ในปี 2564 ที่ผ่านมา มอริส ลาครัวซ์ ได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งจุดเริ่มต้นของความสำเร็จกับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามนั้น เริ่มจุดประกายมาจากคอลเล็กชั่น Aikon รุ่น Limited Edition อย่าง Aikon Urban Tribe ที่เข้ามาไทยเพียง 24 เรือนเท่านั้น และได้ถูกจับจองหมดภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์ ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับแบรนด์เลยทีเดียว จนทำให้ทางแบรนด์ตัดสินใจที่จะจัดงานเลี้ยง เพื่อส่งมอบนาฬิกา ซึ่งเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ได้พรีออเดอร์กันเข้ามาล่วงหน้า ที่ห้องอาหารรีเดล เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยภายในงานนั้นทางผู้บริหารของแบรนด์ คือ คุณ Marcel Gut (คุณมาแซล กู้ด) Global Sales Director of Maurice Lacroix เป็นผู้เดินทางมาส่งมอบนาฬิการุ่น Aikon Urban Tribe ให้ถึงมือลูกค้าไทยด้วยตัวเอง นอกจากนี้แล้วการกำเนิดขึ้นของ Maurice Lacroix Club Thailand ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แบรนด์เติบโตได้อย่างชนิดเรียกว่าก้าวกระโดด และอยู่ในกระแสนิยมของวงการนาฬิกาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Maurice Lacroix
BMW M3 E30 คือหนึ่งใน M3 ที่ได้รับความนิยมขึ้นแท่น Classic car ได้ชื่อว่าเป็น M3 ที่ดีในอันดับต้น ๆ ของซีรีย์ตั้งแต่เคยสร้างมา แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงอีกรุ่นที่น่าสนใจและแรร์ไม่แพ้กัน นั่นคือ 1987 Hartge H26 Hartge H26 มีทั้งหมดสองรุ่นย่อย ต่างกันที่การพัฒนาจากพื้นฐานของ BMW 323i และ 325i ผ่านการตกแต่งและโมดิฟายจาก Hartge นอกจากรูปทรงแล้ว ไม่มีสัญลักษณ์อะไรที่บอกความเป็น BMW หลงเหลืออยู่เลย ซึ่งย้อนไปในช่วง 1980s นั้น ถือว่าเป็นรถรุ่นนึงที่ออกมาปฏิวัติความแรงให้แฟนคลับ E30 ได้เลือดลมสูบฉีดกันครั้งใหญ่ แม้จะไม่เท่า M3 แต่ก็อยู่ในระดับเดียวกับ Aplina ที่เน้นสร้างให้ขับสนุกขึ้น ตั้งแต่ชุดแต่งภายนอกที่มาในสี Aplina White พร้อมใส่ไฟตัดหมอก ตกแต่งเส้นสายด้วย chrome เงา กระจกข้างสีเดียวกับตัวรถ มีสปอยเลอร์หลังและสเกิร์ตรอบคันที่สร้างความแปลกตาจาก E30 เดิม ๆ
การจะฟังเพลงให้เข้าถึงอารมณ์ หากมีหูฟังดี ๆ ที่ตอบโจทย์แนวดนตรีที่เราชื่นชอบมันคงจะดีไม่ใช่น้อย ซึ่งหูฟังหรือเฮดโฟนส์ที่วางขายตามท้องตลาดในปัจจุบันก็สามารถเติมเต็มผู้ที่หลงใหลในดนตรีป๊อปเบา ๆ สายชิลล์ซะเป็นส่วนมาก ส่วนสาวกเฮฟวี่เมทัลเป็นกลุ่มแฟนเพลงที่สนใจฟังรายละเอียดดนตรีแบบจริงจัง กลับไม่ได้มีผลิตภัณฑ์เฉพาะแนวออกมาให้เลือกซื้อมากนัก อาจจะเพราะมีคนฟังแบบเฉพาะกลุ่ม ไม่กว้างขวางเท่า ทำให้บริษัทที่ผลิตหูฟังอาจจะไม่เน้นลงทุนผลิตมันขึ้นมาวางจำหน่าย แต่ตอนนี้เหล่าเมทัลเฮดไม่ต้องน้อยใจอีกต่อไปแล้ว เพราะแบรนด์ Heavys ได้ผลิตเฮดโฟนส์สำหรับแฟนเพลงเมทัลโดยเฉพาะออกมาเป็นที่เรียบร้อย มันพร้อมจะตอบสนองทุกแนวในสายเมทัล ไม่ว่าจะเป็นเดธ เมทัล, เพาเวอร์ เมทัล, นู เมทัล หรือแม้กระทั่งพังก์และฮาร์ดคอร์ รับรองเลยว่าจะได้ฟังซาวด์ที่สะใจอย่างเต็มอัตรา Heavys มาพร้อมกับดีไซน์สุดเท่ เคร่งขรึม ดุดัน เคลือบด้วยสีดำสวยงาม มันพร้อมส่งมอบประสบการณ์เสพดนตรีเมทัลอันเหนือชั้นด้วยการบรรจุไดรว์เวอร์ไว้ถึง 4 ตัวในแต่ละข้าง โดยแบ่งออกเป็นวูฟเฟอร์ 2 ตัว และทวีตเตอร์ 2 ตัว (ในขณะที่หูฟังทั่วไปที่มีเพียง 1 ไดรเวอร์เท่านั้น) ไดรเวอร์แต่ละตัวจะให้ความถี่ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคุณจะได้ฟังรายละเอียดของเครื่องดนตรีแบบครบถ้วน เสียงเล็ก เสียงน้อย ที่ศิลปินซ่อนเอาไว้มันก็มิอาจจะเล็ดลอดหูคุณออกไปได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้มันตอบโจทย์การฟังเพลงเมทัลที่มีรายเอียดดนตรีที่ซับซ้อนได้ดีมาก ยิ่งไปกว่านั้นทาง Heavys ยังได้ใส่ใจในรายละเอียดเรื่องซาวด์สำหรับชาวหูทองคำ พวกเขาได้สร้างให้มันปล่อยพลังเสียงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งอาจจะให้ความรู้สึกราวกับว่าคุณกำลังยืนอยู่กลางฝูงมอชพิตในคอนเสิร์ตวงเมทัลเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากเจ้าทวีตเตอร์ที่วางตำแหน่งกับหูของเราได้อย่างลงตัว เท่านั้นยังไม่พอ
ข้อดีของความคลาสสิค คือไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน กาลเวลาก็ไม่อาจทำให้มันดูเก่าจนหมดความนิยมลงได้ ซึ่งในกลุ่ม miniMOTOs ของ Honda นั้นก็มีรถที่เรียกว่า cult-favorite อยูไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น Monday, Grom, Cub รวมถึง Dax Honda Dax ได้ชื่อมาจากหมาพันธุ์ Dachshund หรือหมาไส้กรอกตัวเล็กแต่ยาว เรียกอย่างเป็นทางกาว่า 1969 Honda Dax ST125 mini-motorcycle ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ถูกนำกลับมาใหม่อีกครั้งโดยยังคงเสน่ห์ของดีไซน์และมิติที่ใกล้เคียงกับของเดิมไว้อย่างครบถ้วน ใน 2023 Honda Dax ใช้ดีไซน์ดั้งเดิมของเฟรมเหล็ก T-shaped เบาะนั่งหุ้มหนังที่มีความหนาและสะดวกสบาย ตำแหน่งแฮนด์สูงจากตะเกียบหน้าขนาด 31 มิลลิเมตร ล้อลาย 5 ก้านขนาด 12 นิ้ว เครื่องยนต์ความจุ 124 cc. air-cooled SOHC 2-valve ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Honda Super Cub ให้พละกำลัง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นิสสันได้เผยแพร่วิดีโอของโปรเจ็ค นิสสัน e-4ORCE กับการเสิร์ฟราเม็งบนเคาน์เตอร์ เพื่อให้เห็นว่าเทคโนโลยีในการควบคุมรถขั้นสูงสามารถมอบการขับขี่ที่สะดวกสบาย ด้วยการสาธิตผ่านการเสิร์ฟราเม็งถึงลูกค้าอย่างรวดเร็วและคงความนุ่มนวลในสภาพของส่วนผสมต่างๆของอาหารยังมีความสมบูรณ์ ด้วยเทคนิคชะลอการเทเอียงไปข้างหน้าและการเคลื่อนไหวของส่วนผสมในชาม แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ที่มีต่อรถยนต์นิสสัน โดย e-4ORCE ถูกนำมาใช้ใน นิสสัน อริยะ ใหม่ (all-new Nissan Ariya) รถยนต์เอสยูวีครอสโอเวอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่ง e-4ORCE คือเทคโนโลยีล่าสุดจากนิสสันในการควบคุมล้อทั้งสี่เพื่อให้การเคลื่อนที่และเบรกเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง ระบบนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่โดยการช่วยให้ขับไปตามทิศทางที่ต้องการบนพื้นผิวถนนเกือบทุกรูปแบบ รวมทั้งถนนที่เปียกและเต็มไปด้วยหิมะ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการหรือรูปแบบการขับขี่ ทีมวิศวกรได้ปรับแต่งเทคโนโลยีการควบคุมที่แม่นยำใน e-4ORCE กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่เพื่อให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง อีกทั้งการฟื้นฟูพลังงานในมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าและด้านหลังเมื่อรถชะลอความเร็ว ยังช่วยลดอาการกระชากที่ทำให้เกิดอาการเมารถอีกด้วย ด้วยวิธีการสาธิต ถาดเสิร์ฟราเม็งใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวที่ทำงานแยกกันอย่างอิสระ ผนวกกับการปรับแต่งพิเศษจากทีมวิศวกร ทำให้ได้อัตราเร่งที่รวดเร็วและนุ่มนวลบนเคาน์เตอร์ที่ถาดวิ่งผ่าน เช่นเดียวกับการวิ่งไปบนท้องถนนของนิสสัน อริยะที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี e-4ORCE โดยการพัฒนาเทคโนโลยี e-4ORCE ถือกำเนิดมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของนิสสันในการพัฒนารถยนต์ทั้งแบบที่สร้างเพื่อการใช้งานแบบสมบุกสมบันและรถสปอร์ตสมรรถนะสูง เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาต่อยอดจากระบบช่วยการขับขี่แบบแยกแรงบิด ATTESA E-TS ที่ขึ้นชื่อของนิสสัน จีที-อาร์ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะในนิสสัน พาโทร ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Nissan
ปล่อยให้รอกันมานานหลายปี หลังจากเปิดตัว concept ไปตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีภาพแง้ม ภาพหลุดออกมาให้เห็นพอหายคิดถึงกันเป็นระยะ แต่ก็ยังไม่มีคำยืนยันจาก Volkswagen ว่าจะผลิตจริงเมื่อไหร่ แต่ในที่สุดก็ถึงเวลาของรถตู้มหาเสน่ห์ที่ใกล้จะเปิดตัวเข้าไปทุกที โดยวันนี้เราจะมาสรุปประเด็นเท่าที่มีเปิดเผยของ Volkswagen ID.Buzz ที่หลายคนเฝ้ารอกันครับ Volkswagen ID.Buzz ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานแพลตฟอร์มพลังงานไฟฟ้าที่แชร์ร่วมกันในเครือ เรียกว่า Modular Electric Drive Kit (MEB) โดยจะมีด้วยกันสองรุ่นคือ ID.Buzz และ IC.Buzz Cargo ซึ่งแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์การใช้งาน แน่นอนว่าขุมพลังพื้นฐานจะใช้ไฟฟ้า 100% โดยวางแบตเตอรี่ lithium-ion จำนวน 12-module รวมความจุ 77 kWh ไว้ด้านล่างสุดของตัวรถ ให้พละกำลัง 201 แรงม้า แรงบิดราว 229 ปอนด์ฟุต ขับเคลื่อนล้อหลัง ตัวเลขไม่หวือหวาแน่นอนเพราะไม่ใช่รถที่ต้องทำความเร็วสูง แต่ที่สำคัญคือความเร็วสูงสุดถูกจำกัดเอาไว้เพียง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเราคาดว่าน่าจะต้องมีรุ่นที่แรงกว่าตามออกมาภายหลังไม่เกินปี 2023 มิติตัวถังของ Volkswagen
เมื่อเร็วๆ นี้ ออปโป้ ไทยแลนด์ เปิดตัว “OPPO Reno7 Z 5G” รุ่นล่าสุดในแนวคิด “The Portrait Expert” ให้เป็นตัวเองได้ไม่จำกัด ด้วยพอร์ตเทรต ชูฟีเจอร์เด็ด Bokeh Flare Portrait เบลอพื้นหลัง เป็นดวงไฟโบเก้สวยได้โดยอัตโนมัติ มาในดีไซน์ Ultra-Slim Retro Design แบบใหม่ ขอบเหลี่ยม บางเบา ฝาหลังระยิบระยับ มาพร้อม Dual Orbit Lights ไฟส่องสว่างล้อมรอบกล้องหลังทั้งสองตัวตามการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ จัดเต็มประสิทธิภาพเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันในยุค 5G แบบเร็วแรง พร้อมโชว์แกลลอรีภาพพอร์ตเทรตสุดปังที่ชาวโซเชียลต้องอึ้ง โดยมี “ณเดชน์ คูกิมิยะ” พรีเซ็นเตอร์ขวัญใจมหาชน มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน คำจำกัดความของ “การเป็นตัวเองได้ไม่จำกัด” คือการที่เราสามารถเปิดเผยทุกมุมของตัวเองให้โลกได้รู้ โดยเฉพาะในยุคโซเชียลที่ทุกคนมีพื้นที่ที่สามารถเปิดเผยตัวตน ความสามารถ และเสน่ห์ได้อย่างเต็มที่ ออปโป้จึงได้พัฒนาสมาร์ทโฟนที่สามารถบันทึกภาพตัวตนที่ไม่จำกัดของแต่ละคนไว้ด้วย OPPO Reno7 Z 5G รุ่นใหม่ล่าสุดในแนวคิด
Land Rover Defender ได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ SUV ระดับ Iconic ที่โดดเด่นเป็นที่หลงรักของคนทุกเพศทุกวัย ที่ผ่านมามีการเปิดตัว edition พิเศษแบบจำนวนจำกัดออกมาหลายรุ่นย่อย ซึ่งขายหมดอย่างรวดเร็วทุกครั้ง และใน edition พิเศษล่าสุดก็น่าจะถูกใจแฟน ๆ ของ Defener ได้ไม่แพ้กัน Land Rover Defender “URBANIGHT ’22” limited edition โมเดลสุด exclusive ผลิตในจำนวนเพียง 200 คัน สำหรับลูกค้าในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น อัดแน่นด้วยสเปกและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เต็มพิกัด แตกต่างด้วยโทนสีภายนอกเข้มสุดขรึมด้วยสีพิเศษ “Carpathian Gray” และ “Silicon Silver” ตัดกับการตกแต่งรายละเอียดด้วยสีดำรอบคัน ล้อขนาด 22 นิ้วสีดำ กันชน หลังคา ไปจนถึง brake calipers ภายในใส่ของใหม่เข้าไปอัพเกรด หน้าจอ touchscreen infotainment control
Cortina Watch ร่วมเฉลิมฉลองการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ยาวนานกว่า 50 ปี กับผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำของโลก จากสวิสเซอร์แลนด์ อย่าง Patek Phillipe ซึ่งนับเป็นเวลาเดียวกับ Cortina Watch ที่ได้เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 1972 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากนักธุรกิจมืออาชีพทั้งสองฝ่ายได้แก่คุณ Anthony Lim และคุณ Henri Stern เมื่อ 66 ปีก่อน และได้พัฒนามาเป็นความสัมพันธ์ในการดำเนินธุรกิจคู่ค้าและช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในการสร้างแบรนด์ให้โด่งดังไปทั่วทั้งทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก จนทุกวันนี้ Cortina Watch ได้เปิดร้านบูติกเฉพาะร่วมกับ Patek Phillipe ถึง 6 บูติก รวมถึงเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ ทางผู้ผลิตจึงได้ประดิษฐ์นาฬิกาข้อมือรุ่น Limited Edition และประดิษฐ์นาฬิกาตั้งโต๊ะทรงโดม สำหรับการร่วมฉลองในโอกาสในการเป็นคู่ค้าทางธุรกิจของทั้งสองบริษัทกว่า 50 ปี ในทวีปนี้ โดยมีการผลิตนาฬิการุ่น Limited Edition ดังนี้ รุ่นแรก Ref. 5057G-010 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ของรุ่นเดิมคือ Ref. 5057R-001 ที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นสำหรับ
เคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า เราเกิดมาเพื่อจะเป็นแบบคนอื่นหรืออยากจะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าคำตอบของคุณคือการเป็นตัวเอง สิ่งเหล่านั้นมันก็จะสะท้อนออกมาจากแนวคิด, การใช้ชีวิต แฟชั่น รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ ไม่เว้นแม้แต่วงการรถจักรยานยนต์ มีอยู่หลาย ๆ คนเลือกที่จะนำรถคันโปรดไปผ่านการคอสตอมจนได้ดีไซน์ออกมาแตกต่างจากใคร ๆ บนท้องถนน และอาจจะมีแค่คนเดียวในโลกด้วยซ้ำ ซึ่งร้านที่ได้รับการยอมรับและได้รับความไว้วางใจในการปรุงแต่งเปลี่ยนโฉมในบ้านเราคงต้องยกให้กับ K-Speed คุณเอก หรือคุณธนดิษ สาระเวก คือเจ้าสำนัก K-Speed ที่ซึมซับความชื่นชอบรถจักรยานยนต์มาตั้งแต่วัยเด็ก คุณเอกได้เล่าให้ฟังถึงจุดกำเนิดแพชชั่นไว้ดังนี้ “ผมคลุกคลีกับรถบิ๊กไบค์มาตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยม ตัวเองก็ขี่มอเตอร์ไซด์มาตั้งแต่ช่วง 14-15 แล้ว มีคุณพ่อทำธุรกิจนำเข้ารถเก่าของญี่ปุ่นเข้ามาขายในบ้านเราด้วย ทำให้เราได้ซึมซับความชื่นชอบมาเรื่อย ๆ คอยศึกษาดูการแต่งรถจากพวกหนังสือ จนได้มาเริ่มลองแต่งรถด้วยตัวเองตามหนังสือจากประเทศญี่ปุ่น แต่สุดท้ายเราก็ต้องมานั่งหาลายเซ็นของตัวเองจนทำมันออกมาได้สำเร็จครับ” K-SPEED สถานที่สำหรับชาว 2 ล้อ แต่กว่าที่คุณเอกจะกลายเป็นมือวางอันดับ 1 ในการ Custom รถจักรยายนต์ เริ่มแรกเลยร้าน K-Speed เปิดเป็นร้านจำหน่ายอะไหล่สำหรับตกแต่งมาก่อน ซึ่งดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ Diablo มาตั้งแต่ปี 2002 จนมาถึงปัจจุบัน และมีวางจำหน่ายกระจายไปทั่วโลก จนกระทั่งเมื่อช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาจึงมาเริ่มงาน Custom
คำว่า Cryptocurrency วันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวพวกเราอีกต่อไป เทียบกับเมื่อหลายปีก่อนที่ผู้คนพึ่งจะได้รู้จักกับเทคโนโลยี Blockchain ได้เห็นการเติบโตของมูลค่าเหรียญต่าง ๆ ได้เห็นการต่อยอดไปสู่การใช้งานมากมายนับไม่ถ้วน รอบตัวพวกเราวันนี้ ไม่ใช่แค่นักลงทุน แต่คนที่เข้ามาเทรดคริปโทเคอร์เรนซีจะพบเห็นได้ตั้งแต่เด็กนักเรียน คนทำงาน ฟรีแลนซ์ ไปจนถึงผู้ใหญ่มีอายุ แม้แต่ดารานักแสดงชื่อดังอย่างคุณอนันดา เอเวอริงแฮม ก็ยังหันเข้าสู่โลกของคริปโทเคอร์เรนซีอย่างจริงจังมากขึ้น ในมุมมองของเรา คิดว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพร่หลายของคริปโตอย่างรวดเร็วในบ้านเรานั้น คือความเข้าใจแเละมั่นใจในเทคโนโลยี จุดเปลี่ยนของการใช้ชีวิตที่ผู้คนมองหาอิสรภาพทางการเงิน และเวลามากขึ้น สถานการณ์โควิดที่ทำให้คนมีเวลาว่างในการศึกษาอย่างลึกซึ้ง และยังเป็นเพราะมีแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตในไทยที่ปลอดภัย อย่างเช่น Bitazza (บิทาซซ่า) ได้รับใบอนุญาตสำหรับการประกอบธุรกิจนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกระทรวงการคลังแห่งประเทศไทย รวมถึงความน่าเชื่อถือที่มีผู้ใช้งานจากทั่วโลก และบิทาซซ่ายังได้ประกาศผลประกอบการในปี 2564 ผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดียของบิทาซซ่า เช่น เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ โดยมียอดธุรกรรมการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลบนแพลตฟอร์มกว่าแสนล้านบาท และผู้ใช้งานที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของบิทาซซ่าแล้วกว่า 500,000 คน จากการรายงานสถิติยอดจำนวนดาวน์โหลดแพลตฟอร์มบิทาซซ่าผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมือถือของบิทาซซ่า ซึ่งนับเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นมาถึง 20 เท่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราได้เจอและพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่หลายคนอยากรู้ นั่นคือ “จุดเริ่มต้นของการสร้างบิทาซซ่า” แพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตกับ คุณอาท กวิน พงษ์พันธ์เดชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งของบิทาซซ่า และการเลือกชีวิตอิสระ
ถ้าไม่ดีจริง ไม่อยู่มาได้นานขนาดนี้ หลายคนอาจไม่รู้ว่าปีที่ผ่านมา (2021) เป็นปีครบรอบอายุ 120 ปีของมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield จึงมีการเปิดตัวรถรุ่นพิเศษแบบจำนวนจำกัด เพื่อฉลองในโอกาสนี้ บนพื้นฐานของมอเตอร์ไซค์สองรุ่น “Continental GT” และ “Interceptor 650” Royal Enfield 120th Year Anniversary Limited Edition ทั้งสองรุ่นผ่านการตกแต่งด้วยสีและโลโก้พิเศษ ภายนอกมาในสี Black and Chrome ที่ดูดุดัน เข้ากับเบาะหนังสีน้ำตาลอ่อนแบบ diamond stiching ปักโลโก้ Royal Enfield ซึ่งเป็นสีเดียวกับหนังบริเวณแฮนด์ สร้างกลิ่นอายของความวินเทจร่วมสมัย ตกแต่งลวดลายพิเศษโลโก้ “120 Years” ด้วยเส้นสายสีทองที่โดดเด่นและหรูหรา พร้อมตัวเลขระบุลำดับที่บนถังน้ำมัน Royal Enfield 120th Year Anniversary ที่ผ่านการตกแต่งพิเศษนี้จะผลิตออกมาเพียง 480 คัน และใช้วิธีแบ่งโควต้าไปขายใน 4 ตลาด India,


