หลังซีรีส์เรื่องดังอย่าง Game of Thrones ลาจอไปหมาด ๆ ทางช่อง HBO ก็ไม่ยอมปล่อยให้กระแสเรตติ้งซา รีบส่งซีรีส์เรื่องใหม่ที่สร้างขึ้นจากเค้าโครงเรื่องจริง ของเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่เข้ามาแทนที่ ‘โศกนาฎกรรมแห่งเมืองเชอร์โนบิล’ ที่ได้รับการบันทึกความเลวร้ายไว้ในประวัติศาสตร์ ได้รับการตีความและนำเสนอใหม่โดยใช้ชื่อเดียวกันกับสถานที่ที่เกิดเหตุว่า ‘Chernobyl (2019)’ UNLOCKMEN จะพาคอซีรีส์ทุกคนไปทำความรู้จักกับเมืองเชอร์โนบิลให้มากขึ้น และค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 26 เมษายน 1986 เพื่อสร้างอรรถรสและเรียกความอินให้กับการดูหนัง เสียงระเบิดและขี้เถ้าที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ รุ่งเช้าของวันที่ 26 เมษายน 1986 ย่านชานเมืองเชอร์โนนิลที่เงียบสงบเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด ส่งผลให้รังสีและสารเคมีอันตรายจำนวนมากแพร่กระจายสู่ชั้นบรรยากาศปกคลุมทั่วทั้งเมือง ความผิดพลาดที่ทั่วทั้งโลกต้องจดจำเกิดขึ้นจากนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทดสอบระบบหล่อเย็นกลางแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่แรงดันไอน้ำกลับพุ่งขึ้นสูงอย่างฉับพลัน แถมระบบตัดการทำงานฉุกเฉินก็ดันใช้การไม่ได้ ส่งผลให้เครื่องร้อนจัดจนแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมละลาย ลุกไหม้ และระเบิดสารเคมีทั้งหลายที่อัดแน่นอยู่ภายในเตาปฏิกรณ์จึงพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ความรุนแรงของรังสีนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้สารพิษปกคลุมเมืองไว้กว่า 30 ปี และมีอานุภาพมากกว่ารังสีนิวเคลียร์ที่ถล่มใส่เมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงสี่ร้อยเท่า เปลี่ยนชีวิตผู้คนในเชอร์โนบิลและละแวกใกล้เคียงไปตลอดกาล ทันทีที่เกิดการระเบิดของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 31 คน (บางรายงานบันทึกว่า 28 คน) ทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องปฏิกรณ์และคนงานในโรงงาน แต่ระหว่างที่สารพิษกับรังสีจากนิวเคลียร์กระจายไปทั่วทั้งเมือง แทนที่จะเร่งสั่งให้ประชาชนในพื้นที่อพยพ
ถ้าพูดถึงสารหล่อลื่น หรือ เจลหล่อลื่น คงดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับผู้ชายหลายคน เรามักจะคิดว่าการมีเซ็กซ์ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ เนื่องจากในช่องคลอดของผู้หญิงก็มีน้ำหล่อลื่นอยู่แล้ว ทำไมจะต้องใช้เจลหล่อลื่นด้วยล่ะ? ถึงแม้การเล้าโลมและกระตุ้นจุดสำคัญของผู้หญิงจะช่วยเพิ่มความเสียวซ่านและมีผลต่อการหลั่งน้ำหล่อลื่นในช่องคลอด แต่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่จะหลั่งน้ำออกมามากพอจนทำให้การสอดใส่เป็นไปอย่างสันติ ฉะนั้นสารหล่อลื่นก็ยังจำเป็นต่อการมีเซ็กซ์ของหนุ่ม ๆ เสมอ นอกจากจะช่วยลดแรงเสียดทานและอาการบาดเจ็บขณะมีเซ็กซ์ ยังทำให้ฉากรักบนเตียงของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นอีกด้วย UNLOCKMEN เลยอยากพาทุกคนย้อนกลับไปดูต้นกำเนิดของสารหล่อลื่นที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อน ถือเป็นตัวช่วยสุดคลาสสิกที่ทำให้เซ็กซ์ราบรื่นไม่สะดุด ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็ตาม จุดเริ่มต้นของสารหล่อลื่น ว่ากันว่าสารหล่อลื่นกำเนิดขึ้นในยุคเดียวกับที่มนุษย์คิดค้นเกวียน ในขณะที่สร้างเกวียนเพื่อการขนส่ง บรรพบุรุษเรากลับพบว่าตัวฮับของล้อที่ช่วยลดอาการส่าย ถูกเผาไหม้จากความร้อนและแรงเสียดทานจึงหาวิธีทำให้ฮับเย็นลงด้วยการใช้ ไขมัน น้ำมันมะกอก น้ำ และของเหลวชนิดอื่น ๆ จนท้ายที่สุดพบว่าของเหลวที่มีความหนืดอย่างน้ำมันมะกอก ช่วยกระจายความร้อนได้ดี ช่วยป้องกันไม่ให้ฮับเสียดสีจนดำเป็นตอตะโก แถมยังทำให้ล้อหมุนได้อย่างอิสระมากขึ้น นักวิชาการจึงคาดว่าการค้นพบครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของสารหล่อลื่นที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน น้ำมันมะกอก จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าสารหล่อลื่นมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโรมัน หรือราว 350 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งผู้คนตอนนั้นนิยมใช้น้ำมันมะกอกเป็นตัวช่วยเพิ่มความลื่นไหลให้เซ็กซ์ นักวิชาการจึงเชื่อว่าน้ำมันมะกอกคือสารหล่อลื่นยอดนิยมที่ชาวกรีกและโรมันใช้ในตอนนั้น สาหร่ายทะเล Ryan Drum นักพฤกษศาสตร์ชื่อดังผู้คร่ำหวอดในแวดวงสมุนไพร เผยว่าคนจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใช้สารสกัดที่ได้จากสาหร่ายทะเลมาผลิตเป็นสารหล่อลื่นนานนับ 1,000 ปี โดยนำสาหร่ายแดงมาต้มเพื่อให้กลายเป็นของเหลวที่ข้นหนืดและได้ออกมาเป็นคาราจีแนน (Carrageenan) ที่มีลักษณะคล้ายเมือกวุ้นและมีคุณสมบัติเหมือนกับเจลาติน แต่ไม่เหนียวและยืดหยุ่นเท่า งานวิจัยยังยืนยันว่าการใช้สารสกัดจากสาหร่ายทะเลช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิด HPV
หนุ่ม ๆ ที่เป็นแฟนเพลงของวง The Who เตรียมตัวเสียเงินกันได้เลย เพราะแบรนด์รองเท้าอย่าง Dr.Martens เตรียมปล่อยแคปซูล Fall/Winter 2019 ที่ภายในคอลเลกชันประกอบไปด้วยรองเท้า 5 คู่ที่ได้แรงบันดาลใจการออกแบบมาจากวงร็อกสุดเก๋าจากประเทศอังกฤษ The Who สุดยอดวงดนตรีระดับตำนานของ 4 หนุ่มจากกรุงลอนดอนซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 1964 และประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นด้วยผลงาน 12 สตูดิโออัลบั้ม แม้ว่าพวกเขาต้องสูญเสียสมาชิกวงอย่าง Keith Moon ไปในปี 1978 และ John Entwistle ในปี 2002 แต่ผู้คนยังจำความสำเร็จที่พวกเขาเคยสร้างไว้ในยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองได้ นอกจากนั้นภาพลักษณ์ของวงยังทำให้หนุ่ม ๆ ชาวอังกฤษหันมาสนใจ Sub-Culture ที่เรียกกันว่า Mod อีกด้วย ทั้งหมดนั้นทำให้แบรนด์รองเท้าอย่าง Dr.Martens เลือกหยิบยกความยิ่งใหญ่ของพวกเขามาถ่ายทอดสู่รองเท้าของตัวเองโดยคอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปภาพสุดเก๋าในปี 1967 ตอนที่ Pete Townshend มือกีตาร์ของวงเลือกสวม Dr.Martens 1460 Boots รองเท้ารุ่น Iconic ขึ้นไปโชว์ลวดลายอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต ภายในคอลเลกชันประกอบไปด้วยรองเท้าทั้งหมด 5
หลังจากไม่ได้ร่วมงานคอลแลปส์รองเท้ามาช่วงหนึ่ง ดูเหมือนแบรนด์สตรีตอย่าง Palace จะทนรอปล่อยของไม่ไหวอีกต่อไป ล่าสุดพวกเขาเพิ่งปล่อยภาพรองเท้าซึ่งเป็นผลงานร่วมกับค่ายกีฬาสุดเก๋าอย่าง Adidas Originals Palace x Adidas Original งานคอลแลปส์ชุดล่าสุดเลือกใช้ Superstar โมเดลรองเท้าสุด Iconic มาถ่ายทอดไอเดียโดยผลิตออกมาทั้งหมด 3 สีด้วยกันคือ Black White และ Neon ให้เลือกสีตามสไตล์ที่ชอบ มีทั้งเรียบหรูและฉูดฉาดบาดตา เรียกว่าต้องถูกใจหนุ่ม ๆ สาวกค่ายสามขีดและชาวสตรีตทั่วโลกกันแน่นอน Palace x Adidas Originals Superstar ทั้งสามคู่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว ทั้งปรับเปลี่ยนวัสดุ วางและเลือกใช้สัญลักษณ์อย่างพิถีพิถัน เริ่มจากส่วน Upper ที่เลือกหนังคุณภาพสูงมาใช้งาน ด้านข้างของตัวรองเท้าวางด้วยลวดลาย 3 ขีด รวมถึงการเจาะรูเล็ก ๆ เรียงเป็นแพตเทิร์นและปักคำว่า Palace สีทองไว้ที่ส่วนข้างเท้าด้านนอก จุดเปลี่ยนเด่น ๆ คือลิ้นรองเท้าที่มีป้ายพิเศษประจำรุ่น รวมถึงมีโลโก้ของ Palace และ Adidas วางไว้ในกรอบเดียวกันทับสัญลักษณ์รูปคน ด้านล่างสกรีนคำว่า “Das Logo Mit 3
ไม่นานมานี้ Vans ออกรองเท้าคอลเลกชันพิเศษ Harry Potter เอาใจผู้ชื่นชอบเรื่องราวของโลกเวทมนตร์ และหลังจากที่ปล่อยข่าวออกมาได้เกือบเดือนและเหล่ามักเกิ้ลก็คาดเดาวันวางจำหน่ายรองเท้าคอลเลกชันนี้กันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็เดาว่าจะวางจำหน่ายในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของ J.K.Rowling และ Harry Potter แต่แท้จริงแล้ววันวางขายรองเท้าไม่ไกลอย่างที่คิด รองเท้า Sk8-Hi หุ้มข้อสีแดงลายทางสลับสีทอง ตัวแทนของสิงห์คำรามแห่งบ้านกริฟฟินดอร์ สีแดงและสีทองที่เข้ากันถูกตัดด้วยยางสีขาวตรงพื้นรองเท้า รวมถึงสีดำบริเวณด้านหน้าและรายละเอียดเล็ก ๆ ตรงด้านหลัง ประกอบกับเชือกรองเท้าสีดำที่เพิ่มความรู้สึกมั่นคง กล้าหาญตามแบบกริฟฟินดอร์ ตรงลิ้นรองเท้าและด้านข้างของสนีกเกอร์ก็ไม่ลืมประทับตราสัญลักษณ์ราชสีห์คำรามเอาไว้ด้วย เมื่อมีเรื่องราวของบ้านกริฟฟินดอร์แล้วก็ต้องตามมาด้วยบ้านสลิธีรินผู้เป็นคู่กัดตลอดกาล ในครั้งนี้ Vans หยิบสัตว์ร้ายในตำนานที่เป็นสัญลักษณ์ของบ้านสลิธีรีนอย่างบาซิลิสก์ที่อาศัยอยู่ในห้องแห่งความลับมาเป็นตัวชูโรงให้กับรองเท้าผ้าใบ หนังสีดำบริเวณด้านหน้าและบริเวณส้นรองเท้าด้านหลังถูกออกแบบให้คล้ายกับเกล็ดงู ส่วนตรงกลางใช้สีเขียวซึ่งเป็นสีประจำบ้านสลิธิรีนมาทำลวดลายคล้ายกับหนังของสัตว์เลื้อยคลาน และตัดสีเขียวด้วยเชือกรองเท้าสีดำที่มาพร้อมกับตราสัญลักษณ์บ้านสลิธีรินตรงลิ้นรองเท้า บ้านฮัฟเฟิลพัฟจะมากับรองเท้ารุ่น Classic Slip-On ด้วยดีไซน์และสีอาจทำให้บางคนอาจมองว่าเรียบเกินไป แต่ด้วยความเรียบจะทำให้ตราสัญลักษณ์ตัวแบดเจอร์ตรงกลางรองเท้าโดดเด่นยิ่งขึ้น อีกทั้งสีสุดคลาสสิกอย่างสีดำและสีเหลืองที่เป็นสีประจำบ้านของฮัฟเฟิลพัฟ ส่งให้รองเท้าเล่าคุณสมบัติของเด็กฮัฟเฟิลพัฟไปในตัว เพราะเด็ก ๆ ในบ้านนี้ก็เก่งกาจมากความสามารถไม่แพ้ใครแต่จะไม่ทำตัวโดดเด่นและป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ว่าฉันน่ะเจ๋ง เรเวนคลอที่โดดเด่นเรื่องไหวพริบและมันสมองที่หลักแหลม กับประโยคคำขวัญบอกตัวตนอย่าง เชาวน์ปัญญาเหนือคณานับ คือขุมทรัพย์มหาศาล ที่บอกให้รู้เลยว่าสติปัญญาคือสิ่งที่เด็ก ๆ บ้านเรเวนคลอจะต้องมีมากกว่าคนอื่น เรื่องราวและสีประจำบ้านที่เปรียบเหมือนตัวแทนความเฉลียวฉลาดของฮอกวอตส์จึงอยู่บนรองเท้ารุ่น Authentic
องค์กรจะรุ่งหรือร่วงอยู่ที่คนในองค์กร เพราะงานใหญ่ไม่เคยสร้างเสร็จด้วยคนเพียงคนเดียว ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะอัจฉริยะแค่ไหนก็ตาม องค์กรสายเทคฯ ระดับโลกอย่าง Google จึงให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม แต่ใช่ว่าทุกทีมจะทำได้เท่ากัน ดังนั้น การประเมินเพื่อหาทีมที่ดี โดดเด่น นำมาใช้เป็นกรณีตัวอย่างไว้เพื่อพัฒนาทีมอื่น ๆ ให้ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขาใส่ใจเสมอมา คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าที่ Google ไปได้ไกลเพราะคนในองค์กรเก่ง แต่ความจริงแล้วการรวมตัวของคนเก่งก็มีจุดอ่อนหลายอย่าง โดยเฉพาะกับการทำงานเป็นทีม หรือการคุมทีม คนเก่งหลายคนไม่ใช่หัวหน้าที่คุมทีมได้ดี และยิ่งเก่งมากบางคนอาจจะตกม้าตายเรื่องคุมทีมพลาดเพราะ Micromanage ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของความตั้งใจดีอยากให้งานออกมาสมบูรณ์แบบเพอร์เฟกชั่นนิสต์ หรือความไม่เชื่อใจในทีมจนพยายามไปเจาะและจี้ทุกรายละเอียดก็ตาม สุดท้ายความหวังดีแบบนี้ทำให้การทำงานตึงเครียด ดับความคิดสร้างสรรค์ แถมทีมยังมีแนวโน้มจะดื้อเงียบไม่ยอมทำตามคำสั่งอีกด้วย คำถามวัดความเป็นผู้นำของ Google เพื่อวัดศักยภาพความเป็นผู้นำที่ดีซึ่งเป็นพื้นฐานของทีมเวิร์กที่ดี Google จึงออกแบบคำถามสำหรับสอบถามพนักงานเพื่อตรวจสอบ โดย 13 ข้อด้านล่างคือคำถามบางส่วนที่ใช้ประเมินคุณภาพทีมได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ผู้บังคับบัญชาของฉันให้ฟีดแบ็กเพื่อพัฒนาความความสามารถตัวเอง ผู้บังคับบัญชาของฉันไม่ทำตัวเป็น “Micromanage” ผู้บังคับบัญชาของฉันปฏิบัติกับฉันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาให้คุณค่าต่อความเห็นที่ฉันเสนอเพื่อทีม แม้มันจะแตกต่างจากความคิดของเขา ผู้บังคับบัญชามุ่งโฟกัสที่ผลลัพธ์และลำดับความสำคัญ ผู้บังคับบัญชาแบ่งข้อมูลที่ได้รับจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้รู้เสมอ ผู้บังคับบัญชาได้ตัดสินใจสิ่งที่มีความหมายต่อการพัฒนาเส้นทางอาชีพของฉันเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา ผู้บังคับบัญชาสื่อสารเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับทีมของเรา ผู้บังคับบัญชามีความรู้ทางเทคนิค (เช่น การเขียนโค้ด, การขายในภาคธุรกิตระดับโลก
แฟนเพลงของศิลปิน Hip hop ผู้ล่วงลับอย่าง ‘Mac Miller’ อาจจะเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่ากำลังจะมีสารคดีชีวิตเขาที่ชื่อว่า ‘Difinitive’ ออกมา ผลงานชิ้นนี้เป็นของผู้กำกับนามว่า CJ Wallis ผลิตและสร้างสรรค์โดยบริษัท Production ของตัวเองที่ชื่อว่า Magrette Bird Pictures โดยก่อนหน้านี้เขาได้ออกมาสอบถามแฟนเพลงผ่านทางทวิตเตอร์ @fortyfps ของเขาว่า อยากจะให้ใครมาให้ข้อมูลสัมภาษณ์ในสารคดีเรื่องนี้กันบ้าง? ซึ่งแฟน ๆ ก็ส่งรายชื่อที่น่าสนใจมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าอย่าง Ariana Grande, Anderson .Paak และ Thundercat เป็นต้น กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา CJ Wallis ได้ประกาศความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางทวิตเตอร์ เมื่อเขาได้รับการติดต่อจาก Christian Clancy ผู้จัดการของ Mac Miller ว่าทางครอบครัวของ Mac Miller อยากให้ CJ Wallis พักโครงการนี้ไปก่อน (แบบไม่มีกำหนด) ซึ่งตัวเขาก็ไม่ได้ต่อต้านแต่อย่างใด แถมยอมยุติโปรเจกต์นี้ลงอย่างว่าง่าย โดยให้เหตุผลว่า ‘ไม่อยากให้เกิดผลกระทบด้านลบกับใครทั้งนั้นจากการสร้างสารคดีชุดนี้’ อีกทั้งยังอธิบายว่าเหตุผลที่เขาออกมาประกาศสร้างก่อนการขออนุญาต ทั้งหมดเป็นเพียงเพราะเขามีความตั้งใจจริง ไม่ได้มีเจตนาอะไรมากไปกว่านั้น
หลังจากเปิดตัว iPod Touch รุ่นใหม่ที่มาพร้อม A10 Fusion Chip ให้หนุ่ม ๆ สาวก iOS ตกตะลึง คราวนี้ Apple ก็ยังไม่หยุดเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัว MAC PRO ตัวใหม่พร้อมหน้าจอ PRO DISPLAY XDR ตามมาติด ๆ แม้จะโดนแซวว่ามีดีไซน์คล้ายกับที่ขูดชีสของ IKEA แต่บอกเลยว่าสเปกจัดหนัก ราคาจัดเต็ม แถมทรงพลังที่สุดเท่าที่ Apple เคยผลิตมา MAC PRO & PRO DISPLAY XDR ถูกเปิดตัวในงาน WWDC 2019 ที่รัฐแคลิฟอร์เนียของอเมริกา ดีไซน์โครงสร้างจากสแตนเลสสตีลคลุมทับอีกชั้นด้วยเคสอลูมิเนียม ผสมผสานระหว่างอลูมิเนียมขัดเงาและรูระบายความร้อน ที่สะท้อนความย้อนยุคเหมือนถอดแบบมาจาก MAC PRO รุ่นแรก ๆ ของ Apple รูระบายอากาศตลอดทั้งแผงที่คล้ายกับที่ขูดชีส จริง ๆ แล้วเป็นอีกส่วนสำคัญของเจ้า MAC PRO
หากผู้ชายที่ใช้ชีวิตสุดขีดอย่างเราจะพูดถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและใต้วงแขนสำหรับผู้ชาย เชื่อเลยว่าชื่อของ “นีเวีย เมน” ต้องเป็นชื่อแรก ๆ ที่ผุดเข้ามาในหัวของพวกเรา เพราะผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวผู้ชาย และความเข้าใจในความต้องการของผู้ชาย ไม่ว่าจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน จึงไม่แปลกใจเลยที่นีเวีย เมน ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเรื่องผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและใต้วงแขนสำหรับผู้ชาย ครั้งนี้ “นีเวีย เมน” ฉลองการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเรื่องผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและใต้วงแขนสำหรับผู้ชายโดยยกสถานที่ลับรวมตัวแห่งใหม่ของแก๊งผู้ชายไทยหลากหลายไลฟ์สไตล์อย่าง “SAFEHOUSE” มาตั้งไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ไม่เพียงแค่นั้นนีเวีย เมนยังเผยโฉมแพคเกจจิ้งใหม่ที่ดูทันสมัย สะดุดตาเหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้ชายอย่างเรามากขึ้น ที่สำคัญยังมี 4 หนุ่ม 4 สไตล์ที่เป็นตัวแทนของการดูแลผิวที่แตกต่างกันของผู้ชายทั้ง ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่กอดคอมาพร้อมกับ กรรณ-สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา, ไอซ์-พาริส และ เดอะ ทอยส์ โดย 4 หนุ่มก็ได้เผยเคล็ดลับการดูแลตัวเองตามสไตล์ของแต่ละคนที่เลือกใช้นีเวีย เมน เพื่อความมั่นใจในแบบของตัวเอง “นีเวีย เมน จัดงานมันส์ ๆ แบบนี้ขึ้นเพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่โดนใจชายไทยในเรื่องผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและใต้วงแขน โดยมาในธีมของ SAFEHOUSE ที่เปรียบเสมือนห้องลับของแก๊งเพื่อนผู้ชาย เพื่อให้กลุ่มลูกค้าได้รับรู้ถึงผลิตภัณฑ์ที่หลายหลายของ นีเวีย เมน ซึ่งสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของกลุ่มลูกค้า ผ่านพรีเซ็นเตอร์ที่มีบุคคลิกที่แตกต่างกันทั้งสี่คน แต่ยังคงความเป็นหนุ่มสไตล์นีเวีย เมน ให้ได้เห็น” คุณเขมชาติ เติมวิวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโส
แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่อย่าง Nike ยังให้ความสำคัญกับแคมเปญด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องโดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ โดยล่าสุดพวกเขาเลือกแสดงออกผ่านคอลเลกชันใหม่ในชื่อ BETURE ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกียรติแก่ผู้คิดค้น TheRainbow Flag 100 เปอร์เซ็นต์คือคะแนนที่ทาง Nike ได้จากการทำแคมเปญด้านสิทธิมนุษยชนมาตลอดช่วงระยะเวลา 17 ปี ทั้งยังสนับสนุนองค์กร LGBTQ มากกว่า 20 แห่งและนับตั้งแต่ปี 2012 พวกเขามอบเงินสนับสนุนต่อมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศไปกว่า 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 112,000,000 ล้านบาทผ่านทาง Charities Aid Foundation of America อย่างไรก็ตามแคมเปญทั้งหมดไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการบริจาคเท่านั้น เมื่อค่าย Swoosh ตัดสินใจปล่อยคอลเลกชัน BETURE 2019 โดยไอเทมทุกชิ้นแต่งแต้มด้วยสีสันจาก Rainbow Flag ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวของ LGBTQ มาอย่างยาวนาน แคปซูลดังกล่าวพวกเขาตั้งใจทำออกมาเพื่อให้เกียรติกับ Gilbert Baker ศิลปินผู้สร้างสรรค์และริเริ่มใช้ Rainbow Flag เป็นตั้งแรกตั้งแต่ปี 1978 จนกลายสัญลักษณ์ในการแสดงออกของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมายาวนานกว่า 40 ปี BETRUE ประกอบไปด้วย 4


