เผยโฉมเรือนเวลาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสมกับ “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ล่าสุดได้จัดงาน “MIDO PRODUCT NOVELTIES PRESENTATION 2022” อวดโฉมสุดยอด 5 เรือนเวลาหรู ประจำปี 2022 ซึ่งประกอบไปด้วย มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้ (Multifort Skeleton Vertigo), คอมมานเดอร์ โครโนกราฟ สเปเชียล เอดิชั่น (Commander Chronograph Special Edition), เรนฟลาวเวอร์ บลอสซั่ม (Rainflower Blossom), โอเชียน สตาร์ ไทเทเนียม (Ocean Star Titanium) และมัลติฟอร์ต พาวเวอร์วินด์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น (Multifort Powerwind Limited Edition) ในรูปแบบออนไลน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้รับเกียรติจากประธานแบรนด์
ดูเหมือนว่า GR Yaris จะประสบความสำเร็จดี ทำให้ Toyota ไม่รอช้าที่จะปล่อย hot hatch รุ่นล่าสุด 2023 Toyota GR Corolla ที่เรียกว่าจัดสเปกมาน้อง ๆ Rally car บนถนนแทนที่ Evolution หรือ WRX STI ได้เลย เพราะผ่านการทดสอบและพัฒนาโดยทีมนักขับ Rally มือพระกาฬนำโดย Akio Toyoda บนสนามหลากหลายความท้าทาย ทั้ง Suzuka, Fuji Speedway, Tsukuba Circuit ใต้ฝากระโปรงของ GR Corolla เป็นขุมพลังเดียวกันกับ GR Yaris เครื่องยนต์ 1.6-liter 3 สูบ turbocharged แต่มีพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 300 horsepower 273 lb-ft of torque ส่งกำลังด้วยเกียร์
หลังจาก BMW คว้า Alpina เข้าไปรวมไว้ในค่ายอย่างเป็นทางการ หลายคนตั้งคำถามว่าจะพัฒนารถยนต์ยังไงไม่ให้ซ้ำซ้อนกับ M Division ตอนนี้เราเห็นภาพชัดเจนแล้วว่า รุ่นไหนไม่ทำ M version ก็ยังสามารถแตกไลน์ไปทาง Alpina ได้ และนี่คือผลงานชิ้นแรก 2023 Alpina B4 บนบอดี้ 4 Series Gran Coupe ซึ่ง BMW เคยย้ำชัดว่าจะไม่ทำร่าง M แน่นอน ใครติดตามข่าวของ BMW และ Alpina อาจจะพอทราบกันอยู่แล้วว่ามีการซุ่มพัฒนา 4-Series Gran Coupe ตัวแรงผ่านทาง spy shot มาบ้าง และในที่สุดก็มาถึงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ 2023 Alpina B4 ที่สาวกเตะตากันทันทีที่ได้เห็นล้อ Alpina Classic เวอร์ชั่นใหม่ขนาด 20 นิ้ว เป็นล้อ forged น้ำหนักเบาเพียง 12
หลายคนอาจเข้าใจว่ารถยนต์ซีดานหรือ SUV เป็นรถยนต์กลุ่มหลักที่ขายดีในบ้านเรา แต่ที่จริงแล้วยอดขายรถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นของรถกระบะและรถ PPV หรือที่เรียกว่ากระบะดัดแปลง ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จึงหันมาเลือกใช้รถยนต์ประเภท PPV หรือกระบะยกสูง ไม่ว่าจะเป็น 4×4 หรือ 4×2 ในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น เพราะเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุค Work From Anywhere ใช้ชีวิตให้เต็มที่ได้ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน ขับไปทำงาน รับส่งลูก พร้อมออกไปลุยเที่ยวต่างจังหวัดในวันหยุด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเขาตั้งแคมป์ ออกไปผจญภัยเส้นทาง Off-road ซึ่งเป็นเทรนด์การใช้ชีวิตที่เหมาะกับผู้คนวันนี้มาก เชื่อว่าเจ้าของรถ 4×4 รถกระบะยกสูง และรถ PPV น่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยางที่แข็งแกร่ง ต้องยอมแลกมาด้วยความแข็งกระด้าง การเกาะถนนต่ำ และเสียงที่ดังสะท้านเข้ามาในห้องโดยสาร แต่ที่จริงแล้วเราสามารถเพิ่มประสบการณ์การใช้งานรถคันเดิมให้ดียิ่งขึ้นได้ ด้วยการเลือกเปลี่ยนยางที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้งาน พร้อมแก้ปัญหาที่มักจะเจอในรถยนต์ประเภทนี้อย่างมีประสิทธิภาพ หากใครยังไม่รู้ ยางติดรถยนต์ที่ออกมาจากโรงงานเป็นยางที่คุณภาพโอเคแน่นอน แต่ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดเรื่องการควบคุมราคาขายต่อคันที่ต้องกดให้ต่ำเพื่อการแข่งขันในตลาด นั่นหมายความว่ายังมียางที่คุณภาพเหนือกว่ายางเดิมติดรถ พร้อมให้เราเปลี่ยนได้โดยไม่มีผลใด ๆ กับ Warranty ของรถยนต์ หากเราไม่ประทับใจในประสิทธิภาพยางเดิม หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนยางแล้ว อยากอัปเกรดยางรุ่นที่ดีขึ้น มีดีไซน์ที่สวยขึ้น รวมถึงยางที่ตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่ารุ่นเดิม สำหรับคนที่ใช้รถยนต์ประเภทเหล่านี้ และมีไลฟ์สไตล์การขับที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก
หลังจากที่เคยผลิตรุ่น “Defender V8 Bond Edition” ฉลองการเปิดตัวภาค “No Time To Die” ล่าสุด Land Rover ก็กลับมาเอาใจสาวกพยัคฆ์ร้าย 007 อีกครั้งกับ “Land Rover Defender 90 James Bond” เพื่อฉลองแซยิดของภาพยนตร์สายลับสุดมหากาพย์ แต่การกลับมาครั้งนี้มันคือความพิเศษเพราะรถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลุยศึก “2022 Bowler Defender Challenge” โดยเฉพาะ Bowler Challenge เป็นซีรีย์แข่งแรลลี่แบบวันเมค ถูกจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการปูทางเข้าสู่การแข่งขันแรลลี่ระดับโลก เช่น ดาการ์ โดยจะจัดขึ้นที่สหราชอาณาจักร มีทั้งหมด 12 ทีมด้วยกัน แต่ละทีมจะต้องขับรถ Land Rover Defenders ที่ถูกเซตไว้สำหรับแข่งขันโดยเฉพาะ และต้องขับรถลุยในสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางดินลูกรัง ป่าลึก หรือแม้กระทั่งเทือกเขา และทุกทีมจะต้องใช้รถยนต์ Land Rover Defender 90 ขุมพลัง 2.0
Jake Dyson หัวน้าวิศวกรของ Dyson ได้เผยโฉม Dyson Zone หูฟังกรองอากาศเครื่องแรกจาก Dyson ถือเป็นก้าวแรกของ Dyson ในการพัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์แบบสวมใส่ โดย Dyson Zone เป็นหูฟังแบบครอบหูคุณภาพสูงที่มาพร้อมกับฟังก์ชันตัดเสียงรบกวน พร้อมเครื่องกรองอากาศที่ไหลเวียนไปยังจมูกและปาก โดยผลิตภัณฑ์นี้เกิดจากการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาด้านคุณภาพอากาศเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี หูฟังกรองอากาศ Dyson Zone นี้จะมาช่วยรับมือปัญหาการใช้ชีวิตในเมืองทั้งเรื่องคุณภาพอากาศและมลภาวะทางเสียง ในขณะที่ความหนาแน่นของประชากรในแต่ละเมืองใหญ่ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้น องค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ไว้ว่า 9 ใน 10 ของประชากรเมืองทั่วโลกจะได้รับอากาศที่มีค่ามลภาวะเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ โดยถึงแม้การระบาดของ COVID-19 จะทำให้ค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ในอากาศลดลง แต่หลังจากหลายเมืองใหญ่ได้คลายมาตรการและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ก็ทำให้ค่าดังกล่าวกลับมาเท่าเดิม หรือมากกว่าระดับก่อนการล็อกดาวน์ในหลายเมืองทั่วโลก นอกจากนั้นอีกหนึ่งปัญหาสำหรับประชากรในเมืองนั่นก็คือมลภาวะทางเสียง โดยมีการคาดการณ์ว่ามีประชากรกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก หรือนับเป็น 20 เปอร์เซ็นของประชากรในทวีปยุโรปได้รับมลภาวะทางเสียงอย่างต่อเนื่องเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ตัวต้นแบบ 500 ชิ้นในระยะเวลา 6 ปี หูฟังกรองอากาศ Dyson Zone เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 30
ในปี 2564 ที่ผ่านมา มอริส ลาครัวซ์ ได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งจุดเริ่มต้นของความสำเร็จกับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามนั้น เริ่มจุดประกายมาจากคอลเล็กชั่น Aikon รุ่น Limited Edition อย่าง Aikon Urban Tribe ที่เข้ามาไทยเพียง 24 เรือนเท่านั้น และได้ถูกจับจองหมดภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์ ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับแบรนด์เลยทีเดียว จนทำให้ทางแบรนด์ตัดสินใจที่จะจัดงานเลี้ยง เพื่อส่งมอบนาฬิกา ซึ่งเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ได้พรีออเดอร์กันเข้ามาล่วงหน้า ที่ห้องอาหารรีเดล เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยภายในงานนั้นทางผู้บริหารของแบรนด์ คือ คุณ Marcel Gut (คุณมาแซล กู้ด) Global Sales Director of Maurice Lacroix เป็นผู้เดินทางมาส่งมอบนาฬิการุ่น Aikon Urban Tribe ให้ถึงมือลูกค้าไทยด้วยตัวเอง นอกจากนี้แล้วการกำเนิดขึ้นของ Maurice Lacroix Club Thailand ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แบรนด์เติบโตได้อย่างชนิดเรียกว่าก้าวกระโดด และอยู่ในกระแสนิยมของวงการนาฬิกาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Maurice Lacroix
BMW M3 E30 คือหนึ่งใน M3 ที่ได้รับความนิยมขึ้นแท่น Classic car ได้ชื่อว่าเป็น M3 ที่ดีในอันดับต้น ๆ ของซีรีย์ตั้งแต่เคยสร้างมา แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงอีกรุ่นที่น่าสนใจและแรร์ไม่แพ้กัน นั่นคือ 1987 Hartge H26 Hartge H26 มีทั้งหมดสองรุ่นย่อย ต่างกันที่การพัฒนาจากพื้นฐานของ BMW 323i และ 325i ผ่านการตกแต่งและโมดิฟายจาก Hartge นอกจากรูปทรงแล้ว ไม่มีสัญลักษณ์อะไรที่บอกความเป็น BMW หลงเหลืออยู่เลย ซึ่งย้อนไปในช่วง 1980s นั้น ถือว่าเป็นรถรุ่นนึงที่ออกมาปฏิวัติความแรงให้แฟนคลับ E30 ได้เลือดลมสูบฉีดกันครั้งใหญ่ แม้จะไม่เท่า M3 แต่ก็อยู่ในระดับเดียวกับ Aplina ที่เน้นสร้างให้ขับสนุกขึ้น ตั้งแต่ชุดแต่งภายนอกที่มาในสี Aplina White พร้อมใส่ไฟตัดหมอก ตกแต่งเส้นสายด้วย chrome เงา กระจกข้างสีเดียวกับตัวรถ มีสปอยเลอร์หลังและสเกิร์ตรอบคันที่สร้างความแปลกตาจาก E30 เดิม ๆ
หากจะให้พูดถึงมือถ่ายรูปสวยในราคาเบา ๆ เชื่อว่า ณ ตอนนี้คงไม่มีใครที่จะเด่นเกินหน้า realme 9 Pro+ สมาร์ทโฟนราคาดี เพียง 12,999 แต่จัดเต็ม RAM 8 / ROM 256 GB พร้อมดีไซน์สวยในรูปแบบ Light Shift Design ฝาหลังเปลี่ยนสีเมื่ออยู่ภายใต้เเสงแดด ขาดไม่ได้กับส่วนสำคัญคือจุดแข็งด้านการถ่ายภาพในคอนเซ็ปต์ ‘Capture The Light’ เพราะ realme 9 Pro+ นั้นมาพร้อมกล้องที่สามารถเก็บภาพในที่มืดได้คมชัด ถ่ายทอดรายละเอียดได้มากกว่า พกพาไปถ่ายในที่แสงน้อยได้ชัดเจนสวยงามยิ่งขึ้นด้วย Prolight imaging technology และกล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX766 ขนาดใหญ่ รูรับแสงกว้าง เก็บแสงได้มากขึ้น เสริมด้วยระบบกันสั่น OIS+EIS ให้ภาพคมชัดไม่ต้องกลัวสั่นไหว แถมยังมี AI noise reduction 3.0 high pixel ช่วยจัดการ Noise
การจะฟังเพลงให้เข้าถึงอารมณ์ หากมีหูฟังดี ๆ ที่ตอบโจทย์แนวดนตรีที่เราชื่นชอบมันคงจะดีไม่ใช่น้อย ซึ่งหูฟังหรือเฮดโฟนส์ที่วางขายตามท้องตลาดในปัจจุบันก็สามารถเติมเต็มผู้ที่หลงใหลในดนตรีป๊อปเบา ๆ สายชิลล์ซะเป็นส่วนมาก ส่วนสาวกเฮฟวี่เมทัลเป็นกลุ่มแฟนเพลงที่สนใจฟังรายละเอียดดนตรีแบบจริงจัง กลับไม่ได้มีผลิตภัณฑ์เฉพาะแนวออกมาให้เลือกซื้อมากนัก อาจจะเพราะมีคนฟังแบบเฉพาะกลุ่ม ไม่กว้างขวางเท่า ทำให้บริษัทที่ผลิตหูฟังอาจจะไม่เน้นลงทุนผลิตมันขึ้นมาวางจำหน่าย แต่ตอนนี้เหล่าเมทัลเฮดไม่ต้องน้อยใจอีกต่อไปแล้ว เพราะแบรนด์ Heavys ได้ผลิตเฮดโฟนส์สำหรับแฟนเพลงเมทัลโดยเฉพาะออกมาเป็นที่เรียบร้อย มันพร้อมจะตอบสนองทุกแนวในสายเมทัล ไม่ว่าจะเป็นเดธ เมทัล, เพาเวอร์ เมทัล, นู เมทัล หรือแม้กระทั่งพังก์และฮาร์ดคอร์ รับรองเลยว่าจะได้ฟังซาวด์ที่สะใจอย่างเต็มอัตรา Heavys มาพร้อมกับดีไซน์สุดเท่ เคร่งขรึม ดุดัน เคลือบด้วยสีดำสวยงาม มันพร้อมส่งมอบประสบการณ์เสพดนตรีเมทัลอันเหนือชั้นด้วยการบรรจุไดรว์เวอร์ไว้ถึง 4 ตัวในแต่ละข้าง โดยแบ่งออกเป็นวูฟเฟอร์ 2 ตัว และทวีตเตอร์ 2 ตัว (ในขณะที่หูฟังทั่วไปที่มีเพียง 1 ไดรเวอร์เท่านั้น) ไดรเวอร์แต่ละตัวจะให้ความถี่ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคุณจะได้ฟังรายละเอียดของเครื่องดนตรีแบบครบถ้วน เสียงเล็ก เสียงน้อย ที่ศิลปินซ่อนเอาไว้มันก็มิอาจจะเล็ดลอดหูคุณออกไปได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้มันตอบโจทย์การฟังเพลงเมทัลที่มีรายเอียดดนตรีที่ซับซ้อนได้ดีมาก ยิ่งไปกว่านั้นทาง Heavys ยังได้ใส่ใจในรายละเอียดเรื่องซาวด์สำหรับชาวหูทองคำ พวกเขาได้สร้างให้มันปล่อยพลังเสียงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งอาจจะให้ความรู้สึกราวกับว่าคุณกำลังยืนอยู่กลางฝูงมอชพิตในคอนเสิร์ตวงเมทัลเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากเจ้าทวีตเตอร์ที่วางตำแหน่งกับหูของเราได้อย่างลงตัว เท่านั้นยังไม่พอ
ข้อดีของความคลาสสิค คือไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน กาลเวลาก็ไม่อาจทำให้มันดูเก่าจนหมดความนิยมลงได้ ซึ่งในกลุ่ม miniMOTOs ของ Honda นั้นก็มีรถที่เรียกว่า cult-favorite อยูไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น Monday, Grom, Cub รวมถึง Dax Honda Dax ได้ชื่อมาจากหมาพันธุ์ Dachshund หรือหมาไส้กรอกตัวเล็กแต่ยาว เรียกอย่างเป็นทางกาว่า 1969 Honda Dax ST125 mini-motorcycle ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ถูกนำกลับมาใหม่อีกครั้งโดยยังคงเสน่ห์ของดีไซน์และมิติที่ใกล้เคียงกับของเดิมไว้อย่างครบถ้วน ใน 2023 Honda Dax ใช้ดีไซน์ดั้งเดิมของเฟรมเหล็ก T-shaped เบาะนั่งหุ้มหนังที่มีความหนาและสะดวกสบาย ตำแหน่งแฮนด์สูงจากตะเกียบหน้าขนาด 31 มิลลิเมตร ล้อลาย 5 ก้านขนาด 12 นิ้ว เครื่องยนต์ความจุ 124 cc. air-cooled SOHC 2-valve ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Honda Super Cub ให้พละกำลัง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นิสสันได้เผยแพร่วิดีโอของโปรเจ็ค นิสสัน e-4ORCE กับการเสิร์ฟราเม็งบนเคาน์เตอร์ เพื่อให้เห็นว่าเทคโนโลยีในการควบคุมรถขั้นสูงสามารถมอบการขับขี่ที่สะดวกสบาย ด้วยการสาธิตผ่านการเสิร์ฟราเม็งถึงลูกค้าอย่างรวดเร็วและคงความนุ่มนวลในสภาพของส่วนผสมต่างๆของอาหารยังมีความสมบูรณ์ ด้วยเทคนิคชะลอการเทเอียงไปข้างหน้าและการเคลื่อนไหวของส่วนผสมในชาม แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ที่มีต่อรถยนต์นิสสัน โดย e-4ORCE ถูกนำมาใช้ใน นิสสัน อริยะ ใหม่ (all-new Nissan Ariya) รถยนต์เอสยูวีครอสโอเวอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่ง e-4ORCE คือเทคโนโลยีล่าสุดจากนิสสันในการควบคุมล้อทั้งสี่เพื่อให้การเคลื่อนที่และเบรกเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง ระบบนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่โดยการช่วยให้ขับไปตามทิศทางที่ต้องการบนพื้นผิวถนนเกือบทุกรูปแบบ รวมทั้งถนนที่เปียกและเต็มไปด้วยหิมะ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการหรือรูปแบบการขับขี่ ทีมวิศวกรได้ปรับแต่งเทคโนโลยีการควบคุมที่แม่นยำใน e-4ORCE กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่เพื่อให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง อีกทั้งการฟื้นฟูพลังงานในมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าและด้านหลังเมื่อรถชะลอความเร็ว ยังช่วยลดอาการกระชากที่ทำให้เกิดอาการเมารถอีกด้วย ด้วยวิธีการสาธิต ถาดเสิร์ฟราเม็งใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวที่ทำงานแยกกันอย่างอิสระ ผนวกกับการปรับแต่งพิเศษจากทีมวิศวกร ทำให้ได้อัตราเร่งที่รวดเร็วและนุ่มนวลบนเคาน์เตอร์ที่ถาดวิ่งผ่าน เช่นเดียวกับการวิ่งไปบนท้องถนนของนิสสัน อริยะที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี e-4ORCE โดยการพัฒนาเทคโนโลยี e-4ORCE ถือกำเนิดมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของนิสสันในการพัฒนารถยนต์ทั้งแบบที่สร้างเพื่อการใช้งานแบบสมบุกสมบันและรถสปอร์ตสมรรถนะสูง เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาต่อยอดจากระบบช่วยการขับขี่แบบแยกแรงบิด ATTESA E-TS ที่ขึ้นชื่อของนิสสัน จีที-อาร์ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะในนิสสัน พาโทร ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Nissan


