สนีกเกอร์ถือเป็นอีกหนึ่งของสะสมสำหรับเหล่าผู้ชื่นชอบการแต่งตัว หนุ่ม ๆ หลายคนพยายามตามหาเพื่อให้ได้รองเท้ารุ่นดังที่ชื่นชอบมาครอบครอง ซึ่งอาการหลงใหลและเลือกสะสมรองเท้าผ้าใบรุ่นตำนานของผู้ชายอย่างบ้างคลั่งนี้เองทำให้เกิดไอเดียสุดเท่ เลือกนำรองเท้าสุดคลาสสิกสามรุ่นของ Nike มารวมกันอยู่ในสนีกเกอร์คู่เดียว! EJDER ร้านค้าออนไลน์ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของแบรนด์แฟชั่นหลายเจ้า โดดเด่นเรื่องผลงานจัดจ้านและไอเทมแฟชั่นแบบร่วมสมัย และ Ziv Lee ผู้ผลิตรองเท้าทำมือจากฮ่องกง ปลุกกระแสสนีกเกอร์ในเกาะอังกฤษให้ร้อนแรงขึ้นด้วยการหยิบรองเท้าผ้าใบสุดคลาสสิกสามรุ่นของ Nike อย่าง Nike Air Force 1 กับ SB Dunk และ Air Jordan 1 มาเล่าเรื่องใหม่ในสไตล์ตัวเอง จุดเด่นของสนีกเกอร์ของ EJDER อยู่ที่ดีไซน์ฟิวส์ชั่นของรองเท้าผ้าใบสามรุ่น ทั้ง SB Dunk สุดคลาสสิกยอดฮิตตลอดกาลร่วมกับ Air Force 1 ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินโดยสารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเป็นรองเท้าบาสเกตบอลรุ่นแรกของ Nike ที่มีเทคโนโลยี Air และรุ่นสุดฮิตอย่าง Air Jordan 1 ก็ถูกรวบไว้ในสนีกเกอร์คู่เดียวผ่านการผลิตโดย Ziv Lee นอกจากการนำรองเท้ารุ่นดังทั้งสามของ Nike มารวมกันแล้ว
ถ้าพูดถึงศิลปะ หลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องของอารมณ์งานสร้างสรรค์ หรือสุนทรีย์ที่เข้าไม่ถึง แต่แท้จริงแล้วเรื่องราวสุดระห่ำรวมถึงความเหลวแหลก และความตายก็เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะด้วยเช่นกัน วันนี้ UNLOCKMEN สนใจเรื่องราวของจิตรกรผู้แต่แผ่ความดิบเถื่อนออกมาเป็นรูปภาพของมิเกลลันเจโล คาราวัจโจ ศิลปินใจนักเลงผู้นิยมความรุนแรง และถ่ายทอดมันออกมาเป็นศิลปะ Michelangelo Merisi da Caravaggio คือชื่อเต็มที่แสนจำยากของคาราวัจโจ จิตรกรชาวอิตาลีที่โลดแล่นอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เดิมทีเขาเป็นชายตัวคนเดียวเพราะพ่อเสียชีวิตด้วยกาฬโรคตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนแม่ก็เสียตามไปอีก ถึงแม้จะเป็นเด็กกำพร้าแต่ก่อนหน้านี้คาราวัจโจคลุกคลีอยู่กับสีและผืนผ้าใบ เพราะก่อนแม่เสียชีวิตเคยส่งเขาไปเรียนศิลปะเป็นเวลาเกือบ 4 ปี และได้เทคนิคเกี่ยวกับศิลปะติดตัวมาด้วย ปี 1592 คาราวัจโจวัย 21 ปี เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อหางานทำตามแบบศิลปินหน้าใหม่ด้วยสภาพตัวเปล่า ไร้เงิน ไร้งาน และเริ่มต้นเส้นทางศิลปินโดยการเป็นผู้ช่วยของจิตรกรที่มีชื่อในช่วงเวลานั้น และรอวันที่สปอตไลต์จะฉายแสงมายังเขา แสงเงาสื่ออารมณ์รุนแรง การสร้างสรรค์ที่จิตรกรในยุคเดียวกันไม่กล้าทำ สามปีหลังจากเป็นผู้ช่วยจิตรกรอยู่กรุงโรม คาราวัจโจเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองขึ้นมาโดยเริ่มต้นจากการวาดภาพสีน้ำมัน บอกเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันของผู้คน แต่สิ่งที่ทำให้งานของเขาโดดเด่นขึ้นมาเพราะการบอกเล่าชีวิตสุดธรรมดาแต่ใช้เทคนิคสุดพิเศษด้วยแสงและเงาบนผลงานของเขานั้นคม จับใจ และสื่ออารมณ์อย่างรุนแรง ผลงานยุคเริ่มต้นของเขามีหลายชิ้นที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะกับภาพ The Cardsharps ที่เก็บรายละเอียดครบถ้วน เช่น หน้าตาสื่ออารมณ์ของคนในวงไพ่ที่พยายามเล่นกลโกงอะไรบางอย่าง และเน้นรายละเอียดไปยังรอยขาดบนถุงมือ นักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่าผลงานชิ้นนี้มีความซับซ้อนทางจิตวิทยาเป็นอย่างมาก แถมผลงานของเขายังเข้าตาจิตรกรชื่อดังในโรม และอนุญาตให้คาราวัจโจไปนั่งทำงานที่บ้านของเขาเมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กหนุ่มต้องการอีกด้วย
หลาย ๆ คนคงจะคุ้นเคยกับสไตล์ที่เรียกว่า Goth หรือ Gothic แฟชั่นลึกลับสุดดาร์ก เน้นการสวมใส่สีดำเป็นหลัก มีการแต่งหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น เขียนขอบตาดำ กรีดอายไลน์เนอร์สีดำ หรือทาปากสีเข้ม ๆ เป็นต้น (ทั้งหญิงทั้งชาย) หากใครคิดไม่ออก ให้ลองคิดถึง Robert Smith วง The Cure หรือ Siouxsie Sioux วง Siouxsie and the Banshees ที่ถูกจัดเป็นตัวพ่อและตัวแม่แห่งแฟชั่นชนิดนี้ดูก็น่าจะนึกออก แท้จริงแล้ววัฒนธรรมแบบ Classic Gothic ถือกำเนิดตั้งแต่ศตวรรษ 2-3 จุดเริ่มต้นไม่ต่างจากกลุ่ม Punk เสียเท่าไหร่ เพราะเกิดขึ้นจากการต่อต้านสังคมเหมือนกัน เพียงแต่ Goth มาจากการต่อต้านนักบวชและศาสนาที่ใช้อำนาจในทางไม่ชอบธรรม นับว่าเป็นอีกวัฒนธรรมที่มีประวัติเก่าแก่มายาวนาน จนเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป Goth ก็ยังไม่จางหาย แต่ถูกนำมาประยุกต์ ดัดแปลง ให้ทันสมัยมากขึ้น และเริ่มเฟื่องฟูอีกครั้งในหมู่ศิลปินเพลงร็อกและโพสต์พังค์ในช่วง 80 นั่นเอง เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 90 ศิลปินแนว Industrial Rock อย่าง Nine
จริงอยู่ที่ในปัจจุบันบรรดานักบินอวกาศยังไม่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามบนอวกาศ แต่สมมติถ้าวันหนึ่งพวกเขาเกิดเผชิญกับมนุษย์ต่างดาวระหว่างอยู่นอกโลก หรือเพื่อนของเขาเกิดสูญเสียการควบคุมร่างกายของตัวเองไป พวกเขาจะป้องกันตัวเองอย่างไร? มาลองดูอาวุธที่เคยถูกนำขึ้นไปบนอวกาศ ซึ่งมีจุดประสงค์สำหรับใช้ป้องกันตัวทั้งระหว่างอยู่บนอวกาศ และช่วงลงจอดบนโลกแล้ว มีดพก มีดพก ถือเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ที่พร้อมสำหรับใช้ทุกสถานการณ์ โดยมีดพกเคยถูกนำขึ้นสู่อวกาศในภารกิจแรกของสหรัฐ พร้อมกับ Alan Shepard ในปี 1961 โดยเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ของชุดเอาตัวรอดบนยาน ส่วนในปัจจุบันนั้นนักบินอวกาศใช้มีด Emerson Specwar กับมีดพก Victorinox Swiss Army Knife หรือมีดสวิสที่เรารู้จักกันนั่นเอง โดยมันได้ถูกนำขึ้นไปอวกาศตั้งแต่สมัยกระสวยอวกาศ มาจนถึงปัจจุบัน ปืน แม้การใช้ปืนในสภาวะไร้น้ำหนักอย่างบนอวกาศจะไม่เป็นที่แนะนำมากนัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่เคยถูกนำขึ้นไปบนอวกาศ โดยในยานโซยูสของรัสเซียนั้นจะมีปืนเก็บไว้ในชุดอุปกรณ์เอาตัวรอดบนยาน เนื่องจากยานโซยูสนั้นจะกลับมาลงจอดบนพื้นดิน และบางครั้งก็อาจไปลงจอดในบริเวณป่าห่างไกลจากผู้คน จึงทำให้ลูกเรือจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันตัวเองจากบรรดาสัตว์ร้ายอยู่ด้วย สำหรับปืน TP-82 นั้นถูกพัฒนามาสำหรับยานโซยูสโดยเฉพาะ โดยนักบินอวกาศสามารถเปลี่ยนกระสุนได้สามรูปแบบด้วยกัน ได้แก่กระสุนปกติ ลูกซอง และไฟส่งสัญญาณ แถมด้ามปืนยังสามารถถอดออกมาเป็นมีดสปาร์ตาได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่มันถูกเลิกใช้ไปตั้งแต่ปี 2006 โดยมีข่าวลือว่าทางหน่วยงานอวกาศของรัสเซียไม่มีกระสุนของปืนรุ่นนี้เหลือแล้ว ส่วนในปัจจุบัน บนยานโซยูสจะใช้เป็นปืนแบบกึ่งอัตโนมัติ Makarov 9mm ที่ทหารและตำรวจในรัสเซียต่างก็ใช้งานอยู่ (แน่นอนว่านักบินอวกาศจะใช้มันในยามฉุกเฉินเท่านั้น) นอกจากปืนแบบปกติ รัสเซียก็เคยให้นักบินอวกาศนำปืนเลเซอร์ขึ้นไปใช้บนอวกาศด้วย
หนังยาง ไอเทมเด็ดที่ผู้ชายไทยอย่างเราพบเห็นได้ทั่วไปตามถุงแกงอาหาร และบ่อยครั้งที่เราโยนมันทิ้งโดยไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่สำหรับเมืองที่เคร่งเรื่องกฏหมายและความสะอาดในที่สาธารณะอย่างสิงคโปร์ การทิ้งหนังยางลงพื้นสามารถทำให้คุณต้องเสียค่าปรับอย่างน้อย $300 ดอลลาร์สิงคโปร์เลยทีเดียว ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ชื่อ @khrluffy โพสต์ภาพใบค่าปรับ ซึ่งระบุความผิดไว้ว่าเขาได้ทิ้งหนังยางไว้บนท้องถนน และผิดกฏหมายมาตราที่ 17(1)(A) ของพระราชบัญญัติด้านสาธารณสุขของสิงคโปร์ ซึ่งระบุว่าผู้กระทำความผิดครั้งแรกจะถูกปรับ $300 ดอลล่าร์สิงคโปร์ หากทิ้งขยะลงบนท้องถนน ไม่ว่าขยะนั้นจะเป็นสิ่งใดก็ตาม นอกจากนั้นข้อมูลของ National Environment Agency หรือ NEA ในปี 2018 ก็ระบุว่ามีการปรับผู้กระทำความผิดไปแล้วมากกว่า 39,000 ครั้ง และค่าปรับนั้นก็ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ $300 ดอลลาร์สิงคโปร์เท่านั้น เพราะหากคุณทิ้งก้นบุหรี่ลงจากตึกระฟ้า (และเจ้าหน้าที่เห็นคุณทำผิด) ก็จะโดนปรับสูงถึง $19,800 ดอลล่าร์สิงคโปร์ หรือเทียบเป็นเงินไทยก็คือสูงถึง 450,000 บาทด้วยกัน ถ้านั่นยังเลวร้ายไม่พอ สิงคโปร์ก็ยังมีมาตรการที่ให้คุณมาบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ นั่นก็คือการทำความสะอาดท้องถนน พร้อมกับใส่เสื้อกั๊กสะท้อนแสงสีเหลืองและชมพู ซึ่งจะถูกมอบให้กับผู้ทำผิดโดยการทิ้งขยะลงท้องถนนเท่านั้น โดยมาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จำนวนผู้ทำผิดเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 30% ด้วยกัน และมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่คิดจะกระทำผิดยั้งคิดให้ดีเสียก่อนจะโยนอะไรทิ้ง แม้กฏของสิงคโปร์ดูค่อนข้างรุนแรง แต่นี่คือสิ่งที่จะส่งผลดีต่อสาธารณะ รวมทั้งโลกของเราอีกด้วย
ภารกิจชวนตื่นเต้นนี้ประกอบไปด้วยทีมลูกเรือจำนวน 6 คน ที่จะลงไปประจำการอยู่ในห้องทดลองใต้ทะเลเป็นเวลา 10 วัน โดยภารกิจมีชื่อเต็มว่า NASA Extreme Environment Mission Operations หรือ NEEMO 23 โดยภารกิจจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนนี้ ภารกิจที่ลูกเรือจะลงไปทดสอบในห้องทดลองใต้น้ำแห่งนี้ ได้แก่การทดสอบอุปกรณ์ที่จะนำไปใช้งานบนพื้นผิวดวงจันทร์ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเร็วที่สุดในปีค.ศ. 2024 นี้มาใช้งาน เช่น เครื่องมือขุดเจาะ เพื่อเก็บตัวอย่างชั้นหินใต้พื้นผิวกลับมาวิเคราะห์บนโลก รวมถึงการทดสอบการนำทางในยานอวกาศด้วยการใช้ Augmented Reality จำลองขึ้นมา ไปจนถึงติดตามการนอนหลับของลูกเรือ เพื่อนำไปศึกษาเพิ่มเติม และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจสำรวจห้วงอวกาศที่จะกินเวลานานหลายเดือนในอนาคต นอกจากจะทำงานอยู่ภายในห้องทดลองแล้ว ลูกเรือก็จะได้ออกมาสำรวจภายพื้นน้ำภายนอกอีกด้วย ซึ่งจะคล้ายคลึงกับการทำ ‘Spacewalk’ บนอวกาศ โดยจะมีการทดสอบต่างๆ ที่อาจจะช่วยปรับปรุงการทำ ‘Spacewalk’ ในอนาคตอีกด้วย และขณะอยู่ภายในห้องทดลอง ก็จะทำงานเพื่อสนับสนุนการวิจัยบนสถานีอวกาศนานาชาติไปด้วยเช่นกัน Samantha Christoforetti นักบินอวกาศหญิงชาวอิตาลี จะเป็นผู้บัญชาการของภารกิจ NEEMO 23 ในหนนี้โดยเธอเคยเดินทางขึ้นไปบนสถานีอวกาศมาแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2014 จนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ.
เช้าวันที่ 24 พฤษภาคมของประเทศไทย SpaceX ได้ปล่อยดาวเทียม Starlink ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเองจำนวน 60 ดวงขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งนี่เป็นก้าวแรกของโครงการที่ SpaceX ตั้งเป้าจะให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลกเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้ และอินเทอร์เน็ตจะต้องมีความเสถียรเท่ากันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม รวมทั้งมีราคาไม่แพงอีกด้วย Elon Musk CEO ของ SpaceX ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการปล่อยในครั้งนี้ว่า “นี่คือโครงการวิศวกรรมที่ยากที่สุดที่ผมเคยเห็นทีมของพวกผมทำเลย และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ค่อนข้างน่าประทับใจอย่างยิ่ง” ซึ่งดาวเทียมทั้ง 60 ดวงนั้นถูกซ้อนไว้ด้วยกันในจรวด Falcon 9 และมีน้ำหนักรวมสูงถึง 18,500 กิโลกรัม โดยนี่เป็นสถิติน้ำหนักสูงสุดที่จรวด Falcon 9 เคยนำส่งขึ้นสู่อวกาศอีกด้วย ทาง SpaceX ตั้งเป้าจะส่งดาวเทียม Starlink ขึ้นไปสองระยะด้วยกัน โดยระยะแรกประกอบด้วยดาวเทียมจำนวน 4,409 ดวง ที่จะอยู่ในวงโคจรระหว่าง 550 กิโลเมตรกับ 1,325 กิโลเมตรจากพื้นโลก ก่อนที่ระยะสองจะปล่อยอีก 7,518 ดวง เพื่อโคจรในวงโคจรที่ต่ำกว่าเล็กน้อย นั่นคือระหว่าง 335 ถึง 346
วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาแห่งการต่อต้าน เต็มไปด้วยความคิดนอกกรอบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง รวมถึงการแสดงออกเพื่อให้สังคมยอมรับ ในประเทศญี่ปุ่นก็มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่มีความคิดเป็นของตัวเอง รวมถึงแฟชั่นที่จัดจ้านโดดเด่น ที่คนทั่วไปเรียกเด็กเหล่านี้ว่า “แยงกี้” UNLOCKMEN สนใจเรื่องราวของกลุ่มแยงกี้และจะพาไปทำความรู้จักกับแก๊งเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นให้มากขึ้นว่าพวกเขาเป็นใคร มีแฟชั่นแบบไหน คิดอะไรอยู่ และทำไมถึงกลายเป็นคนชายขอบของสังคมญี่ปุ่น แท้จริงแล้ว “แยงกี้” คืออะไร ? แยงกี้เป็นคำที่เกิดขึ้นช่วงสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา สำหรับคนทั่วโลกเวลาเรียกแยงกี้จะหมายถึงคนอเมริกันแบบรวม คล้ายกับคำเหยียดดูหมิ่นกลาย ๆ แต่สำหรับคนอเมริกันเองจะมองว่าแยงกี้คือคำที่ใช้เรียกคนทางภาคเหนือของประเทศ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แยงกี้กลายเป็นคำเรียกของทีมเบสบอลชื่อดังของนิวยอร์ก แต่สำหรับแยงกี้ในญี่ปุ่นจะเป็นคำเรียกของนักเลง เด็กเกเรที่ต่อต้านสังคม แยงกี้สไตล์ญี่ปุ่น ความเข้าใจร่วมกันของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อคำว่า “แยงกี้” คือกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่มีวัฒนธรรมและความคิดเฉพาะตัว มีมุมมองหลายเรื่องแตกต่างกับคนอื่น ๆ ในสังคม เช่น แฟชั่น เสื้อผ้า ความชื่นชอบการ์ตูนต่อสู้ อาวุธ การแต่งรถ และค่านิยมแบบลูกผู้ชายญี่ปุ่น ตามคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมาของคนญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นของแยงกี้เกิดขึ้นในย่านอเมริกามูระ เมืองโอซาก้าปี 1960-1970 ช่วงเวลาแห่งความสูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นบอบช้ำอย่างหนักจากการแพ้สงคราม สภาวะบ้านเมืองย่ำแย่ ผู้คนอยู่ในความสับสน
ดนตรีกับสายฝนเรียกได้ว่าเป็นของคู่กัน เพราะอากาศมักส่งผลกับการฟังเพลงของเราเสมอ แน่นอนว่าวันศุกร์สิ้นเดือนแบบนี้ก็มีเพลงใหม่ ๆ จากศิลปินหลากหลายแนวถูกปล่อยออกมามากมาย มาอัปเดตกันดีกว่าว่ามีอะไรน่าเพิ่มลงเพลย์ลิสต์ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจกันบ้างในช่วงนี้ The Life – Electric Youth จะมีอะไรดีไปกว่าซินธ์ป๊อปฟุ้ง ๆ ในวันฝนพรำ นี่คือผลงานดี ๆ จากสองคู่ดูโอ้จากแคนาดาที่จะนำเอาซาวด์ดนตรีสังเคราะห์มาเปิดโลกแห่งจินตนาการของคุณ เพลงเพราะที่หูเปลี่ยนภาพให้งดงามในดวงตา เสียงเพลงของพวกเขาเรียกได้ว่าขับสีสันในจินตนาการได้เป็นอย่างดี Sad Forever – Lauv จะมีอะไรดีไปกว่าการฟังเพลงเหงา ๆ ในวันฝนพรำ อีกหนึ่งผลงานจาก Lauv ศิลปินดาวรุ่งวัย 24 ปี ที่เพิ่งจะมาทัวร์คอนเสิร์ตที่ไทยไปหยก ๆ ลองมาปล่อยตัวปล่อยใจให้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปสุดลื่นไหล พาใจลอยล่องไปในวันที่ฟ้าสีเทา Modern World – Max Jury Max Jury ศิลปินยังไม่ดังแต่ฟังดีชาวอเมริกัน จากเพลงแนวโฟล์ก, อเมริกาน่า สู่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์โซล ถึงเปลี่ยนแนวแต่ยังคงความเบาสบาย ฟังง่าย ลื่นหู แถมเสียงร้องของหนุ่ม Max ยังนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์สุด ๆ หากใครเคยฟังเพลง Numb
Brabus ค่ายแต่งรถชั้นเซียนประกาศศักดาของตัวเองอีกครั้งหลังคลอด The Brabus 800 ที่มีพื้นฐานมาจาก Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ ซึ่งสมรรถนะของมันจะถูกอัปเกรดขึ้นมามากแค่ไหนและมีส่วนใดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างมาชมกัน เริ่มต้นจากความเปลี่ยนใต้ฝากระโปรงของซึ่งเดิมทีต้นแบบอย่าง Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ มาพร้อมเครื่องยนต์ AMG ขนาด 4.0 ลิตรที่ให้กำลัง 630 แรงม้า แรงบิดที่ 800 นิวตันเมตรที่สร้างอัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 3.4 วินาที พร้อมอัตราเร่งสูงสุดที่ 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม Brabus 800 คันพัฒนายกเครื่องใหม่โดยใช้เครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo ที่ให้กำลัง 800 แรงม้า จนถูกใช้เป็นชื่อเรียกและแรงบิดที่ 737 ปอนด์-ฟุต และปรับจูนกล่อง ECU ให้มีอัตราการเร่ง 0-100 ลดลงมาเหลือ 2.9 วินาที นอกจากความแรงขุมพลังภายในแล้ว ดีไซน์ภายนอกของ Brabus 800


