ทิ้งท้ายตุลาคมกันด้วยมวลมหาความสุขที่คืนกลับมาให้ชาวร็อก เพราะสองวงระดับตำนานประกาศจะคืนวงการในเวลาใกล้กันติด ๆ เริ่มจากราชาป๊อปพังก์อย่าง My Chemical Romance ปลุกพลังอีโมวัยรุ่นยุค 2000 ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง จากนั้นก็ตามมาด้วยเจ้าพ่อแรปเมทัลอย่าง Rage Against The Machine วงดนตรีแห่งอุดมการณ์ที่ด่ารัฐบาล และต่อต้านระบบทุนนิยม ที่ขึ้นแสดงบนเวทีเป็นครั้งสุดท้ายตั้งแต่ปี 2011 วันนี้เราเลยจะมาย้อนเหตุการณ์เหล่านั้น ให้คอเพลงทุกคนได้ทบทวนไปพร้อม ๆ กันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับวงการเพลงร็อกในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา! การกลับมาของ My Chemical Romance วันที่ 30 ตุลาคม จู่ ๆ ทาง Official ของวง My Chemical Romance ก็ประกาศว่าวงจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแยกย้ายกันไปตั้งแต่ปี 2013 แต่นี่ไม่ใช่การประกาศอัลบั้ม แต่เป็นการประกาศโชว์ ‘My Chemical Romance Return’ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ณ ลอสแอนเจลิส ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเปิดขายบัตร
ข่าวปลด CEO ของ McDonald แบบฟ้าผ่า เพราะเขาดันไปมีความสัมพันธ์กับพนักงาน (consensual relationship) แม้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเขาจะเคยสร้างผลงานดี ๆ ไว้มากมาย ทั้งการนำระบบดิจิทัลมาใช้งานและเพิ่มคุณภาพวัตถุดิบผลิตอาหารจนได้รับการยอมรับ แต่ก็ไม่อาจกู้ตำแหน่งไว้ได้ ส้มจึงหล่นไปเป็นของ Chris Kempczinski ในเมื่อนี่กลายเป็นปัญหาที่ทำให้สื่อระดับโลกหลายเจ้าเลือกมาเล่น ทั้ง Bloomberg, TIME, CBS ฯลฯ หรือกับสื่อไทยเองก็ยังต้องพูดถึงเช่นกัน UNLOCKMEN จึงอาสาหาเหตุผลที่ทำให้ Steve Easterbrook เลือกเทใจให้คนในออฟฟิศ แทนประชากรจำนวนหลายพันล้านคนบนโลกที่อยู่นอกออฟฟิศเขา จากหลักจิตวิทยาที่มาแบ่งปันให้คุณคิดตามว่า…จริงไหมที่เราสามารถหลงรักเพื่อนร่วมงานได้ง่าย ๆ ? WORK RELATIONSHIP ทำไมเราถึงต้องหวั่นไหวกับเพื่อนร่วมงาน ก่อนอื่นต้องยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญเพราะมีผลการศึกษาทางจิตวิทยาบอกว่าคนเรามีแนวโน้มเผลอใจให้คนที่ทำงานได้ ถึงจะเจอกฎเหล็กบริษัทก็พร้อมจะแหกมันให้ได้ จากเหตุผลเหล่านี้ “1,680 ชั่วโมงต่อปี คือเวลาขั้นต่ำที่เราใช้ร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน ก็เป็นธรรมดาที่เราจะใช้เวลาร่วมกับพวกเขามากกว่าคนอื่น ๆ” – CEO และผู้ก่อตั้งแอปฯ รักษาสุขภาพจิต ‘Remente’ กล่าว มีคำกล่าวว่าเราใช้เวลา 200 ชั่วโมงเพื่อสร้างมิตรแท้กับใครสักคน ดังนั้น
“คนเราตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้” เป็นประโยคคลาสสิกที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กจนโต จริงอยู่ว่าคนตายเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ ทรัพย์สินเงินทองที่เคยหามาได้ก็ต้องกองเอาไว้ที่เดิม แต่สำหรับคนตายบางคน ไม่ได้เป็นแบบนั้น ต่อให้สิ้นลมหายใจคุณก็ปล้นสมบัติของเขาไปไม่หมด เพราะพวกเขาดันมีรายได้หลักล้านเข้ามาไม่ขาดสายน่ะสิ! ล่าสุด Forbes นิตยสารอันดับ 1 ด้านธุรกิจและการเงินในสหรัฐอเมริกา (ที่ปัจจุบันกลายเป็นเว็บไซต์นักจัดอันดับมือหนึ่งของโลกไปเสียแล้ว) ก็ได้อัปเดตรายได้ประจำปีของ ‘คนดังผู้ล่วงลับ’ พวกเขาเหล่านี้แม้จะลาจากโลกไปนาน แต่ผลงานต่าง ๆ ยังคงถูกสิ่งที่เรียกว่า ‘ลิขสิทธิ์’ ช่วยรักษาผลประกอบการที่พึงได้ในแต่ละปีไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งอันดับ 1 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ราชาเพลงป๊อป Michael Jackson นั่นเอง วันนี้ UNLOCKMEN เลยจะมารายงาน Top 5 ห้าอันดับแรกของตำแหน่งเจ้าของรายได้ ที่ความตายก็ไม่อาจพรากเงินทองของเขาไป ส่วนพวกเขาทำรายได้ไปเท่าไหร่บ้างในรอบปีนี้ไปดูพร้อมกันเลย No.5 BOB MARLEY $20 Million ราชาเพลงเร็กเก้ผู้ล่วงลับไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ด้วยโรคมะเร็ง ในรอบปีที่ผ่านมาเขาทำเงินได้มากถึง 20 ล้านดอลลาร์ หรือ 600 ล้านบาทไทยเลย นอกจากยอดสตรีมมิง เพลงเขาของยังสูงลิ่วถึงหลักพันล้านในสหรัฐอเมริกาแล้ว ไม่รวมสินค้าต่าง
เมื่อพูดถึงเกมและนักสร้างเกมปัจจุบัน ชื่อที่ถูกพูดถึงคงหนีไม่พ้นนักสร้างเกมสัญชาติญี่ปุ่น Kojima Hideo ที่ใคร ๆ ต่างก็เรียกเขาว่า ‘เทพโคจิมะ’ เพราะเกมที่เขาสร้างส่วนใหญ่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ เนื้อเรื่องที่ซับซ้อนหักมุมไปมา บทพูดน่าประทับใจของตัวละครที่ชวนคิด คล้ายกับว่าเกมของโคจิมะเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่น่าติดตามจนจบ ล่าสุดเขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้เกมเมอร์ต่างเฝ้ารอสัมผัสด้วยตัวเองอย่าง Death Stranding ซึ่งใช้เวลาสร้างนานกว่า 3 ปี หลังจากบรรดาแฟน ๆ ถูกทิ้งให้ปวดหัวกับปริศนาที่โคจิมะทิ้งไว้ในตัวอย่างเกมและบทสัมภาษณ์ เรื่องราวของ Death Stranding เป็นเกมที่ว่าด้วยอะไรก็ไม่รู้ (ความตั้งใจของโคจิมะที่ทำให้คนเดาไม่ได้ว่าเนื้อเรื่องจะไปในทิศทางไหนจนกว่าจะได้เล่นจริง ๆ) มุมมองภายในเกม เล่าเรื่องราวผ่าน Sam Porter Bridges รับบทโดย Norman Reedus หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาเขาจากซีรีส์เรื่อง The Walking Dead แต่ในเกมเขาจะสลัดบทบาทจากโลกซอมบี้ ลายเป็นชายผู้ทำหน้าที่ขนส่งสิ่งของและช่วยเหลือผู้คนตามเมืองต่าง ๆ หลังจากการล่มสลายของโลก ความมึนงงเดาเกี่ยวกับเนื้อเรื่องไม่ได้ ทำให้ใคร ๆ ต่างตั้งคำถามกับทีมงานและโคจิมะว่าตกลงแล้วเนื้อเรื่องของเกมคืออะไรกันแน่ ? โคจิมะก็เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าเกม Death Stranding มีเส้นเรื่องหลักเกี่ยวกับ “ชีวิตและความตาย” (คำตอบของเขาก็ไม่ทำให้เรารู้เนื้อเรื่องมากขึ้นเท่าไหร่อยู่ดี) ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่ท้าทายความสามารถของผู้เล่นด้วยอุปสรรคต่าง ๆ
อย่างที่หนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบรองเท้าต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า Nike Air Force 1 ถือเป็นสนีกเกอร์โมเดลสุดคลาสสิกที่ใส่ได้ตลอดกาล ส่วนแรปเปอร์ผิวสีชื่อดังอย่าง Travis Scott ก็เคยมีผลงานร่วมกับ Nike มาแล้วหลายต่อหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบนสนีกเกอร์โมเดล Air Jordan 1, Air Jordan 1 Low, Air Jordan 4, Air Jordan 6 และ Air Force 1s ออกมาให้ชมกันไปแล้วมากมาย ล่าสุดแรปเปอร์หนุ่มก็ยังไม่หยุดสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ บนสนีกเกอร์ หยิบโมเดลรุ่นเก๋า Nike Air Force 1 รองเท้าบาสฯ รุ่นแรกของ Nike ที่มีเทคโนโลยี Air มาเติมเต็มจินตนาการและสร้างความสนุกสนานบนสนีกเกอร์ของเขา Nike Air Force 1 ของ Travis Scott มีชื่อว่า
คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตนกำลังใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจขาลงที่ขัดกับค่าครองชีพที่ทะยานสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องมุ่งมั่นทุ่มเทกับการทำงาน และหวังว่าสักวันสิ่งที่ทำมาอย่างเหน็ดเหนื่อยจะสร้างความก้าวหน้าและมั่นคงให้กับชีวิตได้ เมื่อระบบทุนนิยมบีบบังคับจนเราไม่สามารถบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม แนวคิดเรื่อง Work-Life Balance ก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาในสังคมและมีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น Work-Life Balance เป็นแนวคิดที่ไม่ได้มุ่งเน้นให้ทำงานหนักอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่ได้อยากให้พักผ่อนสบายเกินจนหลงลืมหน้าที่การงาน หากตอกย้ำวิถีการดำเนินชีวิตแบบทางสายกลางที่ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ซึ่งมันผนวกเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี แทบไม่อยากเชื่อว่าแบ่งเวลาทำงานและใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสมดุล จะเพิ่มประสิทธิภาพของคนและประสิทธิผลของงานได้จริง แต่บริษัทไมโครซอฟต์ (Microsoft) ในญี่ปุ่นพิสูจน์แล้วว่า การทำงาน 4 วัน และหยุด 3 วัน นั้นมีศักยภาพมากกว่าการทำงาน 5 วัน และหยุด 2 วันเสียอีก! บริษัทไมโครซอฟต์ในประเทศญี่ปุ่นจัดแคมเปญ “Work Life Choice Challenge 2019 Summer” เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาโดยเพิ่มวันหยุดให้กับพนักงาน 2,300 คน จากที่เคยหยุดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เปลี่ยนมาเป็นหยุดทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ของเดือนแทน แถมยังให้พนักงานทำงานเต็มเวลาและจ่ายค่าจ้างเท่าเดิมตามปกติ นอกจากจะกำหนดระยะเวลาการประชุมสูงสุดไว้ที่ 30 นาที ยังตัดการประชุมใหญ่ ๆ ให้สั้นลง และเลือกประชุมด้วยข้อความอิเล็กทรอนิกส์แทนตัวบุคคล
ภาพยนตร์ระทึกขวัญสั่นประสาทถือเป็นหนังที่ครองใจคนหลายกลุ่มมาอย่างยาวนาน เพราะความตื่นเต้น ฉากนองเลือด ดนตรีประกอบชวนขนลุก ทั้งหมดเร้าอารมณ์ให้ลุ้นและสนุกสนานไปกับการเล่าเรื่องของผู้กำกับ แต่กว่าจะมีภาพยนตร์สยองขวัญที่หลากหลายมาให้เราเลือกดูได้อย่างทุกวันนี้ วงการหนังสยองขวัญก็ต้องผ่านช่วงเวลายากลำบากเพราะกฎข้อบังคับมากมายที่บั่นทอนความสยองขวัญให้ลดลงจนแทบหมดอารมณ์ UNLOCKMEN จะมาเล่าถึงภาพยนตร์สยองขวัญจากปี 1960 ที่แหกกฎของวงการฮอลลีวูด สร้างหนังที่จะปฏิวัติวงการภาพยนตร์ให้ทันสมัย กับการกล้าได้กล้าเสียของผู้กำกับจนทำให้ Phycho กลายเป็นหนังทริลเลอร์ในตำนานที่เหล่าผู้ชื่นชอบความระทึกจะต้องรู้จัก พล็อตหนังคลาสสิกที่โด่งดังด้วยการเล่าเรื่องแหวกทุกข้อห้าม ก่อนที่วงการฮอลลีวูดจะก้าวเข้าสู่ความทันสมัยเหมือนอย่างปัจจุบันนั้นใช้เวลายาวนานพอสมควร เพราะอุปสรรคทางเทคโนโลยี ปัญหาเรื่องความเหมาะสม และค่านิยมตามยุคสมัยเป็นตัวชี้วัดว่าหนังที่สร้างออกจากจะดำเนินไปทิศทางไหน วงการฮอลลีวูดช่วงยุค 40-50 เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยข้อห้ามมากมาย เช่น ห้ามมีฉากโป๊เปลือยเกินพอดี ห้ามสื่ออะไรที่ผิดศีลธรรม ห้ามโหดเลือดสาดชวนให้อาเจียนมากเกินไป ทุกอย่างที่ไม่เหมาะสมจะต้องถูกเซนเซอร์ และห้ามแม้กระทั่งไม่ควรมีโถส้วมอยู่ในภาพยนตร์ เหล่าคนทำหนังช่วงเวลานั้นต่างก็เข้าใจพร้อมทำตามกฎกันเป็นอย่างดี จนมาถึงวันที่ความแตกต่างมาถึง เมื่อภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง Psycho (1960) เข้าฉายครั้งแรกและเปลี่ยนค่านิยมของการทำหนังให้กับวงการฮอลลีวูดไปตลอดกาล Psycho (1960) เป็นภาพยนตร์สุดหลอนที่สร้างจากนวนิยายของ Robert Bloch เรื่องราวของ Marion Crane (Janet Leigh) เลขาสาวสวยที่ตัดสินใจขโมยเงิน 40,000 ดอลลาร์ (ถ้าเทียบกับปัจจุบันมีมูลค่าราว 330,000 ดอลลาร์ หรือกว่าสิบล้านบาทเลยทีเดียว) ของเจ้านายแล้วหนีไปยังเมืองอื่น ระหว่างทางเธอต้องเข้าพักในโมเตลเล็ก ๆ
เราเชื่อว่าผู้ชายแทบทุกคนคงต้องมีสิ่งของสักอย่างที่รัก หวง และหลงใหลคลั่งไคล้จนแทบอยากเก็บบูชาเอาไว้บนหิ้ง แต่ถ้านั่งนับนิ้วดูดี ๆ จะรู้ว่าในบรรดาของสะสมทั้งหมด มีไม่กี่อย่างที่มอบทั้งคุณค่าและมูลค่าให้กับเราในเวลาเดียวกัน แล้ว ‘นาฬิกา’ ก็คงเป็นหนึ่งในสิ่งของไม่กี่อย่างที่ว่านั้น เพราะนอกจากจะมีมูลค่าตามราคาแล้ว นาฬิกายังมีคุณค่าพิเศษบางอย่างในสายตาของนักสะสมที่หลงรักมันเสียยิ่งกว่าอะไร ถึงจะรู้ว่าการเก็บสะสมของสักชิ้นต้องเกิดจากความหลงใหล แต่ความหลงใหลจะพาใครสักคนเดินไปได้ไกลขนาดไหนกัน? เราเลือกเก็บคำถามนี้ไว้ในหัว ก่อนจะเดินไปคุยกับ “ตุ้ย อัฐวุฒิ” ชายที่ใช้ความหลงใหลเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมนาฬิกา และความหลงใหลที่ว่าก็พาเขามาไกลจนถึงขั้นเก็บรวบรวมนาฬิกาหายากไว้กว่า 100 เรือน ผศ.ดร. อัฐวุฒิ ปภังกร หรือ คุณตุ้ย เป็นหนึ่งในนักสะสมนาฬิกาตัวยง ที่ควบตำแหน่งที่ปรึกษาด้านบัญชีและอาจารย์ในระดับอุดมศึกษา เขาชื่นชอบนาฬิกาตั้งแต่อายุ 16-17 ปี จากนั้นก็เริ่มฝันว่าอยากมีนาฬิกาดี ๆ ใส่สักเรือน เพราะเชื่อว่านาฬิกาบ่งบอกความเท่ สะท้อนตัวตน และช่วยเสริมบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี คุณตุ้ยจึงเก็บสะสมนาฬิกาเรือนที่ชอบมาเรื่อย ๆ จากนั้นวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมากว่า 20 ปี แต่ความหลงใหลในนาฬิกาของเขาก็ยังหมุนวนรอบหน้าปัดอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เหมือนเข็มวินาทีที่ไม่เคยหยุดเดิน “นาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา ผมว่ามันมีคุณค่ามากกว่านั้น” ผมคิดว่าของสะสมสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่มีแค่สองอย่าง หนึ่งคือรถยนต์ สองคือนาฬิกา แล้วสมัยวัยรุ่นการถือเงินสดมันก็ร้อน มันร้อนมือจนเราอยากเอาไปใช้ซื้ออะไรสักอย่าง แต่ถ้าเอาไปซื้อรถก็คงยังไม่มีปัญญาและถ้าซื้อมาก็ไม่รู้จะเก็บไว้ตรงไหนไม่ให้พ่อแม่รู้ แต่นาฬิกานั้นไม่เหมือนรถ ผมสามารถซื้อนาฬิกาจำนวนมากเก็บไว้ที่บ้านได้โดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น
ยอมหักไม่ยอมงอ ยอมงอไม่ยอมโดนนิ้ว ใครที่มือเคยจับค้อนจับตะปูมาย่อมรู้ดีว่าไอ้ทักษะที่ดูไม่ยากแบบนี้ บางทีเราก็พลาดแบบโง่ ๆ มาแล้วนักต่อนัก บ้างก็ตอกโดนนิ้วจนม่วง บ้างก็หล่นใส่เท้า สารพัดอุบัติเหตุไม่คาดฝันทำให้เราได้แผลกันทุกที นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้นวัตกรรมที่อาจจะดูออกแบบไม่ยากอย่างค้อนชิ้นนี้ เอาชนะใจและได้รับรางวัลชนะเลิศ Red Dot Design Concept Award ประจำปี 2019 โดยผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานของ Alvaro Uribe จากสหรัฐอเมริกา The Tuk Hammer นวัตกรรมค้อนทรงตัวที ที่มาพร้อมกับที่บล๊อกการตีโดนนิ้วตัวเองสีเหลือง เวลาจะใช้แค่ถอดอุปกรณ์เซฟตี้ออกจากตัวค้อนก็สามารถสอดนิ้วเข้าไปตรงกลางยึดไว้ให้ตำแหน่งแล้วใช้งานได้ทันท่วงที ที่สำคัญเรายังสามารถจัดองศาให้ตะปูไม่เบี้ยวได้ด้วย! เพราะว่าตำแหน่งตรงกลางของแผ่นสีเหลืองที่เราใช้บล๊อกนิ้วมีร่องตรงกลางเพื่อจัดตำแหน่งตะปูให้ตอกลงพื้นผิวได้ตรง ๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปถอนออก หรือทำให้ไม้และผนังมีแผลโดยไม่จำเป็น ค้อนทรงตัวที ขนาดเหมาะมือออกแบบพิเศษให้หัวค้อนทั้ง 2 ด้านแตกต่างกัน เป็นฟังก์ชันแบบ 2 in 1 ด้านหนึ่งเป็นยาง เพื่อใช้สำหรับงานทั่วไปที่พื้นผิวนุ่มไม่ต้องการให้งานแตกร้าว บุบ เน้นความประณีต ส่วนอีกด้านที่ทำจากเหล็กใช้ตอกบนพื้นผิวแข็งได้ดีทำให้ไม่ต้องพกอุปกรณ์หลายชิ้นให้เปลืองพื้นที่ สำหรับใครที่คิดว่า อ้าว ถ้าทำหัวแบบนี้แล้วจะถอนตะปูออกได้ยังไงถ้าตอกพลาดหรืออยากดึงตะปูเก่าออก เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเพราะเขาคิดมาแล้วแบบไม่ให้เสียพื้นที่ จากการออกแบบเว้นช่องให้แกนกลางของตัว T มีที่ดึงเพื่องัดตะปูออกมาได้แบบไม่เปลืองแรง ปิดท้ายด้วยความคิดง่าย ๆ


