‘ญี่ปุ่น’ ประเทศเมืองเกาะที่เป็นดินแดนในฝันของผู้ชายหลายคน ห้อมล้อมอยู่ในอ้อมกอดธรรมชาติตั้งแต่ภูเขายันท้องทะเล มีอาหารเลิศรสและจารีตประเพณีงดงามทรงเสน่ห์ ทั้งยังผู้คนที่มีระเบียบ ใส่ใจรายละเอียด และขยันขันแข็งกับแทบทุกเรื่องในชีวิต หากคุณเคยไปเยือนประเทศญี่ปุ่นมาบ้าง คงจะพอคุ้นชินกับเหตุการณ์หยุดรถไฟกะทันหัน เนื่องจากมีคนกระโดดลงรางรถไฟความเร็วสูงเพื่อปลิดชีพ และมันเป็นอีกวิธีฆ่าตัวตายยอดนิยมของคนที่นี่ จริง ๆ แล้วการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นมีมาตั้งแต่สมัยหลังสงคราม เนื่องด้วยชาวญี่ปุ่นต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและไม่อาจทนทุกข์ทรมานอยู่บนโลกนี้ได้ จึงตัดสินใจยุติลมหายใจเฮือกสุดท้ายด้วยวิธีการฆ่าตัวตายในรูปแบบต่าง ๆ การผูกคอตายครองแชมป์มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยการกระโดดลงรางรถไฟ และการปล่อยให้ร่างกายซึมซับแก๊สพิษตามลำดับ สาเหตุการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นก็หนีไม่พ้นเรื่องการทำงานที่เคร่งเครียด ปัญหาทางเศรษฐกิจ อาการเจ็บป่วยที่ไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน หรือแม้แต่ปัญหาชีวิตวุ่น ๆ ของเหล่าวัยรุ่น Kenji Chiga ช่างภาพหนุ่มชาวญี่ปุ่นจึงถ่ายทอดเรื่องราวการฆ่าตัวตายของคนในประเทศตนด้วยคอลเลกชันภาพถ่ายที่แฝงความโศกเศร้าไร้ทางออก และมีเพียง ‘การฆ่าตัวตาย’ เท่านั้นที่อาจทำให้ใคร (บางคน) พ้นจากความทุกข์ได้จริง ๆ การฆ่าตัวตาย อาจเปรียบดั่งโรคติดต่อของคนในประเทศนี้ แพร่กระจายอย่างรวดเร็วราวไวรัสจากสมองของคนหนึ่งไปสู่สมองอีกคน บางครั้งผู้ตายอาจไม่ได้มองหาความตายเสมอไป หากมองหาการปลดปล่อยตัวเองจากความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจที่ถูกพันธนาการ ความตายจึงเป็นวิธีปลดปล่อยอย่างง่ายและชัดเจนที่สุด ยิ่งในช่วงที่สื่อและเทคโนโลยีผลัดกันนำเสนอเรื่องราวของคนตาย ไวรัสที่ชื่อ ‘Werther Effect’ ก็ค่อย ๆ รุนแรงและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังมียาต้านไวรัสที่จะสร้างขึ้นเมื่อคุณ เขา เธอ หรือใครก็ตามเห็นคุณค่าของชีวิตและคนรอบตัวมากพอ นำความรักและการเห็นคุณค่านั้นหล่อเลี้ยงความคิดเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข แม้การฆ่าตัวตายจะเป็นคำตอบสำหรับบางคน
ผู้ชายอินดี้สุดเท่ ใจกล้าขาลุย หรือผู้ชาย classy แบบสุขุมนุ่มลึก ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชายสไตล์ไหนก็คงต้องเคยเจอกับปัญหาผมขาดหลุดร่วงกันมาบ้าง แม้มันจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คงต้องบอกว่าปัญหาผมร่วงและผมบางนั้นสร้างความรำคาญใจให้ผู้ชายเราได้เสมอ แถมยังทำให้วิตกกังวลและเสียความมั่นใจแทบทุกครั้งเวลาต้องอยู่ต่อหน้าสาว ๆ ความเครียด พันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น ความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือแม้แต่สารเคมีตกค้างจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหาผมขาดหลุดร่วงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะให้เราไปเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมหรือปรับฮอร์โมนให้สมดุลก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะปล่อยปัญหาผมขาดร่วงไปก็คงจะทำไม่ได้เหมือนกัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเผชิญปัญหาเช่นเดียวกันนี้ ไม่ต้องกังวลไป! เพราะวันนี้ UNLOCKMEN จะมาแนะนำเซรั่มบำรุงเส้นผมจากธรรมชาติ ที่นำความพิเศษของน้ำมันโอเมก้าจากไขมันจระเข้ มาเป็นตัวช่วยทำให้หนังศีรษะและผมของคุณกลับมาสุขภาพดีอีกครั้ง จากความมหัศจรรย์ของจระเข้ สู่เซรั่มบำรุงเส้นผมทรงประสิทธิภาพ จระเข้ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีความโดดเด่นทางสรีรวิทยา แถมยังอาศัยอยู่บนโลกมายาวนานมากกว่า 230 ล้านปี ในอดีตการใช้น้ำมันสกัดจากเนื้อเยื่อไขมันจระเข้เพื่อป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บมีมาตั้งแต่ในสมัยอียิปต์และจีนโบราณ นอกจากนั้นในกล้ามเนื้อของจระเข้ก็มีฮีโมโกลบิน-อะมิโน แอซิด ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้สัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้หายใจใต้น้ำได้นานกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ หลายเท่า นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่าจระเข้นั้นเป็นสัตว์ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงที่สุดในโลก เนื่องด้วยผิวหนังของพวกมันสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว ไม่แปลกถ้าเรื่องราวของ ‘จระเข้’ จะได้รับความสนใจจากวงการแพทย์ผิวหนัง จนนำมาสู่การต่อยอดและสร้างเซรั่มบำรุงเส้นผมที่ทรงประสิทธิภาพได้ ‘4MEGA’ นวัตกรรมป้องกันผมหลุดร่วง ด้วยน้ำมันโอเมก้าจากไขมันจระเข้ 4MEGA เป็นเซรั่มที่อุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยลดผมขาดหลุดร่วงและแก้ไขปัญหาผมบางที่หนุ่ม ๆ หลายคนเป็นกังวล
หากใครที่เป็นสาวกท่านศาสดา Thom Yorke หรือวง Radiohead น่าจะทราบกันดีว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคมปีก่อน พี่แกได้ปล่อยเพลงชื่อ Hands off the Antarctic ซึ่งเป็นเพลงสำหรับแคมเปญรณรงค์การปกป้องมหาสมุทรแอนตาร์กติกออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟัง โดยเรียกได้ว่าเป็นบทเพลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ (คุณสามารถอ่านบทความเต็มเรื่องเพลง Hands off the Antarctic ได้ที่นี่ คลิก) นอกจากนั้น Thom Yorke ก็ยังเดินหน้ารณรงค์อย่างเอาจริงเอาจังเรื่อง Climate Change หรือวิกฤตการณ์ภูมิอากาศมาโดยตลอด แต่ไม่รู้เหตุผลกลใดทำให้ใจท่านเปลี่ยนแปลง เพราะล่าสุดพี่แกดันออกมาพูดผ่านสื่อว่าตัวเองเป็นพวกดีแต่ปากเรื่องรักษ์โลก! โดยงานนี้ Thom Yorke ได้เผยความในใจ (ที่น่าตกใจ) นี้ ผ่านรายการพอดแคสต์ Desert Island Discs ของช่อง BBC Radio 4 ในฐานะแขกรับเชิญเอาไว้ว่า “สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างติดอยู่ในใจผมก็คือ ผมกำลังรณรงค์เรื่องวิกฤติการณ์ภูมิอากาศอยู่นะ แต่ผมก็คือคนที่ยังนั่งเครื่องบินโดยสารไปทำงานเป็นประจำ อืม… ผมมันดีแต่ปากนั่นแหละ” หากใครติดตามข่าวสารช่วงนี้ เชื่อว่าคงจะเห็นข่าวของสาวน้อยนักรณรงค์วัย 16
การ์ตูนญี่ปุ่นหรือมังงะ ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่กับผู้ชายไทยมาตั้งแต่เด็กจนโต บางคนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็อาจเลิกอ่านมังงะหันไปชื่นชอบสิ่งอื่นแต่สำหรับใครหลายคนมังงะเหมือนกับเพื่อนคู่ใจที่โตมาด้วยกัน เพราะไม่ว่าวันไหนที่เหนื่อยจากการเรียนหนัก หรือท้อจากชีวิตการทำงาน เพียงแค่กลับมาที่ห้องและพักผ่อนไปกับการ์ตูนเรื่องโปรดก็สามารถทำให้เรามีแรงไปสู้ต่อในวันรุ่งขึ้นได้แล้ว UNLOCKMEN ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มคนที่เติบโตมากับมังงะด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราอยากพาหนุ่ม ๆ ทุกท่านมาพบกับ 5 อันดับมังงะจาก Shonen Jump นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ของสำนักพิมพ์ Shueisha ที่ตีพิมพ์มานานกว่า 51 ปี ว่ามังงะเรื่องไหนจะโดดเด่นทั้งเรื่องราวและตัวละครจนได้รับความนิยมจากผู้ชมมาโดยตลอด อันดับ 5 SLAM DUNK ถ้าพูดถึงมังงะเกี่ยวกับกีฬาบาสเกตบอลใคร ๆ ก็จะต้องพูดถึงเรื่อง Slam Dunk อย่างแน่นอน ผลงานจากอาจารย์ Inoue Takehiko ทั้งหมด 31 เล่ม สามารถจำหน่ายได้มากกว่า 100 ล้านเล่มทั่วโลก Slam Dunk เป็นมังงะที่สามารถถ่ายทอดความสุขและความเศร้าของเหล่านักกีฬาจำเป็นได้อย่างครบถ้วน เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กอันธพาลเกลียดการเล่นบาสฯ แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจเดินเข้าสนามแข่งเพื่อแย่งลูกกลม ๆ ยัดลงห่วง เพียงเพราะสาวที่เขาแอบปลื้มชื่นชอบนักกีฬาบาสเกตบอล จึงทำให้เรื่องวุ่น ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อเด็กหนุ่มไม่สนใจกีฬาบาสได้มาอยู่ในวงการ สัมผัสกับความฝันของคนในทีม
บ่อยครั้งที่โลกของแฟชั่นนิยมหยิบตัวแทนของศาสนาอย่างศาสดามาอยู่บนไอเทมแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นสไตล์หรูหราแบบชนชั้นสูงไปจนถึงแฟชั่นของเหล่าวัยรุ่นชาวสตรีต และตอนนี้ก็มีคนนำ ‘จีซัส’ หรือหลายคนรู้จักในนามของ ‘พระเยซู’ มาอยู่บนแฟชั่นคูล ๆ ของชาว Hiphop อีกครั้ง ดีไซเนอร์ผู้เอาจีซัสมาอยู่บนไอเทมแฟชั่นที่ว่าก็คือ Kanye West นักร้องนักแต่งเพลงและดีไซเนอร์ที่ใคร ๆ ก็ต้องเคยได้ยินชื่อของเขา ล่าสุดเขากำลังจะออกอัลบั้มใหม่ชื่อว่า Jesus is King พร้อมกับรายชื่อเพลงที่เกี่ยวกับพระเจ้าทั้งหมดอย่าง God is, Baptized, Sunday หรือ Sweet Jesus แต่ก่อนจะปล่อยเพลงเขาก็ปล่อยแฟชั่นไอเทมเรียกน้ำย่อยเหล่าสาวกกันก่อน คอลเลกชันเครื่องแต่งกาย Jesus is king ของ Kanye West ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะคริสเตียนหรือ Christian art ภาพวาดในโบสถ์คาทอลิกต่าง ๆ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพระเยซูจากพันธสัญญาใหม่ ศิลปะทรงคุณค่าที่ข้ามผ่านกาลเวลาพร้อมกับความศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์และหัวใจของการวาดภาพเรื่องราวของเทพเจ้าและพระเยซู West จดจำศิลปะที่พบเห็นจากโบสถ์ต่าง ๆ กลับมาประยุกต์ด้วยลายเส้นและสไตล์ของตัวเอง จนในที่สุดก็เกิดคอลเลกชันเสื้อผ้าเท่ ๆ ชื่อว่า Jesus is king โดยไอเทมจะมีทั้งเสื้อยืดสีพื้นอย่างขาว
ถ้าพูดถึงสถาปัตยกรรมจีนโบราณ หนุ่ม ๆ หลายคนคงนึกภาพกำแพงเมืองจีนที่ใช้โครงสร้างอิฐก้อนใหญ่ถมทับด้วยดินเหลืองและเศษหินความยาว 21,196.18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศแดนมังกร และเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ในอดีตกำแพงอิฐที่ทอดยาวนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันการรุกรานดินแดน แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นสถาปัตยกรรมจีนโบราณอันล้ำค่า ที่เป็นรากฐานให้งานออกแบบชนิดอื่น ๆ นอกจากไม้ที่เป็นจุดเด่นของสถาปัตยกรรมจีน การออกแบบพื้นที่ให้กว้างขวางก็เป็นอีกเอกลักษณ์ที่สำคัญไม่แพ้กัน ทีมสถาปนิกของ Zaha Hadid Architects จึงหยิบโครงสร้างสถาปัตยกรรมจีนโบราณผนวกเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ จนออกมาเป็นท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง-ต้าซิง ที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับกลิ่นอายทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลงตัว แม้อาคารผู้โดยสารขนาด 700,000 ตารางเมตร จะดีไซน์ออกมาให้กะทัดรัด แต่ก็สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 72 ล้านคนต่อปี โครงสร้างของอาคารผู้โดยสารถูกล้อมด้วยหลังคากระจกที่เป็นเหมือนสกายไลต์ช่วยเปิดรับแสงจากธรรมชาติ พร้อมสร้างความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย ให้กับเหล่านักท่องเที่ยว ที่นี่ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ ระบบดูดความร้อนจากชั้นพื้นดิน ทั้งยังออกแบบช่องทางลำเลียงน้ำฝนและมีระบบจัดการน้ำที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การออกแบบภายในถอดแบบมาจากสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่เน้นหนักในการจัดพื้นที่ให้เชื่อมต่อถึงกันได้แบบ open plan จากจุดศูนย์กลางของท่าอากาศยานผู้โดยสารสามารถเดินเชื่อมไปยังเครื่องบินโดยตรงผ่านประตูทั้ง 79 แห่ง เมื่อมองจากมุมสูงท่าอากาศยานแห่งนี้จะมีรูปทรงคล้าย ๆ ปลาดาว 5 แฉก ที่ไม่เพียงสวยงามแปลกตา
ผู้ชายหลายคนในโลกนี้มีความคิดว่า สรีระของหญิงสาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแต่งกายเป็นความสวยงามทางธรรมชาติ น่ามอง และเต็มไปด้วยเสน่ห์ แต่ภายใต้ทรวงอกที่ใครหลายคนหลงใหลก็มีปัญหาด้วยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงทำให้แบรนด์รองเท้าชื่อดังอย่าง Vans ขอเป็นตัวแทนบอกเล่าปัญหาดังกล่าวในแบบของตัวเอง ไอเทมแฟชั่นคอลเลกชันนี้ของ Vans ที่ว่าด้วยหน้าอกของหญิงสาว ไอเดียดังกล่าวเกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของ Vans กับ CoppaFeel! องค์กรของประเทศอังกฤษ เพื่อให้ชายหญิงตระหนักถึงปัญหามะเร็งเต้านมที่ใครหลายคนมองข้าม แต่ถ้าจะมานั่งเล่าให้ผู้ชายพาแฟนไปตรวจหน้าอกที่โรงพยาบาลก็คงจะน่าเบื่อจนไม่มีใครฟัง Vans จึงทำให้ผู้คนตระหนักด้วยศิลปะอาร์ต ๆ บนเครื่องแต่งกายแทน คอลเลกชันหน้าอกของหญิงสาวจาก Vans บอกเล่าผ่านศิลปะบนไอเทมหลากหลาย เช่น รองเท้า 3 แบบของแบรนด์ทั้ง Sk8-Hi, Slip-On, Era รองเท้าแตะ เสื้อเชิ้ต ฮู้ด เสื้อยืด หมวก และกระเป๋าเป้สะพายหลัง โดยจะใช้ลายกราฟิกหน้าอกของผู้หญิงแต่งแต้มอยู่ในไอเทมต่าง ๆ รองเท้าหุ้มข้อสีดำตัวชูโรงของคอลเลกชัน ประทับลวดลายของหญิงสาวสัญชาติต่าง ๆ ทั้งสาวผิวขาวผมทอง สาวผิวแทนผมดำ สาวเอเชีย และผู้หญิงผิวสีเพื่อความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ หญิงสาวทุกคนในภาพจะเปลือยอก บางคนก็เอามือมาปิดป้องหน้าอกบ้าง เพื่อเน้นย้ำถึงคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมที่เท่แถมยังไม่น่าเบื่อ รองเท้าผ้าใบอีกสามคู่ทั้งก็ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันลวดลายเท่ ๆ ด้วยเช่นกัน อย่างรองเท้าจะเป็นช่องสี่เหลี่ยมสีครีมและสีส้มแดง คล้ายกับว่าสี่เหลี่ยมทั้งหมดบนรองเท้าคือการเบลอเพื่อเซนเซอร์หน้าอกของผู้หญิง
ถ้าพูดถึงภาพยนตร์สายลับเราจะนึกถึงใครจากเรื่องอะไรบ้าง ? แน่นอนว่าหนึ่งชื่อที่จะต้องถูกยกขึ้นมาทุกครั้งเมื่อพูดถึงสายลับก็คือ James Bond เจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษรหัส 007 ที่ใครหลายคนยกให้เป็นต้นแบบของความเท่สไตล์สุภาพบุรุษ James Bond เป็นตัวละครโคตรเท่โลดแล่นอยู่ในหน้ากระดาษจากงานเขียนของ Ian Fleming ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายภาคด้วยกัน และตอนนี้ก็มีภาคหนึ่งที่มีอายุถึง 50 ปีแล้ว ภาคที่ว่าคือ On Her Majesty’s Secret Service (1963) นวนิยายลำดับที่ 10 จากหนังสือชุดของ James Bond วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1963 และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันว่า On Her Majesty’s Secret Service (1969) โดยได้ George Lazenby รับบทเป็นสายลับสุดเท่ ซึ่งตอนนี้เรื่องราวของหนังสายลับฉบับภาพยนตร์ On Her Majesty’s Secret Service ก็ครบรอบ 50 ปี ในปี 2019 จึงทำให้แบรนด์นาฬิกาที่อยู่คู่กับ James
เคยไหมครับ รู้ทั้งรู้ว่าถูกนอกใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้…จะด่าจะว่าออกไปตรง ๆ ก็กลัวจะดูไม่งาม ทำได้แค่แชร์อะไรช้ำ ๆ ลงโซเชียล เพื่อให้เพื่อนฝูง และเธอคนนั้นได้รับรู้ว่า “กูเสียใจ” เมื่อความเจ็บช้ำ และอารมณ์โกรธ ไม่สามารถบอกออกไปได้ตรง ๆ เรามาใช้เนื้อเพลงเจ็บ ๆ ดนตรีช้ำ ๆ สื่อความหมายกันดีกว่า และนี่คือ 10 เพลงที่ UNLOCKMEN อยากจะแนะนำให้คนถูกนอกใจได้ฟัง พร้อมทำความเข้าใจความหมาย ให้หนุ่ม ๆ ได้ร้องเพลงพร้อมร้องไห้ให้ตายกันไปข้าง! Lie To Me – Depeche Mode Lie To Me จาก Depeche Mode เพลงเจ็บ ๆ จากวงซินธ์ป๊อปแถวหน้าแห่งยุค 80 ที่ว่ากันด้วยชายหนุ่มผู้เจ็บหนักจนไม่รู้จะพูดอะไรอีกต่อไป นอกเสียจากบอกเธอคนนั้นว่า เอาเลย…เชิญโกหกกันให้เต็มที่ “Come on and lie to me Tell


