เพราะการแต่งกายไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่การแต่งกายบ่งบอกไลฟ์สไตล์ สะท้อนตัวตน ไปจนถึงแสดงวิธีคิดเบื้องลึกของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนาฬิกาซึ่งถือเป็นไอเทมคู่ใจ ใคร ๆ ก็มองเห็นได้ง่ายจึงสามารถบอกเล่าเรื่องราวของผู้สวมใส่ได้ไม่น้อย การจะเลือกนาฬิกาสักเรือนที่ตอบโจทย์สไตล์การแต่งตัว แต่ขณะเดียวกันก็มีแก่นและคอนเซปต์ชวนค้นหาจึงเป็นเรื่องสุดท้าทายสำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่นิยมชมชอบวิถีมินิมัลและต้องการไอเทมที่มีดีไซน์เรียบง่าย แต่ก็ยังต้องการนำเสนอแก่นแท้และวิธีคิดสุดลึกล้ำเพื่อแสดงให้เห็นว่าภายใต้ความเรียบเท่ ตัวตนของเรามีเรื่องราวมากมายรอให้ค้นเจอ วันนี้เราจึงมีไอเทมสำหรับผู้ชายผู้หลงใหลความมินิมัลมาแนะนำ “ISSEY MIYAKE 1/6” นาฬิกาดีไซน์เรียบเท่ แต่อัดแน่นด้วยคอนเซปต์และไอเดียเบื้องหลังการดีไซน์สุดลึกล้ำที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Tradition Scale หรือ เครื่องมือวัดรุ่นเก่า อีกทั้งยังเป็นการร่วมงานครั้งสำคัญระหว่างแบรนด์ ISSEY MIYAKE WATCH Project และ Nao Tamura ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก แม้ปกติ Nao Tamura จะออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ไลต์ติ้งและอื่น ๆ มาไม่น้อย แต่ความพิเศษสำหรับงานดีไซน์ชิ้นนี้คือการออกแบบนาฬิกาทั้งเรือนครั้งแรกของเธอ จึงยิ่งทำให้มุมมองการดีไซน์นั้นเต็มไปด้วยความสดใหม่ ดึงดูดใจ และไร้กรอบแห่งความจำเจมาจำกัด “วินาทีที่นาฬิกาพาดอยู่บนข้อมือ มันเสริมสร้างตัวตนและเอกลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ด้วย อาจพูดได้ว่านาฬิกาคือที่ซึ่งอารมณ์และฟังก์ชันรวมอยู่ด้วยกัน” – Nao Tamura สำหรับ Nao Tamura นาฬิกาจึงเป็นพื้นที่แห่งฟังก์ชัน แต่ในขณะเดียวก็มีอารมณ์อันซับซ้อนซ่อนอยู่ เธอต้องการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นมากกว่านาฬิกาทั่วไป
ย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน สมัยที่อินเทอร์เน็ตกับสมาร์ตโฟนยังไม่ค่อยคุ้นหู และเชื่อว่าระบบสตรีมมิ่งเพลงก็คงยังไม่เกิด ในตอนนั้นผู้คนที่หลงรักเสียงดนตรีต้องฟังเพลงผ่านวิทยุทรานซิสเตอร์ แต่ด้วยขนาดและน้ำหนักของมัน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพกเพลงไปฟังได้ทุกหนแห่ง แถมผู้ใช้ยังไม่อาจเลือกเพลย์ลิสต์ที่ตนอยากฟังได้ตามใจนึก Masaru Ibuka และ Akio Morita สองผู้ก่อตั้ง SONY พร้อมกับทีมวิศวกรแผนกเทปจึงร่วมกันคิดค้นเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา โดยมีโจทย์ในการออกแบบคือขนาดที่กะทัดรัดและสามารถให้ผู้ใช้เลือกเพลงฟังได้ตามต้องการ พวกเขาจึงนำเครื่องบันทึกเทปของนักข่าวมาดัดแปลง ตัดฟังก์ชันการอัดเสียงออกไปและเพิ่มวงจรสเตอริโอกับชุดหูฟังเข้าไปแทน ในยุคที่โลกยังไม่รู้จักเครื่องเล่นเพลงมากนัก ทำให้กระแสความนิยมของ SONY WALKMAN ก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่ผู้ผลิตรายแรกที่เข้ามาในตลาด แต่ต้องยอมรับว่าเครื่องเล่นเพลงชิ้นนี้มีวิวัฒนาการที่น่าทึ่ง และไม่นานนักชื่อของ WALKMAN ก็กลายเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกอย่างง่ายดาย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ SONY ได้จัดนิทรรศการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ครบรอบ 40 ปี ของ WALKMAN ใจกลาง Ginza ย่านชอปปิงที่คึกคักที่สุดของโตเกียว งานนี้มีการแสดงอุปกรณ์ SONY WALKMAN กว่า 230 เครื่อง ตั้งแต่ TPS-L2 รุ่นแรกของปี 1979 ยันรุ่นล่าสุดของปี 2019 ตัวงานแบ่งเป็นสองส่วนคือโซน
Michael Fassbender ถือเป็นนักแสดงชายแถวหน้าของฮอลลีวูด ด้วยผลงานแสดงมากมากมายไม่ว่าจะเป็นบท Bobby Sands จากเรื่อง Hunger ไปจนถึงบทสุดท้าทายเกี่ยวกับชายหนุ่มติดเซ็กซ์ในเรื่อง Shame หรือบทเจ้าของฟาร์มโรคจิต 12 Years A Slave หรือบทที่ทุกคนจำเขาได้แม่นกับ Magneto ในแฟรนไชส์ X-Men และก็เคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึงสองครั้งจากบทบาทการแสดงที่หลากหลายของเขา หลังจากที่เห็นผลงานด้านการแสดงมามากแล้ว ทำให้ UNLOCKMEN ต้องการสำรวจแฟชั่นของหนุ่มมาดเท่คนนี้ว่าแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป Michael Fassbender จะเป็นชายที่มีสไตล์การแต่งตัวแบบไหน แฟชั่นเสื้อโปโลในวันสบาย ๆ Michael Fassbender คือชายหนุ่มที่อยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่วัยรุ่น ทำให้เราเห็นสไตล์การแต่งตัวที่หลากหลายจากเขา อย่างเช่นปี 2011 หรือประมาณ 8 ปีก่อนในงาน International Film Festival ก็จะเห็น Michael หนุ่มวัยรุ่นแต่งตัวเซอร์ ๆ ด้วยเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงยีนสีน้ำเงิน กับแหวนเงินเท่ ๆ และแว่นกันแดด แต่เมื่อเวลาผ่านไปสไตล์การแต่งตัวของเขาก็เปลี่ยนไปตามวัย Michael Fassbender มักแต่งตัวสบาย
เชื่อว่าหลายคนคงพอรู้จัก STRANGER THINGS ซีรีส์ย้อนยุคที่ฉายในเน็ตฟลิกซ์มาแล้วสองภาค ว่าด้วยเรื่องเด็กชายที่หายตัวไปอย่างลึกลับและมีเหตุประหลาดเกิดขึ้นในเมือง ถือเป็นซีรีส์ที่ผนวกความลี้ลับและการทดลองทางวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างไร้ที่ติ แน่นอนว่าระดับความมันส์อยู่ในขั้นสุดและได้ใจผู้ชายหลายคนไปเต็ม ๆ หลังจากปล่อยให้แฟนซีรีส์ทนคิดถึงอยู่นาน STRANGER THINGS ภาค 3 ก็เตรียมลงจอเน็ตฟลิกซ์ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ ต้องบอกว่าจุดเด่นของซีรีส์ที่เท่ไม่แพ้พล็อตเรื่อง คือสไตล์การแต่งตัวและกลิ่นอายของยุค 80s ที่ทำเอาหลากแบรนด์แฟชั่นต้องจับมาคอลแลปส์กับไอเทมต่าง ๆ ของตน แม้แต่โพลารอยด์เองก็ทนไม่ไหวต้องหยิบความไอคอนิกและดีเอ็นเอสุดเข้มข้นของซีรีส์เรื่องดัง มารังสรรค์เป็นกล้องโพลารอยด์รุ่นพิเศษ ‘ONESTEP 2: STRANGER THINGS EDITION’ ที่ดีไซน์ตัวกล้องให้กลับหัวล้อกันกับโลก upside down แถมออกแบบบอดี้ให้ดูเรียบง่าย ย้อนยุค และสื่อถึงความเป็น STRANGER THINGS ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น ตัวบอดี้ดีไซน์ด้วยสีน้ำเงินและสอดแทรกความดุดันด้วยสีแดงดำ เสริมความคลาสสิกอีกทีด้วยฟิล์มโพลารอยด์ 600 แบบดั้งเดิม ทั้งยังผลิตฟิล์ม i-Type รุ่นพิเศษและออกแบบลวดลายบนขอบฟิล์มทั้ง 16 แบบตามสไตล์ยุค 80s บันทึกภาพแบบร่วมสมัยด้วยเลนส์ high-quality 2ft พร้อมจับภาพที่คมชัดและถ่ายภาพได้ดีในสภาพแสงที่น้อยสุดท้าทาย เปิดมุมมอง 41 องศาในแนวตั้งและมุมมองแบบ
ผู้ชายอย่างเราคงทราบกันดีว่า “รองเท้า” คือหนึ่งในไอเทมสุดไฮป์ที่สำคัญต่อการแต่งตัวในทุกสไตล์ ด้วยตัวเลือกของรุ่นและงานดีไซน์ที่มีมากมาย ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องแต่งกายที่ศิลปินหลายคนเลือกใช้เป็นแบบในการละเลงความคิดสร้างสรรค์ด้วยการดัดแปลงเอกลักษณ์จากสิ่งที่ชอบก่อนถ่ายทอดลงสู่รองเท้าโดยหลายครั้งก็ทำออกมางดงามจนรู้สึกว่าควรมีวางขายจริง เช่นเดียวกับผลงานดีไซน์ชุดล่าสุดที่ศิลปินหนุ่มชาวยูเครนเลือกใช้ “อากาศยาน” มาเป็นคอนเซ็ปต์ในการออกแบบรองเท้าทั้ง 3 รุ่นจากค่าย Swoosh Danya Shulipa ศิลปิน Illustrator สัญชาติยูเครน ได้เผยแพร่ผลงานผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ด้วยการนำเสนอรองเท้าจาก Nike จำนวน 3 โมเดลได้แก่ Air Force 1 Utillity, SF Air Force 1 และ Air Max 97 โดยรองเท้าแต่ละคู่จะถ่ายทอดเอกลักษณ์สำคัญของอากาศยานสุดคูลที่ตัวเขาชื่นชอบ ซึ่งจะสวยงามมากน้อยแค่ไหนต้องมาชมด้วยตาคุณเอง เริ่มกันที่คู่แรกกับ Air Force 1 Utillity ที่เลือกใช้ยานอวกาศขนส่งของน่าซ่าอย่าง OV-103 Discovery มาเป็นแบบ โดย OV-103 ถูกยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกระสวยขนส่งอวกาศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด จากการปฏิบัติภารกิจสำเร็จถึง 39 ครั้ง Danya Shulipa เลือกใช้โทนสีขาวดำแบบเดียวกันกับตัวกระสวยในอัปเปอร์และแถบคาดสีดำที่มีโลโก้ของนาซ่าติดไว้ ก่อนปักคำว่า
SWATCH (สวอท์ช) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ จัดงานปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟเปิดตัวคอลเลคชั่นไฮไลท์แห่งปี ‘BIG BOLD’ จากไอเดียสุดขบถ สู่นาฬิกาดีไซน์สุดคูลที่แฝงกลิ่นอายสายสตรีท เพื่อเหล่าผู้กล้าที่จะแตกต่าง และไม่กลัวที่จะแสดงความเป็นตัวเอง จัดเต็มความสนุกสนานด้วยปาร์ตี้มันสุดเหวี่ยงจากดีเจชื่อดังและสตรีทแดนซ์โชว์ที่มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน พร้อมด้วยเหล่าสตรีทไอคอนแถวหน้าของเมืองไทย อย่าง ปิ๊น อนุพงศ์ (ปิ๊น Carnival), บ็อบ วรากฤช (บ็อบ V.A.C. Thailand), จี๊ด เมืองสิริขวัญ, บอล กันตพัฒน์ (บอล SneakaVilla) และเหล่าบรรดาแฟชั่นไอคอนที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ Swatch Flagship Store, Central World ชั้น 1 จักรพันธ์ ญาณประสิทธิ์เวทย์ ผู้จัดการแบรนด์ SWATCH ประเทศไทย กล่าวว่า “แบรนด์นาฬิกา “สวอท์ช”เกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนแนวคิดในแบบคนรุ่นใหม่ที่ปฏิวัติรูปแบบนาฬิกาสวิสที่ทั่วโลกรู้จัก ความไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา เพื่อให้ก้าวทันโลกด้วยไอเดียที่สร้างสรรค์และสดใหม่รวมถึงยังสนับสนุนทุกแรงบันดาลใจของการใช้ชีวิต ในแง่ของศิลปะและกีฬา การเปิดตัวคอลเลคชั่น BIG BOLD นี้ นับเป็นการตอกย้ำถึงแนวคิดที่สำคัญของแบรนด์อย่างการหยิบวัฒนธรรมย่อยอย่างสตรีทคัลเจอร์มาถ่ายทอดลงบนเรือนเวลาได้อย่างลงตัวเพื่อสนองความต้องการของกลุ่มคนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และด้วยที่มาจากไอเดียสุดขบถของนาฬิกา คอลเลคชั่นนี้ ทำให้
ตลาดรองเท้าทั่วโลกกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้คนหันมาพิถีพิถันกับเครื่องแต่งกายชิ้นนี้มากขึ้น ทำให้แต่ละปีมีโมเดลรองเท้าทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ รวมถึงงานคอลแลปส์จำนวนมากปล่อยออกมาเรียกเงินในกระเป๋าของหนุ่ม ๆ อย่างเราไปไม่น้อย แต่ท่ามกลางรองเท้าจำนวนมากกลับมีเพียงไม่กี่โมเดลเท่านั้นที่เรารู้จัก ยิ่งโมเดลที่สามารถยืนระยะยาวนานในทุกยุคทุกสมัยยิ่งมีน้อยลงไปอีก แต่ถ้าจะให้ยกสักโมเดลในตำนานจาก Nike ชื่อของ Air Force-1 (AF-1) คงเด่นชัดขึ้นมาในใจของใครหลายคน และนี่คือเรื่องราวความเป็นมา รวมถึงเหตุผลที่ทำให้เสน่ห์ของมันไม่เคยเสื่อมคลายไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย จุดกำเนิดของตำนาน Air Force 1 “Air In a Box“ คือสโลแกนที่ Nike ใช้เปิดตัวผลิตภัณฑ์รองเท้ารุ่นใหม่ของพวกเขาเมื่อปี 1982 โดยถือเป็นครั้งแรกที่คนทั้งโลกได้รู้จักโมเดลรองเท้าที่ดีไซน์แบบ High-Top ซึ่งมีเอกลักษณ์จากอัปเปอร์วัสดุหนังสีขาวยาวหุ้มข้อ มีแถบคาดที่ทำจากผ้าโทนสีเดียวกัน ก่อนตกแต่งเอาต์โซลและโลโก้ Swoosh สี Neutral Grey พร้อมส่วนโซลขนาดใหญ่ที่เป็นจุดเด่น ก่อนตั้งชื่อให้มันว่า Air Force 1 ตามชื่อเรียกเครื่องบินส่วนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยรองเท้าคู่นี้เป็นฝีมือการออกแบบของสุดยอดดีไซน์เนอร์อย่าง Bruce Kilgore ในเวลานั้น Air Force 1 เปิดตัวออกมาในฐานะรองเท้าบาสเกตบอลคู่แรกของค่าย Swoosh ที่ใช้เทคโนโลยี “AIR” เพื่อเพิ่มความนุ่มสบายและรองรับแรงกระแทกเพื่อให้เหมาะสมกับกีฬายัดห่วง โดยเปิดตัวแคมเปญโฆษณาชิ้นแรกพร้อมสตาร์จาก NBA
‘STAR WARS’ ภาพยนตร์สงครามจักรวาลที่เข้าฉายครั้งแรกในวันที่ 25 พฤษภาคม 1977 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราเชื่อว่าพล็อตเรื่องที่เล่าถึงจักรวาลสมมติบวกกับการต่อสู้ฟาดฟันของเหล่ามนุษย์ต่างดาวหลากเผ่าพันธุ์ คงยังฝังอยู่ในความทรงจำวัยเด็กของหนุ่ม ๆ หลายคน UNLOCKMEN เลยอยากพาพวกคุณย้อนวันวาน ไปชมคอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์สุดเฟี้ยวที่ผสมผสานคาแรกเตอร์ตัวละครใน STAR WARS รูปแบบงานดีไซน์ และฟังก์ชันการใช้สอยออกมาอย่างลงตัว บอกเลยว่าโคตรเท่ โคตรคูล และคงช่วยให้หนุ่ม ๆ คลายความคิดถึงที่มีต่อหนังจักรวาลอันดับหนึ่งในใจเราได้อย่างดี Kenneth Cobonpue ดีไซเนอร์ชาวฟิลิปปินส์ร่วมมือกับ DISNEY สร้างคอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์จากการตีความคาแรกเตอร์ตัวละครใน STAR WARS ถอดแบบความเท่และเอกลักษณ์ออกมาจากหนังฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ได้แบบไม่ผิดเพี้ยน คอลเลกชันชุดนี้ประกอบไปด้วยเก้าอี้นั่ง 3 ตัว โคมไฟ 1 โคม และเก้าอี้โยกอีก 1 ตัว ความโดดเด่นของตัวละครถือเป็นแรงบันดาลใจหลักในการรังสรรค์ผลงาน แม้กระนั้นการดีไซน์โครงสร้างและวัสดุที่ใช้ก็ต้องแข็งแรงทนทานและสอดคล้องกับฟังก์ชันการใช้งานที่ต่างกันด้วย Kenneth Cobonpue ผนวกความเท่ สไตล์ตัวละคร และเทคนิคการสร้างเฟอร์นิเจอร์เข้าด้วยกัน หวังจะจำลองจักรวาล STAR WARS ออกมาเพื่อแฟนหนังที่คลั่งไคล้แฟรนไชส์เรื่องนี้ ตัวแรกเป็น The Chewie Rocking
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเลยว่าหลาย ๆ เมืองเริ่มคิดแผนปรับปรุงและวางผังเมืองเพื่อรองรับการใช้รถใช้ถนนอย่างจริงจัง แต่ BICYCLE ARCHITECTURE BIENNALE (BAB) ยังคงกล้าหาญที่จะจัดนิทรรศการประจำปี เพื่อแสดงงานสถาปัตยกรรมที่ช่วยยกระดับทางจักรยาน หวังเปลี่ยนชุมชนทั่วโลกให้ดีขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจให้คนหันมาใช้จักรยานสองล้อมากกว่ารถยนต์พ่นควัน ปี 2019 นี้นับเป็นปีที่สองของนิทรรศการดังกล่าว BAB ได้คัดเลือกนักออกแบบจากทั่วทุกมุมโลกที่เห็นความสำคัญของจักรยาน มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมครั้งนี้ ซึ่งในปีนี้มีทั้งหมด 15 โปรเจ็กต์จาก 9 ประเทศถูกเลือกเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการของ BIENNALE โดยมี Routes, Connections และ Destinations เป็นธีมหลักในการดีไซน์ สถาปัตยกรรมของแต่ละเมืองล้วนมีรูปลักษณ์ ฟังก์ชัน และเสน่ห์แตกต่างกัน แต่ทั้ง 15 โปรเจ็กต์ต่างเผยให้เห็นความหลากหลายของวิถีชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมต่างที่ ทั้งยังถ่ายทอดความสมดุลระหว่างการเคลื่อนไหวและชุมชนพักอาศัยออกมาได้อย่างสมบูรณ์ CYCLING AND PEDESTRIAN CONNECTION (Barcelona, Spain) COFFEE & BIKES (Delft, the Netherlands) CURTIN BIKE HUB (Perth, Australia) XIAMEN
แทบทุกคนคงรู้ดีว่า นาฬิกา Swiss Made หรือนาฬิกาที่ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นั้นมีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพมากมายขนาดไหน แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าธุรกิจนาฬิกาในสวิตเซอร์แลนด์นั้นเคยประสบกับฝันร้าย ที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ Quartz crisis ที่มีจุดเริ่มต้นจากเทคโนโลยี Quartz ที่ชาวสวิสคิดค้นเอาไว้แต่ไม่ได้ใส่ใจพัฒนาต่อ เพราะยังต้องการสืบสานความคลาสสิกของเครื่องไขลานแบบดั้งเดิมเอาไว้ แต่แล้วเรื่องมันก็เกิด เมื่อทางฝั่งญี่ปุ่นได้นำเครื่อง Quartz มาสานต่อผลิตนาฬิกาข้อมือที่บางที่สุดในโลก ณ เวลานั้นออกมาเป็นผลสำเร็จ ด้วยมาตรฐานการบอกเวลาแม่นยำ บวกกับความบาง และ ราคาเบา ๆ นาฬิกาข้อมือจากญี่ปุ่นจึงได้รับความนิยมถล่มทลาย สวนทางกับยอดขายนาฬิกาสวิสที่ลดฮวบอย่างน่าตกใจ และปวดใจ จนสุดท้ายผู้ประกอบการธุรกิจนาฬิกาสวิสจึงต้องร่วมมือกันกอบกู้สถานการณ์ มีการควบรวมบริษัทปรับโครงสร้างกิจการขนานใหญ่ และได้ปล่อยท่าไม้ตายออกมาในปี 1983 ด้วยนาฬิกาพลาสติกระบบ Quartz ตัวเรือนบางเฉียบ ดีไซน์เรียบง่ายทันสมัย ราคาไม่แพง ซึ่งช่วยพลิกฟื้นให้ธุรกิจนาฬิกาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์กลับมาผงาดอีกครั้ง และ เจ้านาฬิกาพลาสติกเรือนที่ว่าก็ยังคงยืนหยัดประจำการณ์อยู่บนข้อมือผู้คนทุกเพศทุกวัยและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในนามว่า Swatch(สวอท์ช) มาจนถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่าแบรนด์ Swatch นั้นผ่านหน้าประวัติศาสตร์ และผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแต่งกายมาอย่างยาวนานโดยไม่มีทีท่าว่าจะตกยุค ซึ่งต้องยกประโยชน์ให้กับ DNA ในการพัฒนาเอาตัวรอด การปรับตัวให้เท่าทันยุคสมัย และเทรนด์ที่เปลี่ยนไปของแบรนด์ Swatch ที่ถูกปลูกฝังเอาไว้อย่างเข้มข้น นับตั้งแต่การถือกำเนิดของตำนานที่ยังมีลมหายใจอย่าง Swatch รุ่น


