วงการถ่ายภาพต้องพบกับความสูญเสียอีกครั้ง เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ ช่างภาพชื่อดังอย่าง Michael Wolf เสียชีวิตลงด้วยวัย 64 ปี ถึงแม้จะจากไปแต่เขาก็ได้ทิ้งสุดยอดผลงานภาพถ่ายที่ให้แง่คิดมุมมองไว้บนโลกใบนี้ UNLOCKMEN ขอร่วมรำลึกถึงเขาด้วยผลงานเขาที่สร้างชื่อไปทั่วโลก Michael Wolf ช่างภาพชาวเยอรมันที่เดินทางไปทั่วทั้งเอเชียเพื่อเก็บภาพทุกมุมเมืองไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฮ่องกง ผลงานของเขาขึ้นชื่อเรื่องการภ่ายภาพของตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตในชุมชนที่สะท้อนสภาพสังคมปัจจุบันได้เด่นชัด Architecture of Density Architecture of Density ถ่ายทอดความแออัดของชุมชนเมืองในเกาะฮ่องกงผ่านภาพถ่ายที่มีเส้นสายมากมายนับไม่ถ้วน กราฟิกของแต่ละภาพคุมโทนสีสันให้ไปในทิศทางเดียวกัน รูปทรงเรขาคณิตที่แม่นยำ แต่ภาพของเขากลับให้ความรู้สึกสงบนิ่งทั้งที่เห็นเพียงแค่ตึกเท่านั้น เขาตัดทอนทั้งส่วนท้องฟ้าส่วนบนและพื้นส่วนล่างออกไปเพื่อให้คนดูจดจ่ออยู่กับตึกที่มีห้องมากมาย สะท้อนรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ไม่มีวันจบสิ้น แม้ภาพของเขาถูกเปรียบเทียบกับภาพของ Andreas Gursky และ Candida Höfer แต่ผลงานของเขาสื่อให้เห็นถึงมุมมองหลายอย่าง รวมถึงองค์ประกอบศิลป์ที่เป๊ะกินขาดทำให้คอลเลกชันภาพถ่าย Architecture of Density ของเขาสามารถคว้าแชมป์จากเวที World Press Photo 2014 ได้สำเร็จ 100×100 คอลเลกชัน 100×100 เริ่มต้นขึ้นในปี 2006 Michael Wolf ตระเวนเคาะห้องของผู้อยู่อาศัยในตึก Shek
สำหรับผู้ชายอย่างเราเพียงแค่ได้เห็นรถยนต์คันที่ชอบ รุ่นที่ใช่ขับเคลื่อนผ่านไปก็ทำให้หัวใจพองโตได้แล้ว แต่สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบยานพาหนะเป็นทุนเดิม แล้วยังหลงใหลภาพยนตร์หมดหัวใจ เราเชื่อว่านิทรรศการอย่าง Hollywood Dream Machines จะทำให้คุณกลับไปตื่นเต้นเหมือนเด็กอีกครั้งได้แน่นอน เพราะที่นี่รวมเอายานพาหนะที่เราต้องอ้าปากค้างจากภาพยนตร์เรื่องที่เราเคยเสพมาไว้ให้อย่างจุใจ The Petersen Automotive Museum หนึ่งในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นหัวเรือหลักในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ขึ้น โดยร่วมมือกับ Comic-Con เพื่อนำเสนอนิทรรศการจัดแสดงพาหนะที่มาจากโลกภาพยนตร์ในชื่อ “Hollywood Dream Machines : Vehicles of Science Fiction and Fantasy” ในนิทรรศการมีรถในตำนานมากกว่า 40 คันจากภาพยนตร์ที่หลายคนต้องคุ้นตามากกว่า 20 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Back to the Future, Batman, Star wars, Blade Runner, Transformers และ Mad Max : Fury Road รวมถึงหนังของค่ายซูเปอร์ฮีโร่ทั้งค่าย Marvel และ
เราไม่ได้เห็นกระแสความนิยมภาพยนตร์ที่คนทั้งโลกต้องรีบแห่กันไปดูเหมือนกับ Avengers: Endgame มานานมากแล้ว จากที่ถามเพื่อนฝูงมาพบว่าช่วง debut ที่ผ่านในบ้านเรา ทุกโรงคนเต็มระดับตีหนึ่งก็เต็ม เช้ามาก็เต็ม ต้องไปดูในโรงหนังเด็กก็ยอม และโรงหนังหลายโรงก็เลือกฉายแต่ Avengers: Endgame แบบทุกโรงทุกรอบ อาจจะเป็นเพราะเนื้อหาที่กำลังเดินทางมาถึงจุด Climax ของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (Marvel Cinematic Universe) ที่ต้องลุ้นว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ซึ่งก็ไม่แน่ว่าภาคต่อไป marvel จะได้กระแสตอบรับดีขนาดนี้หรือไม่สำหรับเนื้อเรื่องปกติ แต่นั่นคือเรื่องของอนาคต อย่างน้อยวันนี้ Disney ก็คงยิ้มแก้มปริกับซูเปอร์รายได้ที่ Avegners: Endgame ทำลายตัวเลขเงินเกือบทั้งกระดาน โดยใช้ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ จากการเข้าฉาย Avengers: Endgame ราว 5 วัน ได้มีการเปิดเผยตัวเลข Box Office Highest-grossing openings weekend ซึ่งเป็นตัวเลขจากระยะเวลาเดบิวสัปดาห์แรกที่ภาพยนต์เข้าฉายไปได้มากถึง $1.2 billion USD worldwide (ราวสามหมื่นเก้าพันล้านบาท) ตัวเลขนี้มากจากช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เข้าฉายวันศุกร์สำหรับตลาด North America (USA,
ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 1989 อย่างการเปลี่ยนยุคสมัยจากเฮเซย์มาเป็นเรวะที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคมของปีนี้ ส่งผลให้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะพร้อมด้วยพระจักรพรรดินีมิชิโกะเสด็จพระราชดำเนินไปยังศาลเจ้าชินโตเพื่อทำพิธีบอกกล่าวบรรพบุรุษว่าจะสละราชสมบัติ แต่สิ่งที่ดึงความสนใจของใครหลายคนคือดาบในตำนานที่จะถูกนำออกมาให้เห็นอีกครั้ง องค์จักรพรรดิอากิฮิโตะทรงเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์สามอย่างที่ประกอบด้วยดาบคุซานางิ อัญมณียาซากะนิ และกระจกยาตะที่ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์โบราณ โดยเฉพาะกับตำนานมากมายของดาบคุซานางิที่เป็นตัวแทนของความกล้าหาญและภาคภูมิของคนญี่ปุ่น ตำนานนานงูยักษ์แปดหัว เทพวายุ ซู ซาโนโอะถูกเนรเทศให้ลงมายังโลก เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือหญิงชาวบ้านที่กำลังถูกงูยักษ์แปดหัว ยามาตะ โน โอโรจิพาตัวไปจากหมู่บ้าน เทพวายุซูซาโนโอะใช้ค่ายกลประตูแปดบาน วางไหเหล้าสาเกไว้ทุกประตูบ้านและนำหญิงสาวคนอื่นในหมู่บ้านซ่อนไว้ด้านในสุด เมื่อยามาตะ โน โอโรจิเห็นไหสาเกก็ไม่รอช้าที่จะพุ่งหัวทั้งแปดเข้าไปในประตูทุกบานและงับไหเหล้า ส่งผลให้ ซู ซาโนโอะสามารถตัดหัวงูยักษ์ทั้งหมดได้ เมื่อปราบงูยักษ์สำเร็จ เขาพบกับดาบวิเศษที่ฝังอยู่ในหางของงู เขาจึงนำดาบที่ว่าเก็บกลับไปให้เทพีอามาเทราสุแห่งพระอาทิตย์ซึ่งเป็นน้องสาวให้เป็นผู้เก็บไว้ ซึ่งเทพีอามาเทราสุเป็นต้นตระกูลของจักรพรรดิญี่ปุ่น และดาบวิเศษที่ชื่อว่าคุซานางิก็เป็นดาบประจำตระกูลที่อยู่คู่บัลลังก์และส่งต่อมายังรุ่นสุ่รุ่นจนถึงยุคปัจจุบัน ตำนานดาบคุซานางิที่ตัดไฟราบเป็นหน้ากอง สมัยสมเด็จพระจักรพรรดิเคโกะ จักรพรรดิองค์ที่ 12 ของญี่ปุ่นมีลูกชายฝาแฝดชื่อทาเครุทั้งสองคน เมื่อทั้งคู่อายุได้ 15 ปี พี่น้องเกิดฆ่ากันเองโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ ทำให้พระบิดาไม่พอใจเป็นอย่างมากแต่ไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวไม่มีผู้สืบทอดบัลลังก์ จึงตัดสินใจส่งโอรสองค์เดียวที่เหลือไปปราบกบฎทางตอนใต้สุดของอาณาจักร ก่อนที่ทาเครุจะออกเดินทางเขาได้แวะขอพรกับเจ้าป้าที่เมืองอิเซะพร้อมได้ดาบ เสื้อคลุม และผ้านุ่งสำหรับออกศึก หลังจากที่ทาเครุสามารถปราบกบฎสำเร็จเขากลับมายังพระราชวังและหวังว่าบิดาจะหายโกรธเขา แต่จักรพรรดิเคโกะออกคำสั่งให้เขาออกไปปราบกบฎทางฝั่งตะวันออกต่อทันที ทาเครุอ่อนล้าจากการทำศึกอย่างต่อเนื่องและก่อนออกศึกเขากลับไปหาเจ้าป้าอีกครั้งพร้อมระบายความอัดอั้นตันใจ เจ้าป้าจึงมอบดาบคุซานางิซึ่งเป็นศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ให้ ฝ่ายกบฎต้อนรับการมาถึงของทาเครุโดยการวางอุบายหลอกว่าบริเวณทุ่งหญ้ารอบหมู่บ้านมีปีศาจร้ายซ่อนตัวอยู่และขอร้องให้ทาเครุช่วยกำจัดปีศาจร้าย ทาเครุได้ยินดังนั้นจึงรีบมุ่งหน้าไปยังทุ่งหญ้าที่ว่าเพียงลำพังทันที เมื่อเขาหลงกลฝ่ายกบฎจัดการจุดไฟรอบทุ่งหญ้าเพื่อหวังจะเผาทาเครุทั้งเป็น และเมื่อทาเครุชักดาบคุซานางิออกมาจากฝัก พลังของดาบสามารถตัดต้นหญ้าติดไฟทุกต้นให้ราบเป็นหน้ากอง รวมถึงปราบกบฎจนสิ้นซาก ด้วยเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับหญ้าจึงทำให้ตำนานของดาบคุซานางิเรื่องนี้มีคนญี่ปุ่นเชื่อถือมากพอสมควร
พล็อตหนังที่ขายได้ต้องเป็นอย่างไร ? พล็อตหนังแบบไหนที่ทำออกมาแล้วไม่น่าจะทำกำไรได้ ? แล้วถ้าหนังบู๊ที่มีเนื้อเรื่องหลักแค่หมาตายตัวเดียวกับรถคันโปรดที่โดนเอาไป แต่ทำให้โลกมาเฟียต้องสะเทือนแบบหนังเรื่อง John Wick ล่ะ? อะไรที่กันทำให้หนังที่ใครอ่านบทก็ต้องส่ายหัวประสบความสำเร็จจนน่าตกใจ กลายเป็นภาพยนตร์แฟรนไชส์มูลค่า 140 ล้านดอลลาร์ ได้อย่างวันนี้ เนื้อเรื่องดำเนินโดย John Wick ชายผู้มีชีวิตสองแบบ หนึ่งคือจอห์น วิคที่เป็นนักฆ่า กับจอห์น วิคที่วางมือเปลี่ยนตัวเองเป็นชายธรรมดา แต่งงานและมีภรรยาที่น่ารัก ก่อนที่ชีวิตทุกอย่างของเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาลจากสาเหตุลูกหมาหนึ่งตัวกับรถหนึ่งคัน ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่อง John Wick จะประสบความสำเร็จแบบทุกวันนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแต่เดิมหนังเรื่องนี้คือหนังที่ไม่มีใครกล้าลงทุนด้วยเพราะเนื้อเรื่องของหนังมันหลุดโลกเกินไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหมาตัวเดียวที่ทำให้คนคนหนึ่งตัดสินใจฆ่าล้างบางจนหมดแก๊ง หรือเรื่องราวของ The Continental โลกของเหล่านักฆ่าที่มีกฎระเบียบ มันแปลกเกินและดูอย่างไรก็ไม่คุ้มที่จะลองเสี่ยง ไม่ใช่แค่กับนักลงทุนเท่านั้นมุมมองของนักแสดงนำอย่าง Keanu Reeves เขาคิดว่ายุคนี้คือยุคที่ใคร ๆ ต่างก็นอนดูสตรีมมิ่งอยู่ที่บ้าน คนเริ่มเบื่อหนังแอคชันแบบเดิม ๆ แต่ Keanu และผู้กำกับ Chad Stahelski ก็เป็นเพื่อนที่สนิทกันมานาน เพราะผู้กำกับคนนี้เคยเป็นสตั๊นแมนให้กับ Keanu ในเรื่อง The Matrix ซึ่งพวกเขาอยากทำหนังบู๊ที่เรียกผู้คนให้ออกมาดูหนังด้วยกันได้ เพื่อให้ภาพยนตร์ที่คิดไว้สามารถสร้างออกมาได้จริง ๆ
“คิดจะพัก คิดถึงสีฟ้า” ประโยคนี้ไม่ใช่ประโยคโฆษณาร้านอาหารอีกต่อไป แต่เรากำลังหมายถึง “สีฟ้า” ที่เป็นสีจริง ๆ เพราะ G.F. Smith. บริษัทผลิตกระดาษเขาเพิ่งประกาศให้สีฟ้าเฉด “Navy Blue” เป็นสีที่สร้างอารมณ์ผ่อนคลายมากที่สุดในโลกรองจาก เทอร์ควอยส์ และสีชมพู ความจริงที่ว่าสีสัมพันธ์กับอารมณ์ พูดไปแล้วฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา ใครก็คงรู้ เพราะถ้าเข้าคลาสศิลปะเขาก็สอนเรื่องทฤษฎีสีมานานแล้วว่า สีแบ่งเป็นสีร้อน สีเย็น โทนสีเย็นก็เป็นสีที่ทำให้ผ่อนคลาย เหมาะจะเอามาตกแต่งบ้าน แต่ภายในกลุ่มสีเย็นก็มีอีกหลายสี ทั้งเขียว น้ำเงิน หรือม่วงและเหลืองที่อยู่ในโทนสีกลางระหว่างสองฝั่ง แต่สีไหนล่ะที่ทำให้เราผ่อนคลายที่สุด เรื่องนี้เรายังไม่เคยเห็นใครลุกมาวิจัยหาเฉดสีกันจริงจัง G.F. Smith. ร่วมมือกับ University of Sussex ค้นหาเฉดสีที่ให้ความสงบผ่อนคลายกับมนุษย์มากที่สุด โดยกำหนดผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยครั้งนี้ไว้มากกว่า 26,000 คนจากหลายประเทศ ทำแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่สัมพันธ์กับสีที่มองเห็น ด้วยการสอบถามเกี่ยวกับสีที่พวกเขาชื่นชอบ อย่างเช่น เราชอบสีขาว เขาก็จะทำแบบสอบถามรื้อหาเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบมันและรู้สึกอย่างไรกับมัน Anna Franklin ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก University of Sussex กล่าวถึงการวิจัยว่าสีมักสัมพันธ์กับอารมณ์ เชื่อมโยงกับความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้อื่น ๆ อย่างความสงบ
ธุรกิจใหม่รอแจ้งเกิดรายวันเยอะแยะก็จริง แต่ใช่ว่าเจ้าเก่าจะยอมร้างไปง่าย ๆ ดังนั้น สำหรับโลกธุรกิจเวลาใครที่คิดจะเข้าไปขอส่วนแบ่งเค้กแต่ละทีเลยต้องพกไปทั้งดวง ทั้งความมั่นใจ เป้าหมาย และกำความเก๋าทันเกมเรื่องการต่อรองไปด้วย เพราะต้นทุนการทำธุรกิจไม่สูงก็ไม่ใช่อุปสรรค ถ้าไอเดียของเราดีและโตได้ มันจะดึงดูดนักลงทุนเงินหนาให้มาช่วยหนุนธุรกิจเอง SHARK TANK คือรายการเรียลริตี้ด้านธุรกิจที่ซื้อลิขสิทธิ์จากอังกฤษนำมาทำใหม่ในบ้านเราแล้วใช้ชื่อว่า SHARK TANK THAILAND รายการนี้ทำหน้าที่เหมือนนัดบอร์ดระหว่างคนมีไอเดีย กับนักธุรกิจมือเก๋าเกมที่มีเงินหนาพร้อมให้โอกาสและต้องการร่วมทุนกับนักธุรกิจหน้าใหม่ ใช้เวลาสั้น ๆ ที่พบกันในรายการทำข้อตกลงทางธุรกิจ ฝ่ายนักธุรกิจแจ้งเกิดจะต้องเป็นตั้งไข่ธุรกิจมาบางส่วนแล้ว จากนั้นนำมาเสนอขายความน่าสนใจของโปรดักส์พร้อมขอเงินทุนและแจ้งสัดส่วนที่บรรดา Shark (นักลงทุนแถวหน้าที่มีทรัพย์สินมากและมีมันสมองด้านธุรกิจ) จะได้จากการลงทุนนั้น ๆ ซึ่ง Shark สามารถปฏิเสธข้อเสนอได้ทันทีที่มองว่ามันไม่ Make Sense หรือต่อรองนักธุรกิจหน้าใหม่ได้ตามอัตราที่ตัวเองต้องการ ส่วนนักธุรกิจก็ต่อรองในอัตราที่ตัวเองต้องการได้เช่นกัน แต่การดีลทั้งหมดจะสำเร็จได้ต้องมาจากการตกลงพร้อมใจกันของทั้งสองฝ่าย Shark หรือฉลามแถวหน้าในวงการธุรกิจทั้ง 6 คน ที่คัดสรรมาฟาดฟันในรายการนี้ ได้แก่ คุณกฤษณ์ ศรีชวาลา เจ้าของอาณาจักรฟิโก้ กรุ๊ป คุณเฉลิมชัย มหากิจศิริ ลูกชายและทายาทคนเดียวของมหาเศรษฐีแห่งอาณาจักร PM Group คุณนิชิต้า ชาห์ ทายาทธุรกิจขนส่งทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดของไทย จีพี กรุ๊ป คุณแชนนอน กัลยาณมิตร ผู้ก่อตั้ง ORAMI &
บทความนี้ไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์เรื่อง Master of None ซีรีส์บางเรื่องก็ลุ้นทุกวินาทีจนหยุดดูไม่ได้ บางเรื่องก็ขำจนกรามค้าง บางเรื่องก็หวานจนมดขึ้น บางเรื่องก็ขมจนน้ำตาซึม แต่สำหรับ Master of None ซีรีส์เจ้าของรางวัล Emmy Award, Golden Globes, และอีกมากมายหลายเวทีเรื่องนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เป็นความอบอุ่นปนความเปลี่ยวเหงา ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเปื้อนหยดน้ำตา ซึ่งหาได้ยากจากการดูซีรีส์ยุคนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นซีรีส์น้ำดี แต่กลับไม่ได้รับความนิยมในบ้านเรานัก เราจึงอยากเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าให้ทุกคนได้รู้ว่าทำไม Master of None จึงเป็นซีรีส์อีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด ชีวิตธรรมดาของผู้ชายชื่อ Dev Dev คือชายหนุ่มวัย 30 ปี อาศัยอยู่ในมหานคร New York หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักแสดงตัวประกอบ และกำลังมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อไต่เต้าสู่จุดที่สูงกว่าในสายอาชีพนี้ ในขณะเดียวกันด้านความรัก เขาก็พยายามไขว่คว้ามันอย่างสุดตัวไม่แพ้กัน เรื่องจะเล่าผ่านมุมมองของ Dev ที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์มากมายไปพร้อม ๆ กับเพื่อนสนิทของเขาอีก 3 คน บางครั้งก็เรียกเสียงหัวเราะ บางคราก็เรียกน้ำตา เป็นพล็อตเรื่องที่ไม่หวือหวา ออกจะจืดชืดด้วยซ้ำ แต่เสน่ห์ของ Master of None
ไม่ได้เป็นเพียงเรือนเวลาที่ถูกพัฒนามาจากรุ่นก่อน หรือเป็นโมเดลที่เผยโฉมประจำปีเท่านั้น แต่นี่…คือการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของ โอเดอมาร์ ปิเกต์ กับการเปิดตัวไลน์อัพใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้คอลเลคชั่นที่ชื่อว่า “CODE 11.59” โดยคำว่า “CODE” มาจากการนำตัวอักษรย่อของคำว่า Challenge, Own, Dare, Evolve ที่ล้วนแต่เป็นดีเอ็นเอหลักของแบรนด์มาเรียงใหม่จนเกิดเป็นรหัสที่สื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่ 11.59 คือเลขนาทีสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่วันใหม่ ซึ่งเปรียบได้ดั่งแบรนด์ที่เป็นผู้นำเกมอยู่หนึ่งก้าวเสมอ สิ่งที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้ จะทำให้คุณประหลาดใจ “ที่โอเดอมาร์ ปิเกต์ เราแข่งขันกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อก้าวผ่านขีดจำกัดทางด้านหัตถศิลป์ โดยหยิบจิตวิญญาณอันเป็นอิสระ ตลอดจนความเคารพอย่างสูงส่งต่อประเพณีดั้งเดิม ความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด และความมุ่งหวังในการรังสรรค์นวัตกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความแม่นยำและความคิดสร้างสรรค์ มาเป็นแรงขับเคลื่อน” จัสมิน โอเดอมาร์ ประธานกรรมการบริษัท Challenge : ท้าทายต่อขีดจำกัดทางด้านหัตถศิลป์ บนเส้นทางประวัติศาสตร์กว่า 144 ปี โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้ฝึกฝนช่างฝีมือผู้มากพรสวรรค์เพื่อส่งต่อทักษะงานฝีมือชั้นสูงและเทคนิคในการประดิษฐ์นาฬิกาตามประเพณีที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในขณะเดียวกันก็ผลักดันนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เชิงสุนทรียศาสตร์ให้ขยายขอบเขตออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง Own: มรดกตกทอด กล่าวได้ว่าโอเดอมาร์ ปิเกต์เป็นบริษัทประดิษฐ์นาฬิกาชั้นเลิศที่เก่าแก่ที่สุดเพียงแห่งเดียวที่ยังคงอยู่ในความครอบครองของตระกูลผู้ก่อตั้ง นอกจากจะอุทิศตนเพื่อรักษามรดกตกทอดและแรงขับเคลื่อนที่ส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน รวมถึงเทคนิคหัตถศิลป์เก่าแก่และนวัตกรรมที่ล้ำยุคไม่เหมือนใครแล้ว แบรนด์ยังเดินหน้าผลิตเรือนเวลาที่ผสานศาสตร์และศิลป์แห่งความเชี่ยวชาญไว้ในทุกรายละเอียด นอกจากนี้ยังคำนึงถึงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดนิยามใหม่ๆในรูปแบบงานศิลป์อีกด้วย อาทิ ภาพถ่ายอินฟราเรด ของหุบเขาวัลเลย์


