สุนัขพันธุ์ชิบะจากเกาะญี่ปุ่นถือเป็นเจ้าหมาหน้าแหลมขวัญใจของใครหลายคน ด้วยความน่ารักของชิบะนี้เองที่ทำให้แบรนด์ดังอย่าง Nike เกิดไอเดียคอลเลกชันพิเศษต้อนรับซัมเมอร์ร่วมกับสุนัขนายแบบ Bodhi ที่ทั้งเท่และน่ารักไปพร้อมกัน Bodhi หรือ The Menswear Dog สุนัขพันธุ์ชิบะที่อาศัยอยู่ในมหานครนิวยอร์กเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อ 2013 เพราะเจ้าของสุนัขเกิดไอเดียสนุก ๆ จับ Bodhi มาแต่งตัวหล่อพร้อมกับสไตล์แฟชั่นสุดเท่และถ่ายรูปลง Instagram จนคนพูดถึงเป็นวงกว้าง หลังจากสร้างชื่อเสียงบนโลกโซเชียล หมาชิบะชื่อดังก็มีงานถ่ายแบบเข้ามาไม่ขาดสาย เป็นนายแบบเสื้อผ้าให้กับหลายแบรนด์ทั้ง Coach, Todd Snyder, Salvatore Ferragamo และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากแบรนด์แฟชั่นนั้นนำแล้ว Bodhi ยังรับงานถ่ายรูปให้กับนิตยสารแฟชั่น สามารถสร้างรายได้ให้ตัวเองต่อเดือนกว่า 15,000 เหรียญ หรือประมาณ 506,000 บาทต่อเดือน เรียกได้ว่าค่าตัวแพงกว่านายแบบบางคนเสียอีก แถมยังมีผู้ติดตามใน Instagram มากกว่าสามแสนคนแล้วด้วย คอลเลกชันพิเศษของ Nike และ Bodhi ครั้งนี้จะประกอบไปด้วยเสื้อยืดคอกลมสองตัว ต้อนรับซัมเมอร์ที่สดใสด้วยเนื้อผ้าฝ้าย เสื้อตัวแรกพิมพ์ลายอยู่ตรงกลางมีเจ้าหมาชิบะอยู่บนพื้นหลังภาพสีส้มคล้ายกับพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน โดย Bodhi จะสวมแว่นกันแดดกับเสื้อเชิ้ตคอปกสีดำลายดอกไม้ แสดงให้เห็นถึงแฟชั่นฤดูร้อนริมชายหาด แถมเสื้อยืดด้านในที่ Bodhi ใส่อยู่ก็มีสัญลักษณ์ของ Nike ที่มองเห็นอย่างเด่นชัดอีกด้วย ส่วนเสื้ออีกตัวจะมีหน้าของ
“HAMILTON PREVIEW 2019” งานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่รวบรวมเรือนเวลากว่า 30 เรือน ที่จะวางจำหน่ายภายในปีนี้จัดให้ได้ชมอก่อนใคร ภายใต้คอนเซปต์ “At the Heart of Cinema” รวมถึงนาฬิกาหลายรุ่นสุดคลาสสิคที่ถูกสวมใส่ในภาพยนต์ชื่อดังมากมาย โดยมีไฮไลท์อย่าง Khaki Field Murph จากภาพยนตร์สุดล้ำระดับบล็อคบัสเตอร์อย่าง Interstellar และ Ventura Skeleton ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Spider–Man Homecoming รวมไปถึง Ventura รุ่นคลาสสิคที่ถูกสวมใส่ใน MIB International ที่จะเข้าฉายในเดือนมิถุนายนนี้อีกด้วยพร้อมคอนเสิร์ตเพลงแจ๊สสุดคลาสสิกสะท้อนถึงความงดงามเหนือกาลเวลาของนาฬิกาจาก Hamilton ที่ครองใจผู้คนมาทุกยุคทุกสมัยท่ามกลางวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนราม่า เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองปีแห่งภาพยนตร์ซึ่งแบรนด์ Hamilton ถูกเรียกได้ว่า Hollywood watch จากการมีส่วนร่วมในภาพยนตร์มามากกว่า 450 เรื่อง และส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซที่มี ‘เวลา’ เป็นตัวเดินเรื่องสำคัญ โดยมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1951 จากภาพยนตร์เรื่อง The Frogmen ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วย รวมไปถึงภาพยนตร์ชื่อดังอีกมากมาย อาทิ 2001:
คอลเลกชันฉลองครบรอบ 25 ปีของสุดยอดแบรนด์สตรีตอย่าง Supreme ฮอตตามคาดเพราะถูกหิ้วไปเกลี้ยงร้านหลังวางขายเพียงไม่กี่วัน แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือการมีมือดีนำเอาแคปซูลดังกล่าวออกมารีเซลล์ในราคาพุ่งกระฉูดขึ้นจากป้ายราคาไปอีกหลายเท่าตัว หลังจากเปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 1994 จนปัจจุบันกลายเป็นแบรนด์สเก็ตบอร์ดที่หนุ่ม ๆ ทั่วโลกต่างอยากหามาไว้ในครอบครอง ก่อนขยายสาขาออกไปมากถึง 11 สาขาทั่วทุกมุมโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและในทวีปยุโรป ล่าสุดพวกเขาฉลองครบรอบวัยเบญจเพสของตัวเองด้วยคอลเลกชันพิเศษที่ได้ Swarovski มาร่วมออกแบบและตกแต่ง Logo Box ด้วยคริสตัล ก่อนจะแปะลงบนไอเทมอย่าง T-Shirt Sweatshirt และ Hoodie โดยทั้งหมดขายเกลี้ยงสต็อกภายในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น แน่นอนว่า T-Shirt ที่ประดับด้วยคริสตัล 1,161 เม็ดในราคาป้าย 398 ดอลลาร์สหรัฐ (12,700 บาท) และ Hoodie ประดับด้วยคริสตัล 1,201 เม็ดในราคา 598 ดอลลาร์สหรัฐ (19,140 บาท) ก็เป็นราคาที่สูงมากอยู่แล้วสำหรับเสื้อผ้าสักชิ้น แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น Supreme แถมยังเป็น Logo Box รุ่นพิเศษที่ถูกแต่งอย่างสวยงาม ทำให้ไม่นานก็มีหนุ่มหัวใสนำพวกมันออกมา
“คิดจะพัก คิดถึงสีฟ้า” ประโยคนี้ไม่ใช่ประโยคโฆษณาร้านอาหารอีกต่อไป แต่เรากำลังหมายถึง “สีฟ้า” ที่เป็นสีจริง ๆ เพราะ G.F. Smith. บริษัทผลิตกระดาษเขาเพิ่งประกาศให้สีฟ้าเฉด “Navy Blue” เป็นสีที่สร้างอารมณ์ผ่อนคลายมากที่สุดในโลกรองจาก เทอร์ควอยส์ และสีชมพู ความจริงที่ว่าสีสัมพันธ์กับอารมณ์ พูดไปแล้วฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา ใครก็คงรู้ เพราะถ้าเข้าคลาสศิลปะเขาก็สอนเรื่องทฤษฎีสีมานานแล้วว่า สีแบ่งเป็นสีร้อน สีเย็น โทนสีเย็นก็เป็นสีที่ทำให้ผ่อนคลาย เหมาะจะเอามาตกแต่งบ้าน แต่ภายในกลุ่มสีเย็นก็มีอีกหลายสี ทั้งเขียว น้ำเงิน หรือม่วงและเหลืองที่อยู่ในโทนสีกลางระหว่างสองฝั่ง แต่สีไหนล่ะที่ทำให้เราผ่อนคลายที่สุด เรื่องนี้เรายังไม่เคยเห็นใครลุกมาวิจัยหาเฉดสีกันจริงจัง G.F. Smith. ร่วมมือกับ University of Sussex ค้นหาเฉดสีที่ให้ความสงบผ่อนคลายกับมนุษย์มากที่สุด โดยกำหนดผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยครั้งนี้ไว้มากกว่า 26,000 คนจากหลายประเทศ ทำแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่สัมพันธ์กับสีที่มองเห็น ด้วยการสอบถามเกี่ยวกับสีที่พวกเขาชื่นชอบ อย่างเช่น เราชอบสีขาว เขาก็จะทำแบบสอบถามรื้อหาเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบมันและรู้สึกอย่างไรกับมัน Anna Franklin ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก University of Sussex กล่าวถึงการวิจัยว่าสีมักสัมพันธ์กับอารมณ์ เชื่อมโยงกับความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้อื่น ๆ อย่างความสงบ
ไม่ได้เป็นเพียงเรือนเวลาที่ถูกพัฒนามาจากรุ่นก่อน หรือเป็นโมเดลที่เผยโฉมประจำปีเท่านั้น แต่นี่…คือการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของ โอเดอมาร์ ปิเกต์ กับการเปิดตัวไลน์อัพใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้คอลเลคชั่นที่ชื่อว่า “CODE 11.59” โดยคำว่า “CODE” มาจากการนำตัวอักษรย่อของคำว่า Challenge, Own, Dare, Evolve ที่ล้วนแต่เป็นดีเอ็นเอหลักของแบรนด์มาเรียงใหม่จนเกิดเป็นรหัสที่สื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่ 11.59 คือเลขนาทีสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่วันใหม่ ซึ่งเปรียบได้ดั่งแบรนด์ที่เป็นผู้นำเกมอยู่หนึ่งก้าวเสมอ สิ่งที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้ จะทำให้คุณประหลาดใจ “ที่โอเดอมาร์ ปิเกต์ เราแข่งขันกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อก้าวผ่านขีดจำกัดทางด้านหัตถศิลป์ โดยหยิบจิตวิญญาณอันเป็นอิสระ ตลอดจนความเคารพอย่างสูงส่งต่อประเพณีดั้งเดิม ความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด และความมุ่งหวังในการรังสรรค์นวัตกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความแม่นยำและความคิดสร้างสรรค์ มาเป็นแรงขับเคลื่อน” จัสมิน โอเดอมาร์ ประธานกรรมการบริษัท Challenge : ท้าทายต่อขีดจำกัดทางด้านหัตถศิลป์ บนเส้นทางประวัติศาสตร์กว่า 144 ปี โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้ฝึกฝนช่างฝีมือผู้มากพรสวรรค์เพื่อส่งต่อทักษะงานฝีมือชั้นสูงและเทคนิคในการประดิษฐ์นาฬิกาตามประเพณีที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในขณะเดียวกันก็ผลักดันนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เชิงสุนทรียศาสตร์ให้ขยายขอบเขตออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง Own: มรดกตกทอด กล่าวได้ว่าโอเดอมาร์ ปิเกต์เป็นบริษัทประดิษฐ์นาฬิกาชั้นเลิศที่เก่าแก่ที่สุดเพียงแห่งเดียวที่ยังคงอยู่ในความครอบครองของตระกูลผู้ก่อตั้ง นอกจากจะอุทิศตนเพื่อรักษามรดกตกทอดและแรงขับเคลื่อนที่ส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน รวมถึงเทคนิคหัตถศิลป์เก่าแก่และนวัตกรรมที่ล้ำยุคไม่เหมือนใครแล้ว แบรนด์ยังเดินหน้าผลิตเรือนเวลาที่ผสานศาสตร์และศิลป์แห่งความเชี่ยวชาญไว้ในทุกรายละเอียด นอกจากนี้ยังคำนึงถึงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดนิยามใหม่ๆในรูปแบบงานศิลป์อีกด้วย อาทิ ภาพถ่ายอินฟราเรด ของหุบเขาวัลเลย์
สำหรับคนช่างเลือกและมีสไตล์ที่แตกต่าง การเลือกแฟชั่นไอเท็มอย่าง ‘นาฬิกา’ เรือนโปรดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งที่เลือกไม่ใช่เพียงแค่เครื่องบอกเวลา แต่ต้องแสดงตัวตนของผู้สวมใส่ Maurice Lacroix (มอริส ลาครัวซ์) เข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้ชายยุคนี้ที่ช่างเลือกแถมยังมีกิจกรรมเยอะ ทั้งทำงาน นัดประชุม เข้ายิม ออกกำลังกาย รวมไปถึงแต่งตัวเสริมหล่อต่อที่เที่ยวกับก๊วนเพื่อนซี้ Maurice Lacroix เลยขอส่งตรงเรือนเวลาข้อมือคุณภาพ คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด 4 รุ่น ได้แก่ AIKON Venturer, AIKON All Black, AIKON Automatic Chronograph และ AIKON Automatic MercuryAIKON อันได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ในยุค 1990 นำกลับมาพัฒนาตีความหมายใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนออกแบบมาให้เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ สามารถถอดเปลี่ยนสายได้สะดวกเพื่อลุคที่คุณต้องการทั้งทางการและลำลอง เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็น ชาวมิลเลนเนียลซึ่งมีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเองและชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันการพัฒนากลไกของนาฬิกาก็ยังเน้นนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งลูกเล่นที่บ่งบอกถึงศาสตร์ของการทำนาฬิกาแบบสวิสที่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งเสมอ เราขอแนะนำสำหรับหนุ่มนักกีฬาและรักการผจญภัย เลือกสวมนาฬิกา Maurice Lacroix รุ่น AIKON Venturer (ไอคอน
ในวงการแฟชั่นที่เราได้เห็นสูตรสำเร็จของการ collaboration ในฐานะ Creative Parter ที่ผสมผสาน Music and Street Fashion culture เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Kanye x Adidas, Rihanna x Puma, Kendrick Lamar x Reebok ก็คงไม่แปลกที่่วันนึงจะถึงตาของยานแม่รุ่นใหญ่อย่าง Beyonce’ ที่จะได้สวมหมวกแสดงฝีมือด้าน Creative บนเวทีแฟชั่นบ้างแล้ว Beyonce’ ได้ประกาศเซ็นสัญญาร่วมงานกับ Adidas ในฐานะครีเอทีฟพาร์ทเนอร์ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างแรงบันดาลใจและเสริมพลังให้กับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ไปจนถึงผลักดันการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้โลกใบนี้ผ่านทางกีฬา และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ Beyonce’ กล่าวถึงการตัดสินใจร่วมงานกับ Adidas ในครั้งนี้ว่า “อาดิดาสประสบความสำเร็จอย่างมากในการขยายขอบเขตด้านความคิดสร้างสรรค์ เราต่างมีแนวความคิดที่เหมือน ๆ กัน ทั้งในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสังคม เราคาดหวังที่จะทำให้ Ivy Park และแบรนด์ Adidas ก้าวไปสู่ระดับโลกอย่างแท้จริง” Beyonce’ และ Adidas ถือเป็นหุ้นส่วนที่เข้ากันได้อย่างลงตัว
ภาพยนตร์ที่มาแรงและถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น Avengers: Endgame จากค่าย Marvel ที่มียอดจองตั๋วภาพยนตร์ล่วงหน้าแบบถล่มทลาย รวมถึงคะแนนวิจารณ์ชุดแรกจาก Rotten Tomato ก็อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมกว่า 90% จึงทำให้แบรนด์เครื่องกีฬาชื่อดังอย่าง Adidas ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบทสรุปมหากาพย์ซูเปอร์ฮีโร่ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน ตั้งแต่ Iron Man ภาคแรกจนถึง Avengers: Endgame ด้วยคอลเลกชันรองเท้าที่มีชื่อว่า “Heroes Among Us” การ collaboration ระหว่าง Adidas กับ Marvel ในคอลเลกชันนี้จะมีรองเท้าทั้งหมด 6 คู่ กับเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่ทั้ง 6 คน ที่มีดีไซน์แตกต่างกันไป Adidas Harden Vol. 3 “IRON MAN” Harden Vol. 3 รองเท้าผ้าใบชื่อดังที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์การเล่นของ James Hardan ชู้ตติ้งการ์ดทีม Houston Rocket กับโทนสีแดงสดตามแบบชุดเกราะ
ในช่วงนี้ดูเหมือนแบรนด์สนีกเกอร์ต่าง ๆ มักจะ Collaboration กันอยู่บ่อยครั้ง รวมถึง Vans แบรนด์รองเท้าชื่อดังที่ได้ร่วมงานกับแอปพลิเคชันสัญชาติเกาหลี Kakao และนักวาดการ์ตูน Hyunye ที่มาร่วมปลดปล่อยจินตนาการออกมาเป็นการ์ตูนลวดลายน่ารักกับ Kakao Friends ที่ขนกันมาหมดแก๊ง รองเท้าคอลเลกชันนี้จะมีตัวละครหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Muzi กระต่ายสีเหลือง Apeach ลูกพีชหัวชมพูแต่ตัวดันเป็นสีขาว Frodo หมาหน้ากวนผู้ชื่นชอบการดื่มกาแฟ Neo แมวฟ้ากับผมบ๊อบที่เป็นเอกลักษณ์ Con จระเข้ตัวจิ๋วชอบปลูกหัวไชเท้า Jay-G ถึงจะเป็นสายลับแต่กลับโดดเด่นกว่าใครด้วยผมทรง Afro ฟูฟ่องรวมถึง Tube เป็ดขี้โมโหที่พ่นไฟได้ และ Ryan สิงโตไร้แผงคอเลยทำให้มีหน้าตาเหมือนหมี รองเท้าผ้าใบลายตารางสีฟ้า-ขาว เต็มไปด้วยเรื่องราวของ Tube เจ้าเป็ดขี้กลัวพ่นไฟได้ เมื่อกลัวหรือโมโหสุดขีดจะกลายร่างสีเขียว บริเวณขอบรองเท้าสีขาวจะมีลวดลายของเป็ดอยู่ทั่ว และตรงสันรองเท้าจะมีเจ้าเป็นร่างเขียวกำลังเล่นสเกตบอร์ด ส่วนรองเท้าลายตารางอีกหนึ่งคู่จะใช้สีโทนร้อนคือส้ม-ขาว กับ Ryan สิงโตไร้แผงคอที่เป็นถึงเจ้าชายรัชทายาทของเผ่าแต่รักอิสระเลยหนีออกมาเพื่อใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ โดยลายรองเท้าทั้งสองข้างจะมีรายละเอียดที่ต่างกันโดยข้างซ้ายจะมีหน้าของ Ryan ส่วนทางด้านขวาเจ้าสิงโตตัวเล็ก ๆ แทรกอยู่ตามลายตารางหมากรุก รองเท้าผ้าใบอีกสามคู่ของคอลเลกชันนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบสีส้มที่มาพร้อมกับ Apeach ตัวละครลูกพีชหัวชมพูที่อยู่ตรงลิ้นรองเท้า กับลวดลายฟอนต์ตัวอักษรสีขาวไม่เป็นระเบียบ
เป็นเวลากว่า 20 ปี แล้วที่แบรนด์ของเล่นตัวต่อชื่อดัง Lego ร่วมงานกับภาพยนตร์อวกาศ Sci-fi Fantasy ในตำนานอย่าง Star Wars และเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองจึงทำให้ทาง Lego เผยรายละเอียดตัวต่อคอลเลกชันพิเศษและวันวางจำหน่ายของชุดตัวต่อยานอวกาศ Tantive IV ออกมาเป็นที่เรียบร้อย แฟนคลับภาพยนตร์ Star Wars จะต้องเคยเห็นยานอวกาศที่รูปทรงคล้ายกับฉลามหัวค้อนที่ชื่อว่า Tantive IV กันแน่นอน ฉากที่น่าจดจำคือการปรากฏตัวในฉากแรกของ Star Wars: A New Hope ที่ฝ่ายจักรวรรดิได้บุกเข้ามาจับตัวเจ้าหญิงเลอา คุณสมบัติของ Tantive IV สามารถทำความเร็วในชั้นบรรยากาศสูงสุด 950 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเกราะสะท้อนแบบหนา และมี Hyperdrive Class 2.0 เร็วเท่ากับยาน Star Destroyer ของฝ่ายจักรวรรดิและสร้างขึ้นโดยบริษัทเดียวกันกับยาน Millenium Falcon ของ Han Solo ยานอวกาศ Tantive IV ไม่ได้มีไว้สำหรับกองกำลังฝ่ายต่อต้านเท่านั้นแต่ทางฝั่งจักรวรรดิก็นำยานนี้ไปติดอาวุธเพิ่ม รวมถึงกลุ่มโจรสลัดอวกาศ นักลอบขนสินค้าเถื่อน
นอกจากงานออกแบบใหม่และนวัตกรรมสมัยใหม่ในรองเท้าที่ค่อยขับเคลื่อนวงการสนีกเกอร์ในพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องแล้ว มนต์เสน่ห์จากรองเท้ารุ่นเก๋าในอดีตก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชายผู้รักรองเท้าทั้งหลายหลงใหลไม่แพ้กัน ทั้งจากรูปทรง ดีไซน์ และเรื่องราวเฉพาะตัวที่มีอยู่ในรองเท้าแต่ละคู่ ย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นเวลาเดียวกันกับที่บริษัทอย่าง Apple ได้เปิดตัวคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแสดงผลแบบจอสีออกมาวางขายเป็นครั้งแรก ครั้งนั้นพวกเขาเฉลิมฉลองมันด้วยการออกแบบรองเท้าจากวัสดุหนังสีขาวล้วน ที่ตกแต่งด้วยโลโก้สีรุ้งของบริษัทไว้ในส่วนลิ้นและด้านข้างของตัวรองเท้า จากนั้นได้นำไปผลิตและแจกจ่ายให้เฉพาะในกลุ่มพนักงานของบริษัท ทำให้มันกลายเป็นแรร์สนีกเกอร์ที่ไม่เคยมีใครเคยมีโอกาสสัมผัสมาก่อน แต่ภายหลังรองเท้าคอลเลคชันนี้จำนวน 1 คู่ถูกขายต่อให้กับ BitRebels และถูกประกาศขายบนเว็บไซต์ eBay ในปี 2007 ในราคาเพียง 79 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 2,500 บาทเท่านั้น แม้รองเท้าตำนานของ Apple จะหายไปพร้อมกับ BitRebels ด้วยราคาเพียงไม่ถึง 3,000 ในยุคนั้น และเริ่มซาความนิยมในวงการสนีกเกอร์ แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา (2017) การหวนกลับมาคืนจอประมูลอีกครั้งใน Beverly Hills ด้วยสภาพสุดเนี้ยบ สะอาดหล่อและยังขาวใส ก็เด้งราคาเริ่มต้นการประมูลของมันขึ้นมาจากตอนประกาศขายใน eBay ถึง 190 เท่า (15,000$) ก่อนแย่งกันเคาะแล้วปิดลงด้วยราคาถึง 30,000$ หรือประมาณ 950,000 บาทเลยทีเดียว ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในต้นแบบรองเท้าที่คนตามหามากที่สุด จนล่าสุดมีงานออกแบบรองเท้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมันอีกด้วย
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความคิดและจินตนาการของเด็กมักสร้างสรรค์สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราคิดไม่ถึงขึ้นมาบ่อยครั้ง ไม่ต่างจากครั้งนี้ที่เกิดขึ้นในวงการนาฬิกา เมื่อเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มตั้งคำถามง่าย ๆ จนทำให้เกิดคอนเซ็ปต์ดีไซน์นาฬิกาแบรนด์ Rolex ที่รับแรงบันดาลใจจาก Sprite น้ำอัดลมชื่อดังมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ แฟนคลับนาฬิกา Rolax คงไม่มีใครไม่รู้จักกับนาฬิกาข้อมือตระกูล GMT ที่โดดเด่นด้วยสีสันของขอบนาฬิกาไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน-แดง จนทำให้หลาย ๆ คนเรียกนาฬิการุ่นดังกล่าวว่า Pepsi นอกจากนี้ยังมีนาฬิการุ่น GMT-Master II ที่ใช้สีดำ-แดง ตกแต่งบริเวณขอบและถูกเรียกว่ารุ่น Coke Hodinkee เว็บไซต์ที่คล้ายกับเป็นแหล่งนัดพบของผู้หลงใหลนาฬิกาจากทั่วโลกได้แนวคิดที่น่าสนใจจากเด็กชายอายุ 8 ขวบที่ชื่อว่า Zahid Ali โดยเด็กคนนี้คือลูกชายของผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ของ Hodinkee ที่สงสัยว่าเมื่อ Rolex มี Pepsi กับ Coke แล้วทำไมถึงไม่ดึงสีสันสดใสของน้ำอัดลมกลิ่นมะนาวมาอยูบนนาฬิกาข้อมือบ้าง เมื่อเด็กน้อยคิดได้อย่างนั้นเขาจึงไม่รอช้า วาดภาพออกมาให้คนอื่นเข้าใจมากยิ่งขึ้นโดยการร่างแบบนาฬิกาพร้อมแต้มสีที่เขาต้องการลงบนกระดาษ และผลที่ออกมาต่างก็ทำให้นักออกแบบของ Hondinkee ถูกอกถูกใจไอเดียของ Zahid และดีไซน์ให้ดียิ่งขึ้นจนเห็นภาพจริง ๆ ครึ่งบนใช้สีเขียวมะนาวและครึ่งล่างใช้สีเหลืองของเลม่อน จับคู่กับหน้าปัดสีดำวาวที่ส่งให้สีตรงขอบนาฬิกาโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมกับจุดบอกเวลาสีขาว และก้านเข็มวินาทีจะใช้เขียวที่มีส่วนหัวลูกศรเป็นสีเหลืองเหมือนกับขอบนาฬิกา ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนาฬิกา Rolex ที่ถูกเรียกว่า Sprite


