Entertainment

‘HUGO’ HIT THE ROAD: “จุลจักร จักรพงษ์”บนถนนสายดนตรีที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

By: PERLE April 9, 2019

ณ ที่แห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา UNLOCKMEN มีสนทนากับ ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินมาดเท่จากค่าย ME Records ที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ในขณะที่คุณฮิวโก้กำลังเดินเลียบเจ้าพระยาพร้อมกีตาร์คู่ใจ ขณะที่กำลังยืนมองเขาจากด้านหลังความคิดหนึ่งก็แว่บเข้ามาในหัวเรา

ทางเดินเลียบเจ้าพระยาที่ร้อนระอุด้วยแสงแดด แออัดด้วยผู้คน ก็เปรียบเหมือนเส้นทางบนถนนสายดนตรีที่ยาวนานของเขา และแน่นอนว่ามันไม่ได้มีแค่ความราบรื่น

หลังจากถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่เราจะได้นั่งละเลียดสนทนากับเขา

เดินทางบนถนนสายดนตรีมากี่ปีแล้วครับ?

“ถ้าเป็นทางการก็น่าจะประมาณ 19 ปีครับ”

แล้วจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ดนตรีของคุณฮิวโก้มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปอย่างไรบ้าง?

“มันน่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัยมากกว่า

เพราะว่าสิ่งที่เราต้องการหรือสิ่งที่เราชอบมันเปลี่ยนไปตามอายุ ความก้าวร้าวของวัย 20 กับ 30 ปลาย ๆ มันไม่เท่ากัน การเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราสนใจ ก็ต่างกัน เสียงที่เราได้ยินก็เปลี่ยนไป

แต่มันก็มีแกนบางอย่างที่ไม่เปลี่ยน เป็นธรรมดาของพัฒนาการมนุษย์ ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงแต่ก็ยังเหลือแก่นความเป็นตัวตนอยู่”

19 ปีถือว่านานมาก อะไรที่ทำให้คุณฮิวโก้ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้ได้?

“อธิบายยาก มันเป็นความรู้สึกตอนที่เราฟัง ความรู้สึกตอนที่เราร้อง หรือตอนที่เราแสดงกับวง มันเป็นอะไรที่ผมยังหาสิ่งอื่นมาแทนไม่ได้ในความสะใจ ความสบายใจนี้ ความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีต่อหน้าคนดู มันไม่มีอะไรจริงกว่านี้แล้ว โอกาสที่จะพลาด แรงกดดัน ความคาดหวังของคนดู ตัวเราเอง และเพื่อน ๆ ในวงผสมกันทำให้เราตั้งใจ ในชีวิตจริงเรายังตั้งใจขนาดนี้ไม่ได้เลย  มันคงคล้ายกับคนที่ชอบกีฬามาก ๆ เวลาที่เขาอยู่ในสนาม อารมณ์คงประมาณนั้น”

เริ่มคิดตอนไหนว่าการเล่นดนตรีจะสามารถเป็นอาชีพได้ครับ?

“ไม่มีใครคิดหรอก เพราะว่าการเป็นนักดนตรีอาชีพมันบ่งบอกถึงการไม่ได้คิดดี ๆ ว่าชีวิตควรจะทำอะไร มันเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับโอกาสและดวง ประตูบานนี้เราเปิดด้วยตัวเองไม่ได้ ในวงการบันเทิงมันต้องมีโอกาสไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีหรือนักแสดง หลังจากมีโอกาสแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะรักษาโอกาสนั้นไว้ยังไง แล้วจะทำยังไงให้เป็นคนที่น่าให้โอกาสเรื่อย ๆ  ผมไม่รู้ว่าวงการอื่นเป็นยังไงนะ เพราะผมไม่เคยทำอาชีพอื่น”

ถ้าไม่ได้รู้จักกับดนตรี คุณฮิวโก้คิดว่าตอนนี้ตัวเองจะเป็นยังไง?

“ไม่รู้เหมือนกันเพราะว่าเราเป็นนักศึกษาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็คงต้องสอบใหม่และก็เข้ามหา’ลัย นั่นคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะติดคุกหรือตายไปเลยก็ได้”

นิยามตัวเองเป็นศิลปินแนวไหนครับ?

“เลือกที่จะไม่นิยามเพราะแต่ละคำมันมีความหมายแตกต่างกันไปตามแต่ละคน คันทรี่สำหรับบางคนมันเป็นอย่างนี้ เพื่อชีวิตเป็นอย่างนั้น ก็เลยไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของการนิยามเท่าไหร่ แต่ยินดีที่จะได้รับคำนิยามจากผู้ฟัง”

อะไรที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของแนวดนตรี?

“หลัก ๆ ก็คือตัวเรานี่แหละว่าเราต้องการอะไรในเวลานั้น แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราทั้งหมด สถานการณ์มันก็มีผล กระบวนการการอัด เพื่อนร่วมงาน สภาพจิตใจ ดนตรีคนอื่นที่เข้ามาในชีวิตเรา เสียงบางเสียงหรือโทนบางโทนที่เราชอบ มันเลยอธิบายยากและเผลอ ๆ อาจจะอธิบายไม่ได้เลยแหละว่า อะไรที่ทำให้งานมันออกมาเป็นแบบนี้”

แปลว่าทุกเพลงคือสิ่งที่อยากเล่าในช่วงชีวิตตอนนั้น?

“บางครั้งมันเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในเนื้อร้องโดยไม่ได้ตั้งใจ เราอาจคิดว่าเรากำลังแต่งเรื่องนี้ แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องอื่น บางครั้งเราเหมือนคนขับ บางครั้งเราก็เหมือนผู้โดยสาร”

แล้วถ้าจะมีเพลงที่เป็นตัวแทนชีวิตของคุณฮิวโก้ คิดว่าเพลงนั้นคือเพลงอะไร?

เพลงมันสั้น ถ้าชีวิตเราย่อได้ใน 3 นาทีครึ่ง ผมว่าก็คงเป็นคนที่ตื้นพอสมควร  เราต้องดูมันรวม ๆ ผ่านกาลเวลา เพราะว่าถ้ามันไม่ผ่านกาลเวลามันก็ไม่จริง

ถ้าเราพูดถึงเพลง มันก็คือ 3 นาทีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาวันสองวันที่ผลิตขึ้นมา  ถ้าทั้งชีวิตเราต้องมาสรุปใน 3 นาทีนั้น มันคงไม่เที่ยงตรงเท่าไหร่”

วิธีการเขียนเพลงแบบฮิวโก้?

“มันมีความแตกต่างระหว่างภาษา กระบวนการแต่งเนื้อร้องภาษาไทยกับภาษาอังกฤษที่ไม่มีอะไรคล้ายกันเลย เพลงภาษาอังกฤษสามารถแต่งได้โดยที่ยังไม่รู้ว่ามันเป็นเพลงเกี่ยวกับอะไร ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ Abstract มีพื้นที่กว้างกว่าในความหลากหลาย ในขณะที่ภาษาไทยเนี่ยค่อนข้างมีฟอร์ม มีมาตรฐานขั้นต่ำที่จำเป็น หลุดไปจากนี้ไม่ได้

เพลงไทยเนื้อร้องจึงสำคัญกว่าเพลงอังกฤษ มันมีเพลงเมืองนอกที่ดังได้ทั้งที่เนื้อร้องแย่มาก แถมยังนำเสนอเรื่องแย่ ๆ ต่อสังคมด้วย แต่เพลงไทยมันต้องชัดเจนว่าเกี่ยวกับอะไร ชื่อเพลงต้องเกี่ยวกับเรื่องราวที่อยู่ภายในเพลง ประโยคที่เรียงมาต้องมีความหมายตรงตัว ไม่ต้องตีความต่อ กติกาของภาษาต่างกัน เลยทำให้มันไม่เหมือนกันเลย”

หมายความว่าเพลงไทยเขียนยากกว่า ?

“ใช่ ยากกว่า เพราะว่าโอกาสซ้ำ ประโยคซ้ำ คำซ้ำ ชื่อเพลงซ้ำ มันสูงกว่า ในเมื่อช่องว่างกติกาที่เราสามารถเข้าไปได้มันแคบกว่า แต่มันก็ท้าทายกว่าและมันก็ทำให้เพลงไทยที่ดีมีความพิเศษ มันเหมือนเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า”

สำหรับคุณฮิวโก้ การเขียนเพลงคือการทำตามใจตัวเองหรือทำตามใจผู้ฟัง?

“เราคิดถึงคนฟังในแง่ว่าเราจะนำเสนองานที่คุณภาพสูงที่สุดที่เราทำได้ แต่ในเรื่องเนื้อหา

เราเป็นคนเขียนจดหมาย คนฟังเป็นคนอ่าน ความสัมพันธ์นั้นจะไม่เปลี่ยนไป

ตราบใดที่เราเอาแต่นั่งคิดว่าคนฟังอยากฟังอะไร เราคงเดาใจเขาไม่ถูกและนั่นก็ไม่ใช่หน้าที่เรา หน้าที่เราคือการนำเสนอ ไม่อย่างนั้นวงการเพลงจะจืดมาก”

การเดินทางอันยาวนานนี้มีอุปสรรคอะไรบ้างและรับมือกับมันยังไง?

“อุปสรรคมันเป็นเรื่องธรรมชาติ หลัก ๆ คือมันเป็นงานที่ไม่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ได้เป็นงานประจำ มันจะมีช่วงที่ดีมาก ๆ และก็มีช่วงที่แย่มาก ๆ มันเป็นอาชีพที่ต้องถามตัวเองแทบทุกวันว่านี่เป็นอัลบั้มสุดท้ายมั้ย เพลงสุดท้ายมั้ย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความนิยม ถึงจะเป็นอาชีพที่ดูมีอิสระ แต่จริง ๆ เราแทบจะทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เลย

ถ้าประเทศเกิดวิกฤต นักดนตรีคือคนแรกที่จะตกงาน นักดนตรีคือคนแรกที่จะโดนปฏิเสธ เราต้องยอมรับว่านักดนตรีอยู่ในโหมดเดียวกับอาชีพกลางคืนอื่น ๆ  เด็กเสิร์ฟ คนขับแท็กซี่ เราคือผู้ให้บริการที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตคนส่วนมาก

ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งถามตัวเองทุกวันว่าทำอะไรอยู่ นักดนตรีเป็นอาชีพที่ไม่ควรโตแต่มันต้องโต ไม่อย่างนั้นจะหลงทางได้ และโอกาสหลงทางมันก็มีตลอด รอดผ่านอายุ 27 ได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว เป็นอาชีพที่อันตรายกว่าที่ทุกคนคิด แต่ข้อดีมันก็เยอะ ถ้าแลกกับโมเมนต์บนเวทีมันก็เป็นอะไรที่น่าเสี่ยง

ถ้าเทียบอัลบั้มดำสนิทกับเพลงล็อตใหม่ที่กำลังจะปล่อยออกมา?

“มันก็คือดำสนิทที่เป็นเพลงกลางคืน เพลงพวกนี้ก็คงจะมีแสงแดดสีสันมากขึ้น สว่างขึ้น”

คิดว่าต่อจากนี้จะเดินไปในทิศทางไหนต่อ?

“มันมองไปไกลขนาดนั้นไม่ได้ ทุกก้าวดูเหมือนเป็นก้าวสุดท้าย”

พรุ่งนี้จะเป็นยังไง ผมยังบอกไม่ได้เลย

บทสนทนาจบลงเพียงเท่านี้ ถึงจะใช้เวลาไม่นานนัก แต่เราก็รับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้ามีความผูกพันกับดนตรีมากขนาดไหน น่าสนใจเหลือเกินว่าก้าวต่อไปของผู้ชายชื่อฮิวโก้ที่เขายังบอกเราไม่ได้นั้นจะเป็นอย่างไร…

PHOTOGRAPHER: Krittapas Suttikittibut

PERLE
WRITER: PERLE
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line