ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเลยว่าหลาย ๆ เมืองเริ่มคิดแผนปรับปรุงและวางผังเมืองเพื่อรองรับการใช้รถใช้ถนนอย่างจริงจัง แต่ BICYCLE ARCHITECTURE BIENNALE (BAB) ยังคงกล้าหาญที่จะจัดนิทรรศการประจำปี เพื่อแสดงงานสถาปัตยกรรมที่ช่วยยกระดับทางจักรยาน หวังเปลี่ยนชุมชนทั่วโลกให้ดีขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจให้คนหันมาใช้จักรยานสองล้อมากกว่ารถยนต์พ่นควัน ปี 2019 นี้นับเป็นปีที่สองของนิทรรศการดังกล่าว BAB ได้คัดเลือกนักออกแบบจากทั่วทุกมุมโลกที่เห็นความสำคัญของจักรยาน มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมครั้งนี้ ซึ่งในปีนี้มีทั้งหมด 15 โปรเจ็กต์จาก 9 ประเทศถูกเลือกเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการของ BIENNALE โดยมี Routes, Connections และ Destinations เป็นธีมหลักในการดีไซน์ สถาปัตยกรรมของแต่ละเมืองล้วนมีรูปลักษณ์ ฟังก์ชัน และเสน่ห์แตกต่างกัน แต่ทั้ง 15 โปรเจ็กต์ต่างเผยให้เห็นความหลากหลายของวิถีชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมต่างที่ ทั้งยังถ่ายทอดความสมดุลระหว่างการเคลื่อนไหวและชุมชนพักอาศัยออกมาได้อย่างสมบูรณ์ CYCLING AND PEDESTRIAN CONNECTION (Barcelona, Spain) COFFEE & BIKES (Delft, the Netherlands) CURTIN BIKE HUB (Perth, Australia) XIAMEN
เชื่อว่าคนรักเพลงสากลทุกคน แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักเพลงเบสหนึบติดหูที่มีชื่อว่า ‘Uptown Funk’ ด้วยความฟังสนุก จึงทำเอาผู้คนโยกสนั่นทั่วบ้านทั่วเมือง แค่อินโทรขึ้นก็เป็นอันร้องอ๋อ ไม่ต้องรอให้ถึงท่อนฮุคก็จำได้ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่จดจำว่า Uptown Funk คือเพลงของ Bruno Mars รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเพลงฮิตนี้เป็นของ Mark Ronson ต่างหาก! อีกทั้งชื่อของเขายังปรากฏอยู่บนหลากหลายเพลงฮิตอย่างเป็นปริศนา โดยไม่มีเสียงร้องของเขาสักท่อน วันนี้เราจะชวนคุณย้อนไปบนเส้นทางที่เป็นจุดเริ่มต้นของชายคนนี้ พร้อมตอบคำถามไปพร้อมกันว่า Mark Ronson คือใคร ทำไมมีชื่ออยู่บนเพลงดัง? Mark Ronson ชายคนนี้คือ DJ หนุ่มจาก London (ปัจจุบันอายุ 43 ปี) ด้วยความที่เป็นคนหลงใหลในเพลงหลากหลายแขนง เขาจึงสนุกกับการนำเพลงฮิตมา Cover ใหม่ แล้ว Remix ให้กลายเป็นเวอร์ชั่นที่แตกต่าง เขามักจะใช้ศิลปินคนอื่น ๆ มาเป็นผู้ถ่ายทอดเสียงร้องในเพลงของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นคนร้องเพลงไม่เอาไหน เขาทำงานกับศิลปินเก่ง ๆ มากมาย จึงรู้ดีว่าเส้นเสียงที่ดีควรจะเป็นแบบไหน และก่อนหน้าที่ชื่อของเขาจะเป็นที่รู้จักในวงการ Mark Ronson มีอัลบั้มเป็นของตัวเองถึง 2 อัลบั้มคือ Here Comes the
การแข่งม้าสำหรับอังกฤษอาจไม่ใช่การแข่งม้าธรรมดาเหมือนอย่างบ้านเรา แต่เป็นงานสังคมของชนชั้นสูง ตามที่หลายคนมักชอบพูดกันว่า “ชาวบ้านเป็นคนเลี้ยงม้า แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของม้า” เพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงม้าเป็นอะไรที่สูงมาก แถมยังต้องมีเนื้อที่เพียงพอสำหรับทำคอกม้าอีก ดังนั้นกีฬาที่เกี่ยวกับม้าอย่างโปโลหรือการแข่งขันความเร็วของม้าจึงเป็นเสมือนที่รวมตัวและออกงานของผู้มีอันจะกิน ด้วยความหรูหราและค่านิยมที่แตกต่างของการเข้าไปชมกีฬาแข่งม้าของบ้านเรากับอังกฤษ ทำให้ UNLOCKMEN อยากพาทุกคนไปดูสไตล์ธรรมเนียมและเรื่องราวของ Royal Ascot การแข่งขันม้าที่โด่งดังที่สุดของเกาะอังกฤษ ที่จะทำให้เห็นว่าไม่ได้มีแค่ม้าเท่านั้นที่เป็นตัวเอกแต่ยังมีอะไรให้เห็นมากกว่าที่คิด สำหรับการแข่งม้า Royal Ascot จากเดิมที่เป็นแค่การแข่งขันปัจจุบันกลายเป็นเทศกาลหนึ่งของอังกฤษไปแล้ว และถือว่าเป็นการแข่งม้าที่หรูหราและยิ่งใหญ่ที่สุดของเกาะอังกฤษที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1711 เพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 274 ล้านบาท) ด้วยจำนวนเงินรางวัลที่เย้ายวนทำให้ภายในงานที่ดำเนินมา 300 กว่าปี เต็มไปด้วยเหล่าม้าแข่งสายพันธุ์ดีที่มาจากทั่วโลก และจัดการแข่งขันทั้งหมด 5 วันด้วยกัน เนื่องจากงานแข่งม้า Royal Ascot มีผู้เข้าร่วมมากมายทั้งราชินีอังกฤษ เจ้าชาย เหล่าเชื้อพระวงศ์ไปจนถึงคนธรรมดาอย่างเรา ๆ แต่วัฒนธรรมดั้งเดิมที่จัดต่อเนื่องมาหลายร้อยปีรวมถึงการมีผู้ชมชนชั้นสูงเข้าร่วม จึงทำให้ทางผู้จัดจำเป็นที่จะต้องออกข้อบังคับเรื่องการแต่งตัวของผู้ที่จะมาร่วมชมงานแข่งม้าในสนามนี้ โดยจะแบ่งการแต่งตัวออกเป็น 3 กลุ่ม ตามโซนที่นั่งเรียงจากราคาที่แพงที่สุดคือ Royal Enclosure ตามมาด้วย Queen Anne Enclosure
ค่ำคืนวันศุกร์สุดคึกครื้นและแสงสีของราตรีกาลที่ไม่เคยหลับใหล นำเราเดินดุ่มขึ้นไปยังชั้น 39 ของตึก Sathorn Square มีน้อยคนจะรู้ว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของ KOI RESTAURANT ร้านอาหารควบบาร์เหล้าอันมีเอกลักษณ์ด้วยเมนูอาหารและเครื่องดื่มสไตล์เจแปนนิสแคลิฟอร์เนียน เป็นการยกครัวชื่อดังจากสาขาใน Los Angeles มาจุติที่ประเทศไทย หนุ่ม ๆ จะได้สัมผัสประสบการณ์ 3 แบบ 3 สไตล์ผ่านโซน Dinner, Lounge และ The Club @ Koi ที่เชื่อมต่อและเดินทะลุถึงกันได้ทั้งหมด นอกจากอาหารเลิศรส คุณยังได้ชิมทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ยามราตรีที่โอบล้อมไปด้วยความงดงามของตึกระฟ้าแห่งมหานคร ก้าวแรกที่เข้ามาในโซน Dinner ก็สัมผัสได้ถึงความเท่ เนื่องด้วยการตกแต่งเน้นหนักเฟอร์นิเจอร์สีเข้ม มีโคมระย้าทรงแปลกตาห้อยลงมาจากด้านบน ทั้งยังเล่นกับลวดลายแพตเทิรน์ซ้ำ ๆ ทำให้ภาพงานสถาปัตยกรรมแบบอินดัสเทรียลลอฟต์และบรูทัลลิสต์แวบเข้ามาในหัวเรา แต่เมื่อถามไถ่จนได้ความ ก็รู้ว่า KOI RESTAURANT แห่งนี้ดีไซน์ร้านอิงตามหลักฮวงจุ้ย เลือกใช้วัสดุจากไม้เป็นหลักและสอดแทรกรายละเอียดของเอเลเมนต์ทั้ง 4 เอาไว้อย่างน่าทึ่ง เริ่มจานแรกด้วย Creamy White Shrimp Tempura เทมปุระกุ้งที่ทวิสต์ขึ้นมาให้มีความเป็นอเมริกันด้วยการคลุกเคล้าซอสมายองเนส แต่แม้จะมีซอสเคลือบด้านนอกเรากลับไม่รู้สึกถึงความเลี่ยนเลยสักนิด
ต้นปี 2019 ถือว่าเป็นช่วงที่ภาพยนตร์กลับมาคึกคักอีกครั้ง และมีหนังน่าสนใจมากมายทยอยออกมาให้ได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ก็เดินทางมาถึงครึ่งปีแล้ว UNLOCKMEN จึงนำหนังที่ฉายช่วงครึ่งแรกของปี 2019 จำนวน 5 เรื่อง ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาพยนตร์ยอดเยี่ยมช่วงครึ่งปีแรกมาให้ได้ดูกันว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้างที่เราพลาดไป หรือว่าหนังเรื่องโปรดของเราจะติดอันดับหนังดีที่ควรดูหรือไม่ The Last Black Man in San Francisco The Last Black Man in San Francisco กับพล็อตหนังที่แสนเรียบง่ายตามแบบฉบับของหนังค่าย A24 เช่นเดียวกับเรื่อง High Life (2019) แต่กลับกวาดคำวิจารณ์ด้านบวกไปอย่างท่วมท้น กับเรื่องราวของหนุ่มผิวสีนามว่า Jimmy และเพื่อนสนิทที่ต้องต่อสู้กับเกี่ยวกับสิทธิที่เขาควรจะได้รับ เมื่อเขาต้องการบ้านที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นของปู่ที่เสียไป แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือปู่ของ Jimmy คือชายผิวสีคนแรกในเมืองซานฟรานซิสโก ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมอเมริกาสมัยก่อน นอกจากจะเห็นมุมมองที่แตกต่างกับปัจจุบันและเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปัญหาเรื่องการเหยียดสีผิว เรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับของเรื่องอย่าง Joe Talbot ที่เพิ่งคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเทศกาลหนัง Sundance Film Festival 2019 มาหมาด ๆ มาถ่ายทำอีกด้วย แถมยังได้คะแนนรีวิวจาก
แรงบันดาลใจ Motivation แรงจูงใจ เวลาผู้ชายอย่างเราได้ยินคำเหล่านี้ทีไร หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นคำเพ้อฝัน เลื่อนลอย เป็นแค่ความรู้สึกฟุ้ง ๆ ไม่น่าจะเชื่อมโยงเข้ากับประสิทธิภาพการทำงาน คุณภาพของงาน หรือแม้แต่ศักยภาพของทีมหรือองค์กรไปได้ แต่ใครจะรู้ว่า “Motivation” สำคัญกว่าที่เราคิด สำคัญกับทั้งโอกาสที่จะทำงานสำเร็จ สำคัญต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีม เพราะถ้าคนทำงานทำงานแบบไม่อิน ทำงานแบบโคตรเบื่อหน่ายไปวัน ๆ ใช้แรงกายแรงใจแค่พอให้มีงานส่ง ๆ ไป องค์กรนั้นก็คงไม่สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด แต่ทำได้แค่คืบคลานไปอย่างช้า ๆ พอเอาตัวรอดได้ (และแค่รอวันที่จะไปไม่รอดหรือโดนแซงไปเท่านั้น) Motivation หรือแรงจูงใจสำคัญต่อการทำงานอย่างไร? งานวิจัยที่ชื่อ The Effects of Incentives on Workplace Performance: A Meta‐analytic Review of Research Studies ระบุว่า ในแต่ละโปรเจกต์ที่ทำขึ้นมาแล้วสำเร็จนั้นปัจจัย 40% มาจากแรงจูงใจล้วน ๆ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าทั้งทีมมี Motivation หมดก็มีแนวโน้มว่าจะร่วมมือกันทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ ไม่ว่างานหรือโปรเจกต์นั้นจะยากหรือง่าย แต่คนทำงานเต็มไปด้วยแรงจูงใจที่อยากทำให้สำเร็จก็พร้อมจะฝ่าไป เพราะฉะนั้นการจะทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น
เงียบมาสักระยะสำหรับเรื่องข่าวคราวของสายสกุลเงินดิจิทัล หลังจากหลายคนหมุนเข้า ๆ ออก ๆ กันไปมาด้วยหลายเหตุผล ทั้งไม่อยากลงทุนบ้าง หน้าใหม่ไม่เหลือช่องให้เข้าก็มี แต่เมื่อไม่นานนี้ จู่ ๆ เรื่องนี้ก็กลับมาสร้างกระแสฮือฮาอีกครั้งหลังจากที่ Facebook โดดเข้ามาสร้างสกุลเงินของตัวเองจริงจังและประกาศใช้ตั้งชื่อสกุลเงินดิจิทัลอย่างไม่เป็นทางการว่า “Libra” แต่ทันทีที่ประกาศตัวกับเผยข้อมูลไม่นาน ทางสภาคองเกรสก็ออกมาเบรกหัวทิ่มให้ทางเฟซบุ๊กชะลอโครงการนี้ก่อน เพราะอะไรและเราจะมีโอกาสสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัลไหม ลองมาดูข้อมูลบางส่วนที่เราสรุปให้พร้อมกัน Libra อภิมหาโปรเจกต์ยิ่งใหญ่ใจถึง องค์กรใหญ่ก็ต้องคิดการใหญ่ สำหรับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่มีคนใช้งานสูงถึง 2,000 ล้านคนทั่วโลกอย่างเฟซบุ๊กเองก็ไม่ได้เริ่มตั้งไข่ Libra ไว้เล่น ๆ แต่เขาตั้งเป้าว่าสกุลเงิน Libra นี้จะเป็นโครงสร้างทางการเงินระดับโลกเพื่อคนยุคนี้ เพราะทุกวันนี้หลายพื้นที่ของโลกยังเข้าไม่ถึงสถาบันการเงินหลัก เปิดบัญชีธนาคารไม่ได้ ฯลฯ แต่เรายังมีมือถือ ดังนั้น ถ้าเปิดให้ใช้ช่องทาง Cryptocurrency ของ Libra เข้าไปใช้งานได้เมื่อไหร่ ปัญหานี้จะหมดไปทันที แถมยังตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่หันไปใช้ไลฟ์สไตล์แบบ Unbanked หรือการทำธุรกรรมนอกธนาคารกันหมดแล้ว และยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่เชื่อมการใช้เงินต่างสกุลกัน เพราะใช้เงินสกุลกลางอย่าง Libra ได้ แต่เพื่อความโปร่งใสกับการตั้งตัวเป็นสถาบันกลางของโลก ฝั่งเฟซบุ๊กเขาเลยจัดตั้งองค์กรแยกที่เข้ามาควบคุมดูแลเรื่องนี้ โดยจัดตั้งเป็น Libra Association องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานร่วมกับพันธมิตร
ย้อนไปราวเดือนมีนาคม ต้นปี 2019 ที่ผ่านมา เมื่อทางเพจผู้จัดคอนเสิร์ตอย่าง Viji Corp ประกาศว่าวง Alternative Rock จากอังกฤษที่ชื่อ Foals จะมาเปิดการแสดงที่เมืองไทยในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ แฟนเพลงเดนตายอย่างเราก็กรีดร้องในใจเป็นพันครั้ง ก่อนจะรีบเข้าไปกดซื้อบัตรทันทีที่เปิดการขายในเว็บไซต์ Ticketmelon ถึงจะจ่ายก่อน ชมของจริงทีหลัง แถมต้องรอเหงา ๆ ไปถึงครึ่งปี พวกเราก็ไม่ท้อถอย วันนี้เราเลยจะมาเล่าแจ้งแถลงไขให้ฟังว่า วงดนตรีที่ชื่อ Foals นี้ พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงน่าไปชมการแสดงสดของพวกเขาสักครั้ง มารู้จัก 10 ข้อที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Foals ไปพร้อม ๆ กัน! 1. Foals มาจาก Oxford เมืองแห่งการเรียนรู้ ประเทศอังกฤษ 2. Antidotes อัลบั้มแรกของ Foals คือแนว Math-Rock (เพลงร็อกที่มักจะมีโครงสร้างเพลงที่ผิดแปลก เช่นทำให้สัดส่วนเพลงไม่ใช่ 4:4 อย่างที่ควรเป็น จนไปถึงการขยายคอร์ดที่ไม่กลมกลืนกันเป็นต้น) ซึ่งก่อนหน้าจะเป็น Foals
คงจะจริงกับประโยคที่ว่า “การ์ตูนและภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรือเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้” เพราะสิ่งที่ UNLOCKMEN ได้พบเจอและหยิบมานำเสนอคือเรื่องราวสุดเท่ของชายคนหนึ่งที่สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์สุดล้ำอย่างชุดเกราะ Iron Man เพื่อเติมเต็มความชอบของเขา ผู้สร้างชุดเกราะที่ว่าคือ Adam Savage ชายที่เป็นทั้งอดีตพิธีกร Mythbuster เป็นทีมผู้สร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์ให้กับสตูดิโอ George Lucas ที่โด่งดังมาจากหนังเรื่อง Star Wars และปัจจุบันได้ผันตัวมาเป็น Youtuber มีช่องเป็นของตัวเอง ซึ่งคลิปส่วนใหญ่ที่เขานำเสนอคือโปรเจกต์ DIY ผลงานเท่ ๆ มาให้ได้รับชมกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นเกอิชาจากเรื่อง Ghost in the Shell (2017) หรือปืนพกสุดล้ำจากแอนิเมชันที่สร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner 2049 (2017) และครั้งนี้ผลงานชิ้นโบแดงของอดัมกำลังจะทำให้เขาดังเป็นพลุแตกมากกว่าเดิม เหตุที่บอกว่า Adam กำลังจะกลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีกนั้นเป็นเพราะช่อง Discovery Channel ได้นำผลงานที่น่าทึ่งของเขามาสร้างเป็นซีรีส์แปดตอนชื่อ Savage Build เราจะเห็น Adam สร้างสรรค์ผลงานที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ร่วมกับทีมวิศวกร เช่น การดัดแปลงอุปกรณ์ของกองทัพอังกฤษ หรือแม้แต่ดัดแปลงรถใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่อง Mad


