Entertainment

The Playlist: Rolling Stone นิตยสารทรงอิทธิพลแห่งโลกดนตรี เผย 500 บทเพลงยอดเยี่ยมตลอดกาล

By: Chaipohn October 11, 2021

นับเป็นครั้งที่ 3 แล้ว สำหรับการจัดอันดับบทเพลงยอดเยี่ยมตลอดกาล จากนิตยสาร Rolling Stone ที่ครั้งนี้ ทิ้งช่วงห่างจากการจัดอันดับจากครั้งก่อนถึง 11 ปี โดยครั้งล่าสุด มีเป็นการเปลี่ยนแปลงอันดับครั้งสำคัญมากมายหลายบทเพลง โดยเฉพาะอันดับที่ 1 เพลง Respect ของเจ้าแม่เพลงโซล Aretha Franklin คว้าชัยไปครอง เขี่ยแชมป์เก่าอย่าง Like a Rolling Stone ของเทพเจ้าหัวฟู Bob Dylan ลงมาอยู่อันดับ 4 พร้อมกับมีเพลงเข้ามาใหม่ในตารางอันดับปีนี้มากถึง 254 เพลง

โดยผลสำรวจนี้ได้ทำการรวบรวมคะแนนจากบุคคลในอุตสาหกรรมดนตรี ไม่ว่าจะเป็น ศิลปิน, นักดนตรี และโปรดิวเซอร์มากกว่า 250 คน รวมไปถึงนักเขียน และนักวิจารณ์สายดนตรี ที่เลือกบทเพลงในดวงใจคนละ 50 เพลง จนได้เป็นลิสต์บทเพลงอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนยุคสมัยปัจจุบัน โดยในครั้งนี้ มีความหลากหลายทางแนวดนตรีที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลง Hip Hop ยุคใหม่, Indie Rock, Latin Pop ไปจนถึง K-Pop ที่แสดงให้เห็นทิศทางของดนตรีที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

เรามาดูกันว่า สถิติใหม่ ๆ ที่สำคัญของลิสต์นี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง


The Beatles ยังคงครองสถิติมีเพลงในลิสต์มากที่สุด 

วงดนตรี 4 เต่าทอง ยังคงสร้างตำนานในการครองอันดับในลิสต์ไว้มากที่สุด ด้วยจำนวนเพลงถึง 12 เพลง แสดงให้เห็นว่าตำนานบทเพลงผู้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของดนตรีนี้ยังคงเป้นที่ตราตรึงและจดจำของคนใน Generation ปัจจุบัน โดยเพลงทั้ง 12 เพลง มีดังต่อไปนี้

#7 – Strawberry Fields Forever (1967)
#15 – I Want to Hold Your Hand (1963)
#24 – A Day in the Life (1967)
#72 – Yesterday (1965)
#89 – Hey Jude (1968)
#98 – In My Life (1965)
#110 – Something (1969)
#121 – Let It Be (1970)
#135 – She Loves You (1964)
#243 – Eleanor Rigby (1966)
#280 – Penny Lane (1967)
#447 – Help! (1965)

โดยที่ Bob Dylan และ The Rolling Stones ครองอันดับรองลงมาร่วมกัน คือคนละ 7 เพลง


ปี 1971 คือปีที่มีเพลงในลิสต์มากที่สุด

ในจำนวน 500 เพลงนั้น เพลงที่ออกมาในปี 1971 อยู่ในลิสต์มากที่สุด ที่ครอบคลุมทั้งในแนว Soul, R&B และ Hard Rock โดยสะท้อนให้เห็นถึงยุคตื่นรู้ของผู้คน ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของสังคม จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของแนวดนตรีที่หนักขึ้น รวมไปถึงบทเพลงที่สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพลง ‘What’s Going On’ ของ Marvin Gaye หรือเพลง ‘Imagine’ ของ John Lennon ก็เกิดในปีนี้เช่นกัน

และยุค 70s ยังครองแชมป์เพลงที่อยู่ในลิสต์มากที่สุดจำนวน 144 เพลง อีกด้วย ชี้ให้เห็นว่ายุค 70s ที่มีการเปลี่ยนแปลงของแนวดนตรี และเป็นต้นธารของแนวดนตรีใหม่ๆ ยังคงอยู่ในใจของคนฟังอย่างไม่เสื่อมคลาย


เพลงเก่าสุด และเพลงใหม่สุดในลิสต์

‘Cross Road Blues’ เพลงของปรมาจารย์แห่งวงการเพลงบลูส์ ผู้ขายวิญญาณให้กับซาตานอย่าง Robert Johnson คือบทเพลงที่เก่าที่สุดในลิสต์ โดยเพลงๆนี้ปล่อยครั้งแรกในปี 1937 และเพลงนี้อยู่ในอันดับ 481

ขณะที่เพลง ‘Dynamite’ ของ BTS คือเพลงที่ใหม่ที่สุดที่อยู่ในลิสต์ โดยเพลงนี้ปล่อยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ปี 2020 ที่ผ่านมา ซึ่งเพลงๆนี้ก็ยังพ่วงตำแหน่งเพลง K-Pop เพลงแรกและเพลงเดียวที่อยู่ในลิสต์อีกด้วย ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นการสะเทือนโลกวัฒนธรรมครั้งสำคัญที่เพลงของเกาหลีใต้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลกอย่างแท้จริง โดยเพลงนี้อยู่ในอันดับ 346


 

เอาล่ะ หมดช่วงน้ำจิ้มกันไปแล้ว มาดูกันว่า 10 บทเพลงที่ได้รับการโหวตสูงสุดในการจัดอันดับครั้งนี้มีเพลงอะไรกันบ้าง เผื่อใครรู้เรื่องราวของเพลงแล้วอยากฟัง เราจึงได้ฝัง YouTube มาให้กดฟังได้ทันใจ

10. Outkast – Hey Ya! [2003]

เริ่มกันที่เพลงสนุกสุดเหวี่ยงที่ผสมผสานดนตรี Funk, Pop, Rap และ เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนและแปลกใหม่ André 3000 1 ใน 2 ของ สมาชิกดูโอ้ Outkast เขียนเพลงนี้ขึ้นจากแรงบันดาลใจของ The Smiths และ Buzzcocks ซึ่งเพลงสนุกบนการมิกซ์เพลงอันแสนซับซ้อนนี้ สะท้อนความสัมพันธ์อันเปราะบางของผู้คนในยุค 2000s ที่เทคโนโลยียังไม่รุดหน้าเฉกเช่นปัจจุบัน ซึ่งเพลงๆนี้ได้สร้างสถิติในฐานะเพลงแรกที่ดาวน์โหลดบน iTunes ถึง 1 ล้านครั้ง

อย่างไรก็ดี เมื่อต้นปีที่ผ่าน Outkast ได้เขียนถึงเพลงๆนี้ลงใน Twitter และเรียกมันว่า “เพลงที่เศร้าที่สุดที่เคยเขียนมา” โดยมองว่า ปี 2003 ชีวีตของผู้คนยังต้องการเพียงปาร์ตี้ เต้นรำ แต่ในปัจจุบันมันกลับสูญหายไม่ต่างกับภาพโพรารอยด์ที่ซีดจาง

 

9. Fleetwood Mac – Dreams [1977]

“การเผชิญหน้ากับคนรักในวันที่ต้องบอกลาไปตามทางของกันและกัน” บทเพลง Soft Rock สุดอมตะของอัลบั้มชุดที่ขายดีที่สุดของวงจากอังกฤษ Fleetwood Mac นี้ Stevie Nicks ได้เขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Lindsey Buckingham มือกีตาร์ของวงกำลังขาดวิ่น เธอใช้เวลาในการสงบสติอารมณ์ เขียนเพลงนี้ขึ้นมา จนเพลงที่เป็นเสมือนสักขีพยานแห่งการเลิกรานี้ กลับกลายเป็นบทเพลงที่ดังข้ามกาลเวลาจวบจนปัจจุบัน และผลักดันให้อัลบั้ม Rumours ยังคงเป็นอัลบั้มที่วนเวียนอยู่ในชาร์ตทั้ง US และ UK จนถึงทุกวันนี้

 

8. Missy Elliott – Get Ur Freak On [2001]

“Oh Yeah บทเพลงของเรานั้นโคตรล้ำสมัย” Missy Elliott บอกกับ Rolling Stone ในปี 2020 เกี่ยวกับเคมีทางดนตรีของเธอกับ Timbaland ที่สรรค์สร้างเพลงนี้ท่ามกลางความเฟี้ยสของดนตรีที่แม้ยุคสมัย 2000s จะล้ำสมัยแล้ว แต่บทเพลงนี้ก็ยังคงทะลุเพดานไปไกลสุดขอบแห่งความล้ำ การทดลองอันแปลกประหลาดในบทเพลงที่แสนเปรี้ยวเฟี้ยวเงาะนี้ คือความท้าทายอย่างบ้าคลั่ง สำหรับผู้ฟังที่ต้องการเสพย์ความแปลกของดนตรี ท่ามกลางหลายฝ่ายที่แรกยินเพลงนี้ต่างก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะนำเพลงๆนี้ตัดเป็นซิงเกิ้ล แม้กระทั่งตัว Missy Elliott ก็ยังเป็นกังวล “Tim นายแน่ใจเหรอว่าจะปล่อยเพลงนี้ที่เหมือนจังหวะฮิปฮอปผสมกับเพลงญี่ปุ่นเพลงนี้”

ขอบคุณในความดื้อรั้นที่สุดท้ายเมื่อเพลงนี้ได้ปล่อยออกมา มันกลับกลายเป็นเพลงชาติของคนประหลาดที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่งในโลก ยามที่ Missy Elliott ไปขึ้นคอนเสิร์ตที่ไหน “Get Ur Freak On” ยังคงกระหึ่มทั่วทุกที่ และแน่นอนว่าผ่านไป 20 ปี เพลงๆนี้ก็ยังเป็นเพลงยิ่งใหญ่สุด Freak อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

 

7. The Beatles – Strawberry Fields Forever [1967]

ในปี 1967 John Lennon อาจจะเป็นคนที่ได้รับการกล่าวขวัญและถูกจับตามองที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน John ก็ปล่อยเพลงที่โดดเดี่ยวที่สุดให้ฟังเช่นกัน “Strawberry Fields Forever” คือเพลงที่เปิดยุค Psychedelic อย่างเต็มตัวของคณะ 4 เต่าทอง และมันได้เปลี่ยนรูปแบบของดนตรี Pop ไปตลอดกาล

บทเพลงนี้ เริ่มต้นเมื่อปี 1966 เมื่อ John อยู่เพียงลำพังกับกีตาร์คู่ใจที่ชายหาดแห่งหนึ่งของประเทศสเปน เขาเขียนเพลงถึงความทรงจำในวัยเด็กอันแสนเจ็บปวดของเขา Strawberry Field เป็นชื่อของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าลิเวอร์พูลที่เขาเคยเล่นและซ่อนตัวจากโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายเมื่อวัยเยาว์ และเมื่อเขาเขียนเพลงนี้เสร็จ เขารู้สึกประหม่าเมื่อลองเล่นให้เพื่อน ๆ ในวงฟัง

แต่พอเล่นเสร็จ เพื่อนคนแรกที่ปรบมือและชื่นชอบเพลงนี้มากๆก็ไม่ใช่ใคร Paul McCartney นั่นเอง โดยนักฟังเพลงส่วนใหญ่ได้แสดงความคิดเห็นต่อเพลงนี้ว่า “เพลงๆนี้เป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เราก็ไม่อาจจะต้านความไพเราะที่ The Beatles ได้เชื้อเชิญให้เราสัมผัสมันได้”

 

6. Marvin Gaye – What’s Going On [1971]

“What’s Going On” เป็นคำวิงวอนอันแสนวิจิตรบรรจงเพื่อให้สันติภาพก่อเกิดบนโลกใบนี้ ที่ขับร้องโดยศิลปินที่อยู่ท่ามกลางวิกฤตของชีวิต ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 1970 Marvin Gaye คือศิลปินเบอร์ต้น ๆ ของค่าย Motown ที่กำลังผิดหวังทั้งงานเพลงของเขาเอง และกำลังเสียใจกับการสูญเสีย Tammi Terrell คู่หูที่เคยออกอัลบั้มร่วมกัน ซึ่งเสียชีวิตหลังจากต่อสู้กับเนื้องอกในสมองเป็นเวลา 3 ปี ซ้ำยังต้องอยู่กับปัญหาการแต่งงานอันน่าปวดหัวกับ Anna Gordy น้องสาวของ Berry Gordy ลูกพี่ใหญ่แห่งค่าย Motown และสุดท้ายคือความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเขากับผู้เป็นพ่อ Marvin Gay Sr.

“หากผมจะโต้เถียงเพื่อรักร้องสันติภาพ ตัวผมเองต้องสงบจิตสงบใจตัวเองให้ได้เสียก่อน” Marvin Gaye เคยกล่าวถึงที่มาของเพลงประวัติศาสตร์นี้ โดยที่มาของเพลงจากการบรรจงแต่งโดย Renaldo Benson แห่งวง Four Tops ที่กำลังปวดร้าวกับสภาพความขัดแย้งทางสังคม

จนในที่สุด Marvin Gaye ก็ยอมร้องเพลงๆนี้ โดยเงื่อนไขคือการร่วมเขียนบางท่อนเพื่อร้องให้กับน้องชายของตนที่กำลังรบอยู่ในเวียดนาม “Brother, Brother, Brother / There’s Far Too Many of You Dying” และขอความสงบสุขจากผู้เป็นพ่อ “Father, Father, Father / We Don’t Need to Escalate” ซึ่งในที่สุด แม้เพลงนี้จะไม่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ แต่บทเพลงนี้กลับช่วยเยียวยาจิตใจทั้งของเขาและคนทั้งโลกได้อย่างงดงาม และตราตรึงใจตราบนานเท่านาน

 

5. Nirvana – Smells Like Teen Spirit [1991]

ทันทีที่โปรดิวเซอร์ Butch Vig ได้ยินเพลง “Smells Like Teen Spirit” เป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี 1991 ด้วยเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตแบบ Boombox ที่บันทึกโดยมือเบส Krist Novoselic, มือกลอง Dave Grohl และนักร้อง-กีตาร์-นักแต่งเพลง Kurt Cobain ที่อัดสดกันในยุ้งฉางที่เมืองทาโคมา รัฐวอชิงตัน เขาก็มีความมั่นใจทันทีว่าเพลงนี้จะดังเป็นพลุอย่างแน่นอน

จากความเข้าใจผิดที่ Kurt ได้เห็นข้อความจากเพื่อนซี้ Kathleen Hanna แห่งวง Bikini Kill เขียนไว้ตรงฝาผนังว่า “Kurt smells like Teen Spirit” ที่ Kurt คิดว่ามันเป็นข้อความที่เจ๋งดี (แต่ในความจริงมันมาจากยี่ห้อสเปลย์ระงับกลิ่นตัว) แต่แล้วเพลงๆนี้กลับกลายเป็นเพลงที่เปลี่ยนโลกของดนตรีร็อคไปตลอดกาล วัยรุ่นยุค 90s ที่ทุกคนต้องผ่านหูเพลงๆนี้ จน Nirvana ต้องหยุดเล่นเพลงนี้ในช่วงปลายปี 1993 เพราะเพลงดังเพลงนี้กลับกลายเป็นความสำเร็จอันหลอกหลอน ที่ทำให้ Kurt ไม่สามารถเขียนเพลงใหม่ให้ดีเทียบเท่าเพลงนี้ได้อีกเลย

และแม้ Kurt Cobain จะเหลือแค่ชื่อที่เป็นตำนาน แต่เพลงๆนี้ยังคงมีชีวิตชีวาและสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับนักดนตรีทั่วโลกทุก Generation จนถึงทุกวันนี้ และสำหรับคนฟังเพลงนี้ทุกคนมองว่า “Teen Spirit” คือจิตวิญญาณแห่งความเป็นวัยรุ่นที่ฝังอยู่ในใจพวกเขาตลอดไป

 

4. Bob Dylan – Like a Rolling Stone [1965]

แม้เพลงนี้จะเสียแชมป์ของเพลงยอดเยี่ยมอันดับ 1 ตลอดกาล จาก Rolling Stone แต่คุณไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า “เพลงนี้ๆคือที่สุดแห่งความสมบูรณ์แบบที่โลกได้รู้จักกับคำว่า ‘ดนตรี’ จากเด็กหนุ่มอายุเพียง 24 ที่ในตอนนั้นเริ่มรู้สึกอาชีพนักดนตรีอาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงของชีวิตของเขา

ท่ามกลางเสียงดูถูกเย้ยหยันมากมาย Bob Dylan พยายามที่เขียนบทกวีอย่างไม่หยุดเพื่อหาคำตอบที่แท้จริงว่าบทเพลงยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขาหรือไม่

จนในที่สุด บทกวีที่พรั่งพรูจำนวน 20 หน้ากระดาษก็ถูกกลั่นกรองจนกลายเป็นเพลงที่เปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล

หากกล่าวถึงความพอใจและภาคภูมิใจสำหรับ Bob Dylan เขากล่าวอยู่เสมอว่าบทเพลงนี้มีบุญคุณกับชีวิตของเขาอย่างมาก “มันได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผม มันคือเพลงที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ผมดีใจที่เพลงๆนี้อยู่ในใจของคนทั่วทั้งโลก” มั่นใจว่าหลายคนในที่นี่ก็มีความรู้สึกรักเพลงๆนี้ไม่แตกต่างกัน

 

3. Sam Cooke – A Change Is Gonna Come [1964]

ในปี 1963 Sam Cooke คือนักร้อง Soul ผู้ยิ่งใหญ่คนแรกของอเมริกาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยมีเพลงฮิตถึง 18 เพลง นับตั้งแต่ปี 1957 แต่ความมั่นใจของเขากลับพังทลายลงเมื่อเขาได้ฟังเพลง “Blowin’ in the Wind” ของ Bob Dylan แล้วได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่า “เด็กผิวขาวสามารถแต่งเพลงยอดเยี่ยมที่พูดถึงการเหยียดผิวชังพันธุ์ได้ขนาดนี้เลยเหรอ ?” Sam รู้สึกละอายใจที่เขาคือเผ่าพันธุ์ที่ถูกกระทำโดยแท้ แต่ไม่เคยลุกขึ้นเขียนเพลงเพื่อปกป้องพี่น้องร่วมเชื้อชาติของตนเลยสักครั้ง

กระทั่งมีหลายเหตุการณ์ที่ถาโถมโหมซัดชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นตัวของเขาสมาชิกนักดนตรีของเขาได้รับความไม่เป็นธรรมจากการถูกปฏิเสธการเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในรัฐหลุยเซียน่า รวมไปถึงก่อนหน้านี้เขาเพิ่งสูญเสียบุตรชายวัย 18 เดือนจากการจมน้ำ ความหดหู่นำมาสู่การแต่งเพลงอันยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่อาจทนเห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้นบนโลกนี้ได้อีกต่อไป และ A Change Is Gonna Come ก็ทำสำเร็จในฐานะบทเพลงเรียกร้องความเสมอภาคอันทรงพลัง และเพลงๆนี้เช่นกันที่ทำให้ Sam Cooke จบชีวิตของตนจากการถูกยิงหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งในลอวแองเจลลิส มันจึงกลายเป็นมรดกทิ้งท้าย เป็นคำปราศรัยที่มีท่วงทำนองที่ Sam มอบไว้ให้กับโลกใบนี้อย่างสมเกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งบทเพลง

 

2. Public Enemy – Fight the Power [1989]

ในยุคสมัยแห่ง Black Lives Matter ที่กลุ่มคนผิวสีกลับมาลุกฮือขึ้นอีกครั้งเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากการถูกกดขี่ ทำให้เพลงๆนี้กลับมามีพลังฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง

เดิมที Public Enemy แต่งเพลงนี้เพื่อประกอบหนัง Do the Right Thing ของ Spike Lee ที่เป็นเรื่องราวสุดเข้มข้นของการปะทะกับอำนาจอันไม่ชอบธรรมระหว่างคนดำและคนขาวในย่านบรู๊คลิน และพลังของเพลงก็เสริมส่งความเข้มข้นจนกลายเป็นหนังฮิตในปีนั้น แต่เพลงกลับยืนยงทรงพลังได้อย่างยาวนานยิ่งกว่า

“ในขณะที่โลกยุคก่อนหน้า เรามี Martin Luther King หรือ Malcolm X แต่โลกยุคนี้เรายังมี Spike Lee, Public Enemy และพี่น้องร่วมชาติมากมายที่พร้อมยืนหยัดต่อสู้ เพลงๆนี้ทำให้ชุมชนฮิปฮอปทั้งหมดต่างตื่นรู้ถึงพลังที่แฝงเร้น และการปฏิวัติที่แท้จริงกำลังเริ่มต้น”

 

1. Aretha Franklin – Respect [1967]

ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่เพลงๆนี้จะยืนหยัดขึ้นอันดับ 1 ลิสต์เพลงยอดเยี่ยมตลอดกาล เพราะในขณะนี้ ไม่ว่าจะเหตุจากโรคระบาด การเหยียดหยันทางเชื้อชาติ และสงครามบนโลกโซเชียล ที่ก่อตัวเป็นวงกว้างในทุกหย่อมหญ้า การมีเพลงๆหนึ่งที่ใช้เตือนสติเพื่อให้เคารพนับถือในความเท่าเทียม จึงเป็นเสมือนไบเบิ้ลแห่งโลกปัจจุบันที่ทุกคนควรยึดถือเอาไว้

ในยุค 60s ที่เป็นสมัยแห่งการต่อสู้ทั้งการเรียกร้องความยุติธรรมจากภาครัฐ, การเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ ไปจนถึงการเรียกร้องการต่อสู้เพื่อคนผิวดำ มีบทเพลงมากมายที่อยากให้เจ้าแม่เพลงโซลอย่าง Aretha Franklin ได้ร้องคัฟเวอร์เพื่อปลุกขวัญและกำลังใจ แต่เธอคิดว่าในแต่ละเพลงที่ถูกเสนอมานั้นล้วนแล้วแต่สะท้อนตัวตนของของตัวศิลปินแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “A Change Is Gonna Come” ของ Sam Cooke,  “Drown in My Own Tears” ของ Ray Charles แต่แล้วในที่สุดเธอก็เลือกเพลง “Respect” ของ Otis Redding ที่เธอขอเปลี่ยนเนื้อร้องจากการขอความรักของชายหนุ่ม เป็นการขอความเคารพและความเท่าเทียมในฐานะของหญิงสาว และเมื่อเธอเปล่งเสียงร้องในท่อน “R-E-S-P-E-C-T” เพลงๆนี้ก็กลายเป็นเพลงของเธอไปโดยทันที

และการเปิดตัวของเธอในเพลงๆนี้ ก็ได้กลายเป็นบทเพลงซาวด์แทรคที่ประกอบตั้งแต่การปลุกระดมเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมของคนผิวดำ ไปยันเพลงที่ร้องหน้าศพของ Martin Luther King Jr. โดย Aretha ได้เขียนถึงเพลงๆนี้ในบันทึกความทรงจำในปี 1999 ว่า “เพลงนี้สะท้อนถึง ความต้องการของชายหญิงทั่วไปตามท้องถนน นักธุรกิจ, แม่, นักดับเพลิง, ครู, หรือใครก็ตาม ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความเคารพแทบทั้งสิ้น”

 

และนี่คือ 10 เพลงยอดเยี่ยมตลอดกาลที่ Rolling Stone ได้จัดอันดับไว้ ส่วนเพลงที่เหลือมีเพลงอะไรบ้าง สามารถดูได้จากลิงก์นี้ได้เลย Rollingstone.com

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line

Warning: include(): Filename cannot be empty in /data/domains/www.unlockmen.com/htdocs/wp-content/themes/unlockmen/single.php on line 159

Warning: include(): Failed opening '' for inclusion (include_path='.:/usr/share/php') in /data/domains/www.unlockmen.com/htdocs/wp-content/themes/unlockmen/single.php on line 159