Game Of Thrones ถือเป็นซีรีส์ที่มาแรงที่สุดแห่งยุคด้วยจำนวนทั้งหมด 8 ซีซั่น เป็นเวลากว่า 8 ปี และปีนี้ก็ดำเนินมาถึงบทสรุปสุดท้ายของเรื่องราวอันแสนยาวนานแล้ว ทำให้สารพัดแบรนด์ไม่ว่าจะแบรนด์แฟชั่น เครื่องดื่ม ไปจนถึงเครื่องดนตรีต่างก็นำเรื่องราวของมหากาพย์ GOT มาประดับไว้บนผลงาน แบรนด์ Fender ถือว่าเป็นผู้ผลิตกีตาร์สัญชาติอเมริกาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครั้งนี้ Fender ไม่รอช้าจับมือกับ D.B. Weiss หนึ่งในทีมโปรดิวเซอร์ซีรีส์เพื่อดึงเรื่องราวของ 3 ตระกูลใหญ่แห่งดินแดนเวสเทอรอสจากเรื่อง Game Of Thrones มาอยู่บนกีตาร์คอลเลกชันพิเศษ HOUSE STARK (TELECASTER) Stark ตระกูลใหญ่จากแดนเหนือที่มีสัญลักษณ์ประจำตระกูลสุดเท่อย่างหมาป่าไดร์วูฟ ตระกูลผู้เป็นเจ้าของวลี “Winter is Coming” ที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง แถมยังโดดเด่นด้วยเครื่องแต่งกายและนัยน์ตาสีเทา จึงทำให้กีตาร์ทรง Telecaster ที่เป็นรุ่นแรก ๆ ของแบรนด์ Fender ถูกออกแบบให้มีสีเทาด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นลวดลายบนตัวกีตาร์ถูกออกแบบให้คล้ายกับแผ่นไม้ พร้อมสลักหมาป่าไดร์วูฟเอาไว้ตรงกลาง และวางจำหน่ายในราคา 25,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 800,000
Casio ถือว่าทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็น G-Shock คอลเลกชัน Gundam หรือนาฬิกาที่รับแรงบันดาลใจจากสายรุ้ง และครั้งนี้ในงานนาฬิการะดับโลก Baselworld 2019 ที่ผ่านมา Casio ก็ยังเรียกเสียงฮือฮาอย่างต่อเนื่องด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของซามูไร คล้ายกับว่าเป็นธรรมเนียมไปแล้วสำหรับ Casio กับงาน Baseworld เพราะในปี 2017 และ 2018 เปิดตัวนาฬิกา G-Shock ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีให้เข้ากับวัฒนธรรมสไตล์ญี่ปุ่นรหัส MRG G2000HA-1A ที่นำขั้นตอนการผลิตดาบของ Biho Asano ช่างตีดาบรุ่นที่สามของตระกูลผู้ผลิตดาบซามูไรมาปรับใช้สำหรับผลิตนาฬิกาข้อมือ ทำให้ราคาพุ่งสูงเกือบสามแสนบาท สำหรับ G-Shock MR-G ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของซามูไรในปี 2019 ก็เรียกความสนใจของเหล่าผู้ชื่นชอบนาฬิกาได้เป็นอย่างดี โดยรุ่นรหัส MRG G2000G-1A จะใช้สีหลักคือสีม่วง ผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกับไทเทเนียมและทำให้พื้นผิวของโลหะเป็นลายเฉพาะตัว จากนั้นชุบด้วย AIP (Arc lon Plating) ซึ่งเป็นการเคลือบผิวแบบเดียวกับเครื่องบินเจ็ต ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีล หน้าปัดนาฬิกาจะใช้โทนสีเข้มเป็นหลัก จากนั้นใช้สีแดง-ขาว แบบเดียวกับที่อยู่บนธงชาติญี่ปุ่นแต้มตรงขอบ ขีดบอกเวลา และเข็มวินาที โดดเด่นด้วยสีแดงสดให้ง่ายต่อการดูเวลา กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทนทานต่อรอยขีดข่วน
สภาพแวดล้อมการทำงานปัจจุบันนั้นแตกต่างจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ดิจิทัลเอเจนซี่และสตาร์ตอัพค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดความสำเร็จไปทีละขั้น ในขณะที่มีบริษัทใหม่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดก็ทำเอาโฮมออฟฟิศทวีความนิยมเพิ่มขึ้นตามมา ยิ่งไปกว่านั้นหลากหลายบริษัทเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับออฟฟิศแบบเปิดโล่งโดยหวังจะสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับพนักงาน เติมรสชาติความสนิทสนมและนำไปสู่บรรยากาศการทำงานที่ราบรื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วออฟฟิศแบบโล่ง ๆ มันดีจริงเหรอ? ถ้าเราจะบอกว่าออฟฟิศแบบเปิดโล่งก็ส่งผลเสียไม่น้อยต่อคนทำงานอย่างเรา ๆ ล่ะ? ออฟฟิศเปิดโล่งไม่ได้ดีเสมอไป จริงอยู่ที่การทำงานในออฟฟิศเปิดโล่งทำให้เราได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ระดมความคิด และช่วยลดความเคร่งเครียดในการทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใครหลายคนก็ต้องการใช้สมาธิเหมือนกัน บ่อยครั้งที่จะจดจ่ออยู่กับงาน ก็มักจะมีอะไรมาคอยกวนใจอยู่เสมอ มีงานวิจัยเผยว่าพนักงานต้องเสียเวลากว่า 28% จากการหยุดชะงักและถูกรบกวนในขณะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงหัวเราะ เสียงเอะอะโวยวาย หรือแม้แต่เสียงของเพื่อนข้าง ๆ ที่ชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ ไม่เพียงแต่จะลิดรอนความกระตือรือร้นในการทำงาน แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย Dorota Węziak-Białowolska, Zhao Dong และ Eileen McNeely 3 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสำรวจพนักงาน 456 คน ที่ทำงานในบริษัทสถาปัตยกรรม 20 แห่งของสหรัฐฯ แล้วได้ข้อสรุปว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบทำงานในออฟฟิศแบบเปิดโล่ง เพราะขาดความเป็นส่วนตัว เหมือนถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์ มิหนำซ้ำเสียงจากการพูดคุยก็ยิ่งทำให้รู้สึกประสาทเสียและทำให้ความสามารถในการทำงานถดถอย จะเป็นอย่างไร ถ้าในออฟฟิศมีพื้นที่ส่วนตัว Foster + Partners บริษัทชั้นนำด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการออกแบบสถาปัตยกรรม
สุนัขพันธุ์ชิบะจากเกาะญี่ปุ่นถือเป็นเจ้าหมาหน้าแหลมขวัญใจของใครหลายคน ด้วยความน่ารักของชิบะนี้เองที่ทำให้แบรนด์ดังอย่าง Nike เกิดไอเดียคอลเลกชันพิเศษต้อนรับซัมเมอร์ร่วมกับสุนัขนายแบบ Bodhi ที่ทั้งเท่และน่ารักไปพร้อมกัน Bodhi หรือ The Menswear Dog สุนัขพันธุ์ชิบะที่อาศัยอยู่ในมหานครนิวยอร์กเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อ 2013 เพราะเจ้าของสุนัขเกิดไอเดียสนุก ๆ จับ Bodhi มาแต่งตัวหล่อพร้อมกับสไตล์แฟชั่นสุดเท่และถ่ายรูปลง Instagram จนคนพูดถึงเป็นวงกว้าง หลังจากสร้างชื่อเสียงบนโลกโซเชียล หมาชิบะชื่อดังก็มีงานถ่ายแบบเข้ามาไม่ขาดสาย เป็นนายแบบเสื้อผ้าให้กับหลายแบรนด์ทั้ง Coach, Todd Snyder, Salvatore Ferragamo และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากแบรนด์แฟชั่นนั้นนำแล้ว Bodhi ยังรับงานถ่ายรูปให้กับนิตยสารแฟชั่น สามารถสร้างรายได้ให้ตัวเองต่อเดือนกว่า 15,000 เหรียญ หรือประมาณ 506,000 บาทต่อเดือน เรียกได้ว่าค่าตัวแพงกว่านายแบบบางคนเสียอีก แถมยังมีผู้ติดตามใน Instagram มากกว่าสามแสนคนแล้วด้วย คอลเลกชันพิเศษของ Nike และ Bodhi ครั้งนี้จะประกอบไปด้วยเสื้อยืดคอกลมสองตัว ต้อนรับซัมเมอร์ที่สดใสด้วยเนื้อผ้าฝ้าย เสื้อตัวแรกพิมพ์ลายอยู่ตรงกลางมีเจ้าหมาชิบะอยู่บนพื้นหลังภาพสีส้มคล้ายกับพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน โดย Bodhi จะสวมแว่นกันแดดกับเสื้อเชิ้ตคอปกสีดำลายดอกไม้ แสดงให้เห็นถึงแฟชั่นฤดูร้อนริมชายหาด แถมเสื้อยืดด้านในที่ Bodhi ใส่อยู่ก็มีสัญลักษณ์ของ Nike ที่มองเห็นอย่างเด่นชัดอีกด้วย ส่วนเสื้ออีกตัวจะมีหน้าของ
“HAMILTON PREVIEW 2019” งานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่รวบรวมเรือนเวลากว่า 30 เรือน ที่จะวางจำหน่ายภายในปีนี้จัดให้ได้ชมอก่อนใคร ภายใต้คอนเซปต์ “At the Heart of Cinema” รวมถึงนาฬิกาหลายรุ่นสุดคลาสสิคที่ถูกสวมใส่ในภาพยนต์ชื่อดังมากมาย โดยมีไฮไลท์อย่าง Khaki Field Murph จากภาพยนตร์สุดล้ำระดับบล็อคบัสเตอร์อย่าง Interstellar และ Ventura Skeleton ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Spider–Man Homecoming รวมไปถึง Ventura รุ่นคลาสสิคที่ถูกสวมใส่ใน MIB International ที่จะเข้าฉายในเดือนมิถุนายนนี้อีกด้วยพร้อมคอนเสิร์ตเพลงแจ๊สสุดคลาสสิกสะท้อนถึงความงดงามเหนือกาลเวลาของนาฬิกาจาก Hamilton ที่ครองใจผู้คนมาทุกยุคทุกสมัยท่ามกลางวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนราม่า เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองปีแห่งภาพยนตร์ซึ่งแบรนด์ Hamilton ถูกเรียกได้ว่า Hollywood watch จากการมีส่วนร่วมในภาพยนตร์มามากกว่า 450 เรื่อง และส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซที่มี ‘เวลา’ เป็นตัวเดินเรื่องสำคัญ โดยมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1951 จากภาพยนตร์เรื่อง The Frogmen ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วย รวมไปถึงภาพยนตร์ชื่อดังอีกมากมาย อาทิ 2001:
ศิลปะตะวันออกถือเป็นเทคนิคงานศิลป์ที่ทั่วโลกต่างยอมรับ ผลงานของแต่ละพื้นที่ในทวีปเอเชียก็จะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป เช่นการวาดภาพสไตล์ญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์และมักถูกหยิบมาปรับให้เข้ากับแฟชั่นปัจจุบันบ่อยครั้งโดยครั้งนี้งานเส้นแบบอูกิโยะจะมาอยู่บนรองเท้าผ้าใบ Flying Hawk Studio ที่ขึ้นชื่อเรื่องงานรองเท้าทำมือร่วมมือกับ Simple Union แบรนด์แฟชั่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 และมักจะสร้างสรรค์ผลงานเครื่องหนังและสินค้าทำมือ ทั้งสองได้ดีไซน์ลวดลายของ Air Force 1 ของแบรนด์ดังอย่าง Nike ที่ใส่สไตล์ตะวันออกของเกาะญี่ปุ่นมาเต็มเปี่ยม รองเท้าคู่นี้มีชื่อเท่ ๆ ว่า Nike Air Force 1 “Ukiyo-E” รู้จักกันว่าภาพอูกิโยะ มีความหมายว่าโลกที่มีแต่ความทุกข์ หรือถ้าอ่านตามภาษาจีนจะเป็นโลกนี้ไม่เที่ยง เป็นศิลปะญี่ปุ่นช่วงเอโดะเน้นบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชนชั้นกลางไปจนถึงประวัติศาสตร์ เรื่องราวในราชสำนัก และศาสนา และวางขายในราคาที่ชนชั้นกลางสามารถจับต้องได้ ทั้งสองข้างจะมีจุดเด่นด้วยวงกลมสีแดงขนาดใหญ่แต้มสีทับ Swoosh สัญลักษณ์ของแบรนด์ Nike ตัวแทนของธงชาติญี่ปุ่น โดยรองเท้าข้างซ้ายมีลวดลายของเกลียวคลื่นแบบผลงานภาพพิมพ์แกะไม้คลื่นยักษ์นอกฝั่งคะนะงะวะของ คาสึชิกะ โฮะกุไซ ศิลปะชื่อก้องโลกแห่งศตวรรษที่ 19 แสดงถึงการบรรจบกันของศิลปะญี่ปุ่นและตะวันตกโดยทาง Simple Union และ Flying Hawk ก็ไม่ลืมภูเขาไฟฟูจิที่เป็นฉากหลังของผลงานมาไว้บนรองเท้าด้วยเช่นกัน ส่วนลวดลายทางด้านขวาถูกแต่งแต้มด้วยก้อนเมฆสุดคลาสสิกสีฟ้าสดใส มีทั้งสีน้ำเงินเข้มไปจนถึงสีฟ้าอ่อนที่อยู่บน Swoosh ส่วนด้านหน้าตรงบริเวณเชือกสร้างเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครด้วยศิลปะแบบญี่ปุ่นอันเลื่องชื่อ
คอลเลกชันฉลองครบรอบ 25 ปีของสุดยอดแบรนด์สตรีตอย่าง Supreme ฮอตตามคาดเพราะถูกหิ้วไปเกลี้ยงร้านหลังวางขายเพียงไม่กี่วัน แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือการมีมือดีนำเอาแคปซูลดังกล่าวออกมารีเซลล์ในราคาพุ่งกระฉูดขึ้นจากป้ายราคาไปอีกหลายเท่าตัว หลังจากเปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 1994 จนปัจจุบันกลายเป็นแบรนด์สเก็ตบอร์ดที่หนุ่ม ๆ ทั่วโลกต่างอยากหามาไว้ในครอบครอง ก่อนขยายสาขาออกไปมากถึง 11 สาขาทั่วทุกมุมโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและในทวีปยุโรป ล่าสุดพวกเขาฉลองครบรอบวัยเบญจเพสของตัวเองด้วยคอลเลกชันพิเศษที่ได้ Swarovski มาร่วมออกแบบและตกแต่ง Logo Box ด้วยคริสตัล ก่อนจะแปะลงบนไอเทมอย่าง T-Shirt Sweatshirt และ Hoodie โดยทั้งหมดขายเกลี้ยงสต็อกภายในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น แน่นอนว่า T-Shirt ที่ประดับด้วยคริสตัล 1,161 เม็ดในราคาป้าย 398 ดอลลาร์สหรัฐ (12,700 บาท) และ Hoodie ประดับด้วยคริสตัล 1,201 เม็ดในราคา 598 ดอลลาร์สหรัฐ (19,140 บาท) ก็เป็นราคาที่สูงมากอยู่แล้วสำหรับเสื้อผ้าสักชิ้น แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น Supreme แถมยังเป็น Logo Box รุ่นพิเศษที่ถูกแต่งอย่างสวยงาม ทำให้ไม่นานก็มีหนุ่มหัวใสนำพวกมันออกมา
“คิดจะพัก คิดถึงสีฟ้า” ประโยคนี้ไม่ใช่ประโยคโฆษณาร้านอาหารอีกต่อไป แต่เรากำลังหมายถึง “สีฟ้า” ที่เป็นสีจริง ๆ เพราะ G.F. Smith. บริษัทผลิตกระดาษเขาเพิ่งประกาศให้สีฟ้าเฉด “Navy Blue” เป็นสีที่สร้างอารมณ์ผ่อนคลายมากที่สุดในโลกรองจาก เทอร์ควอยส์ และสีชมพู ความจริงที่ว่าสีสัมพันธ์กับอารมณ์ พูดไปแล้วฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา ใครก็คงรู้ เพราะถ้าเข้าคลาสศิลปะเขาก็สอนเรื่องทฤษฎีสีมานานแล้วว่า สีแบ่งเป็นสีร้อน สีเย็น โทนสีเย็นก็เป็นสีที่ทำให้ผ่อนคลาย เหมาะจะเอามาตกแต่งบ้าน แต่ภายในกลุ่มสีเย็นก็มีอีกหลายสี ทั้งเขียว น้ำเงิน หรือม่วงและเหลืองที่อยู่ในโทนสีกลางระหว่างสองฝั่ง แต่สีไหนล่ะที่ทำให้เราผ่อนคลายที่สุด เรื่องนี้เรายังไม่เคยเห็นใครลุกมาวิจัยหาเฉดสีกันจริงจัง G.F. Smith. ร่วมมือกับ University of Sussex ค้นหาเฉดสีที่ให้ความสงบผ่อนคลายกับมนุษย์มากที่สุด โดยกำหนดผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยครั้งนี้ไว้มากกว่า 26,000 คนจากหลายประเทศ ทำแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่สัมพันธ์กับสีที่มองเห็น ด้วยการสอบถามเกี่ยวกับสีที่พวกเขาชื่นชอบ อย่างเช่น เราชอบสีขาว เขาก็จะทำแบบสอบถามรื้อหาเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบมันและรู้สึกอย่างไรกับมัน Anna Franklin ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก University of Sussex กล่าวถึงการวิจัยว่าสีมักสัมพันธ์กับอารมณ์ เชื่อมโยงกับความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้อื่น ๆ อย่างความสงบ
ไม่ได้เป็นเพียงเรือนเวลาที่ถูกพัฒนามาจากรุ่นก่อน หรือเป็นโมเดลที่เผยโฉมประจำปีเท่านั้น แต่นี่…คือการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของ โอเดอมาร์ ปิเกต์ กับการเปิดตัวไลน์อัพใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้คอลเลคชั่นที่ชื่อว่า “CODE 11.59” โดยคำว่า “CODE” มาจากการนำตัวอักษรย่อของคำว่า Challenge, Own, Dare, Evolve ที่ล้วนแต่เป็นดีเอ็นเอหลักของแบรนด์มาเรียงใหม่จนเกิดเป็นรหัสที่สื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่ 11.59 คือเลขนาทีสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่วันใหม่ ซึ่งเปรียบได้ดั่งแบรนด์ที่เป็นผู้นำเกมอยู่หนึ่งก้าวเสมอ สิ่งที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้ จะทำให้คุณประหลาดใจ “ที่โอเดอมาร์ ปิเกต์ เราแข่งขันกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อก้าวผ่านขีดจำกัดทางด้านหัตถศิลป์ โดยหยิบจิตวิญญาณอันเป็นอิสระ ตลอดจนความเคารพอย่างสูงส่งต่อประเพณีดั้งเดิม ความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด และความมุ่งหวังในการรังสรรค์นวัตกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความแม่นยำและความคิดสร้างสรรค์ มาเป็นแรงขับเคลื่อน” จัสมิน โอเดอมาร์ ประธานกรรมการบริษัท Challenge : ท้าทายต่อขีดจำกัดทางด้านหัตถศิลป์ บนเส้นทางประวัติศาสตร์กว่า 144 ปี โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้ฝึกฝนช่างฝีมือผู้มากพรสวรรค์เพื่อส่งต่อทักษะงานฝีมือชั้นสูงและเทคนิคในการประดิษฐ์นาฬิกาตามประเพณีที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในขณะเดียวกันก็ผลักดันนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เชิงสุนทรียศาสตร์ให้ขยายขอบเขตออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง Own: มรดกตกทอด กล่าวได้ว่าโอเดอมาร์ ปิเกต์เป็นบริษัทประดิษฐ์นาฬิกาชั้นเลิศที่เก่าแก่ที่สุดเพียงแห่งเดียวที่ยังคงอยู่ในความครอบครองของตระกูลผู้ก่อตั้ง นอกจากจะอุทิศตนเพื่อรักษามรดกตกทอดและแรงขับเคลื่อนที่ส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน รวมถึงเทคนิคหัตถศิลป์เก่าแก่และนวัตกรรมที่ล้ำยุคไม่เหมือนใครแล้ว แบรนด์ยังเดินหน้าผลิตเรือนเวลาที่ผสานศาสตร์และศิลป์แห่งความเชี่ยวชาญไว้ในทุกรายละเอียด นอกจากนี้ยังคำนึงถึงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดนิยามใหม่ๆในรูปแบบงานศิลป์อีกด้วย อาทิ ภาพถ่ายอินฟราเรด ของหุบเขาวัลเลย์
สำหรับคนช่างเลือกและมีสไตล์ที่แตกต่าง การเลือกแฟชั่นไอเท็มอย่าง ‘นาฬิกา’ เรือนโปรดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งที่เลือกไม่ใช่เพียงแค่เครื่องบอกเวลา แต่ต้องแสดงตัวตนของผู้สวมใส่ Maurice Lacroix (มอริส ลาครัวซ์) เข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้ชายยุคนี้ที่ช่างเลือกแถมยังมีกิจกรรมเยอะ ทั้งทำงาน นัดประชุม เข้ายิม ออกกำลังกาย รวมไปถึงแต่งตัวเสริมหล่อต่อที่เที่ยวกับก๊วนเพื่อนซี้ Maurice Lacroix เลยขอส่งตรงเรือนเวลาข้อมือคุณภาพ คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด 4 รุ่น ได้แก่ AIKON Venturer, AIKON All Black, AIKON Automatic Chronograph และ AIKON Automatic MercuryAIKON อันได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ในยุค 1990 นำกลับมาพัฒนาตีความหมายใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนออกแบบมาให้เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ สามารถถอดเปลี่ยนสายได้สะดวกเพื่อลุคที่คุณต้องการทั้งทางการและลำลอง เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็น ชาวมิลเลนเนียลซึ่งมีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเองและชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันการพัฒนากลไกของนาฬิกาก็ยังเน้นนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งลูกเล่นที่บ่งบอกถึงศาสตร์ของการทำนาฬิกาแบบสวิสที่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งเสมอ เราขอแนะนำสำหรับหนุ่มนักกีฬาและรักการผจญภัย เลือกสวมนาฬิกา Maurice Lacroix รุ่น AIKON Venturer (ไอคอน
ในวงการแฟชั่นที่เราได้เห็นสูตรสำเร็จของการ collaboration ในฐานะ Creative Parter ที่ผสมผสาน Music and Street Fashion culture เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Kanye x Adidas, Rihanna x Puma, Kendrick Lamar x Reebok ก็คงไม่แปลกที่่วันนึงจะถึงตาของยานแม่รุ่นใหญ่อย่าง Beyonce’ ที่จะได้สวมหมวกแสดงฝีมือด้าน Creative บนเวทีแฟชั่นบ้างแล้ว Beyonce’ ได้ประกาศเซ็นสัญญาร่วมงานกับ Adidas ในฐานะครีเอทีฟพาร์ทเนอร์ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างแรงบันดาลใจและเสริมพลังให้กับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ไปจนถึงผลักดันการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้โลกใบนี้ผ่านทางกีฬา และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ Beyonce’ กล่าวถึงการตัดสินใจร่วมงานกับ Adidas ในครั้งนี้ว่า “อาดิดาสประสบความสำเร็จอย่างมากในการขยายขอบเขตด้านความคิดสร้างสรรค์ เราต่างมีแนวความคิดที่เหมือน ๆ กัน ทั้งในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสังคม เราคาดหวังที่จะทำให้ Ivy Park และแบรนด์ Adidas ก้าวไปสู่ระดับโลกอย่างแท้จริง” Beyonce’ และ Adidas ถือเป็นหุ้นส่วนที่เข้ากันได้อย่างลงตัว
ภาพยนตร์ที่มาแรงและถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น Avengers: Endgame จากค่าย Marvel ที่มียอดจองตั๋วภาพยนตร์ล่วงหน้าแบบถล่มทลาย รวมถึงคะแนนวิจารณ์ชุดแรกจาก Rotten Tomato ก็อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมกว่า 90% จึงทำให้แบรนด์เครื่องกีฬาชื่อดังอย่าง Adidas ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบทสรุปมหากาพย์ซูเปอร์ฮีโร่ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน ตั้งแต่ Iron Man ภาคแรกจนถึง Avengers: Endgame ด้วยคอลเลกชันรองเท้าที่มีชื่อว่า “Heroes Among Us” การ collaboration ระหว่าง Adidas กับ Marvel ในคอลเลกชันนี้จะมีรองเท้าทั้งหมด 6 คู่ กับเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่ทั้ง 6 คน ที่มีดีไซน์แตกต่างกันไป Adidas Harden Vol. 3 “IRON MAN” Harden Vol. 3 รองเท้าผ้าใบชื่อดังที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์การเล่นของ James Hardan ชู้ตติ้งการ์ดทีม Houston Rocket กับโทนสีแดงสดตามแบบชุดเกราะ


