่นโยโกะ ชิมาดะ จากเรื่อง Shogan คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงก็เป็นเวลากว่า 39 ปี
ว่ากันว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่มักสนใจเรื่องแฟชั่น Bernard Arnault ก็เช่นกัน เขาคือนักธุรกิจหนุ่มเมืองน้ำหอมที่สนใจเรื่องแฟชั่นและการเปลี่ยนสินค้า luxury ให้กลายเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่บางคนอาจไม่กล้าจินตนาการถึง UNLOCKMEN อาสาพาไปดูเรื่องราวของ Bernard Arnault นักธุรกิจที่ได้ชื่อว่าเป็นชายที่รวยที่สุดในฝรั่งเศส กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เขาต้องผ่านอะไรบ้าง บุคคลสำคัญของวงการธุรกิจแฟชั่นส่วนมากมักเป็นดีไซเนอร์ แต่ Bernard Arnault (แบร์นาร์ด อาร์โนลด์) กลับไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่ได้เป็นแฟชั่นนิสต้าหรือเรียนทางด้านการออกแบบมา แต่เขาเป็นนักธุรกิจจากตระกูลที่ทำบริษัทก่อสร้างมาหลายชั่วอายุคน จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ อย่างไรก็ดีเขามองเห็นช่องทางสร้างรายได้มหาศาลจากแฟชั่น เพราะ Bernard คิดว่าสินค้าหรูหราเป็นสิ่งที่จะทำกำไรได้ดีที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้าเริ่มไล่ซื้อแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มจาก Financière Agache ก่อน จากนั้นซื้อ Boussac Saint-Frères และ Willot Group ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นชื่อก้องโลกอย่าง Christian Dior แต่แบรนด์ชื่อดังในตอนนั้นถือว่าเป็นแบรนด์ที่ใกล้จะล้มละลาย Bernard จึงเข้ามาปรับระบบใหม่พร้อมกับก้าวขึ้นเป็นประธานของ Dior ในปี 1984 ต่อมาในปี 1987 Louis Vuitton และ Moët Hennessy ตัดสินใจรวมกลุ่มธุรกิจกันในชื่อ LVMH ซึ่งการรวมกลุ่มธุรกิจนี้เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของ
เคยลองนับหรือไม่ว่าปกติแล้วมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ทำงานอาทิตย์ละกี่ชั่วโมง ? คำตอบที่ได้คือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่พนักงานกินเงินเดือนส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะต้องทำงานล่วงเวลาหนักถึง 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จนสามารถเรียกว่าความขยันหมั่นเพียรและการทำงานหนักของชาวญี่ปุ่นกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ความขยันหมั่นเพียรที่มากจนเกินไปของคนญี่ปุ่นทำให้เกิดอาการ คาโรชิ (Karoshi syndrome) อาการเสียชีวิตจากการทำงานหนักจากโรคหัวใจ หลอดเลือด อาการซึมเศร้า และความเครียด และเหล่าพนักงานผู้ขยันขันแข็งบางคนก็หาทางแก้ปัญหาด้วยการออกไปดื่มเหล้าจนหัวทิ่ม UNLOCKMEN ได้รวบรวมภาพของมนุษย์เงินเดือนที่อ่อนล้าตามถนนหนทางและสถานที่ต่าง ๆ ในญี่ปุ่นมาให้ได้ดูกัน ที่มีทั้งคนที่ทำงานหนักจนต้องขอนอนสักงีบก่อนถึงบ้าน หรือเมาจนต้องนอนข้างถนนเพราะเดินไม่ไหว ไปจนถึงคนที่สิ้นหวังกับสิ่งที่ต้องเจออยู่ทุกวัน แม้เงินจะเป็นปัจจัยสำคัญและงานอาจหมายถึงคุณค่าและการมีชีวิตอยู่ แต่อะไรที่ล้นเกินจนเราไม่อาจแบ่งเวลาไปให้กับสิ่งอื่น ก็อาจหมายถึงความไม่พอดีที่เราต้องลุกขึ้นมาปรับตัว ช่วงวันหยุดนี้ก็อย่าลืมพักผ่อนชาร์จพลังให้ตัวเอง มีชีวิต มีเวลาให้ตัวเองบ้าง เพื่อกลับไปลุยทำงานต่อได้อย่างไม่เหนื่อยมากเกินไปนัก SOURCE
ตอนเด็กเราร้องไห้ได้ง่าย ทำให้เราไม่ต้องแบกความเครียดติดตัวเอาไว้ แต่เมื่อเราโตขึ้นกลับกลายเป็นว่าการร้องไห้มันคือเรื่องยากที่จะทำ เพราะวัฒนธรรมบอกเราว่าการร้องไห้คือความอ่อนแอของคนแพ้เท่านั้น? “If you cry once a week, you can live a stress-free life.” นี่คือ Quote คำสอนของ Mr. Hidefumi Yoshida หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “namida sensei (Tears Sensei)” หรือกูรูด้านการร้องไห้ ผู้บุกเบิกให้คนญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสียน้ำตา ซึ่งเป็นการระบายความเครียดที่ดียิ่งกว่าการหัวเราะหรือพักผ่อนทุกรูปแบบ ซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าวัฒนธรรมการทำงานหรือแม้แต่การเรียนในประเทศญี่ปุ่นนั้นทั้งหนัก การแข่งขันสูง และการต้องเอาใจผู้ใหญ่ ส่งผลให้คนทำงานมีอัตราประสบปัญหาสุขภาพจากความเครียดสูงมาก ตัวเลขสถิติการฆ่าตัวตายจากปัญหาจากความเครียดเกี่ยวกับการทำงานในปี 2018 พุ่งสูงเกิน 2,000 ราย ทำให้คำว่า Karoshi “death by overwork” กลายเป็นประเด็นที่หลายบริษัทในญี่ปุ่นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก ด้วยปัญหานี้เอง การระบายความเครียดที่อัดอั้นใจยากจะหาวิธีระบายของคนทำงานในญี่ปุ่นด้วยการร้องไห้จึงเป็น Solution ที่กำลังได้รับความนิยมมาก ด้วยคุณสมบัติของการหลั่งน้ำตา ที่ไม่ใช่แค่ปกป้องดวงตาจากอาการระคายเคือง แต่มันยังช่วยละลายความเครียดจากระบบประสาทซิมพาเทติกในสมอง (Parasympathetic nerve activity) ซึ่งเป็นระบบประสาทอัตโนมัติที่เราไม่สามารถสั่งการได้ เปรียบเสมือนระบบ
ถึงเวลาซื้อรถทีไร ต้องมีหลายเสียงรอบตัวคอยทักท้วงว่าจะซื้อแพง ๆ ไปทำไม เพราะเมื่อเวลาผ่านไปรถ รถยนต์ที่เคยซื้อไว้จะยิ่งมีแต่ลดราคา ลดมูลค่าลงเรื่อย ๆ จนเกือบไม่เหลืออะไรนอกจากกุญแจและรายจ่าย แต่ถ้าถามกูรูนักสะสมรถตัวจริง คำตอบที่ได้จะแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะการซื้อรถบางรุ่นที่คาดการณ์ว่าจะเป็นที่ต้องการในอนาคตนั้น นอกจากราคาจะไม่ลดลงแล้ว กลับยิ่งเพิ่มมูลค่ากลายเป็นกำไรได้ไม่ยาก ซึ่งทุกวันนี้นักสะสมเก็งกำไรจากรถหายากเริ่มมีจำนวนมากขึ้น และการลงทุนในรถหายากเองก็ได้รับการยอมรับว่าทำกำไรได้ดีไม่แพ้การลงทุนประเภทอื่น แม้จะต้องใช้เงินต้นที่สูงมากหน่อย และความรู้ด้านประวัติของรถยนต์แต่ละรุ่นอีกนิด ก่อนงาน Geneva Motor Show ที่ผ่านมา บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน JBR Capital ได้ทำการเปรียบเทียบมูลค่ารถยนต์หลายรุ่นที่เปิดตัวในงาน Geneva Motor Show จากหลากหลายปีที่ผ่านมา และราคาปัจจุบันแพงขึ้นมามูลค่าวันที่ซื้อไป โดยมีทั้งรุ่นที่สองสามปีก็เห็นผลแล้ว หรือบางคันอาจจะใช้เวลามากหน่อย แต่ก็บวกไปเกิน 100% อยู่หลายรุ่นเหมือนกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นรถที่ผลิตจำนวนน้อย ใช้เวลารอคิวนาน มีเงื่อนไขในการซื้อที่ยุ่งยาก หรือถูกจองหมดไปแล้วตั้งแต่เปิดตัว 10. PORSCHE 911 GT3 (991) Geneva debut: 2013 Price at launch: £110,000 Value now: £110,000
การจักจี้นำมาซึ่งเสียงหัวเราะ การหยอกล้อ และความเฮฮา คือสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าเป็นหน้าที่เพียงอย่างเดียวของการจักจี้ แต่ใครเคยโดนการจักจี้แบบเกินขีดจำกัด คงพอจะนึกภาพออกว่าภายใต้เสียงหัวเราะที่เปล่งออกมา มันคือความเจ็บปวดทรมานปริ่มจะขาดใจ ซึ่งในอดีตมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการลงโทษทรมานด้วยการจักจี้อยู่ไม่น้อย ดังนั้นมันเป็นเรื่องซีเรียสที่หลายคนมองข้าม และนั่นทำให้มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ “ใครจะไปตายเพราะโดนจักจี้วะ?” ภาพหนุ่มสาวกำลังหยอกล้อจักจี้เอวกัน มันช่างเป็นภาพที่น่ารักและอยู่ห่างไกลจากคำว่า “ทรมาน” แต่ถ้าลองคิดให้ดี เราจะเห็นถึงมุมที่โคตรอันตรายจากการจักจี้ เพราะผู้ที่โดนกระทำจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถสื่อสารหรือตอบโต้ได้ แค่จะส่งเสียงบอกว่า “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ยังทำไม่ได้ ดังนั้นในกรณีที่ผู้ถูกกระทำโดนจองจำทั้งมือและเท้าเหมือนในการลงโทษสมัยก่อน ความเจ็บปวดทรมานจากการจักจี้จึงอยู่เหนือจินตนาการที่เราจะสามารถรู้สึกได้ ในอดีต การจักจี้ ถือเป็นหนึ่งในวิธีการทรมานที่เจ้าหน้าที่ใช้เพื่อสอบถามข้อมูลหรือคำสารภาพจากผู้ต้องหา เพราะทำได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือสถานที่อะไรเลย เมื่อจักจี้ในระดับที่รุนแรงเกินปกติ ร่างกายจะเริ้มสำลัก ขาดอากาศหายใจ เกิดความรู้สึกทรมาน เครียด มีผลกระทบกับสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก และข้อดีคือแม้จะรุนแรงจนหัวใจวายตาย ก็ไม่มีร่องรอยหรือหลักฐานใด ๆ เหลือทิ้งไว้บนตัวเหยื่อเหมือนกับวิธีทรมานแบบอื่น ๆ Irene Thompson นักวิจัยผู้เขียนหนังสือ “A to Z of Punishment and Torture” พูดถึงการทรมารด้วยการจักจี้ที่มีหลักฐานอยู่บ้างคือ “Chinese tickling torture,” ถูกใช้ในการลงโทษนักโทษในช่วงราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty, 206-220
นิวยอร์กกำลังจะกลายเป็นรัฐล่าสุดของสหรัฐอเมริกาที่เตรียมบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เพื่อลดปริมาณขยะและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นนโยบายที่ยอดเยี่ยม แต่ดูเหมือนหนุ่มสายสตรีตที่เป็นแฟน ๆ ของแบรนด์อย่าง Supreme จะต้องโอดครวญเสียดายกันไป เพราะในอนาคตพวกเขาจะไม่มีโอกาสได้เจอกัน Supreme shopping Bag จากร้านอีกต่อไปแล้ว ก่อนหน้านี้รัฐฮาวายและแคลิฟอร์เนีย ประกาศบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกและดูเหมือนวิธีดังกล่าวมีผลในการลดขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งนิวยอร์กจะเป็นรัฐที่ 3 ของสหรัฐอเมริกาที่เตรียมประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกลง ด้าน Andrew Cuomo ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กหนึ่งในผู้สนับสนุนข้อกฎหมายนี้ในเหตุผลว่า “มีการใช้ถึงพลาสติกแบบใช้แล้วถึงเฉลี่ยทุก 12 นาที และความนิยมการใช้พลาสติกก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่เราต้องทำการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้“ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่ขณะเดียวกันแบรนด์สตรีตจากนิวยอร์กอย่าง Supreme ก็ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ เพราะทางร้านใช้ถุงพลาสติกที่เรียกว่า Supreme Shopping Bag ไว้สำหรับบรรจุของให้กับลูกค้านั่นเอง หลายคนอาจสงสัยว่าแค่ถุงพลาสติกที่เอาโลโก้เข้าไปแปะไว้จะมีความหมายมากมายแค่ไหน? คำตอบก็คือ Supreme Shopping Bag เป็นเหมือนกับตัวแทนของบรรจุภัณฑ์ที่กลุ่มลูกค้านิยมและสะสม รวมถึงมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันด้วย แม้รูปแบบเดิมจะถูกยกเลิกไป แต่ถ้ามองได้ด้านดีแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้กลุ่มลูกค้าของ Supreme มีโอกาสที่จะได้เห็น Shopping Bag ในรูปแบบใหม่ของแบรนด์ที่ทั้งสวยและรักษาสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าดีทั้งต่อแฟชั่นนิสต้าและเพื่อนร่วมโลกทุกคนอย่างแน่นอน คาดกันว่าข้อกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกของนิวยอร์กจะผ่านมติและเริ่มประกาศใช้เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม ของปี 2563 หนุ่มที่เป็นแฟนตัวยงของแบรนด์สตรีตจากนิวยอร์กค่ายนี้
หากกล่าวถึงบุรุษผู้ยืนหยัดเพื่อสิทธิและเสรีภาพ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ที่ทำให้ผู้คนในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาตระหนักเรื่องสิทธิ เสรีภาพและความเท่าเทียม UNLOCKMEN อาสาพาทุกคนไปรู้จักบุรุษผู้นี้ให้มากขึ้นกว่าที่เคย เด็กชายลินคอล์น ครอบครัวของลินคอล์นเป็นชาวนา ในวัยเด็กเขาเข้าโบสถ์กับครอบครัวทุกวันอาทิตย์ทำให้เด็กชายลินคอล์นเห็นการแบ่งแยกไม่ให้ทาสผิวดำและคนจนเข้าโบสถ์ ความไม่เป็นธรรมที่เขาได้สัมผัสทำให้ลินคอล์นปฏิเสธการไปโบสถ์อย่างที่พ่อแม่ของเขาไป เพราะเขามองว่าการเลือกปฏิบัติคือความไม่เท่าเทียม ลินคอล์นปฏิเสธที่จะไปเรียนหนังสือและเลือกศึกษาหาความรู้จากหนังสือพร้อมหาเลี้ยงชีพด้วยการตัดฟืนไปขาย ในระหว่างที่เขาพักเหนื่อยจากการทำงาน เขาจะแอบอ่านหนังสืออยู่เสมอ นิสัยรักการอ่านบวกกับการศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง ทำให้ลินคอล์นสามารถสอบเทียบชั้นและนำการสอบเทียบชั้นของเขาไปยื่นสมัครเรียนระดับปริญญาได้ในที่สุด โดยเขาเลือกเรียนทางด้านกฎหมาย เส้นทางสู่การเมือง เส้นทางสู่การเมืองของอับราฮัม ลินคอล์น เริ่มจากการที่เขาสมัครเข้าสังกัดพรรควิก (Whig Party) โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาของรัฐอิลลินอยส์ด้วยวัยเพียง 23 ปี แต่ในครั้งนั้นเขาแพ้การเลือกตั้ง ทำให้ต้องผันตัวไปเปิดร้านขายของชำที่นิวซาเล็ม ไม่กี่ปีต่อจากนั้นลินคอล์นสมัครเป็นทนายและที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับสำนักกฎหมายแห่งหนึ่ง ทว่าเส้นทางการเมืองของเขาไม่ได้จบลงที่การพ่ายแพ้จากการลงสนามครั้งแรก เพราะลินคอล์นได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐอิลลินอยส์ระหว่าง ค.ศ. 1834 – 1842 ด้วยความรู้และประสบการณ์ทางด้านกฎหมายของเขา จนเป็นบันไดไปสู่บุคคลที่มีบทบาทสูงในสภาได้ในที่สุด นโยบายจากสิ่งที่ฝังใจในวัยเด็ก…สู่ฝันที่เป็นจริง นโยบายที่ลินคอล์นผลักดันคือการเลิกทาสซึ่งถือเป็นความฝันครั้งยังเด็กของเขาที่ต้องการให้ระบบทาสสูญสิ้นไปจากสหรัฐฯ และฝันจะเห็นความเสมอภาคเท่าเทียม แต่สมาชิกหลายคนในสภาไม่เห็นด้วย เพราะทาสผิวดำเปรียบเสมือนแรงงานที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเกษตรที่สำคัญซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างได้ เมื่อฝ่าฟันสารพัดความท้าทายจนถึงวันที่เขาสามารถครองตำแหน่งประธานาธิบดีได้ เขาเลือกสานฝันในวัยเด็กให้เป็นจริงด้วยการประกาศสงครามกับฝ่ายใต้ที่ไม่ยอมรับนโยบายการเลิกทาส (สหรัฐฯ ทางตอนใต้คือแหล่งเกษตรกรรมที่จำเป็นต้องใช้ทาสผิวดำจำนวนมาก) แต่นอกจากการดำเนินการด้านสงครามแล้วลินคอล์นยังใช้ความรู้ด้านกฎหมายในการแก้กฎหมายรวมถึงรัฐธรรมนูญเพื่อล้มระบบทาสและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น ท้ายที่สุดฝ่ายประธานาธิบดีลินคอล์นก็ประกาศชัย เพราะความฝันในนโยบายการยกเลิกทาสนั้นสำเร็จ
ทันทีที่เดือนเมษายนมาถึง นอกจากวันหยุดยาวสะใจ อากาศร้อน กิจกรรมกลางแจ้งสุดระห่ำและสาว ๆ ในชุดเซ็กซี่ท้าแดดลมริมทะเล อีกอย่างหนึ่งที่ชายไทยอย่างเรา ๆ คงอดนึกถึงไม่ได้ คือเรื่องสำคัญอย่างวันคัดเลือกทหารกองประจำการ หรือ “การเกณฑ์ทหาร” ที่เราเรียก ๆ กันนั่นเอง การเกณฑ์ชายไทยมาเป็นทหารรับใช้ชาติอย่างเป็นกิจจะลักษณะเริ่มต้นตอนรัตนโกสิทร์ศก 124 (พ.ศ.2448) หรือเมื่อ 114 ปีก่อน โดยได้รับอิทธิพลเรื่องการเป็นทหารมืออาชีพมาจากชาติตะวันตก เพราะก่อนหน้านี้เราเกณฑ์ผู้ชายไปรบด้วยระบบไพร่ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกเลิกระบบไพร่และทาสนั่นเอง UNLOCKMEN เลยอาสาพาไปสำรวจประเทศอื่นกันบ้างว่าเขามีการเกณฑ์ทหารเหมือนบ้านเราไหม? หรือเขาบังคับทุกคนเป็นทหารกันหมดโดยไม่ต้องจับใบดำใบแดงกันเลย? แล้วถ้าเขาไม่เกณฑ์ทหารเขาหาคนไปเป็นทหารกันอย่างไร? เกาหลีใต้: เมื่อผู้ชายทุกคนต้องเป็นทหาร เริ่มด้วยประเทศแถบเอเชียอย่างเกาหลีใต้กันก่อนเลย ถ้าเราเคยแอบฟังสาว ๆ ผู้ประกาศตนเป็นติ่งเกาหลีคุยกันอยู่บ้าง เราคงเคยได้ยินมาว่านักร้องหนุ่มขวัญใจพวกเธอคนนั้นคนนี้ต้องตบเท้าเข้ากรมไปเป็นทหาร นอกจากจะทำให้พวกเธอต้องเสียน้ำตาไปหลายหยด เราก็อาจอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมนักร้องหนุ่มเกาหลีนี่ต้องโดนทหารไปซะทุกคน เขาเกณฑ์เฉพาะดาราหรือเปล่า? คำตอบก็ไม่ยากเกินคาดเดา ก็เกาหลีใต้ไม่มีจับใบดำใบแดงให้เสียเวลา เพราะผู้ชายทุกคนต้องเป็นทหาร! กฏหมายรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลีบทที่ 2 มาตรา 39 ซึ่งตราขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1965 ระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ชายเกาหลีอายุระหว่าง 18-35 ปีจะต้องเป็นทหารกองประจำการ เราอาจยังสงสัยว่าทำไมช่วงอายุถึงได้กว้างขนาดนั้น? นั่นเป็นเพราะรัฐอนุญาตให้ผู้ชายสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าเป็นทหารกองประจำการตอนไหน บางคนอาจจะรอเรียนจบก่อน บางคนก็เป็นทหารก่อนเสียเลยแล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ ในขณะที่บางคนอาจจะทำงานเก็บเงิน
แม้ดาบปลายปืน (Bayonet) จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นของเก่าล้าสมัยสำหรับสงครามในยุคโบราณ ที่ใช้วิ่งเข้าโจมตีระยะใกล้หรือเมื่อกระสุนปืนหมด แต่ที่จริงในปัจจุบันก็มีการใช้กันอยู่บ้างโดยเฉพาะนักแต่งปืนที่มักจะนำ Rifle ไปเติมทุกอย่างให้ดุเดือดสะใจ แน่นอนว่าเราคงไม่หยิบดาบปลายปืนธรรมดามาแนะนำอยู่แล้ว เพราะสำหรับดาบปลายปืนจาก G.R.A.D. (Global Research And Development) ชิ้นนี้ มันไม่ใช่แค่อาวุธสำหรับแทงที่ติดบน Rifle ธรรมดา แต่ข้างในยังถูกสร้างเป็นปืนลูกโม่บรรจุกระสุนขนาเ .22 LR (Long Rifle) ได้อีก 6 นัด ใช้ยิงเป็นก๊อกสองได้สบาย ๆ โดยที่ฝ่ายศัตรูคาดไม่ถึง G.R.A.D. MB16F bayonet-revolver คือของสะสมหายากที่ผลิตใน Las Vegas ย้อนไปยุคปี 2000 ซึ่งปัจจุบันได้หยุดการผลิตไปแล้ว แต่มันยังคงน่าสนใจอยู่มาก ดูภายนอกมันก็เหมือนดาบปลายปืนทั่วไป แต่ชื่อก็บอกตรงตัวว่ามันคือดาบปลายปืนที่สามารถเป็นปืนลูกโม่ได้ในตัว สำหรับติดตั้งบนปืน M16/AR15 ขนาดมาตรฐานได้ แม้ในความเป็นจริงแล้วศัตรูอาจจะกลับบ้านเก่าไปตั้งแต่ก่อนกระสุน M16/AR15 จะหมด (Standard magazine capacity อยู่ที่ 30 นัด) แต่ในกรณีที่เกิดยิงปะทะจนหมดขึ้นมาจริง ๆ หรือบังเอิญเดินไปเจอกันในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป การเลือกใช้ bayonet-revolver
ถ้าพูดถึงนักสนุกเกอร์ชื่อก้องโลก ชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผู้ชายอย่างเราคงหนีไม่พ้น รอนนี่ โอ’ซุลลิแวน (Ronald Antonio O’Sullivan) ที่ติดทำเนียบผู้คว้าแชมป์โลกได้มากที่สุดลำดับ 3 ของโลกด้วยจำนวนแชมป์ 5 สมัย (เป็นรองแค่สตีเฟ่น เฮนดรี้ 7 สมัย, เรียร์ดอน และสตีฟ เดวิส 6 สมัย) แม้หลาย ๆ คนจะรู้จักชื่อและความเก่งกาจของเขา แต่ใครจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นของฝีมือฉกาจฉกรรจ์จะเริ่มต้นที่โรงเก็บของชั้นล่างของบ้านและเขาเติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจเซ็กซ์ช็อปซึ่งดูจะอยู่คนละขั้วกับสิ่งที่เขาทำ นักสนุกเกอร์วัย 43 ปีชาวอังกฤษ เติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจเซ็กซ์ช็อปเล็ก ๆ อย่างไรก็ตาม จอห์น โอ’ซุลลิแวนพ่อของรอนนี่ตั้งใจให้ลูกชายเป็นนักสอยคิวตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก โดยสร้างห้องฝึกสนุกเกอร์ไว้ที่โรงเก็บของชั้นล่างของบ้านและสนับสนุนให้รอนนี่ฝึกปรือฝีมือได้อย่างเต็มที่ จนกลายมาเป็นรอนนี่ที่หลายคนรู้จักอย่างทุกวันนี้ ย้อนไปเมื่อรอนนี่อายุ 10 ขวบยอดนักสอยคิวอัจฉริยะ สามารถทำเซ็นจูรี่เบรก (การทำ 100 แต้มได้ในไม้เดียว) และที่จัดจ้านไปกว่านั้นคือตอนที่รอนนี่อายุเพียง 15 ปีเขากลับกวาดแดงดำ 15 ชุด พร้อมตบลูกสีครบทุกเม็ดหรือที่ชาวสนุกเกอร์เรียกกันว่า “แม็กซิมัมเบรก” (ได้ 147 แต้ม) ไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ในสายตาเราฝีมือเขาจะเข้าขั้นเทพ แต่ก็ใช่ว่าชีวิตเขาจะราบรื่น เพราะขณะที่เขากำลังเติบโตขึ้นในวงการนักสอยคิวมืออาชีพ
“ทัศนคติคือสิ่งเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความแตกต่างอันยิ่งใหญ่” ข้อความนี้คือคำพูดของ วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Leonard Spencer Churchill) รัฐบุรุษชาวอังกฤษและอดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรสองสมัย นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้ชายที่มากด้วยความสามารถ เพราะเขาเคยเป็นทั้งทหารในกองทัพอังกฤษ นักประวัติศาสตร์ นักเขียน และศิลปินรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม วันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนไปเจาะลึกความเป็นวินสตัน เชอร์ชิล อะไรที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ถูกจากรึกไว้ในประวัติศาสตร์จนถูกกล่าวขานมาถึงทุกวันนี้ ? เด็กชายผู้บอกพร่องสู่การเป็นนักสู้ผู้ไม่ยอมใคร วินสตันเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1874 เขาเกิดมาในตระกูลขุนนางเก่าแก่มีต้นตระกูลเป็นนักรบ ในวัยเด็กวินสตันเป็นเด็กผู้ชายที่มีนิสัยและพฤติกรรมที่ต่างจากเด็กทั่วไป จากบันทึกที่ส่งไปยังแม่ของเขาระบุว่าเขาบกพร่องทางการพูด มีอาการพูดติดอ่างและทำคะแนนแย่แทบทุกวิชา รวมถึงมีปัญหาดด้านการเข้าสังคม เช่น เรื่องเวลาและอาการหลง ๆ ลืม ๆ เมื่อเขาถูกส่งให้สอบเข้าสถาบันการศึกษาวิชาทหารก็สอบตกถึง 2 ครั้ง ทำให้เขาต้องกลับมาติวเข้มกับครูทหารจนสอบเข้าได้ในที่สุด แต่วินสตันก็สอบเข้าไปได้แค่ในระดับทหารม้าเท่านั้นซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าทหารราบ ด้วยพฤติกรรมที่มีความบกพร่องและเข้าสังคมได้ไม่ราบรื่นเหมือนคนอื่นทำให้เขาตกเป็นเป้าถูกเพื่อนรังแกอยู่เป็นประจำ และนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาเติบโตมาและเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้มาตลอด วาทะเลื่องชื่อ วินสตัน เชอร์ชิล ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในปี 1940 ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังปะทุ ทำให้วินสตันต้องขับเคลื่อนอังกฤษในภาวะที่สงครามรออยู่ตรงหน้า วินสตันได้กล่าววาทะในรัฐสภาครั้งแรกว่า “ผมไม่มีอะไรจะมอบให้ นอกเสียจากเลือด การทำงานหนัก


