Advertisement
Entertainment

GARAGE: หลักไมล์ที่ 10 ของ THE YERS ไม่ได้ดังกระฉูด แต่พิสูจน์แล้วว่าหนักแน่น และโคตรสุข!!

By: NTman April 30, 2020

ต้องบอกว่า ’10 ปี’ คือระยะเวลาไม่ใช่น้อย ๆ กับการที่วงดนตรีสักวงจะยืนหยัดสร้างผลงาน ผ่านเรื่องราวมากมาย จนได้มีโอกาสปักหมุดไมล์ 10 ปีเอาไว้ในหน้าสมุดบันทึกวงการเพลงไทย

ยิ่งเป็นวงอย่าง The Yers วงดนตรีที่ยอมรับแต่โดยดีว่า ด้วยแนวเพลง และวิธีนำเสนอของวง เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำให้อาชีพศิลปินนั้นกลายเป็นอาชีพหลักอาชีพเดียวที่สามารถหล่อเลี้ยงสมาชิกทุกคนได้ แล้วอะไรคือแรงผลักสำคัญที่ทำให้วงยังคงเดินหน้าต่อไป

และคำถามนี้ที่เราเอง และเชื่อว่าอีกหลายคนกำลังสงสัย คงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีไปกว่า อู๋-ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ (Vocal & Guitar), ต่อ-พนิต มนทการติวงค์ (Guitar), โบ๊ท-นิธิศ วารายานนท์ (Bass) และ บูม-ถิรรัฐ ภู่ม่วง (Drum) สมาชิกปัจจุบันของ The Yers ซึ่งพวกเขาจะมาเล่าเรื่องราวของวงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และอัพเดทความเป็นไปของ The Yers หลังผ่านหลักไมล์ที่ 10 ให้ทุกคนได้อ่านกันในคอลัมน์ GARAGE ส่งท้ายเดือนเมษายนนี้

 

จุดเริ่มต้น

อู๋: แรกเริ่มเลยเป็นการรวมวงของเพื่อนสมัยประถมของผมมีแค่ 3 คน แล้วมีเต๋าซึ่งเป็นเพื่อนมัธยมของผมเพิ่มเข้ามา แล้วพอมี 4 คนเนี่ย ก็เริ่มหามือกีต้าร์อีกคน ก็เป็นต่อ แล้วพอเริ่มเอาจริงเอาจัง ตอนที่เริ่มทำเพลงของตัวเองเริ่มส่งค่ายเพลง เนี่ยคุณโจ๊กกับคุณเหน่งซึ่งเป็นเพื่อนสมัยประถมของผมก็ออกไป และมีเพื่อนมัธยมผมอีกคนหนึ่งคือโบ๊ท แล้วก็เพื่อนมหาลัยอีกคนหนึ่งคือบูมเข้ามาแทน

ช่วงที่เริ่มร่วมวงกันเล่น ๆ สมัยประถม จริงจังแค่ไหน เคยคิดมั้ยว่าจะเล่นดนตรีไปเรื่อย ๆ ?  

อู๋: คิดแล้วครับ คิดมาก่อนหน้าที่จะรวมวงกับเพื่อน ๆ อีกครับ (หัวเราะ) เหมือนผมไม่มี Direction อื่นเลยนะตั้งแต่ ป.5 พอเริ่มรู้จักดนตรี ก็ไม่มีความหลงใหลในเรื่องอื่นอีกเลย

วันที่เริ่มเอาจริง ตอนที่อู๋ชวนทำวง โบ๊ท กับ บูม ทำอะไรกันอยู่ ?

บูม: ตอนนั้นผมน่าจะเพิ่งเรียนจบ คือเรียนที่เดียวกับอู๋ ผมเองก็มีวงของผม แล้ววงผมแตกพอดี แล้วก็เป็นช่วงที่เริ่มทำงานออฟฟิศ เพราะที่บ้านเริ่มถามว่าเรียนจบแล้วทำไมไม่ทำงานอีก ผมก็เลยไปสมัครงานเป็นพนักงานประจำ จนอู๋มาชวนทำวง ก็ตอบตกลงทันทีไม่ได้คิดเลยครับ

โบ๊ท: ผมเข้ามาช่วงเวลาใกล้กับบูม คือช่วงเรียนจบ ก็ทำงานอย่างอื่นอยู่ครับ แต่ขณะที่ทำงานประจำอยู่ ผมก็ยังอยู่บ้านนั่งเล่นดนตรี แกะเพลงนั่งซ้อมนั่งเล่นคนเดียวอยู่ตลอดไม่เคยหยุดเลย จนอู๋ทักมา ผมตอบไปแบบเร็วมาก เอาดิ แล้วก็ออกจากงานทันที (หัวเราะ)

The Yers ได้ออกซิงเกิ้ลแรกใน Smallroom 007 มีผลตอบรับประมาณไหน ?

อู๋: สำหรับเพลงการสื่อสารที่มีโอกาสได้ปล่อยไป เอาจริงมันก็มันก็ดีในแง่ของวงดนตรีที่ไม่เคยมีชื่อเลย แล้วก็มันทำให้มีคนรู้จักขึ้นมา อาจจะเป็นหลักสิบคน หลักร้อยคน ซึ่งมันดีอยู่แล้วล่ะกับการได้ปล่อยเพลง และในนามของค่าย SmallRoom ด้วย แต่ถามว่ามันแบบ โอ้โห โด่งดังมีชื่อเสียงเลยมั้ย ก็ต้องบอกยัง

The Yers – Y อัลบั้มเต็มชุดแรก อะไรคือสิ่งที่ต้องการสื่อสารออกไป ?

อู๋: ณ ตอนนั้นเหมือนผมแค่อยากจะทำวงดนตรีที่ตัวเองชอบมากๆในทุกองค์ประกอบแล้วก็อยากจะอยากจะพรีเซ้นต์ตัวเองกับเพื่อนๆ ว่า เฮ้ย มันมีวงแบบนี้ ที่เล่นดนตรี ซาวด์แบบนี้เลยแค่นั้นฮะ

อิทธิพลของซาวนด์ แนวทางดนตรีของ The Yers มันมาจากไหนบ้าง ?

อู๋: จริง ๆ น่าจะมาจาก Input ของผมนะครับ ที่แบบจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่แนวดนตรีที่เป็น Post-punk Revival หรือ New Wave หรือ Punk หรือว่าแบบ Garage Rock หรือว่า Modern Rock คือมันเลอะเทอะมากเลยอ่ะ จริงๆแล้วผมเป็นคนฟังเพลงเลอะเทอะมาก แล้วก็เวลาเล่นดนตรีมันก็ออกมาเป็นแบบที่เราฟัง แต่สุดท้ายแล้วเราทำงานออกมาร่วมกับเพื่อน ๆ ในวงมันก็จะมีกรอบของเรา มันจะมีเส้นบาง ๆ ของเรา ที่เราจะไม่ออกจากออกจากเส้นนี้ เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรา

แล้วก็ด้วยสกิลหรือว่ารสนิยมทั้งหลายแหล่มันเลยทำให้ The Yers มันเป็น The Yers ส่วนตัวเราเชื่อว่า Signature มันเกิดจากการที่เราพยายามจะเป็นใครสักคนนึง แล้วเราทำมันไม่ถึงอะ (หัวเราะ) แล้ววงเราคือวงที่เล่นดนตรีกันไม่ได้ถึงขนาดนั้น

โห…เราชอบวงนี้มาก เราชอบ Joy Division เราชอบ The Cure เราชอบ Interpol เราชอบ Editors เราชอบ White Lies แต่ถามว่าย้อนกลับไปเมื่อตอนทำอัลบั้ม Y เนี่ยเรารู้ไหมว่ากีต้าร์เขาใช้เอฟเฟคต์อะไร เขาใช้ตู้อะไร ใช้กีต้าร์อะไรอัดยังไม่รู้เลย ใช้ Syntizizer ยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร ใช้โปรแกรมอะไรยังไม่รู้เลย และถึงรู้เราก็เล่นได้ไม่ถึง เล่นได้ไม่เหมือน ปรับได้ไม่เหมือน และผมว่าสิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เกิดเสน่ห์ของวงดนตรีหลาย ๆ วง ไม่ใช่แค่ The Yers นะ

การที่เราชอบไอดอลสักคนแล้วเราพยายามทำแบบเขาแต่เราทำไม่ถึงเขาอะ แล้วไอ้เส้นระหว่างที่มันไม่ถึงกับเส้นที่เป็นไอดอลของเรา ช่องว่างตรงนี้แหละ ที่มันทำให้เกิดเสน่ห์บางอย่าง ที่มันทำให้บอกว่าเฮ้ย นี่คือ The Yers นะ

และการที่ไม่ถึงเนี่ยผมไม่ได้รู้สึกแย่นะ เพราะมันคือเรา เราทำเต็มที่ของเราแล้ว ระหว่างที่เราพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนวงที่เราชอบที่สุด ซาวด์กีต้าร์ต้องให้ได้แบบเขา ต้องอัดกลองแบบนี้นะ ฉาบต้องรุ่นนี้ เอฟเฟคต์พยายามไปซื้อตามเค้า ปรับไม่ได้เหมือนเขาอยู่ดีอะไรแบบนี้ แต่นี่คือเราทำเต็มที่แล้ว และสุดท้ายเราเพิ่งมารู้ทีหลังว่านั่นแหละคือเสน่ห์ของวงดนตรี

สิ่งที่อยากนำเสนอไม่ใช่แค่เพลง แต่คือภาพรวมทั้งหมด ที่คนดู คนฟังจะได้เห็น?

อู๋: เหมือนผมเป็นคน ผมเป็นคนที่เขาเรียกว่าอะไรอะ คือเราจะไม่ทำอะไรที่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง และผมจะสู้แล้วผมก็จะทะเลาะกับคนเยอะมากๆ จำได้เลยตอนนี้ตอนอยู่ที่ Smallroom มีประชุมทีม PR ทั้งหมดเลย บอกว่าพี่วงผมไม่ตลกครับ แต่ทุกวันนี้แม่งตลกชิบหาย ไร้สาระกันชิบหายเลย (หัวเราะลั่นห้อง) แต่คือเราจะมีขอบเขตของเรา

โบ๊ท: อย่างรายการสัมภาษณ์อะไรที่มันหวานแหวว แล้วเราต้องแสดงออกท่าทาง หรือกิจกรรมอะไรที่ไม่เข้ากับวง เราก็จะพยายามปฏิเสธตลอด

อู๋: คือเขาจะโกรธก็โกรธไป แต่เรารู้สึกว่าถ้าเราพยายามทำแบบนี้บ่อย ๆ เขาจะรู้เองว่าวงนี้มันไม่ถนัดแบบนี้นะ และสุดท้ายมันจะทำให้เราอยู่ในวงการได้โดยที่เรามีจุดยืน มีพื้นที่ของเราที่เป็นเราจริง ๆ อะไรอย่างนี้อะครับ

แล้วถ้าถามว่าคิดมั้ยว่าอยากให้คนเห็นภาพเราในแบบนี้ มันก็คิดแหละ อย่างตัวผมเองผมเคยอยู่ในวงที่ตลกมาก ๆ และผมอึดอัดมาก ก็เลยอยากจะให้รับรู้ว่า เฮ้ย เราเป็นคนซีเรียสนะ เราเป็นคนจริงจัง เราเป็นคนเงียบ ๆ และเราก็เป็นคนชอบรสนิยมแบบนี้ แต่ผมก็ไม่ถึงขั้นว่า 100% ไม่ได้เลย กูเป็นแบบนี้นะ วง The Yers คือแบบนี้นะ มันก็มียืดหยุ่นบ้าง แค่พยายามตบ ๆ ให้อยู่ในจุดที่วงสบายใจ

รวมถึงเครื่องแต่งกายสีดำ?

อู๋: สำหรับผม ผมว่าเสื้อผ้ามันเป็นอีก 50% ของวงดนตรีเลยนะ (หัวเราะ) เสื้อผ้ามันเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ดีมาก ๆ ว่าวงดนตรีวงนี้เล่นดนตรีแนวอะไร รสนิยมเป็นยังไง แล้วก็ด้วยความที่ขี้เกียจนัดแล้วว่าจะต้องแต่งตัวกันแบบไหน ก็เลยเอาเป็นว่าตั้งแต่หัวจรดเท้า ช่วยใส่สีดำกันมาหน่อย ผมจำได้ว่าวันแรกที่พอเราใส่กันมาพร้อมกันจริง ๆ แล้วมันแบบ เรารู้สึกมีแรงบันดาลใจที่ทุกคนใส่สีดำ

คือประเด็นเรื่องภาพลักษณ์การแต่งตัวของ The Yers ก่อนจะได้บทสรุปว่าแต่งดำกันเถอะ เราเคยคุยกันจริงจังมาก จำได้เลยที่สเวนเซ่นส์ บิ๊กซี นวมินทร์ ตอนแรก ๆ มันจะมีไอเดียแบบ แต่งแนวเด็กสเก็ตดีมั้ยวะ หรือสเก็ตนิดเดียว หรือจะขาเดฟดีวะ สุดท้ายก็อะไรก็ได้ขอให้เป็นสีดำ

ความรู้สึกที่มีต่ออัลบั้มแรก?

ต่อ: สำหรับผมคนเดียวนะ ผมคิดว่า ตอนนั้นอะนะ คิดว่ามันคือที่สุดของเราแล้วแหละ แต่ว่าพอมันผ่านจุดนั้นมาแล้วจริง ๆ สุดท้ายแล้วตรงนั้นก็ไม่ใช่ที่สุดอยู่ดี สุดท้ายแล้วเป้าหมายของเรามันก็มีต่อไปเรื่อย ๆ มันไม่ได้หยุดแค่อัลบั้มแรก

โบ๊ท: เหมือนสังคมตอนนั้นที่อยู่ในค่ายเพลง อยู่ใน Smallroom เราจะมีพี่ ๆ ศิลปินวงอื่น ๆ มากมาย เราเป็นวงใหม่ที่ทุกคนให้การยอมรับกับอัลบั้มนี้ ให้การยอมรับวง อันนั้นเราถือเป็นความสำเร็จของเรา เราเองก็แฮปปี้ แต่ว่าในหมู่มวลมากหรือว่าในระดับประเทศมันก็ยังอีกไกลกว่าจะมาถึงจุดที่คนรู้จัก เพลงในชุดแรกเรายังถือว่ามีคนรู้จักในวงกว้างน้อยมาก

การที่ผลงานชุดแรกยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แน่นอนว่าต้องมีผลในแง่ของอาชีพนักดนตรี ช่วงเวลานั้นใช้ชีวิตกันยังไง?

อู๋: มาม่าครับ (ทุกคนหัวเราะ)

บูม: ช่วงออกอัลบั้มตอนนั้นก็มีงาน มีอาชีพเสริมอยู่ครับ ก็ค่อนข้างลำบาก ค่อนข้างเหนื่อย เพราะแน่นอนว่างานโชว์ก็ไม่ได้เยอะ และสถานที่ที่เราไปเล่นบางที่ มันเหมือนไม่ใช่สถานที่ของเรา ต้องไปเจอกลุ่มคนแปลก ๆ แล้วเราก็รับมือไม่อยู่ มีความเหนื่อยพอสมควรอยู่

โบ๊ท: ซึ่งมันก็ไม่ใช่แค่วงเราเนอะ ในลักษณะของวงสเกลนี้ พี่น้องในวงการพวกนี้มักจะอยู่ได้ด้วยอีกงานหนึ่งควบคู่ไป ไม่งั้นคงอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่ได้บ้านรวย มีฐานะอยู่แล้วนะ

ต่อ: ตอนนั้นก็ทำงานกันหมดนะ อย่างผมก็ทำงานประจำไปด้วย เล่นดนตรีไปด้วย เอาจริง ๆ เป็นแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจกว่า

 

การเปลี่ยนแปลง

หลังจากได้ทำตามฝัน มีอัลบั้มแรก มีกลุ่มแฟนเพลงเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง เรียกได้ว่าเริ่มต้นออกผจญภัยบนเส้นทางดนตรีของที่ยังคงลุ่ม ๆ ดอน ๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ระหว่างนั้นก็ชื่อของ The Yers ก็ถูกพูดถึงอีกครั้งในประเด็นร้อนแรง เรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กับการย้ายไปทำ YOU สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองกับค่ายใหญ่อย่าง Genie Records

ออกจาก Smallroom ?

อู๋: มันเป็นโมเม้นต์ที่ผมเล่าไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ควร ทั้งด้วยความรักและเคารพผมเลยคิดว่าไม่ควรเล่ารายละเอียดขนาดนั้น แต่บอกได้ว่าเป็นโมเม้นต์หนึ่งที่ผมจำมาตลอดกี่ปีแล้วอ่ะ 6 หรือ 7 ปี ประมาณ 7 ปีที่ผมจำได้มาตลอดก็เป็นโมเม้นต์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เหมือนบอกเลิกกับแฟนแล้วก็รู้สึกแย่มาก ๆ

ต่อ: เหมือนเลิกทั้งที่ยังรักอยู่ แต่เราต้องไปต่อ

อู๋: ตอนนั้นเริ่มทำชุดสองไปแล้วด้วย ผมนี่เปิด ‘คืนที่ฟ้าสว่าง’ กับ ‘Loop’ โชว์ลั่น Smallroom เลยนะ แต่สุดท้ายเรื่องราวการเดินทางของวงก็เป็นอย่างที่ทุกคนได้ทราบกัน

ก้าวแรกสู่ Genie Records รู้สึกอย่างไร คิดไหมว่า เฮ้ย กูสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว ?

โบ๊ท: (หัวเราะลั่นกันทั้งวง) อยากตอบคำนั้นเลย แต่มันไม่ใช่

เริ่มต้นค่ายใหญ่ ด้วยโปรเจ็กต์ใหญ่อย่าง G16 ตื่นเต้นมากน้อยแค่ไหน ?

อู๋: ถ้าบนเวทีผมเฉย ๆ แค่ตื่นเต้นอารมณ์เหมือนทุกครั้งที่ขึ้นคอนเสิร์ต แต่ที่ตื่นเต้นที่สุดคือวันที่ไปถ่าย MV ต้องไปนั่งพูดว่าตัวเองผ่านอะไรมาบ้าง ท้อเรื่องอะไรบ้าง ท่ามกลางพี่ ๆ ศิลปินแต่ละคนคือเบอร์ใหญ่ทั้งนั้น เราก็แบบอะไรว้า ยังไงดีว้า

แล้วเรื่องที่พูดไปคือเรื่องที่เล็กมาก ๆ เลยอะ วันนั้นก็เลยรู้สึกกดดัน เพราะเราคงไม่มีเรื่องอะไรมากมายไปคุยกับเค้า อีกอย่างคือวันนั้นผมไปคนเดียวเพื่อนในวงก็ไม่มีใครไปด้วยเลย เครียดมาก

เป็นวงน้องใหม่ ในค่ายที่ใหญ่กว่าเก่า ต้องปรับตัวเยอะมั้ย ?

อู๋: ต้องปรับตัวเรื่องทั่วไปมากกว่า ว่าแบบเออส่งเพลงส่งกับใคร เบิกเงินตรงนี้กับใคร ระบบของวงจากที่ไม่เคยมีผู้จัดการ ก็ต้องมีผู้จัดการวงอะไรอย่างนี้ เป็นเรื่องทั่วไปมากกว่า แต่เรื่องการทำงาน หรือว่าแบบอาร์ตเวิร์ค หรือว่าเรื่องแต่งตัว หรือ MV เหมือนเดิมหมด เราดูแลกันเอง

ต่อ: ผมว่า เหมือนกับทางค่ายก็ค่อนข้างจะปรับตัวเข้าหาเราเยอะเหมือนกัน ใช้เวลาเหมือนกันว่าเขาจะเข้าใจในวงเราว่า วงเราอยู่ใน Position ไหน ก็ใช้เวลานานพอสมควร คือเราก็พยายามจะบอกว่าเราเป็นแบบนี้ ค่ายเขาก็พยายามเข้าใจเรา สุดท้ายแล้วมันก็ไปต่อได้ดี

บูม: คือมันจะมีเหมือนช่วงรอยต่อระหว่างค่ายเก่า กับค่ายใหม่ มันจะเป็นช่วงที่แฟนเพลงค่อนข้างไม่มั่นใจว่าจะแมสอะ จะตลาดหรือเปล่า กลายเป็นว่าเราไม่มีที่ให้ลง เหมือนว่าเราหลุดจากอินดี้ คนอินดี้ก็จะรู้สึกว่าเราโตแล้ว แต่คนฝั่งแมสก็จะบอกว่าเรายังเป็นอินดี้อยู่ มันเลยแบบอยู่ตรงกลางงง ๆ กับ Position ของวง

โบ๊ท: ปัจจุบันมันก็ยังเป็นอยู่ครับ ยังเป็นเหมือนเดิม (หัวเราะ)

อู๋: คือเรื่องนี้เนี่ยหลายๆคนคงรำคาญแล้วนะที่ผมพูดอยู่ได้ แต่ว่าผมรู้แล้วว่าทำไมผมพูดบ่อย เพราะ The Yers เป็นวงที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งนี้มากที่สุด ไอ้คำว่าอินดี้กับแมสเนี่ย อยู่ GENIE อยู่ GRAMMY คือแมสเนี่ยพอเถอะ (หัวเราะ)

ซิงเกิ้ลแรกในชายคา Genie กับคำวิจารณ์ที่หนักหน่วง รับมือกันอย่างไร?

อู๋: เราเปิดตัวด้วย คืนที่ฟ้าสว่าง เป็นเพลงอยู่ในหมวดสดใส สว่าง Positive แน่นอนว่าต้องมีกลุ่มคนฟังที่ง้างรออยู่แล้วล่ะ ก็มารุมด่ากัน The Yers เปลี่ยนไป ย้ายค่ายแล้วเนี่ย แกรมมี่แมส

คือเขาอาจะคิดว่าเราไม่รู้ว่าจะเจออะไรแบบนี้ แต่จริง ๆ คือทางวงเรารู้อยู่แล้วว่ากระแสตอบรับ การถูกพูดถึงมันต้องเป็นประมาณนี้ ซึ่งเรามีเสพติดความเจ็บปวดรออยู่ เราก็เลยเฉยๆ และทั้งสองเพลงนั้นก็ทำงานตามหน้าที่ของมันได้ดี

จนมาถึงเพียงหนึ่งครั้ง บอกเลยว่าถ้าปล่อยไปเป็นเพลงแรกเนี่ย ชีวิตของพวกผมก็จะพังแน่ ๆ (หัวเราะ) ซึ่งตอนนั้นทางค่ายเค้าก็อยากให้ปล่อยเพียงหนึ่งครั้งออกไปเป็นหมัดเด็ดก่อนเลย อัปเปอร์คัทไปก่อน แล้วค่อยส่งเพลงอื่นมาแย็บทีหลัง

แต่ผมบอกไปว่าทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะประเด็นเรื่องการจับตาว่า The Yers เปลี่ยนไปนี้มันยังร้อนอยู่ ถ้าเปิดตัวออกมาด้วยเพียงหนึ่งครั้ง นี่ฉิบหายแน่นอน ก็เลยปล่อยออกมาเป็นเพลงที่สาม ซึ่งขอบคุณที่ค่ายยอมให้มันเป็นไปตาม Roadmaps ที่เราวางไว้

บูม: ผมว่าเอาจริง ๆ ไม่ว่าใคร ทำอะไรออกไป ก็จะต้องมีคนหาเรื่องหาช่องที่ออกมาว่า ไม่ว่าจะทำดีหรือไม่ดีแค่ไหน มันไปห้ามความคิดเขาไม่ได้

ต่อ: เอาจริง ๆ สมมติถ้าเราไม่ย้ายค่าย แล้วเรามีอัลบั้มสอง เราก็อาจจะโดนแบบนี้อยู่ดีก็ได้นะ หรืออาจจะน้อยกว่านี้ อันนี้ไม่มีใครรู้ เพราะส่วนใหญ่ศิลปินที่ออกชุดสอง มักจะถูกจับตามอง พร้อมความคาดหวังจากแฟนเพลงที่ชื่นชอบ คลั่งไคล้จากอัลบั้มแรกว่าจะได้อะไรที่มันเหมือนเดิม

บูม: เจอแบบขอหนัก ๆ พี่ ขอหนัก ๆ เลย นี่ก็ไม่ใช่วงเมทัลเนอะ (หัวเราะ)

พอใจมากน้อยแค่ไหนกับอัลบั้ม YOU เป็นไปตามที่คาดหวังหรือเปล่า?

อู๋: ตั้งใจให้มันดังกว่าเดิมครับ ซึ่งมันก็ดังกว่าเดิมจริง ๆ จบเลย (หัวเราะ)

ต่อ: ผมว่าตอนชุด YOU มันเป็นช่วงที่คนกำลังจดจ่อกับยอดวิวของ YouTube มันเลยกลายเป็นว่าพอเรามองยอดวิวเทียบกันตอนอัลบั้มแรก กลายเป็นว่ามันก้าวกระโดดมาไม่รู้กี่เท่า มันก็ถือว่าดีขึ้นเยอะ

บูม: แล้วมันก็ส่งผลไปยังอัลบั้มแรกที่คนกลับไปขุดมาฟัง จนยอดวิวโดยรวมมันขยับขึ้นทั้งหมด เป็นเรื่องดีที่ว่าผลงานทั้งสองชุดของ The Yers ถูกสื่อสารสู่คนฟังมากขึ้น

อู๋: จริง ๆ เลยจุดประสงค์ของอัลบั้มสองคืออยากมีชื่อเสียงมากขึ้นครับ อยากให้เพลงที่ทำไปสู่คนหมู่มากให้ได้ แต่ไอ้เรื่องวิธีคิดในการทำเพลง หรือว่าเนื้อเพลง วิธีการนำเสนอ ทุกอย่างมันเหมือนเดิมหมดแหละ

แต่คำว่าอยากมีชื่อเสียงในที่นี้คือเราพยายามตีโจทย์ว่าจะปรับจูนอย่างไรให้สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราอยากนำเสนอเนี่ย มันจูนกับคนฟังให้ได้มากขึ้น กว้างขึ้น นั่นแหละคือเป้าหมายของอัลบั้มที่สอง

 

ชื่อเสียงที่มากขึ้น

แม้จะเริ่มต้นด้วยเสียงวิจารณ์ก่นด่า สุดท้าย The Yers ก็ก้าวผ่านมันมาได้ ผลงานเพลงในอัลบั้ม YOU ได้พาวงไปสู่อีกจุดหนึ่ง จุดที่บทเพลง และตัวตนของพวกเขา กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ก็พวกเขาได้เล่าให้เราฟังว่าชื่อเสียงที่มากขึ้นมันก็ต้องแลกมากับประสบการณ์โชว์ที่แปลกขึ้นเช่นกัน

 

โบ๊ท: แต่เล่าหมดนี่กลัวจะเขียนไม่ไหวนะ (หัวเราะ)

อู๋: ทุกวันนี้ผมก็ยังเจออยู่นะ ทุกครั้งที่ออกไปเล่นคอนเสิร์ตก็ยังเจออะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลา

ต่อ: ผมว่าแทบทุกวงก็อาจจะเจอแหละ แต่ไม่ได้พูด

อู๋: เอาจริง ๆ ก็อย่างที่ต่อบอกนั่นแหละ บางวงน่าจะเจอมากกว่าผมด้วยซ้ำ แต่เขาแค่ไม่นำเสนอ ซึ่งสิ่งที่เราพูดกันอยู่คือเรื่องมารยาทในการดูคอนเสิร์ต และมันมาหลากหลายรูปแบบมาก จนเราก็สงสัยว่าไปสรรหาความแปลกประหลาดนี้มาจากไหน ยืนกินข้าวอยู่หน้าเวทีก็ว่าเหนือที่สุดแล้วนะ แต่ก็ยังมีเหนือกว่านั้นอีก

บูม: ตอนนี้เหนือสุดยกให้ PUBG ครับ เล่น PUBG บนเวที (หัวเราะ)

อู๋: จากที่วงเราซีเรียสกับเรื่องมารยาทพวกนี้มาก แต่หลัง ๆ คือช่างแม่งแล้วครับ ไอ้ภาพฝันที่เคยวาดไว้ตอนเด็ก ๆ ว่า เดี๋ยวจะได้มีทัวร์แบบ Vans Warped Tour มี Stadium Tour แบบ Red Hot Chili Pepper หรือแบบ Radiohead ที่มีเล่นทดลองนู่น ทดลองนี่ ช่างแม่งครับ ไม่เอาแล้ว สุดท้ายมันหนีไม่ได้ยังไงก็ต้องเจอ เราก็เลยทำให้เรื่องบั่นทอนพวกนี้กลายเป็นเรื่องที่มันตลกที่สุดเท่าที่จะทำได้

มองว่าคุ้มมั้ย กับการอยู่ค่ายใหญ่ มีโอกาสเผยแพร่ผลงานในวงกว้าง แต่ต้องแลกกับการพบเจอกับกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจ ไม่ได้เสพผลงานของเราจริง ๆ ?

โบ๊ท: มันไม่ได้มีอะไรยืนยันว่าที่เดิมเราจะไม่โดน ก็อาจจะเจอเหมือนกันก็ได้

อู๋: เอางี้ ผมว่า Polycat ก็เจอ Tattoo Colour ก็เจอ พี่เล็ก Greasy Cafe ก็ยังเจออย่างที่หลายคนน่าจะเห็นดราม่ากัน ต่อให้ย้าย หรือไม่ย้ายค่าย พอคุณเป็นวงดนตรี หรือเป็นศิลปินที่โตขึ้นมาอีกเลเวลหนึ่ง มีผลงานเผยแพร่ในวงกว้าง ยังไงทุกคนก็ต้องเจออะไรแบบนี้แหละ

ดังนั้นน้อง ๆ หนู ๆ เตรียมใจเอาไว้เลย ถ้าคุณยังเป็นวงที่เล่นตามงานคอนเสิร์ตอินดี้ ใต้ดินเล็ก ๆ หรือเล่นตามมหาวิทยาลัยในนิทรรศการศิลปะงานนู้นงานนี้ มันอาจจะยังไม่เจอหรอก

แต่พอวันหนึ่งวันที่เพลงคุณเริ่มไปสู่คนหมู่มาก เริ่มต้องไปเล่นยังสถานที่ที่แปลกประหลาด เริ่มมีงานที่ต้องไปยังจุดที่ผิดที่ผิดทางออกมา ยังไงก็ต้องเจอแน่นอน มันเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าจะเลี่ยงได้จริง ๆ คงต้องเป็นศิลปินที่ค่าตัวเยอะมาก ๆ เยอะมากพอที่จะเลือกปฏิเสธงานได้

 

CRY

นี่ไม่ใช่คำกิริยา แต่มันคือชื่ออัลบั้มที่ 3 ของ The Yers ซึ่งเกิดขึ้นท่ามความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อ เต๋า หนึ่งในสมาชิกยุคก่อตั้ง มือเพอร์คัสชันที่ Perform ได้มันส์ระห่ำในทุกโชว์  ตัดสินใจโบกมือลาจากวงไปด้วยเหตุผลส่วนตัว

แม้จะเป็นเรื่องน่าใจหายของเพื่อน ๆ ในวง และแฟนเพลงที่ติดตามมาตั้งแต่ชุดแรก แต่ทุกอย่างก็ยังคงต้องเดินหน้าไปต่อ โดยแกนหลักของวงอย่าง ‘อู๋’ ได้เล่าให้เราฟังถึงการทำงานเพลงอะคูสติกในชุดนี้ว่า

อู๋: ชุดสามนี่มันเริ่มต้นจากการที่ผมอยากพัก และจริง ๆ แล้วสิ่งที่วางแผนเอาไว้คือ จบอัลบั้มสองแล้วผมจะไปทำงานเดี่ยวของผม (โปรเจ็กต์ torrayot ในสังกัดค่ายสนามหลวง) ก่อนที่จะต่ออัลบั้มสาม ซึ่งจริง ๆ ก็เริ่มทำไปแล้ว (หัวเราะ) และ ณ ตอนนั้นผมเริ่มนึกอะไรไม่ออกกับ The Yers ก็เลยอยากจะเบรกไปก่อน

แต่ด้วยเหตุที่ว่าค่ายยังอยากให้ทางวงซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักมีผลงานต่อ และเพื่อน ๆ เอง ก็ยังอยากทำเพลงกันอยู่ ก็เลยสรุปกันตรงกลางว่าทำเป็นอัลบั้มอะคูสติกออกมา

ชื่ออัลบั้มทั้งสามชุด Y – YOU – CRY คือความตั้งใจ?

อู๋: มาตั้งใจตอนอัลบั้ม CRY ครับ ตอน Y กับ YOU ไม่ได้ตั้งใจให้ชื่ออัลบั้มมันเรียงกัน แต่ CRY มันเป็นอะไรที่บังเอิญนึกขึ้นได้ แล้วมันก็เชื่อมโยงกันพอดี ก็เลยอยากได้ แล้วมันก็ลงตัวทุกอย่าง ตรงที่เพลงในอัลบั้มมันก็พูดถึงเรื่องที่ร้องไห้อะไรแบบนี้

ทำไม The Yers ชอบสื่อสารถึงเรื่องราวที่มืดมน หมองหม่นออกมาในบทเพลง เอาอะไรมาเป็นวัตถุดิบสำหรับเรื่องราวเหล่านี้ ?

อู๋: ผมว่าวัตถุดิบก็คือมนุษย์นี่แหละครับ เพื่อนมนุษย์นี่แหละ ทั้งที่เจอเอง และคนอื่นเจอ อย่างเพลงเสพติดความเจ็บปวด เป็นเพลงที่ผมรู้สึกว่าเป็นผมมาก ๆ เพราะผมเป็นคนที่ชอบอยู่กับอารมณ์ดูถูกเหยียดหยาม สายตาแย่ ๆ ที่มองมา อะไรแบบนี้

ผมรู้สึกหลงใหล ผมชอบเก็บเรื่องพวกนั้นมาพูดในเพลงมาก ๆ พอเราทำเพลงแล้วพูดเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่ามันไม่เขิน มันเป็นตัวเองดี เจออะไรแย่ ๆ นี่ชอบเลย เอามาลงกับเพลง เหมือนบำบัดตัวเอง (หัวเราะ)

ล่าสุดเพิ่งเมื่อวานซืนมั้ง ผมเจอสายตาคู่นึงมองหน้าผม แล้วเขาก็ไปหลบหลังเสา ซึ่งผมรับรู้ได้เลยว่ามันเป็นสายตาที่รังเกียจเรา เพราะผมเจออะไรแบบนี้จากคนที่ไม่รู้จักผมบ่อยมาก แล้วเวลาที่เจอผมจะชอบมาก ชอบความรู้สึกนั้นมาก คือถ้าโมเม้นต์นั้นกูมีปากกากูเขียนแล้วอะ

คือไม่ได้เป็นเรื่องทุกข์ เรื่องเศร้าหนักอะไรแบบนั้นนะ แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สะกิดแค่นิดเดียว เพราะเป็นคนซีเรียส อ่อนไหว เก็บเรื่องที่ไม่ควรจะคิด มาคิดอะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

และเพลงที่ผมเขียนแล้วสะใจที่สุดคือเพลงเกลียด มันเป็นเรื่องของคนที่เข้ามาในชีวิตผมแล้วออกไป แล้วเราแม่งลืมเขาไม่ได้สักที พอได้เล่าแล้วเนื้อเพลงมันตรงกับสิ่งที่เราคิดไว้หมดทุกคำ พอได้พูดออกไปมันรู้สึกดีมาก ๆ สะใจมาก ๆ

แล้วเจ้าตัวต้นเรื่องก็ดันชอบอีก โดยที่ไม่รู้ว่าเพลงนี้ผมเขียนถึงเขา ยิ่งโคตรสะใจ ถ้าเป็นสมัยนี้ต้องเรียกว่ามันทำให้ผมมูฟออนได้อย่างสะใจมาก ๆ (ยิ้ม)

เดินทางมาถึงชุดที่สามกระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง?

อู๋: จริง ๆ อัลบั้ม CRY น่าจะได้ผลประมาณอัลบั้ม YOU จากตอนนั้นที่เริ่มมีคนรู้จักไปไปรษณีย์ ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวปากซอย เฮ้ย มีคนรู้จักเราว่ะ แล้วมันก็เหมือนถูกหยุดไว้ที่ระดับนั้นมาตลอด

ผมว่า The Yers เป็นวงที่เติบโตแบบเรียบ ๆ มากกว่า ทุกวันนี้ตั้งแต่ออกชุด CRY แล้วไปเล่นคอนเสิร์ต กลายเป็นว่าคนร้องเพลงเพียงหนึ่งครั้ง ได้มากกว่าตอนออกชุด YOU ใหม่ ๆ ด้วยซ้ำ

โบ๊ท: ใน CRY ก็คงประมาณแค่เพลงเกลียด ที่มีคนร้องได้เยอะ ๆ อะครับ

อู๋: แต่มันก็จะมีแฟนเพลงใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ นะ เพิ่มมาแบบพวกเราก็งงว่ามาจากไหนวะ ทั้งที่ยอดวิวก็ไม่ได้ขึ้นเยอะอะไรขนาดนั้น แล้วอยู่ดี ๆ กลายเป็นไปเล่นคอนเสิร์ตก็ได้ทุกที่แล้วว่ะ อะไรอย่างนี้ คือมันไม่ใช่ได้ทั้งโชว์ เอาอยู่ทั้งโชว์นะ มันจะได้แค่นี้แหละ ‘เพียงหนึ่งครั้ง, เสพติดความเจ็บปวด, เกลียด’ นาน ๆ ที ถึงจะเจองานที่คนร้องได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ตอนนี้อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นว่า อ๋อ โอเค ถ้าโชว์วันนี้มันไม่น่าจะรอด เดี๋ยวสุดท้ายพอเพลงนี้ขึ้นมันก็จะรอด แบบคุยกับเพื่อนอยู่ดี ๆ พอ ตื่อ ดือ ดึง ตึง ตึง ตึ่ง ตึง ตึ๊ง (อินโทรเพลงเพียงหนึ่งครั้ง) ก็เอาแล้ว หันกลับมาสนใจ หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายวิดีโอลง IG Stories อะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

ส่วนถ้าถามในแง่อาชีพ สำหรับผมมันก็ยังยึดเอารายได้ตรงนี้มาหล่อเลี้ยงชีวิตเป็นหลักยังไม่ได้ขนาดนั้น เรียกได้ว่าเท่าเดิมครับ เท่าเดิมเลยครับ แทบไม่ต่างจากเมื่อก่อน ซึ่งผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกันว่าเพราะอะไร

ต่อ: ตอนนี้อาจจะใช้คำว่าลำบากไม่ได้ แต่จะใช้คำว่าอยู่ได้ พออยู่ได้ แต่ทุกคนคงไม่ได้ต้องการนิ่งอย่างนี้ไปตลอดชีวิต ก็เลยกลายเป็นว่าเราต้องหาอย่างอื่นทำไปด้วยเรื่อย ๆ กลายเป็นแบบนั้นไป ซึ่งพวกเรายอมรับในจุดนี้ ยังโอเคในจุดนี้อยู่ ก็หาทางต่อไปเรื่อย ๆ

ยังคงยืนยันว่าอาชีพนักดนตรีอาจไม่พอเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงชีพ แล้วอะไรทำให้ยังคงทำเพลงต่อ?

บูม: มันยังสนุกอยู่ครับ เวลาได้ขึ้นไปเล่น เหมือนได้ระบาย ได้รับความสุข คือเราส่งไป แล้วคนดูส่งกลับมา มันก็เติมเต็ม

ต่อ: คือมันยังมีโชว์ที่ดีอยู่ ใน 10 อย่างน้อยก็มี 1 และในวันที่ไม่ค่อยดีพวกเราก็มองเป็นเรื่องตลกไปแล้ว ไม่ได้ซีเรียสกับมัน เรายังเล่นกันสนุกกันเองได้ อย่างน้อยคนดูร้องได้สองเพลง สามเพลงก็ยังดี

บูม: ยิ่งถ้าเจอแบบไม่ร้องกันเลยนี่จะยิ่งตลกเข้าไปใหญ่ (หัวเราะ)

อู๋: ของผมคือความตื่นเต้นล้วน ๆ เลย ตื่นเต้นที่ยังคงมีพื้นที่ให้เราได้นำเสนอรสนิยมของเราอยู่โดยที่ไม่ต้องมีใครมาจำกัดเรา ผมอยากแสดงรสนิยมออกไปว่าเฮ้ย ตอนนี้ The Yers ถึงตรงนี้แล้วนะ ตามมาให้ทัน หรือผมอาจจะไม่ได้ล้ำนะ อาจจะเชยก็ได้ แต่ตอนนี้รสนิยมมันเป็นแบบนี้ แล้วยังมีคนตามมาฟัง คือสิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นกับมัน

ยังคงตื่นเต้นที่จะนำเสนออะไรใหม่ ๆ ลงไปในเพลง ยังคงเป็นเป้าหมายเดิมที่เริ่มทำ The Yers ตั้งแต่แรก กับการที่ได้นำเสนออะไรบ้า ๆ บอ ๆ ออกไปและคนคาดไม่ถึง ทำยังไงก็ได้ให้เพลงได้ออกไป ได้ปล่อยเพลง ได้ปล่อยอะไรใหม่ ๆ แล้วได้รับรู้ฟีดแบ็คจากแฟน ๆ ว่าเชี่ยเพลงนี้แม่งเจ๋งว่ะ แต่ยอดวิวแม่งไม่ขึ้นเลยนะ แต่ไม่เป็นไรกูชอบ อะไรแบบนั้น (หัวเราะ)

โบ๊ท: สำหรับผมคือยังมีคนที่รอเราอยู่ ไม่ว่าเราจะทำอะไร มารู้ตัวอีกทีตอนคอนเสิร์ต The Yers 10 Years เราไม่คิดว่าจะมีคนมาดูมากมายขนาดนั้น จนเต็มทั้งสองรอบ ดีใจมาก ๆ

 

The Yers 10 Years

ตลอดเส้นทางของ 3 อัลบั้ม วงดนตรีอย่าง The Yers ที่เติบโตอย่างเรียบง่าย ได้เดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ สั่งสมฐานแฟนเพลงอย่างช้า ๆ จนมาถึงหลักไมล์ที่ 10 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ

กับคอนเสิร์ตใหญ่ครบรอบ 10 ปี ที่เป็นเหมือนสิ่งพิสูจน์ความหนักแน่นในแนวทางของ The Yers ได้เป็นอย่างดี และสมาชิกทุกคนในวงต่างก็เฝ้ารอการพิสูจน์นี้มาอย่างยาวนาน

อู๋: จริง ๆ มันจะต้องมีคอนเสิร์ตของตัวเองมาตั้งแต่จบอัลบั้ม YOU แล้วครับ วงเคยลงทีเซอร์ ประกาศ Save The Date เอาไว้เรียบร้อย เจอกันหอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เตรียมนู่นนี่ไว้แล้วพอสมควร ภาพถ่าย รายละเอียดการซื้อบัตรนู่นนี่นั่น แต่ด้วยเหตุบางประการทำให้มันไม่ได้เกิดขึ้น

คือเราอยากมีคอนเสิร์ตของตัวเองมาตลอด เพื่อยืนยันกับคนที่ทำงานด้วยว่า เรามีกลุ่มของเรา มีแฟนเพลงของเรา มีที่ของเรา แม้ยอดวิวเราจะไม่เปรี้ยงปร้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนชอบเลย

จนสุดท้ายเมื่อ The Yers เดินทางมาถึง 10 ปี ก็เลยได้มีคอนเสิร์ตกับเขาสักที ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นคอนเสิร์ต Hall of Fan ที่เขาจัดขึ้นทุกเดือนให้กับหลาย ๆ ศิลปินหมุนเวียนกันไป

ผมต้องพูดตรง ๆ ว่า The Yers ไม่ได้อยู่ในโผของปีที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ได้มีการพูดคุยกันว่า ถ้า 10 ปีแล้วยังไม่มีคอนเสิร์ตเนี่ย ผมคงต้องฝ่าฝืน ผมคงต้องหาทางจัดเองแล้วนะ เพราะคราวที่แล้วก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาแล้วทีนึง ครั้งนี้ผมคงต้องทำยังไงก็ได้ให้มันเกิดขึ้น

ก็เลยมีทางออกให้พวกเรามาเสียบอยู่ใน Hall of Fan ที่เรา Bold ให้มันเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครบรอบ 10 ปีของวง ก็เลยเป็นที่เข้าใจตรงกัน ทุกคนเข้าใจกันหมดว่านี่คือ The Yers 10 Years คอนเสิร์ตครบรอบ 10 ปี The Yers

ถามว่ามันเป็นคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบขนาดนั้นมั้ย โอเคมันอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นทำได้มากกว่านั้น แต่สำหรับผม ในความคาดหวังส่วนตัวของผม คอนเสิร์ต 10 ปีนี้เนี่ยมันก็เป็นอย่างที่ผมตั้งเป้าไว้ ได้เล่นทุกเพลง ได้ปักหมุดอะไรบางอย่างเพื่อทำให้ทุกคนได้รู้สักทีว่ากลุ่มคนของ The Yers เป็นแบบไหน

ตื่นเต้นมั้ยกับกระแสที่มาแรง จนต้องเพิ่มรอบสอง และสุดท้ายก็ขายเกลี้ยงทั้งสองรอบ?

โบ๊ท: เช้าวันขายบัตร เหมือนพวกเรากำลังนั่งรถไปสัมภาษณ์อะไรสักอย่าง ก็นั่งเช็คฟีดแบ็คกันผ่านเพจ The Yers

อู๋: วันนั้นมันทำให้ผมกลับไปดู Twitter อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้เข้านานมาก เพราะแฮชแท็ก #TheYers10Years มันติดเทรนด์ ก็ตื่นเต้นนะ แต่เอาจริง ๆ ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะหมด เพราะที่ผ่านมาผม และเพื่อน ๆ ในวง ก็ได้ยินเสียงเรียกร้องจากแฟน ๆ มาตลอดว่า เมื่อไหร่จะจัด เมื่อไหร่จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ คือถ้ามีคอนเสิร์ตจริง ๆ มันมีคนรออยู่มากแน่ ๆ อะไรประมาณนี้

ก็เลยแอบแซวทีมงานด้วยนะว่าเฮ้ย จัดรอบสองป่าว แต่ตอนนั้นวงเราจะเป็นอะไรที่คนไม่ค่อยเชื่ออะครับ คนจะไม่ค่อยมั่นใจ คือผมดันเป็นคนมั่นใจในตัวเองเยอะจนเกินไป จนคนที่ไม่รู้จักผมน่าจะแบบ เชี่ยนี่แม่งอีโก้ว่ะ ซึ่งผมยินดีครับที่จะยอมรับข้อผิดพลาดนั้น เพราะในบางครั้งผมเป็นคนที่ยั้งอีโก้ไม่อยู่จริง ๆ (หัวเราะ)

แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ต้องจัดรอบสอง บัตรหมดไปทั้งสองรอบ รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่มันเป็นอย่างที่เราคิดไว้ แล้วก็เออทุกคนได้รับรู้สักที ว่าที่เราโม้ไว้ อีโก้ใส่เขาไว้ มันไม่ได้เป็นเพียงลมปากนะ

ต่อ: สะใจเหมือนกันนะที่ได้เล่นสองรอบในวันเดียว

บูม: จริง ๆ ตามปกติ มันควรจะมีวันนึง แล้วก็ต่ออีกวันนึงเป็นรอบสอง แต่ด้วยคิวสถานที่ ตารางต่าง ๆ และความที่เป็นคอนเสิร์ต Hall of Fan มันเลยต้องจำเป็นต้องจบสองรอบในวันนั้นวันเดียว

โบ๊ท/บูม: ฟังดูโหด ไม่น่ามีใครอยากทำ แต่เราอยากเล่นเราต้องทำ

อู๋: คือจริง ๆ เรายอมทุกวิถีทาง เพื่อจะพิสูจน์ว่าเรามีแฟนเพลงของเรา เพื่อจะพิสูจน์ว่าเราสามารถเล่นคอนเสิร์ตในจำนวน 6 พัน – 7 พันคนได้ ถ้าไม่ทำมันจะพิสูจน์อะไรไม่ได้เลย ว่าเรามีศักยภาพพอมั้ย ก็ไม่เป็นไร

เพราะเราตั้งใจจะเป็นคอนเสิร์ตที่ไม่พูดอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นคอนเสิร์ตที่มีโชว์อะไรพิศดารพันลึกที่ต้องใช้แรงกายเยอะอะไรขนาดนั้นมันเป็นคอนเสิร์ตที่เราตั้งใจแบบตอนที่เราตั้งวงแรก ๆ เล่นแต่เพลง ๆๆๆ สื่อสารด้วยเพลงอย่างเดียวอยู่แล้ว เลยคิดว่าสองรอบติดไม่น่ามีปัญหา

แล้วเมื่อถึงวันจริง การเล่นสองรอบติด เหนื่อยมั้ย ?

 

บูม: ระหว่างจบรอบแรก แล้วพักเพื่อเตรียมตัวรอบสอง มันไม่ทันได้คิดเลยว่าเหนื่อยมั้ย เพราะช่วงเวลามันสั้นมาก ๆ แค่ครึ่งชั่วโมงนิด ๆ รู้ตัวอีกทีคืออยู่บนเวทีแล้ว

ต่อ: เอาจริง ๆ ตอนที่จะขึ้นอีกรอบนี่ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อย ยังสดชื่น แต่พอเล่นไปสักพักเพลงสองเพลงแรกเนี่ย (หัวเราะกันทั้งวง) เริ่มรู้สึกแล้วว่าสมาธิเราลดลง เริ่มหันมองเพื่อนแล้วก็เห็นว่า เฮ้ย เพื่อนก็เป็นเหมือนกัน ไม่เป็นไรเว้ย ต้องไปต่อ

โบ๊ท: แล้วแบบดนตรีเรามันไม่ได้ซอฟต์ ๆ ใส่กันเต็มที่ตลอด 2 – 3 ชั่วโมงในรอบแรก ประสาทการฟังก็เริ่มล้า สมาธิก็ไม่นิ่งเหมือนเดิม แต่มันก็สนุกไปอีกแบบตรงที่รอบสองมันจะออกแนว Survival ละ เราเอาจิตวิญญาณให้คุณแลกไปเลย นี่ยืนไหวเพราะจิตวิญญาณละ ขอบคุณที่มาดู แลกกัน

เรียกได้ว่านี่คือกลุ่มคนที่ถูกต้องที่สุด คอนเสิร์ตที่ถูกต้องที่สุด ?

อู๋: คือตั้งวงมา 10 ปี ไอ้ภาพที่วาดไว้มันเกิดขึ้นแค่วันนั้นวันเดียว ไม่ใช่ว่าโชว์อื่นที่คุณดูมันไม่ถูกต้องนะ แต่คือภาพที่วาดไว้แบบเป็นฮอลล์ แล้วเป็นแฟนเพลงที่ร้องตามได้ทุกคนทุกเพลง แล้วเราเป็น Headline ของวันนั้นจริง ๆ บรรยากาศทุกอย่าง แสง สี เสียง วิชวลที่เราชอบ แม้กระทั่งหลังเวทียังเป็นอาหาร น้ำดื่ม ที่พวกเรารีเควสไปเพราะว่าเราชอบ

นั่นแหละครับมันเกิดขึ้นแค่วันนั้นวันเดียวที่มันถูกต้องทุกเม็ด ทุกเรื่อง ทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเดียวตอนที่รอบสองจบ อันนั้นไม่ได้คิดไว้ คือผมยืนตรงไม่ได้ ต้องยืนงอตัว เพราะเสียดท้อง หมดแรงจริง ๆ

มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหลังความสำเร็จคอนเสิร์ตใหญ่?

อู๋: ตอบแบบซีเรียสเลยนะ เหมือนเดิม (หัวเราะ) เหมือนคอนเสิร์ตนั้นมันเป็นตัวบอกว่า ถ้ามีคอนเสิร์ตน่ะ The Yers ทำได้นะ ช่วยเชื่อมั่นหน่อย แต่ถ้าถามว่าจำนวนแฟน ๆ ระดับของวง สเกลของวง ผมว่ามันก็ไม่ได้มากขึ้นอะไรขนาดนั้น

หลังจาก The Yers 10 Years ที่แม่งโคตรพีค พอเราไปเล่นคอนเสิร์ตงานอื่น ๆ ก็ยังเจออะไรเดิม ๆ อยู่ แต่เราก็ไม่ได้นอยด์อะไรนะ เราเข้าใจว่านั่นคือการเฉลิมฉลอง The Yers ครบรอบ 10 ปี ฉลองก่อนที่จะต้องไปพบกับชีวิตจริงอีกที

โบ๊ท: หลังงาน 10 Years งานต่อไปที่พวกเราไปเล่น ทั้งรูปแบบ และบรรยากาศคือมันคนละขั้วเลยนะ พวกเราก็เออมันก็อย่างนี้แหละว่ะ มันก็ยังคง Random ไปตลอด

บูม: แต่หลัง ๆ มานี่ ทุกที่ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือไม่ดียังไง อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่ามันจะมีแฟนเพลงเดนตายตามมา อย่างน้อยสิบคน ห้าคน จากที่เมื่อก่อนบางงานคือไม่มีเลยนะ

โบ๊ท: อีกเรื่องที่เปลี่ยนไปน่าจะเป็นเรื่องของความอึด เมื่อก่อนงาน 1 ชั่วโมงนี่คือฟูลโชว์แล้วนะ พอเจอ 6 ชั่วโมงวันนั้นเข้าไป เดี๋ยวนี้ 1 ชั่วโมงคืออ่อนมาก ไม่เหนื่อยเลย (หัวเราะ)

ต่อ/บูม/อู๋: ว้าววววว

อู๋: เอาจริง ๆ ผมความเปลี่ยนแปลง ในแง่ความดัง ความคาดหวัง ความกดดัน ผมว่าช่วงเวลาจากชุดแรก มาชุดสอง ช่วงนั้นคือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดว่ามันดังขึ้น มันมีความคาดหวังมากขึ้น อัลบั้มสองทุกคนในวงรู้สึกเหมือนกันหมดว่าเออ คนแม่งรู้จักเยอะจริง ๆ ว่ะ แล้วมันก็คงสภาพนั้นมาตลอด

จนมาถึงคอนเสิร์ต 10 ปี มันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ พวกเราไม่ได้รู้สึกว่า เชี่ย กูเป็นคนใหม่แล้วว่ะ แม่ง สุดยอดว่ะ Sold Out บัตรหมดสองรอบคอนเสิร์ตใหญ่ว่ะ กูแม่งโด่งดัง มันไม่ได้ขนาดนั้น มันยังเหมือนเดิม รู้สึกดังน้อยกว่าเดิม แคร์เรื่องความดังน้อยลงกว่าตอนอยากทำให้ชุดสอง มันดังเสียด้วยซ้ำ

ทิศทางของ The Yers ต่อจากนี้?

อาจเพราะเหมือนได้พิสูจน์แล้วว่า มีคนที่เชื่อในงานของ The Yers ฟัง The Yers อยู่จำนวนหนึ่ง พวกเราก็คงทำงานบ่งบอกรสนิยมทางดนตรีของวงต่อไปเรื่อย ๆ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุกมากนะกับการที่ศิลปินได้ทำเพลง ได้บ่งบอกรสนิยมของตัวเองว่าชอบอะไร เป็นคนแบบไหน มันคงเป็นเรื่องงี่เง่ามากเลยนะ ถ้าโด่งดัง มีงานเยอะก็จริง แต่ไม่ได้นำเสนอความเป็นตัวเองลงไปในสิ่งที่เล่นเลย

ก่อนแยกย้าย เราขอสรุปให้ได้มั้ยว่า บทสรุปของ 10 ปีที่ผ่านมา The Yers ไม่ได้เติบโตขึ้นในแง่ของชื่อเสียงที่โด่งดังเปรี้ยงป้าง แต่มันคือความหนักแน่นในตัวตนของวงที่ถูกพิสูจน์ผ่านแฟนเพลงที่สะสมมาตลอด 10 ปี?

อู๋: ผมว่าพูดอย่างนั้นก็ถูกนะ ถูกต้องเลย ขอบคุณคำนี้มากเลยอ่ะ ผมว่า The Yers อยากเป็นแบบ Rompboy ไม่ต้องขึ้นห้าง ไม่ต้องอยู่ในตลาดทุกตลาด ๆ แต่มีคนรัก ผมรู้สึกว่าอยู่ดี ๆ เราไม่ต้องดังโผ่งผ่างเปรี้ยงปร้างขึ้นมาแบบ Billie Eilish หรือใครก็ตามที่เมนสตรีมมาก ๆ

แค่มีกลุ่มของเรา เราได้ตอกย้ำว่าเราเป็นแบบนี้ แล้วเราก็จะได้เจอคนแบบเดียวกัน รสนิยมเดียวกัน แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต สำหรับผมมันมีความสุขกว่าเยอะเลย การมีแฟนเพลงมากขึ้นคือกำไร การมีฮาร์ดคอร์แฟนร้องเพลงเราได้ทุกเพลงเป็นกำไรมหาศาลยิ่งกว่าเงินทองอีก

และสิ่งที่ผมโคตรแห่งโคตรแฮปปี้ในทุกวันนี้คือ การมีวงดนตรีรุ่นใหม่ ๆ มาบอกว่าผมชอบวงพี่ตั้งแต่มัธยม วงที่แบบเรารู้สึกว่า เชี่ย มึงเก่งกว่าวงกูอีก วงที่เรารู้สึกว่ามึงเท่มาก กูชอบวงมึง แล้ววงนั้นมาบอกว่าผมชอบ The Yers มาตั้งแต่เด็กแล้วพี่ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราโคตรมีความสุข และรู้สึกว่าคิดไม่ผิดเลยที่กูเลือกทำแบบนี้

คำถามสุดท้าย อีกนานมั้ยกว่าจะได้พบกับอัลบั้มใหม่จาก The Yers?

อู๋/ต่อ/โบ๊ท/บูม: อยากให้เตรียมตัวกันไว้ให้ดีครับ บอกได้เลยว่า… อีกนาน (หัวเราะ)

 

PHOTOGRAPHER: Krittapas Suttikittibut

NTman
WRITER: NTman
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line