ยุคสมัยก่อนหน้านี้การขับรถหรูมักจะตกแต่งให้หรูยิ่งกว่า หรือแรงยิ่งขึ้นก็ตาม มีสำนักแต่งที่เลือกโมดิฟายเฉพาะรถหรูมากมาย ไม่ว่าจะเป็น RWB ที่เลือกแต่ง Porsche ให้ดุดันแบบ Widebody หรือจะจะเป็นชุดแต่งจาก Liberty Walk ที่เน้นโมทุกสำนักไม่ว่าจะเป็น Lamborghini ไปจนถึง GT-R แต่จะมีสำนักแต่งไหนโหดสัสได้เท่าสำนักแต่งในรัสเซีย ที่ไม่ได้เน้นหรูหรือเน้นแรง แต่เน้นลุยสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ด้วยการเปลี่ยนล้อรถให้กลายเป็นตีนตะขาบรถถัง จะเรียกว่าเป็นรถถังที่หรูที่สุดในโลกก็คงไม่ผิดนัก สำหรับ Bentley Continental GT Tank คันนี้ ผลงานในชื่อโปรเจค “Ultratank” ของสำนัก Eastern Europe ที่ใช้เวลายาวนานหลายเดือนไปกับการคิดว่า ทำยังไงถึงจะเปลี่ยนแรงม้าของ Bentley Continental GT ซึ่งในเวอร์ชันที่เราเห็นนี้ก็ยังไม่ใช่ว่าเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย ยังมีการบ้านที่ Eastern Europe ต้องพัฒนาต่อ ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ทำให้เครื่องยนต์สามารถใช้ขับเคลื่อนตีนตะขาบรถถังได้เต็มที่ เพราะถ้าแรงบิดไม่มากพอ ย่อมยากที่จะสร้างแรงขับเคลื่อนให้สายพานของตีนตะขาบอันหนักอึ้งได้ ซึ่งขณะนี้ตั้งเป้าว่ารถจะต้องทำความเร็วให้ได้ 100 km/h แต่ปัจจุบันยังทำได้แค่ครึ่งเดียวคือ 50 km/h เท่านั้น และมันทำให้การควบคุม Ultratank ทำได้ยากเย็น
โลกของธุรกิจมีมากกว่าตัวเงิน สำหรับคนที่ไม่ชอบเรื่องตัวเลขหรือต้นทุนเลยอาจจะมองว่าน่าปวดหัว แต่ความจริงมันยังมีหลายมิติที่น่าสนใจ โดยเฉพาะแง่ของการตลาดและการโฆษณา เพราะมันคือแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์ล้วน ๆ ซึ่งถ้าเรารู้ทันและเข้าใจมัน เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อและนำความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นไปต่อยอดได้ ช่วงนี้ไม่ว่าจะแบรนด์ไหนก็เริ่มบุกตลาด AI และ AR กันเป็นแถบ อย่างล่าสุดที่เราเพิ่งนำเสนอกันไปก็เป็น Application วัดขนาดเท้าของ Nike อย่าง “Nike Fit” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการซื้อรองเท้าแต่ขนาดไม่ตรงกับความจริง แต่ล่าสุดเราเพิ่งไปพบรูปแบบการตลาดของ AI ที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่เขย่าวงการด้วยการใช้ AI กับ “สุนัข” เพื่อเพิ่มยอดขายอย่างจริงจัง ร้านขายสัตว์เลี้ยงประเทศบราซิลในเครือ Petz แหวกแนวเปิดชอปปิงออนไลน์สำหรับสุนัขอย่างแท้จริง โดยเรียกมันว่า Pet-Commerce หรือการซื้อของออนไลน์ที่เลือกจากความต้องการของสัตว์เลี้ยงเอง โดยใช้ AI ดักจับความสนใจของสุนัขผ่านกล้องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็ปเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ การเลือกซื้อของระหว่างสุนัขกับระบบ AI จะใช้วิธีการ access เข้าเว็บไซต์ก่อนโดยให้สุนัขนั่งอยู่ที่หน้าตักเราหรือจุดไหนก็ได้ที่มองเห็นกล้องหน้า จากนั้นให้เราเลือก Pet Commerce หน้าจอจะแสดงคลิปสินค้าแบบแรนดอม ไม่ว่าจะเป็นกระดูก บอลยาง ฯลฯ ขั้นตอนนี้เอง
แม้เซ็กซ์จะไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับทุกคู่ แต่ต้องยอมรับว่ามันคือส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์หนุ่มสาว ก่อนเริ่มมีเซ็กซ์ผู้ชายหลายคนคงไม่พลาดที่จะเล้าโลมพร้อมซุกไซ้ตามซอก ดื่มด่ำเนินสูง ใช้ลิ้นละเลงรักทั่วเรือนร่าง ก่อนลงไปสร้างความเสียวซ่านด้วยริมฝีปากอบอุ่นและปลายลิ้นอันชุ่มฉ่ำ UNLOCKMEN เชื่อว่าหนุ่ม ๆ สายเบิร์นคงมีความชอบในการทำออรัลเซ็กซ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่พวกคุณคงกระตือรือร้นกับมันมากขึ้น ถ้าได้รู้ว่ามันมีประโยชน์กับผู้ชายอย่างเรามากกว่าแค่หนึ่งในฉากรักสุดเร่าร้อนบนเตียง การทำออรัลเซ็กซ์ถูกพิสูจน์แล้วว่าช่วยกระตุ้นให้เพศสัมพันธ์สนุกสนานและตื่นเต้นเร้าใจมากกว่าเดิม ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่แพร่หลายมากนักในบ้านเรา แต่ในอเมริกาออรัลเซ็กซ์เป็นหนึ่งในกิจกรรมทางเพศที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม The National Survey of Family Growth เผยว่าชาวอเมริกัน 86-87% จะทำออรัลเซ็กซ์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในการมีเซ็กซ์ แถม 97% ของผู้ชายและ 95% ของผู้หญิงก็พึงพอใจกับการถูกทำออรัลเซ็กซ์ แลตโตบาซิลลัส แบคทีเรียดี ๆ ที่ไม่ได้มีแค่ในน้ำนม ไม่เพียงแต่ความเสียวซาบซ่าน แต่การทำออรัลเซ็กซ์ยังมีประโยชน์ด้านสุขภาพต่อผู้ชายอีกด้วย หนุ่ม ๆ อาจยังไม่รู้ว่าภายในช่องคลอดของผู้หญิงนั้นมีแลคโตบาซิลลัส หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “โพรไบโอติกส์” ซ่อนอยู่ ฟังแล้วอาจรู้สึกคุ้นหูกันบ้าง เพราะมันเป็นแบคทีเรียชนิดดีชนิดเดียวกับที่อยู่ในเครื่องดื่มประเภทนม ทั้งนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต แต่ที่น่าแปลกคือภายในถ้ำหรรษาของผู้หญิงก็มีสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน แลคโตบาซิลลัสที่อยู่ในช่องคลอดของผู้หญิงจะทำหน้าที่ควบคุมค่าความเป็นกรดเป็นด่าง หรือ ค่า pH ของของเหลวในช่องคลอดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามที่ควรจะเป็น ประโยชน์ของแลคโตบาซิลลัส นอกจากในนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต แลคโตบาซิลลัสยังถูกพบบริเวณลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการย่อยอาหารและย่อยน้ำตาลแลคโตส เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหาร
สไตล์วินเทจถือว่าเป็นแฟชั่นที่ไม่เคยตกยุค บางคนอาจมองว่าเชย แต่ก็ยังมีคนส่วนใหญ่ที่มองว่ารองเท้าสไตล์วินเทจเป็นสิ่งที่เท่และบ่งบอกความเป็นตัวเองได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ Nike ร่วมมือกับ J.Crew ออกรองเท้าสุดเท่ที่เหล่าผู้ชื่นชอบความวินเทจไม่ควรพลาด บางคนอาจจะรู้จัก Nike แต่ยังไม่รู้จัก J.Crew เท่าไหร่นัก J.Crew เป็นแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติอเมริกันก่อตั้งขึ้นในปี 1983 และปัจจุบันมีร้านค้ากระจายอยู่ 300 กว่าแห่งทั่วโลก โดยแบรนด์โดดเด่นเรื่องสไตล์สุดคลาสสิกไม่ตกยุค ผสมผสานวัฒนธรรมให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สนีกเกอร์ Nike Killshot เป็นการร่วมมือกันระหว่าง Nike และ J.Crew ที่ก่อนหน้านี้เคยปล่อยโมเดลมาแล้วและได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม เพราะ Killshot ถอดดีไซน์มาจากรองเท้ากีฬาของนักเทนนิสเวลาใส่ลงสนาม ด้วยการนำรองเท้าพื้นยางสีเหลืองยอดนิยมจากยุคเก่าก่อนมาเป็นจุดเด่นสำคัญของรองเท้าตระกูลนี้ เดิมรองเท้า Killout ผลิตสีต่าง ๆ ทั้งแดงและน้ำเงิน แต่ครั้งนี้จะยิ่งวินเทจมากกว่าเดิมด้วยการหยิบสีเขียวเรือใบ (Sail Green) มาใช้เพิ่มความโดดเด่นหลายส่วนทั้งตรงบริเวณ Swoosh ภาษาอังกฤษคำว่า Nike ทั้งตรงด้านหลัง ลิ้นรองเท้า และด้านในพื้นรองเท้า พร้อมสร้างเลเยอร์ด้วยหนังกลับตรงฐาน Lace Cage รูสำหรับร้อยเชือกรองเท้า รวมถึงด้านหน้าและด้านข้างของสนีกเกอร์ด้วย สนีกเกอร์ที่มีลุควินเทจกับสไตล์สปอร์ตมารวมกันคู่นี้ แม้จะได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าเทนนิสในยุคเก่าแต่
ศิลปะมีไว้เพื่อจรรโลงใจ มีไว้เพื่อบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ที่น่าประทับใจ และผลงานศิลปะบางส่วนก็มีไว้เพื่อสะท้อนและเสียดสีสังคม โดยเฉพาะผลงานของศิลปินญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มักจะสร้างสรรค์ผลงานเจ็บ ๆ ไว้ให้ระลึกถึงสภาพสังคมแต่ละวันที่เราต้องเผชิญ ว่าเหตุการณ์ทุกคืนวันที่ดำเนินไปมันดีจริง ๆ หรือว่าเรากำลังหลอกตัวเองว่าดีกันแน่ ? บางคนอาจมองว่าตัวเองมีอิสรภาพ แต่สำหรับ Tetsuya Ishida ศิลปินชื่อดังของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานภาพวาดที่เต็มไปด้วยการเสียดสีสังคมกลับมองต่างออกไป เขามองว่าถึงแม้แต่ละคนจะมีอิสรภาพแต่มันก็ไม่ใช่อิสรภาพที่แท้จริง เพราะเราทุกคนล้วนถูกจำกัดอยู่ในกรอบเสมอ รวมถึงต้องเคยสูญเสียอิสรภาพไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือไม่ด้วยกันทั้งนั้น การสร้างสรรค์ผลงานของ Tetsuya จะเป็นศิลปะแบบลัทธิเหนือจริงหรือที่เรียกกันว่า Surrealism เต็มไปด้วยความเสียดสีประชดประชัน เผยให้เห็นมุมมองที่เจ็บปวดของผู้คนในสังคมญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางอย่างมนุษย์เงินเดือน เด็กนักเรียน ท่ามกลางบรรยากาศทั่วไปที่ทุกคนจะนึกภาพตามได้ง่าย ทั้งห้องพักรูหนู บ้านขนาดกลาง สถานีรถไฟฟ้า หรือโรงพยาบาล และนำสิ่งไม่มีชีวิตจากงานอุตสาหกรรมมาผสม เช่น โถส้วม รถไถ บันไดเลื่อน เปรียบคนเหมือนกับวัตถุ พยายามบอกเล่าอะไรบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในภาพและลดทอนความเป็นมนุษย์ เรื่องราวส่วนมากในผลงานของ Tetsuya จะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นเกิดความวุ่นวายทางด้านเศรษฐกิจ หลายบริษัทปลดพนักงานจำนวนมาก บางครั้งก็วาดภาพเด็ก ๆ ที่ต้องรับความกดดันจากครอบครัว ชีวิตที่ตายซากจากการทำอะไรซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความเฉยชา แสดงให้เห็นว่าการดิ้นรนเอาตัวรอดจากระบบทุนนิยมบางครั้งก็โหดร้ายกับเรามากเหลือเกิน แม้ว่าผลงานทั้งหมดของเขาจะเสียดสีสังคมญี่ปุ่น แต่พื้นเพครอบครัวของ Tetsuya นับว่าดีกว่าหลายคนมาก เพราะพ่อของเขาเป็นสมาชิกรัฐสภา
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ทั่วทั้งโลกได้เฝ้ามองดู นีล อาร์มสตรอง และ บัซ อัลดริน ก้าวลงเดินบนดาวต่างดวง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งเชื่อได้เลยว่าเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็คงปรารถนาอยู่แน่ ๆ ทั้งการประทับรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์ และชื่อเสียงมากมายที่เข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ชีวิตของทั้งคู่หลังกลับมาจากดวงจันทร์กลับไม่ได้สู้ดีนัก โดยเฉพาะกับ บัซ อัลดริน ที่ต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้า ปัญหาครอบครัว ติดเหล้า และอีกหลาย ๆ ปัญหา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับเขา ชีวิตของอัลดรินที่จริงแล้วไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย เขาต้องส่งใบสมัครเข้าเป็นนักบินอวกาศถึง 2 รอบด้วยกันถึงจะติด เนื่องจากในตอนแรกนั้นนาซามีข้อกำหนดว่าผู้สมัครต้องเป็นนักบินทดสอบเพียงอย่างเดียว ทำให้อัลดรินต้องรอการเปิดรับอีกรอบในปี 1963 ที่เปิดรับนักบินเครื่องบินเจ็ตปกติด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการก้าวมาเป็นนักบินอวกาศของอัลดริน ภารกิจแรกสู่อวกาศของเขานั้นคือภารกิจเจมิไน 12 ซึ่งเป็นภารกิจที่เก็บกวาดสิ่งที่นาซายังไม่ได้ทดลอง หรือทดลองไม่สำเร็จในภารกิจก่อนหน้า เนื่องจากนี่คือภารกิจสุดท้ายของโครงการเจมิไนแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะเข้าสู่โครงการอพอลโลที่ส่งคนไปดวงจันทร์ โดยอัลดรินได้เดินทางขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับจิม โลเวล รุ่นพี่ผู้มากประสบการณ์ในเวลานั้น หลังจากเดินทางขึ้นสู่อวกาศไปแล้วหนนึง เขาก็ได้ออกเดินทางอีกครั้งกับภารกิจอพอลโล 11 ซึ่งเป็นการลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษยชาติ ภาพส่วนใหญ่บนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้นก็เป็นภาพของอัลดริน (เนื่องจากอาร์มสตรองต้องเป็นคนถือกล้องถ่าย เลยแทบจะไม่มีภาพเขาเลย) แน่นอนว่านี่แหละคือจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางของชื่อเสียงที่โด่งดังของเขา
หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากงานเปิดตัว The All New XC40 เมื่อเดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา วอลโว่ต้อนรับศักราชใหม่ด้วยกิจกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่จะกลายเป็นท็อคออฟเดอะทาวน์แห่งปี กับงานเปิดตัว “The Volvo Way: Freedom to Experience” พบขบวนรถยนต์รุ่นล่าสุดจากวอลโว่ที่สร้างยอดขายถล่มทลาย มาร่วมทดสอบสมรรถนะบนลู่วิ่ง 2 ระดับที่แฟนวอลโว่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน ณ ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ เปิดรอบสำหรับบุคคลทั่วไปในวันที่ 9 – 19 พฤษภาคม 2562 ระหว่างเวลา 11.00 – 22.00 น. ณ ลานมรกต ด้านหน้าห้างเซ็นทรัลชิดลม “นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย มุ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับลูกค้าของเราเป็นอันดับแรก จวบจนปัจจุบัน เรายังคงให้ความสำคัญกับลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสบการณ์ที่พวกเขาจะได้รับทุกครั้งที่มาเยือนศูนย์บริการวอลโว่” มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) กล่าว “ภายในงาน The Volvo
NIKE เคยกล่าวไว้ว่า 3 ใน 5 คนที่ใส่รองเท้าผ้าใบ เลือกขนาดรองเท้าไม่เหมาะสมกับขนาดเท้า และที่สำคัญคือรองเท้าแต่ละรุ่น อาจจะเหมาะสมกับไซส์รองเท้าที่ต่างกันออกไป แม้จะเป็นเท้าคู่เดิมของเราก็ตาม ดังนั้นเรื่องการเลือกขนาดรองเท้าจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ NIKE ไม่แพ้ประสบการณ์การสวมใส่ เพราะต่อให้ออกแบบรองเท้ามาดีแค่ไหน แต่ถ้าคนซื้อผิดไซส์ไป ก็ใส่ไม่ Happy อยู่ดี แล้ววิธีแก้คืออะไร? ในยุคที่ทุกคนกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้อของออนไลน์ แม้แต่เรื่องของเสื้อผ้าแฟชั่นรองเท้าที่ขนาดเป็นหัวใจสำคัญที่เคยเชื่อว่า “ถ้าไม่ได้ลอง ก็ไม่ซื้อ” ก็เริ่มลดความคาดหวัง กดสั่งซื้อทางออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งแม้จะมี return policy ในการรับคืนรองเท้าก็ตาม แต่ก็ต้องยุ่งยากเรื่องจ่ายเงิน คืนเงิน ค่าส่ง บริหาร Inventory และสำหรับร้าน Retailer จะยิ่งเซ็งเพราะค่าใช้จ่ายพวกนี้มีผลทำให้ราคาขายสูงขึ้นเช่นกัน NIKE จึงหันไปโฟกัสในเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้มือทุกคน นั่นคือการพัฒนาสร้างสรรค์ Application ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เรียกว่า “Nike Fit” ซึ่งสามารถคำนวณขนาดเท้าได้อย่างแม่นยำในระดับคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 มิลลิเมตร ซึ่งแม่นยิ่งกว่าบรรดา Application วัดระยะที่เคยมีมาก่อนหน้าซะอีก ด้วยความที่ขนาดเท้าเป็นเรื่อง sensitive จึงต้องใช้การทำงานร่วมกันของ AR
ถ้าเดินดุ่ม ๆ เข้าไปถามคนร้อยคนว่า “ความรัก” คืออะไร ? เราอาจได้คำตอบเป็นร้อยแบบ (หรือมากกว่านั้น) เพราะความรักไม่ใช่แค่สีชมพูหวานฟุ้งงดงามเท่านั้น แต่ความรักคือความหลากหลาย ความรักคือเฉดสีสารพัดแบบเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการไปถึง UNLOCKMEN จึงอยากชวนผู้ชายทุกคนเข้าสู่ภวังค์แห่งความรักทะลักเขตความรู้สึกด้วยวรรณกรรม 5 เล่มที่ว่าด้วยความรักหลายรูปแบบที่เรามั่นใจว่าไม่ใช่ความรักในแบบที่ผู้ชายอย่างเราเข้าใจมาก่อนแน่นอน แผลลึกหัวใจสลาย แผลลึกหัวใจสลาย แปลจากหนังสือ: Never Let Me Go ผู้เขียน: Kazuo Ishiguro ผู้แปล: นารีรัตน์ ชุนหชา สำนักพิมพ์: เอิร์นเนสต์ (Earnest) Kazuo Ishiguro อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูมากนักสำหรับผู้ชายที่ไม่ได้หลงใหลรื่นรมย์กับการอ่าน แต่เขาคือนักเขียนรางวัลโนเบลที่ในชีวิตนี้เราควรอ่านงานของเขาสักครั้ง ไม่ใช่เพราะเขาเป็นนักเขียนมือรางวัล แต่เพราะวรรณกรรมที่ว่าด้วยความรัก (และเรื่องราวอื่น ๆ ) ของเขาเล่มนี้จะชวนให้เราก้าวข้ามสู่พื้นที่แห่งรักในมิติใหม่ การตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ในแบบใหม่ ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ “แผลลึกหัวใจสลาย” ไม่ได้มีแค่เรื่องความรักโดยตรง แต่คือเรื่องของการเติบโต การก้าวผ่านวันวัย ในห้วงเวลาสุดพิลึกพิลั่นที่เราขอแอบบอกว่าตอนจบจะชวนให้เรารู้สึกแปลกประหลาดอย่างไม่คาดคิด (แต่ก็ไม่อาจบอกได้มากกว่านี้จริง ๆ ) หลังอ่านจบเรารับรองได้ว่าเราจะตั้งคำถามสารพัดสารพันแตกกิ่งก้านไม่รู้จบ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราตกหลุมรักใครสักคน หรือเป็นเราที่สูญหาย


