เพราะความเท่าเทียมและสีผิวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องคอยระวังอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์แฟชั่นยอดนิยมอันดับ 1 (เพิ่งถูกจัดอันดับเสร็จไปหมาด ๆ ) อย่าง Gucci ก็ต้องเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน เพราะเสื้อสเว็ตเตอร์และผ้าปิดปากของแบรนด์ดันคล้ายคลึงกับการล้อเลียนชาวผิวสีในอดีต แฟชั่นที่สร้างความปั่นป่วนให้กับ Gucci ในครั้งนี้คือเสื้อสเว็ตเตอร์สีดำ Balaclava Knit Top Black ในคอลเลกชัน Fall Winter 2018 ที่เมื่อปล่อยรูปออกมาก็เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ด้วยดีไซน์ที่ต้องดึงคอเสื้อขึ้นไปปิดปากและผ้าที่อยู่พอดีกับรูปปากดันเป็นสีแดงที่ดูเหมือน Black face เหตุที่เสื้อสเว็ตเตอร์ซึ่งดูคล้ายคลึงกับ Black face สร้างผลเสียต่อกุชชีนั่นเป็นเพราะ Black face & Red lips คือสัญลักษณ์แสดงถึงช่วงเวลาแห่งการกดขี่เมื่อกว่าร้อยปีก่อนที่ห้ามคนผิวสีเล่นละครเวที แต่ถ้าเรื่องไหนมีตัวละครทาสผิวสีก็จะใช้คนผิวขาวเล่นแทนโดยการทาหน้าดำพร้อมกับทาปากแดง เป็นการแต่งหน้าล้อเลียนผู้คนผิวสีในสมัยนั้น และเมื่อใดก็ตามที่เห็นการทาหน้าดำปากแดงคนทั่วโลกโดยเฉพาะทางฝั่งยุโรปและอเมริกาก็จะรู้กันว่านี่คือการเหยียดสีผิว หลังจากที่เสื้อสเว็ตเตอร์ Balaclava Knit Top Black วางจำหน่ายช่วงปลายปึ 2018 จนถึงเดือนมกราคมปี 2019 ในราคาตัวละ 890 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 28,000 บาท โลกโซเชียลก็วิจารณ์กันอย่างร้อนแรง หลายคนมองว่าถ้าออกแบบเสื้อให้เป็นสีดำล้วนตั้งแต่แรกก็จบแล้ว แต่ดันออกแบบผ้ารอบปากให้เป็นสีแดงที่ดูจงใจเกินไป แต่แบรนด์ออกมาตอบว่าพวกเขาดีไซน์มาเพื่อสดุดี
Spoil Alert! บทความนี้มีการพูดถึงเนื้อหาสำคัญของอนิเมะบางเรื่อง ‘อนิเมะ’ หรือ ‘การ์ตูนญี่ปุ่น’ มักจะถูกตีค่าว่าเป็นสื่อเพื่อความบันเทิง เน้นความสนุกสนาน ตลกโปกฮา หรือตื่นเต้นเร้าใจเป็นหลัก แต่ถ้าใครเสพอนิเมะเป็นประจำแล้วละก็ คงรู้ดีว่าอนิเมะญี่ปุ่นไปไกลกว่านั้นมาก บางเรื่องเนื้อหาเข้มข้นตึงเครียดยิ่งกว่าภาพยนตร์คนแสดงเสียอีก อย่างที่เราเคยเห็นใน Akira (1988) ที่นำเสนอโลกดิสโทเปียผสมความ Cyberpunk ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนอดไม่ได้ที่จะคิดถึงภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner ของผู้กำกับ Ridley Scott หรือเรื่อง Perfect Blue (1997) ที่พาคนดูดำดิ่งสู่จิตใจมนุษย์ ภายใต้บรรยากาศหลอนประสาท ไม่ต่างอะไรจากภาพยนตร์เรื่อง Black Swan หรือ Suspiria แต่อนิเมะที่เราจะพูดถึงในวันนี้ไม่ได้หนักหน่วงขนาดนั้น เพียงแต่ทุกเรื่องฉาบไปด้วยความเศร้าที่แม้แต่ลูกผู้ชายอกสามศอกยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ The Tale of the Princess Kaguya (2013) ไม่เฉพาะแค่อนิเมะ แต่นี่คือภาพยนตร์ที่ทำให้เราร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต ถึงแม้หน้าหนังของ The Tale of the Princess Kaguya ที่หยิบยกเรื่องราวนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ มาเล่าจะดูเข้าถึงยาก เนื่องจากเนื้อเรื่องที่ดูโบราณ นอกจากนั้นยังเลือกวิธีการเล่าเรื่องผ่านแอนิเมชันสีน้ำที่คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นชิน แต่ในเมื่อ The Tale of the Princess Kaguya กำกับโดย อิซาโอะ
นาฬิกาหนึ่งในไอเทมที่ก้าวเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้ชายอย่างเรามากขึ้นทุกวัน เพราะในปัจจุบันมันไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์ที่สวมใส่ไว้บนข้อมือเพื่อบอกเตือนเวลาเท่านั้น แต่กลับถูกพัฒนาให้มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของผู้สวมใส่ ถ้าเรียก Smartphone ว่าอวัยวะที่ 33 ก็ต้องเรียก Smartwatch ว่าอวัยวะที่ 34 ที่ขาดไม่ได้อีกต่อไปในปัจจุบัน ด้วยไลฟ์สไตล์มากมายหลายรูปแบบของหนุ่ม ๆ แต่ละคน ก็ทำให้โจทย์ในการมองหานาฬิกาที่มีความเหมาะสมแตกต่างกันออกไป บางคนต้องการนาฬิกาที่มาพร้อมดีไซน์สวยงาม สร้างความโดดเด่นเมื่อถูกจับมาสวมใส่กับเสื้อผ้าชุดเก่ง บางคนก็อยากได้นาฬิกาที่มีฟังก์ชันครบครัน มาเป็นตัวช่วยให้กิจวัตรประจำวันที่วุ่นวายเป็นไปอย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งความแข็งแกร่งก็เป็นอีกเรื่องที่หนุ่มนักทำกิจกรรมทั้งหลายพากันมองหา แต่จะดีแค่ไหนถ้ามีนาฬิกาที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งหมดรวมเอาไว้ในเรือนเดียว เหมือนที่มีใน GARMIN Instinct เรือนนี้ GARMIN Instinct จีพีเอสสมาร์ตวอทช์ มาพร้อมดีไซน์ทันสมัยและสวยงาม ทำให้สามารถเลือกสวมใส่เข้ากับชุดทำงานได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นลุค Casual เน้นไปทางความคล่องตัวในวันลุย ๆ หรือเป็นลุค Formal ที่ต้องการความเป็นทางการในวันทำงาน แต่นอกจากความสวยงามที่เข้ากันกับสไตล์อันหลากหลายแล้ว ในเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ GARMIN Instinct เหมาะสำหรับการสวมใส่ในทุกจังหวะชีวิตคุณ A Personal Assistant For Working Hour ในทุก ๆ อิริยาบถของวันทำงาน แน่นอนว่าชีวิตในแต่ละวันของผู้ชายคนเมืองที่การจัดสรรเวลาให้ลงตัวเป็นเรื่องยาก จนทำให้ไม่มีเวลาในการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเท่าที่ควร
หนุ่มสายสตรีตที่ชอบออกตะลุยราตรีคงจะถูกใจเป็นพิเศษกับ คอลเลกชันเสื้อผ้าชุดล่าสุดที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ Atmos ร้านขายสตรีตแวร์และรองเท้าชื่อดังจากกรุงโตเกียว กับโคตรแบรนด์สปอร์ตแวร์ Nike ที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายยามค่ำคืนอย่าง “Tokyo Neon Collection” ก่อนจะปล่อยตัวอย่างของแคปซูลเสื้อผ้าและรองเท้าสีแสบชุดล่าสุดออกมา พวกเขาเรียกน้ำย่อยจากแฟน ๆ ด้วย Nike Air Max 98 ที่มาพร้อมโทนสีหลักเป็นสีดำและตกแต่งด้วยลวดลายสีส้ม เขียวและชมพูเรืองแสง กับก้อนแอร์ใส ๆ ไร้สีดึงดูดสายตา ซึ่งคาดว่าจะปล่อยออกมาในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ จากความเฟี้ยวฉายเดี่ยวที่พวกเราตามหา ล่าสุดเขามาเฉลยว่าเจ้านี่มันคือหนึ่งในไอเทมจากคอลเลกชัน “Tokyo Neon Collection” ชุดปัจจุบัน ที่มาพร้อมรองเท้าโมเดล Iconic อีกคู่และเสื้อผ้าสุดไฮป์อีกจำนวนหนึ่ง คอลเลกชันนี้ได้รับการออกแบบจาก Hirofumi Kojima ซึ่งเป็น Creative Director จาก Atmos ประกอบด้วยรองเท้าที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ 2 คู่ ได้แก่ Nike Air Max 90 และ Nike Air Max 98 รวมไปถึง Short-sleeved T-shirt,
แน่นอนสำหรับผู้ชายอย่างเรา รถยนต์แต่ละคันที่ชื่นชอบและเลือกซื้อต่างก็มีในดีไซน์และสมรรถนะอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นรถยี่ห้อไหนรุ่นใดเมื่อออกจากโรงงานผลิตมาก็ล้วนอยู่ในสภาพพร้อมออกไปโลดแล่นร่วมกับเราอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันการพัฒนารถที่มีสมรรถนะสุดแรงให้โหดขึ้นกว่าเดิมก็ยังคงเป็นกฎเหล็กที่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลาในโลกแห่งความเร็ว เหมือนอย่างที่ Hennessey ทำกับ McLaren 600LT HPE1000 คันนี้ Hennessey Performance Engineering ยังคงเป็นบริษัทนักปรับจูนรถสปอร์ตและซุปเปอร์คาร์ยักษ์ใหญ่ ที่มีผลงานโดดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำรถยนต์จากต่างค่ายโมดิฟายเพิ่มความก้าวร้าวของเครื่องยนต์และชุดแต่ง หรือแม้กระทั่งไฮเปอร์คาร์สเปคโหดในสายการผลิตของพวกเขาเอง และล่าสุดกับการจับ McLaren 600LT เจ้าของฉายา LongTail มายัดแรงม้าเพิ่มเข้าไปที่ 400 ตัวด้วยชุดแต่ง HPE1000 โดย McLaren 600LT ที่ได้รับจากปรับแต่งจาก Hennessey มาก่อนหน้านี้แบ่งออกเป็น 2 ตัว คือ ชุดแต่ง HPE700 ที่มาพร้อมพลัง 708 แรงม้า สูงสุดที่ 7,500 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 ใน 2.6 วินาทีสูงสุดที่ 223 กิโลเมตร/ชั่วโมง และชุดแต่ง HPE700 ที่มาในขุมกำลัง 805
เพราะสหรัฐอเมริกาคือประเทศมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุด ทำให้ทุก ๆ อย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวผู้นำแห่งสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องจับตามองไปทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด วาทะศิลป์ แฟชั่น ไม่เว้นแม้แต่เครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีอย่าง Air Force One ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องบินที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดีที่สุดในโลกก็เป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจ เครื่องบินประจำตำแหน่งลำแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1910 สมัย ทีโอดอร์ รูสเวลต์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเป็นแค่เครื่องบินขนาดเล็กธรรมดาที่ไม่ได้หรูหราเหมือนปัจจุบัน ต่อมาก็เริ่มมีการพัฒนาเครื่องบินโดยสารที่มีห้องทำงานในสมัยของประธานาธิบดีแฟรงกลิน เดลาโน โรสเวลต์ เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีประธานาธิบดีก็เปลี่ยนไปหลายต่อหลายคน รุ่นของเครื่องบินประจำตำแหน่งก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัยพร้อมกับชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เช่น C-87A VIP Transport หรือ Guess Where II จนมาถึงสมัยของประธานาธิบดีดไวต์ เดวิด ไอเซนฮาวร์ เครื่องบินประจำตัวของผู้นำถูกเรียกว่า Air Force One เป็นครั้งแรกและใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในช่วงที่ โรนัลด์ เรแกนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 747 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่ง และหลังจากนั้นทำให้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวกลายมาเป็นเครื่องบินเป็นต้นแบบของ Air Force One จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามคำว่า Air Force One
ถ้าทำงานแล้วได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าหรือมีหัวหน้าที่เข้าอกเข้าใจถึงงานหนักแค่ไหนก็ยังไหว แต่นั่นไม่ใช่กับบริษัทที่มีนโยบายแบบ Black Company เพราะนอกจากจะใช้งานหนักเยี่ยงทาสแล้ว บริษัทสีดำเหล่านี้ยังจ่ายเงินค่าล่วงเวลาในจำนวนที่น้อยนิด หรือถ้าหนักขึ้นไปอีกอาจจะต้องทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างด้วยซ้ำ แถมยังต้องทำงานในวันหยุดอีกด้วย มันเกิดอะไรขึ้น ? แล้วทำไมเหล่ามนุษย์เงินเดือนเหล่านั้นถึงยังต้องยอมทนอยู่ ? ในช่วงสมัยที่ยากูซ่ายังมีอยู่ทั่วทั้งญี่ปุ่น ยากูซ่าเหล่านี้จะเปิดบริษัทเพื่อวัตถุประสงค์หลายอย่างไม่ว่าจะการสร้างช่องทางเป็นแหล่งรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงแก๊งของตัวเอง หรือมีไว้เพื่อบังหน้าจากการทำธุรกิจใต้ดินผิดกฎหมาย ทำให้ในสมัยก่อนบริษัทของยากูซ่าเหล่านี้จะถูกเรียกกันว่า Black Company อย่างไรก็ตาม บริษัทสีดำที่ว่าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกเฉพาะกับธุรกิจของเหล่ายากูซ่าอีกต่อไป แต่มันหมายถึงสำนักงานต่าง ๆ ทั่วเกาะญี่ปุ่นที่ใช้แรงงานพนักงานกินเงินเดือนเยี่ยงทาสอีกด้วย Black company (ブラック企業 burakku kigyō) บริษัทสุดโหดที่ชอบใช้งานพนักงานมากเกินความจำเป็น และมักเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในสายครีเอทีฟและสายบันเทิงอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร บริษัทผลิตเกม และรายการทีวีช่องต่าง ๆ ปัจจุบันบริษัทสีดำในญี่ปุ่นเหล่านี้ก็ขยายวงไปยังวงการอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว นอกจากรายได้อันน้อยนิดกับการทำงานล่วงเวลาที่หนักหน่วง อีกหนึ่งสิ่งที่ตามมาและพบเห็นได้บ่อยครั้งในบริษัทประเภท Black Company คือเรื่องของ power harassment หรือการกดขี่ กดดัน ข่มขู่พนักงานไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเหล่าลูกน้องในบริษัทสีดำเหล่านี้จะต้องน้อมรับแต่โดยดี ห้ามเรียกร้องหรือคัดค้านอะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่เพียงแค่ความกดดันหรือการข่มขู่เท่านั้น เพราะในบางครั้งพนักงานที่เป็นผู้หญิงก็มักจะโดน sexual harassment หรือการล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศอยู่บ่อยครั้ง การกล่าวอ้างนี้ก็ไม่ได้เขียนขึ้นลอย
ไม่ว่าคุณจะคุ้นเคยกับ Ben Affleck ในบทบาท Batman, ตัวแสบจาก Armageddon หรือมันสมองของเรื่องจาก Argo ทั้งหมดนั้นล้วนคือผลงานที่ผ่านมาจากความสามารถของเขา ที่กล้าเสี่ยงลงมือรับหน้าที่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง มาทำความรู้จักกับพ่อหนุ่มหน้านิ่งคนนี้ให้มากขึ้น เพราะชีวิตเขาแม่งโลดโผนกว่าที่พวกเราคิดไว้มากเหมือนกัน เพราะรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร นักแสดงสัญชาติอเมริกันที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ทั้งในบทบาทนักแสดงและผู้กำกับ แม้จะมีบ้านเกิดอยู่ที่ California แต่เขามาเติบโตที่รัฐติดทะเลอย่าง Massachusetts เขาเติบโตมาในครอบครัวธรรมดา มีพ่อแม่ทำอาชีพธรรมดาเหมือนชนชั้นกลางทั่วไป โดยมีเพื่อนซี้สายเลือดเดียวกันอย่าง Casey Affleck น้องชายที่อายุน้อยกว่าเขา 3 ปี ซึ่งเป็นนักแสดงเช่นเดียวกัน ชีวิตของบางคน อาจต้องใช้เวลาตกตะกอน ตัดสินใจ ในการเลือกทางเดินให้กับตัวเอง แต่ไม่ใช่สำหรับ Ben Affleck เขารู้ตัวมาตั้งแต่จำความได้ว่าต้องการเป็นนักแสดง และเขาก็ลงมือทำมันอย่างไม่ต้องรั้งรออะไร งานแสดงแรกของเขาเป็นโฆษณา Burger King หลังจากนั้นก็เป็นตัวประกอบในละครทีวีเรื่อยมา อย่าง The Voyage of the Mimi (1984) และนั่นคือช่วงเวลาเดียวกันที่เขาพบกับเพื่อนรักตลอดกาลอย่าง Matt Damon ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ รุดหน้าอย่างรวดเร็ว พวกเขามีกิจกรรมร่วมกันทั้งกีฬาและคลาสการแสดง ผลงานของเขาเรียกว่ารุ่งโรจน์ตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่นเลยก็ว่าได้ แม้จะไม่ได้ดังพลุแตก
การเลือกตั้งในประเทศกำลังใกล้เข้ามาทุกที ไทยเราห่างหายจากการเลือกตั้งไปเกือบ 5 ปี หลังจากรัฐประหารเมื่อปี 2557 ดังนั้นก่อนที่จะเข้าคูหากาเบอร์พรรคที่ตัวเองชื่นชอบ UNLOCKMEN จะพาไปดูเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างฟิลิปปินส์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจของการต่อสู้ทางการเมือง เรื่องราวที่ยาวนานและยืดเยื้อเริ่มต้นขึ้นเมื่อ เฟอร์ดินานด์ เอ็มมานูเอล มาร์กอส ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ดำรงตำแหน่งเป็นเวลาเกือบ 21 ปี (1965-1986) เขาสร้างชื่อจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะความร้อนแรงและอุดมการณ์อันเต็มเปี่ยมในการต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่น เมื่อเขาตัดสินใจเล่นการเมือง ชื่อเสียงตั้งแต่ช่วงสงครามโลกของเขารวมถึงนโยบายต่าง ๆ ของพรรคสามารถซื้อใจชาวรากหญ้าและชนชั้นกลางทำให้มาร์กอสชนะการเลือกตั้งในปี 1965 และดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ แรกเริ่มเดิมทีเหมือนทุกอย่างจะดำเดินไปได้ด้วยดี แต่แล้วกลับไม่เป็นอย่างที่ชาวฟิลิปปินส์คาดคิด เมื่อมาร์กอสดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ต่าง ๆ สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและกลุ่มพรรคพวก อีกทั้งนโยบายประชานิยมของเขาจะต้องยืมเงินมาจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศมีหนี้สินจำนวนมาก เมื่อได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สอง มาร์กอสได้ประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972 รวบอำนาจทั้งหมดมาไว้ในมือ เปลี่ยนเป็นผู้นำเผด็จการที่ทำให้ทั้งนักข่าว สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ วุฒิสมาชิกถูกจำกัดเสรีภาพด้วยกฎอัยการศึกและถูกจับตาอยู่ตลอดเวลา สำนักข่าวที่เห็นต่างถูกปิดตัวลงโดยอ้างว่าถ้าสื่อมีเสรีภาพมากเกินไปจะทำให้อำนาจกระบวนการสร้างชาติไม่สามารถดำเนินไปได้ ไม่ว่าจะเป็นสภา ทหาร ไฟฟ้า น้ำมัน สื่อสิ่งพิมพ์ ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ความดูแลของบริษัทเครือข่ายพรรคพวกของประธานาธิบดี เขายังวางแผนที่จะอยู่ในอำนาจยาว ๆ โดยในช่วงเวลาที่มาร์กอสดำรงตำแหน่ง ธนาคารโลกได้เปิดเผยว่าฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในเอเชียจากเดิมราว 2,670
หลังจากที่เมื่อคืนปาร์ตี้อย่างหนักหน่วงจนไม่รู้ว่าภาพตัดไปตอนไหน เมื่อคุณฟื้นขึ้นมาบนเตียง หลังจากตั้งสติได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน สิ่งที่ตามมาแน่นอนคืออาการเมาค้างปวดหัว หรือที่ภาษานักดื่มเรียกว่า ‘แฮ้ง’ ส่วนจะปวดมากปวดน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่กระดกเข้าไปเมื่อคืน อาการแฮ้งคือปัญหาที่อยู่คู่กับบรรดานักดื่มมาอย่างยาวนาน เป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่มีใครตอบได้จริง ๆ ว่าบรรเทาด้วยวิธีไหนได้ผลที่สุด แต่ละคนก็มีวิธีแก้แฮ้งแตกต่างกันไปตามที่เรียนรู้จากประสบการณ์ -ทันทีที่ตื่นให้กระดกเพิ่มอีก 1 ช็อตหรือดื่มเบียร์ 1 ขวด เพื่อถอน -ดื่มน้ำหวานต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำอัดลม -ทานข้าวต้มหรือซุปร้อน ๆ -อาบน้ำอุ่น เหล่านี้คือวิธีแก้แฮ้งที่เราได้ยินกันมานาน และเชื่อว่าหลายคนคงเคยลองทำตาม แต่วันนี้เรามีวิธีที่แปลกใหม่มานำเสนอ เป็นคำแนะนำจากปากมืออาชีพที่ถูกรายล้อมด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดเวลาอย่าง ‘บาร์เทนเดอร์’ นั่นเอง โดยข้อมูลทั้งหมดเรารวบรวมมาจาก Rooster Magazine ส่วนจะได้ผลหรือไม่นั้น ต้องลองดู “ก่อนนอนผมพยายามดื่มน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การขาดน้ำเป็นสิ่งอันตราย และเมื่อผมตื่นขึ้นมา อาหารเช้าจะเป็นกาแฟดำและขนมปังอะโวคาโด เท่านี้ผมก็สามารถเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ถ้าผมไม่ทำเช่นนี้ล่ะก็ ตลอดทั้งวันผมจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย -Shawn Campbell, Bartender “แน่นอนว่าต้องพยายามดื่มน้ำให้มากที่สุด และบังคับตัวเองให้ออกกำลังกาย ผมชอบที่จะฝึกมวย, โยคะร้อนหรือบางครั้งก็วิ่ง เมื่อเหงื่อออกสารเอนโดรฟินก็จะหลั่ง และมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น” -Jim Kenyon, Bartender “Latkes (แพนเค้กมันฝรั่งแบบปราศจากกลูเตน ไข่และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ)” -Alex Jump, Bartender/Bar Manager “วิธีที่ผมชอบคือดื่มน้ำหนึ่งขวดก่อนนอนตามด้วยยาแอสไพรินสองเม็ดและเมื่อตื่นมาผมมักจะดื่มเบียร์เป็นอย่างแรก


