ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความคิดและจินตนาการของเด็กมักสร้างสรรค์สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราคิดไม่ถึงขึ้นมาบ่อยครั้ง ไม่ต่างจากครั้งนี้ที่เกิดขึ้นในวงการนาฬิกา เมื่อเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มตั้งคำถามง่าย ๆ จนทำให้เกิดคอนเซ็ปต์ดีไซน์นาฬิกาแบรนด์ Rolex ที่รับแรงบันดาลใจจาก Sprite น้ำอัดลมชื่อดังมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ แฟนคลับนาฬิกา Rolax คงไม่มีใครไม่รู้จักกับนาฬิกาข้อมือตระกูล GMT ที่โดดเด่นด้วยสีสันของขอบนาฬิกาไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน-แดง จนทำให้หลาย ๆ คนเรียกนาฬิการุ่นดังกล่าวว่า Pepsi นอกจากนี้ยังมีนาฬิการุ่น GMT-Master II ที่ใช้สีดำ-แดง ตกแต่งบริเวณขอบและถูกเรียกว่ารุ่น Coke Hodinkee เว็บไซต์ที่คล้ายกับเป็นแหล่งนัดพบของผู้หลงใหลนาฬิกาจากทั่วโลกได้แนวคิดที่น่าสนใจจากเด็กชายอายุ 8 ขวบที่ชื่อว่า Zahid Ali โดยเด็กคนนี้คือลูกชายของผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ของ Hodinkee ที่สงสัยว่าเมื่อ Rolex มี Pepsi กับ Coke แล้วทำไมถึงไม่ดึงสีสันสดใสของน้ำอัดลมกลิ่นมะนาวมาอยูบนนาฬิกาข้อมือบ้าง เมื่อเด็กน้อยคิดได้อย่างนั้นเขาจึงไม่รอช้า วาดภาพออกมาให้คนอื่นเข้าใจมากยิ่งขึ้นโดยการร่างแบบนาฬิกาพร้อมแต้มสีที่เขาต้องการลงบนกระดาษ และผลที่ออกมาต่างก็ทำให้นักออกแบบของ Hondinkee ถูกอกถูกใจไอเดียของ Zahid และดีไซน์ให้ดียิ่งขึ้นจนเห็นภาพจริง ๆ ครึ่งบนใช้สีเขียวมะนาวและครึ่งล่างใช้สีเหลืองของเลม่อน จับคู่กับหน้าปัดสีดำวาวที่ส่งให้สีตรงขอบนาฬิกาโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมกับจุดบอกเวลาสีขาว และก้านเข็มวินาทีจะใช้เขียวที่มีส่วนหัวลูกศรเป็นสีเหลืองเหมือนกับขอบนาฬิกา ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนาฬิกา Rolex ที่ถูกเรียกว่า Sprite
หนุ่มสาวหลายคนมีความเห็นตรงกันว่าเคราคือสิ่งที่ทำให้ผู้ชายมีเสน่ห์ ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าผู้ชายเคราสวยจะดึงดูดสาว ๆ ได้ดี รวมถึงผลวิจัยที่ระบุว่าชายหนวดเครายาวจะเป็นคู่ชีวิตที่ดี แถมเรามักเห็นพระเอกฮอลลีวูดชื่อดังส่วนมากต่างก็ไว้หนวดไว้เครากันทั้งนั้น อย่างไรก็ล่าสุดมีผลวิจัยอีกหนึ่งชิ้นที่ทำให้ผู้ชายไว้หนวดทั้งหลายต้องกุมขมับ เพราะเขาบอกว่าเคราของเราสกปรกกว่าขนหมา! จะทำอย่างไรถ้าผู้ชายมีเคราที่หลายคนบอกว่าเซ็กซี่ มีเสน่ห์ และเป็นคู่ชีวิตที่ดี แต่เครากลับสกปรกกว่าขนสุนัข ? ต้นเหตุของคำถามนี้เกิดจากการวิจัยของกลุ่มนักวิทยาศาตร์ในคลินิก Hirslander ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จุดเริ่มต้นของการวิจัยครั้งนี้ไม่ใช่การหาคำตอบว่าเคราคนหรือขนหมาสกปรกกว่ากัน แต่เพียงต้องการรู้ว่าแบคทีเรียบนขนสุนัขสามารถติดตามเส้นผมหรือเคราของคนได้หรือไม่ เมื่อพวกเขาเริ่มเก็บตัวอย่างจากเคราใต้ริมฝีปากของผู้ชายพร้อมกับเก็บตัวอย่างขนของสุนัขตรงหลังคอมาเปรียบเทียบ ก็ได้ผลที่น่าตกใจว่าหนวดเคราของผู้ชายมีจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคมากกว่าที่พบในขนของสุนัข สำหรับหนุ่ม ๆ เคราดกฟังแล้วคงส่ายหัวหนัก ปฏิเสธเต็มกำลังเพราะไม่อยากเชื่อ แต่จากผลวิจัยครั้งนี้ที่เก็บตัวอย่างหนวดใต้ริมฝีปากของชายที่มีอายุตั้งแต่ 18-76 ปี เป็นจำนวน 18 คน พร้อมกับขนหลังคอของสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ตั้งแต่อายุ 3-13 ปี จำนวน 30 ตัว ผลที่ออกมาพบว่าหนวดเคราทั้งหมดของผู้ชายกลุ่มตัวอย่างมีจุลินทรีย์ปริมาณสูง ส่วนผลขนหลังคอสุนัขกลับพบว่ามี 23 ตัว ที่มีจุลินทรีย์ปริมาณสูงเช่นเดียวกับเคราคน แต่สุนัขอีก 7 ตัว พบว่ามีจุลินทรีย์อยู่ในระดับต่ำไปจนถึงปานกลาง ผู้ชายไว้หนวดหลายคนอาจคิดว่าผลการวิจัยนี้โคตรไม่แฟร์ เพราะทีมวิจัยไม่ได้ลงรายละเอียดเจาะลึกเกี่ยวกับกลุ่มตัวอย่างเท่าที่ควร เช่น สุนัขกลุ่มตัวอย่างเป็นสุนัขมีเจ้าของหรือสุนัขจรจัด สายพันธุ์ขนสั้นหรือขนยาว รวมถึงหนุ่ม ๆ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนก็รักษาความสะอาดไม่เท่ากันอยู่แล้ว ที่สำคัญกลุ่มตัวอย่างก็มีจำนวนน้อยแสนน้อย ทำให้การเหมารวมว่าผู้ชายมีเคราทุกคนจะสกปรกกว่าขนหมาตามที่งานวิจัยบอกก็อาจเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจกันมากไปหน่อย แม้ทีมวิจัยจะบอกว่าขนหลังคอของสุนัขและหนวดคนจะเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดจุลินทรีย์มากพอ
ถือเป็นความอัฉริยะของทีมนักออกแบบ Nike ในการออกแบบและตั้งชื่อรองเท้าดีไซน์แปลกตา ที่ตั้งใจสร้างมาเพื่อฉลองให้กับวันกัญชาโลก 4/20 หรือวันที่ 20 เดือน 4 ด้วยการตั้งชื่อและออกแบบที่ twist ความหมายให้หลายคนงง แต่เป็นการส่งสัญญาณที่คนสายเขียวหัวใจกัญชาโลกรู้กันดี เพราะคำว่า ‘Walk The Dog’ ในที่นี้หมายถึงสายพันธุ์กัญชายอดฮิตในอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังออกแบบมาให้ใส่เพื่อฉลองวันพาหมาไปเดินเล่นได้อีกด้วย ‘Walk The Dog’ เป็นกัญชาที่มีลักษณะเฉพาะคือช่อสีเขียว Olive มีขนสีส้มรอบ ๆ เป็นกัญชาที่เพาะขึ้นแบบ Indica-dominant (การผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ Afghani Indica และ Mexican + Columbian Sativa) เป็นสายพันธุ์ที่ผสมได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวสบายใจกำลังดี ดูดแล้วสามารถออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เต็มที่ไม่ว่าจะเป็นนั่งคุยกับพ่อแม่หรือพาหมาไปเดินเล่น ขายในต่างประเทศที่กรัมละ $10 – $11 จึงเป็นที่มาของชื่อสายพันธุ์นี้นั่นเอง อย่าพึ่งสับสนว่ากดเข้ามาอ่านผิดบทความหรือไม่ เราเพียงอธิบายเรื่องที่มาของชื่อรุ่นรองเท้าเพลินไปหน่อย กลับมาที่ Nike SB Dunk High ‘Walk The Dog’ ซึ่งไม่ได้บังเอิญชื่อตรงกัน
เราทำอะไรกับรองเท้าที่ซื้อมาสวมใส่กันบ้างหลังจากที่มันหมดสภาพใช้งานไปแล้ว วางทิ้งไว้ ส่งซ่อมหรือซื้อคู่ใหม่มาทดแทนเพราะยังไงตลาดรองเท้าที่ขยายใหญ่มากขึ้นทุกวัน ก็ทำให้หนุ่ม ๆ มีสนีกเกอร์มากมายให้เลือกสรรเป็นคู่ใหม่ แต่จะดีแค่ไหนถ้ามีรองเท้าที่สามารถนำไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาทำรองเท้าคู่ใหม่ได้โดยไม่ต้องใช้วัสดุที่มีผลกับธรรมชาติ รองเท้าหลายหมื่นคู่ทั่วโลกหลังใช้งานและกลายสภาพเป็นขยะที่ไม่มีใครต้องการ ถูกกำจัดด้วยวิธีฝั่งกลบไม่ก็เผาทำลายซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นด้านขยะมูลฝอยและมลพิษในอากาศ เรื่องราวเหล่านี้เองที่ทำให้แบรนด์กีฬาอย่าง Adidas หันมาผลิตรองเท้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดในชื่อ FUTURECRAFT.LOOP ซึ่งเป็นรองเท้าในสายการผลิตใหม่ล่าสุดจาก Adidas ที่วันนี้พวกเขาไม่ได้มานำเสนอระบบรองเท้าใหม่ แต่เป็นการผลิตรองเท้าที่สามารถนำทุกชิ้นส่วนกลับมารีไซเคิลได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับผลิตรองเท้าคู่ใหม่ได้อีกด้วย แนวทางของ FUTURECRAFT.LOOP คือการผลิตรองเท้าหนึ่งคู่จากวัสดุชิ้นเดียวไม่ว่าจะเป็นส่วนอัปเปอร์ มิดโซล เชือกและพื้นรองเท้า โดยทั้งหมดทำจากวัสดุที่เรียกว่า Thermoplastic Polyurethane (TPU) ที่ทางแบรนด์พัฒนาร่วมกับ BASF ซึ่งมันถูกผลิตจากขยะพลาสติกในทะเล ก่อนจะทำมาประกอบให้กลายเป็นส่วนต่าง ๆ ในรองเท้าคู่สมบูรณ์โดยไม่มีการใช้กาวเชื่อมต่อแม้แต่หยดเดียว นอกจากนี้ผู้สวมใส่สามารถส่งรองเท้าหลังจากไม่ต้องการใช้งานแล้วให้แบรนด์ ก่อนพวกเขาจะนำมาหลอมด้วยความร้อนและแปรรูปเป็นวัสดุสะอาดและสดใหม่สำหรับผลิตรองเท้าคู่ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามแม้วัสดุทั้งหมดที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100 เปอร์เซ็นต์จะเป็นสัดส่วนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของรองเท้าคู่ใหม่เท่านั้น แต่การพัฒนาในครั้งนี้ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับวงการรองเท้าและคนที่รักรองเท้าด้วย เพราะต่อไปทางค่ายรองเท้าทั่วโลกอาจหันมาใช้วัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นซึ่งผลประโยชน์ก็ตกมาอยู่ที่พวกเราทุกคน SOURCE 1
คุณรู้จักคำว่า K-POP ครั้งแรกเมื่อไหร่? สำหรับเรามันค่อนข้างเป็นความทรงจำเลือนราง เนื่องจากเวลาที่ผ่านมายาวนาน แต่ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นตอนที่เราได้ยินเพลง Begin ของ TVXQ หรือ ดงบังชินกิ ที่ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดีจากทางวิทยุ เหตุการณ์นั้นเป็นเหมือนการเปิดประตูโลกดนตรีและวัฒนธรรมอีกบานให้เรา หากนับตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาเกินทศวรรษ แต่วงการ K-POP ก็ยังไม่หยุดนิ่งหรือหายไปไหน มีการผลัดเปลี่ยนจากรุ่นสู่รุ่น หลังจาก TVXQ ก็มีชื่อของศิลปินอีกมากมายที่แวะเวียนมาเขย่าวงการ ไม่ว่าจะเป็น BIGBANG, Wonder Girls, Girls’ Generation, Super Junior, SHINee และอีกมากมาย K-POP ยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และช่วงนี้มันก็กระโดดขึ้นไปอีกขั้น จากการที่ BLACKPINK ได้ขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรี Coachella (สามารถอ่านเรื่องราวความเป็นมาของเทศกาลดนตรีนี้ได้ ที่นี่), BTS ได้ขึ้นปกนิตยสาร Time นอกจากนั้นยังทำสถิติเป็นวงที่ขายตั๋วคอนเสิร์ตหมดเร็วที่สุดและยอดวิวใน YouTube พุ่งสูงที่สุดใน 24 ชั่วโมง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ในเกาหลีหรือเอเชีย อีกต่อไป แต่วัฒนธรรม K-POP ได้กระจายไปทั่วโลกแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ แต่ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ เราอาจจะต้องย้อนกลับไปไกลสักหน่อย ในช่วงเวลาที่โลกยังไม่รู้จักกับ TVXQ ด้วยซ้ำ Seo Taiji and
เครื่องดื่มกับแฟชั่นดูเป็นเส้นขนานที่หลายคนมองว่าไม่น่าไปด้วยกันได้ แต่การ collaboration ระหว่างแบรนด์เครื่องดื่มน้ำดำชื่อดังอย่าง Coca-Cola กับแบรนด์เสื้อผ้าระดับตำนานอย่าง Tommy Hilfiger ก็ทำให้สิ่งที่หลายคนมองว่าเข้ากันไม่ได้ เข้ากันจนได้ในคอลเลกชันสุดเท่จาก Tommy Jeans ถึงแม้ว่า Coca-Cola จะก่อตั้งแบรนด์ปี 1892 แต่ถ้าหากจะให้นำสไตล์จากยุคนั้นมาใช้ก็อาจจะดูย้อนยุคมากไปหน่อย ดังนั้นทั้ง Tommy Jeans และ Coca-Cola จึงเลือกจะเดินทางไปช่วง 1980 หรือเกือบ 40 ปีที่แล้วที่ทั้งสองแบรนด์เคยร่วมงานกันมาก่อน ช่วง 1982 เป็นช่วงเวลาที่ดนตรีดิสโก้มาแรงแบบสุด ๆ หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีต่อมาในปี 1986 ทาง แบรนด์เครื่องดื่มปรับโฉมโลโก้แบรนด์ใหม่ด้วยฝีมือของ Tommy Hilfiger ที่ในช่วงเวลานั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายของ Coca-Cola การดึงคอนเซปต์ดังกล่าวมาอยู่บนเสื้อผ้าที่ออกมาในปี 2019 ของทั้งสองแบรนด์จึงเต็มไปด้วยความวินเทจดังเดิมแต่เพิ่มความ unisex สามารถสวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดแขนสีขาวประทับโลโก้สีขาว-แดง อันแสนคุ้นตาของ Coca-Cola มีทั้งแบบโลโก้อันเดียวหรือโลโก้หลากสีทั้งแดง น้ำเงิน ฟ้า เขียว และเหลือง ก็มีให้เลือกได้ตามใจชอบ และไม่ลืมใส่โลโก้ของ Tommy
การจัดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสาร TIME ถือเป็นธรรมเนียมที่ทำติดต่อกันมาหลายปี และปีนี้ TIME ก็เปิดเผยรายชื่อ 100 บุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลกออกมาแล้ว UNLOCKMEN รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหลายคนที่น่าจับตามองมาให้ได้รับชมเป็นที่เรียบร้อย การจัดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลโดยนิตยสาร TIME จะแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ Pioneers ผู้บุกเบิกจากวงการต่าง ๆ Artists ศิลปินและนักแสดงที่มีผลต่อโลก Leaders ผู้นำคนสำคัญ รวมถึง Titans ผู้มีพลังขับเคลื่อนทางสังคม และ Icons บุคคลต้นแบบที่ควรเอาอย่าง โดยแต่ละหมวดจะมีรายชื่อผู้ที่ได้รับเลือกประเภทละ 20 คน Pioneers: Sandra Oh Sandra Oh นักแสดงสาวที่เรียกเสียงฮือฮาในงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Awards ด้วยการคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากซีรีส์โทรทัศน์ประเภทดราม่าทริลเลอร์เรื่อง Killing Eve ซึ่งการรับรางวัลครั้งนี้ของเธอสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ เพราะตั้งแต่ปี 1980 หลังจากนักแสดงสาวชาวญี่ปุ่นโยโกะ ชิมาดะ จากเรื่อง Shogan คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงก็เป็นเวลากว่า 39 ปี
“หากปราศจากความเชื่อใจ ความเป็นทีมก็ไร้ความหมาย” Paul Santagata ผู้เป็น Head of Industry แห่ง Google กล่าวไว้แบบนี้ และเราก็เห็นด้วยแบบปราศจากข้อกังขา คำพูดนี้ยังเชื่อมโยงกับทีมที่ทำงานมีประสิทธิภาพสูง ๆ ส่วนใหญ่มีสิ่งหนึ่งที่ตรงกันคือ “ความรู้สึกมั่นคงทางใจ” ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า“ความมั่นคงทางใจ”เชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์ การกล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ ลองจินตนาการดูสิว่าถ้าที่ทำงานที่เรามัวแต่กลัว กังวล ไม่มั่นใจว่าพูดอะไรก็ผิด พูดอะไรก็โดนต่อว่า โดนจ้องโจมตีตลอดเวลา จนเราไม่สามารถเชื่อใจหรือมั่นใจได้อีกต่อไป สมองเราจะค่อย ๆ หยุดกระบวนการคิดหรือสร้างสรรค์ไปแล้วเอาแต่คิดว่าทำยังไงถึงจะเอาชนะได้เท่านั้น ซึ่งถ้าทุกคนในทีมคิดแต่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ก็คงไม่ต้องพูดถึงคุณภาพงานอีกต่อไปว่ามันจะห่วยลงแค่ไหน “ตื่นไปทำงานหรือตื่นไปรบ?” ถามตัวเองก่อนจะสายเกินไป ในทางกลับกัน ถามตัวเองสิว่าวันนี้เราตื่นขึ้นมาไปทำงานด้วยความรู้สึกแบบไหน? ถ้ามีความสุขเต็มเปี่ยมอยากไปทำงานที่รักเต็มที่ดีใจด้วยที่คุณรู้สึกมั่นคงทางใจกับงานตรงหน้า แต่ถ้ากำลังรู้สึกว่าการทำงานไม่ต่างอะไรจากการเดินเข้าสนามรบหรือสังเวียนต่อสู้ ต้องไปฟาดฟันเอาชนะกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าอย่างหนักตลอดเวลา แถมเป็นการสู้ที่ไม่ได้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่คล้ายว่าต้องสู้เพื่อหาว่าใครแพ้ใครชนะ ใครผิดใครถูกตลอดเวลา เสียใจด้วยคุณอาจกำลังอยู่ในทีมที่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้ และมันคือส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของคนทั้งทีมห่วยลง! แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป ทุกปัญหามีทางออก ในเมื่อเรารู้แล้วว่า“ความรู้สึกมั่นคงทางใจ”เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพ เรายิ่งต้องสร้างพื้นที่และบรรยากาศการทำงานให้เป็นแบบนั้น เพราะไม่ว่าจะอยู่ในฐานะหัวหน้างาน คนทำงาน หรือตำแหน่งไหน เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทีมและองค์กรทั้งนั้น องค์กรควรจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนทำงานรู้สึกท้าทาย แต่ไม่ใช่รู้สึกไม่ปลอดภัย พร้อมปะทะและเอาอีกฝ่ายให้ถึงตายตลอดเวลา ถ้าอยากสร้างความมั่นคงทางใจไม่ใช่สนามรบ
เวลาเปรียบเทียบความซื่อสัตย์กับอะไรสักอย่าง ชื่อของฮาจิโกะและหมานานาสายพันธ์ุจากทั่วมุมโลกจะลอยมาทันที แล้ววลี “ซื่อสัตย์อย่างหมา” ก็จะเป็นประโยคแรก ๆ ที่เราได้ยิน แต่ความจริงเคยสงสัยไหมว่า ไอ้ที่แม่งกระดิกหางริก ๆ เดินมาหา หรือทำหน้าหงอเวลาโดนด่า จริง ๆ แล้วมันซื่ออย่างที่ว่าจริงเหรอ? มันเคยโกหกเราบ้างไหม? ตอนนี้ชั่วโมงแห่งความจริงมาถึงแล้ว เพราะนักวิจัยพฤติกรรมสัตว์เขาออกมาวิจัยและแถลงความจริงให้เรารู้ว่า “หมาซื่อมันไม่จริงเสมอไป” และตีพิมพ์งานวิจัยลงใน Animal Cognition หรือ “การรับรู้ของสัตว์” ดังนั้น อย่าเหมารวมว่าหมาทุกตัวมันจะสื่อหรือแสดงออกทุกอย่างตามที่มันคิดล่ะ เพราะบางทีคุณอาจจะเคยเจอไอ้ด่างที่บ้านตลบหลังมาแล้ว หมาโกหกมันก็มี ทาสหน้าโง่ การวิจัยครั้งนี้ใช้การมอนิเตอร์ติดตามพฤติกรรมลูกสุนัขต่างการเลี้ยงดูและอายุจำนวน 27 ตัว ซึ่งได้รับการอนุญาตให้เข้าร่วมจากเจ้าของพวกมันแล้ว จะแยบยลแค่ไหนถึงตีความได้แบบนี้ลองอ่านวิธีการวิจัยไปพร้อมกัน วันแรกเขาจะฝึกฝนสุนัขทุกตัวให้แยกแยะคน 2 จำพวก ได้แก่ ฝ่ายพาร์ทเนอร์และฝ่ายแข่งขัน โดยให้พวกมันได้เรียกรู้ผ่านรูปแบบการให้อาหาร ฝ่ายพาร์ทเนอร์จะยื่นอาหารส่งให้แบบง่าย ๆ ส่วนฝ่ายแข่งขันพอยื่นให้แล้วให้ขยักหรือปิดไว้ ไม่ยื่นให้ง่าย ๆ ผลของการฝึกวันแรกเลยทำให้เห็นว่าเจ้าลูกสุนัขชอบฝ่ายพาร์ทเนอร์มากกว่า วันต่อมาสุนัขจะถูกสอนว่าทำอย่างไรเพื่อให้มนุษย์ให้อาหาร ซึ่งเขาใช้วิธีจัดอาหารออกแบบเป็น 3 กล่อง 2 กล่องแรกที่มีอาหารเป็นกล่องที่หน้าตาเหมือนกัน แต่ว่าด้านในบรรจุอาหารต่างกันโดยจะมีอาหารที่สุนัขชอบและไม่ชอบอยู่ในนั้น ส่วนกล่องที่สามเป็นกล่องเปล่า หลังจากที่ฝึกให้พาไปแล้ว


