เดินเข้าสู่ปีที่ 50 สำหรับอัลบั้มในตำนานของสี่เต่าทองที่รู้จักกันในชื่อ The White Album เพราะนอกจากต้นสังกัดอย่าง Apple Records จะมีแผนในการ Re-master อัลบั้มออกมาวางขายอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้แล้ว พวกเขายังมีโปรเจกต์ปล่อยของที่ระลึกสุดเท่เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่สร้างเพื่อฉลองครบรอบครึ่งศตวรรษของ Iconic Album ในชื่อ 2Xperience SB Turntable : The Beatles White Album Edition อีกด้วย The White Album คือสตูดิโออัลบั้มที่ 9 ของ The Beatles ถูกปล่อยออกมาครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ปี 1968 จริง ๆ แล้วชื่อของอัลบั้มคือ The Beatles (เดอะบีเทิลส์) เหมือนชื่อวงแต่เพราะการเปิดตัวพร้อมปกอัลบั้มสีขาวล้วนไร้ลวดลาย แฟนเพลงเลยติดปากเรียกกันว่า The White Album แทน หน้าปกสไตล์ Minimalist ชิ้นนี้ถูกออกแบบโดย Richard Hamilton ศิลปินแนว Modern Art
คงต้องมีสักครั้งที่เราเคยไปงานอีเวนต์ หรือเห็นฟีดในหน้าโซเชียลมีเดียโชว์งานอีเวนต์สุดเจ๋งในเมืองไทยของแบรนด์ต่าง ๆ แล้วอุทานออกมาให้กับงานคอมเมอร์เชียลเหล่านั้นว่า “เฮ้ย อย่างนี้ก็ได้เหรอ เจ๋งอ่ะ คิดได้ไงวะเนี่ย” เชื่อเถอะว่า หนึ่งในงานเหล่านั้นเป็นผลงานที่ “เบียร์-พันธวิศ ลวเรืองโชค” พ่อมดแห่งวงการอีเวนต์จากอาณาจักร Apostrophys Group เป็นผู้สร้างสรรค์อยู่เบื้องหลังแน่นอน เขาไม่เพียงเป็นนักสร้างสรรค์ประสบการณ์ชั้นยอดไม่รู้จบเท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าของบริษัทอื่น ๆ อีกถึง 4 แห่ง ได้แก่ Sense.S (บริษัทด้าน New media และ Interactive Media), Synonym (บริษัทตกแต่งภายในสำหรับส่งเสริมธุรกิจหรือบุคคลที่ต้องการสร้างโปรไฟล์จากที่พักอาศัย), Happening Design (บริษัทร่วมทุนรับเหมาก่อสร้าง เพื่อส่งเสริมภาคการผลิต) และ SOURCE บริษัทด้านดิจิทัล เอเจนซี่น้องใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ ท่ามกลางยุคที่พวกเราพยายามวิ่งตามหาบางสิ่งมาต่อไฟฝัน เพิ่มพลังการทำงานที่พร้อมจะมอดดับตลอดเวลาของตัวเอง UNLOCKMEN เชื่อว่าไม่บ่อยนักที่เราจะเจอนักสร้างสรรค์ที่มีไอเดียใหม่ไม่รู้จบอยู่ในสมอง และเหลือพลังมากพอที่จะทำงานสร้างสรรค์งานด้านอื่นด้วยอย่างเขาคนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาทิ้งน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า “ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยคิดงานไม่ออกเลยครับ” มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราบุกเข้าไปถึงออฟฟิศใหม่ Apos the HQ เพื่อพูดคุยค้นหาที่มาของไอเดียความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้จบเหล่านั้น วัยเรียน วัย Real : จุดเริ่มต้นอาณาจักรนักสร้างประสบการณ์
17 ตุลาคมที่ผ่านมารัฐบาลของ แคนาดา ได้ออกมาประกาศว่าอนุญาตให้การเสพและขายกัญชาเพื่อนันทนาการกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ทำให้พวกเขากลายเป็นประเทศอันดับ 2 ของโลกต่อจาก อุรุกวัย ที่ออกมาลงมือทำให้การกัญชากลายเป็นเรื่องเสรี โดยทั้งหมดเกิดขึ้นจากทั้งงานวิจัยและผ่านการโหวตจากคนส่วนมากของประเทศ จนนำมาสู่การออกกฎหมายในครั้งนี้ ผลประเมินจากการทดสอบขายโดยรัฐบาลในช่วงปี 2017 – 2018 ก่อนจะออกกฏหมาย พบว่ามีคนจำนวน 5.4 ล้านคนในแคนาดาซื้อกัญชาอย่างถูกกฎหมายคิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ เพิ่มจากตัวเลขเดิม 4.9 ล้านคน ทำให้ปีที่ผ่านมาแคนาดากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมูลค่าการใช้กัญชามากสุดในโลก โดยเป็นตัวเลขที่ใช้ทั้งเพื่อการแพทย์และนันทนาการรวมกัน คาดว่าในอนาคตเจ้าพืชชวนยิ้มชนิดนี้จะสามารถสร้างรายได้จากภาษีกว่า 9,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงจะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ถึง 27,500 ล้านบาท/ปี เลยทีเดียว อายุที่สามารถใช้และครอบครองได้ ? คนที่มีสิทธิในการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการอย่างถูกกฎหมายในแคนาดาจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปตามเขตปกครอง เช่นในรัฐ Alberta จะกำหนดไว้ที่อายุ 18 ปี หรือรัฐ Quebec จะอนุญาตตอนอายุ 21 ปี และระหว่างทำการซื้อจะต้องแสดงบัตรประจำตัวก่อนเสมอเพื่อป้องกันคนไม่บรรลุนิติภาวะมายุ่งเกี่ยวก่อนถึงวัยที่เหมาะสม พร้อมกับกำหนดอัตราโทษให้คนหรือร้านที่ขายกัญชาให้กับเด็กอายุยังไม่ถึงเกณฑ์โ ดยอาจต้องเข้าไปนอนในคุกยาวถึง 14 ปี เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ปลูกเอาไว้ใช้สำหรับนันทนาการได้ 4 ต้นต่อครัวเรือน ยกเว้นเมือง Quebec และ Manitoba ที่ยังไม่มีการอนุญาต
เคยสงสัยไหมว่าสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน ทำไมภาพแนว Street ของเรากับคนอื่นถึงต่างกัน มุมเดียวกัน แต่ส่งพลังภาพไม่เท่ากัน หลายคนอาจจะบอกว่ามันต้องใช้ประสบการณ์สั่งสมมา ถ่ายมุมพลาดนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อให้เจอมุมที่ใช่ แต่วันนี้เราจะมาแนะนำเส้นทางลัดดีๆ ที่ UNLOCKMEN ไปค้นพบมาจาก Samsung Photo Hub แหล่งรวมเทคนิคถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือ สำหรับให้หนุ่มๆ ได้ฝึกฝีมือตาม Tips เหล่านี้ เพื่ออัพโหลดอวดภาพ Street ของเราขึ้น FB / IG กันบ้าง วันนี้เราสรุปมาให้ลองทำตาม 7 วิธีด้านล่าง แล้วคุณจะรู้ว่าถ่ายแนว Street มันสนุกและมันส์กว่าที่คิด 1. โดดใส่แสงนีออน คือสตรีทแบบบอย ๆ Street Photography ไม่มีเส้นแบ่งเรื่องเวลา อย่าจำกัดว่าชีวิตมันจะมีแค่กลางวัน หนุ่มคนไหนชอบ nightlife เราบอกได้เลยว่าการเก็บภาพ Street ด้วยมือถือโคตรสนุก เพราะมันมีแสงไฟนีออนสี ๆ จากร้านค้าหรือบาร์ให้เราโดดเข้าใส่ทำให้ภาพดูหว่องน่าค้นหาขึ้น Beginner แค่ไหนก็ทำได้ เพียงแค่ดูสภาพแสงหรือสิ่งที่จะถ่าย แล้วปรับค่าในกล้องเล็กน้อยอย่างพวก
ผู้ชายสามศอกเป็นอันต้องหดเหลือสามเซ็นฯ (อก) เมื่อต้องดูหนังสยองขวัญ ที่มักจะปล่อย Jump Scare ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลยมักจะหลีกเลี่ยงหนังประเภทนี้ตอนไปกับสาว เพราะอายเหลือเกินที่จะมานั่งปิดตาไปครึ่งเรื่อง เลยแอบมาดูเองที่บ้านอย่างเงียบ ๆ ปิดไฟสร้างบรรยากาศให้ชวนขนหัวลุกเข้าไปอีกหน่อย ไม่ว่าจะผีไทยผีเทศก็ไม่เกี่ยง ถึงจะกลัวหัวหดขนาดไหน ก็ยังจะสรรหาหนัง Horror แบบนี้มาสะกิดขนหัวให้ลุกซู่อยู่เสมอ UNLOCKMEN จะพาหนุ่ม ๆ มาหาคำตอบว่าทำไมคนเราถึงยังอยากจะดูหนังสยองขวัญ ทั้งที่เราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเรากลัวแค่ไหน กลัวนักแล้วดูไปทำไม ? เรื่องนี้ Dr. Glenn Walters เคยพูดถึงไว้ใน Journal of Media Psychology ว่า “คนเราดูหนังสยองขวัญเนี่ยเพราะเราอยากที่จะรู้สึกกลัว ตื่นเต้น ตกใจ พอได้ตกใจอย่างที่หวังไว้แล้ว เราจะไม่อยากดูเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง เพราะดูอีกครั้งมันก็ไม่ตกใจแล้ว เราเลือกดูหนังสยองขวัญส่วนมากก็เพราะอยากได้ความตระหนกตกใจเป็นผลลัพธ์ แล้วทีนี้ในเรื่อง แม้จะน่ากลัวขนาดไหน เราจะเอาชนะภูติผีพวกนั้นได้ในที่สุด เหมือนเราได้ชนะความน่ากลัวของพวกมันไงล่ะ เราเองก็อยากเอาชนะความของตัวเองด้วยการบังคับตัวเองให้ดูหนังพวกนี้ แม้จะดูจริง ๆ แค่นิดเดียวก็ตาม” ทีนี้คงพอเห็นภาพมากขึ้นว่าเรามีเหตุผลอะไรที่เลือกดูหนังชวนขนหัวลุกพวกนี้ คือ เราต้องการให้เกิดผลลัพธ์ทางอารมณ์กับตัวเราเอง สมมติว่าในวันนี้เครียดมาก อยากได้อะไรเบาสมองดูซะหน่อย เราก็เลือกหนัง Comedy หรือพวก Romance เพื่อให้เราไม่ต้องไปเจอกับเรื่องเครียด ๆ
เปิดประเด็นเรื่องเซ็กซ์ขึ้นมาทีไร แต่ละคนต่างก็มีไม้ตายหรือเทคนิคที่อุบไว้ไม่บอกใคร เอาไว้ใช้เฉพาะตอนหน้างานกันทั้งนั้น เพราะถือเป็นอีกสิ่งที่แต่ละคนต่างก็มีรสนิยมที่แตกต่างกันไป ที่ต้องขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่าจะลงตัวกันที่ตรงไหน หากมีความชอบที่ตรงกันก็ดีไป เราเลยไม่อาจแนะนำเรื่องที่เป็นปัจเจกอย่างรสนิยมให้ใครได้เลย UNLOCKMEN เลยอยากจะแนะนำทริกเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง Dirty Talk เอาไว้เพิ่มความวาบหวิวยามต้องลงสนามจริง แถมยังทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นอีกด้วย Dirty Talk คืออะไร ? มันคือการพูดคุยแบบวาบหวิวกันนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นด้วยคำพูดแสนซุกซน แสดงถึงความต้องการ คำพูดที่เราไม่อาจได้ยินกันบ่อย ๆ มันไม่ได้จำกัดแค่การพูดคุยเท่านั้น มันรวมไปถึงการส่งข้อความเป็นตัวหนังสืออีกด้วย ถ้าจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ด้วยคำที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยก็คือ “เซ็กซ์โฟน” นั่นเอง อาจจะมีคำหยาบคายหลุดออกมาบ้าง แต่พอมันเป็น Consent ในเงื่อนไขของเซ็กซ์แล้ว มันเลยแปรเปลี่ยนเป็นความเซ็กซี่ขึ้นมาแบบทันตาเห็น ลมหายใจติดขัด เสียงแหบพร่า กระซิบข้างหูถึงความปรารถนาลึก ๆ ข้างใน มันเป็นแรงขับชั้นดีที่จะเติมเต็มสัมผัสรักยามทำกิจกรรมของเราให้อิ่มเอมยิ่งขึ้น นอกจากการพูดคุยถึงความต้องการของแต่ละคนแล้ว Dirty Talk ยังมีบทบาทมากสำหรับการมีเซ็กซ์แบบ Role Play หรือการสวมบทบาท พยาบาลสาวผู้ใจดีที่มาดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ตำรวจตัวร้ายที่อยากจะค้นตัวผู้ต้องสงสัยให้ลึกลงไปใต้ร่มผ้า อีกสารพัดบทบาทที่ทำให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันอย่างวาบหวิวในบทบาทนั้น มันยิ่งเสริมจินตนาการของเราให้โลดแล่นไปไกล
ดูเหมือนจะยังไม่เห็นทางออกสำหรับปัญหาลิขสิทธิ์ของ Supreme แบรนด์ชื่อดังจากนิวยอร์ก กับคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับเครื่องหมาย Supreme Logo box ของพวกเขาที่กำลังถูก Supreme Italia บริษัทผลิตเครื่องแต่งกายที่จดทะเบียนขึ้นใหม่เพื่อแอบอ้างและวางขายเป็นวงกว้างในทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นใน อิตาลี สเปน และล่าสุดในประเทศสวีเดนก็มี Supreme Fake Shop เกิดขึ้นแล้ว เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นในช่วงต้นปี Supreme New York ตรวจพบว่ามีแบรนด์ในประเทศอิตาลีใช้ชื่อจดทะเบียนทางการค้าว่า Supreme Italia มีเจ้าของคือ International Brand Firm (IBF) พวกเขาแอบอ้างและใช้โลโก้ของ Supreme มาผลิตเสื้อผ้าในรูปแบบที่คล้ายกันเพื่อวางขายหลายรายการ ซึ่งทาง Supreme New York ก็ไม่นิ่งนอนใจส่งเรื่องฟ้องศาลไปเรียบร้อย เป็นต้นเหตุให้ในเวลาต่อมามีเว็บไซต์ที่มีส่วนเกี่ยวของกับการขายสินค้า 3 รายชื่อคือ supremeitalia.com, supremeitalia.it และ brandshopstore.com ถูกศาลใช้อำนาจระงับไปชั่วคราว แต่ต่อมากลับคำตัดสิน เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่จะทำให้บล็อกเว็บไซต์เหล่านี้ต่อไปได้ ทั้งที่เมื่อเข้าไปดูแล้วจะเห็นได้ว่ามีสินค้าเลียนแบบชนิดต่าง ๆ ของ Supreme วางขายจริง แต่ถึงเรื่องครั้งนั้นจะเอาผิดไม่ได้ มันก็เป็นการกดดันให้ IBF ยุติ Supreme
ถ้าพูดถึงชื่อของ Michael Jordan ผู้ชายหลายคนรู้จักเขาในฐานะนักบาสเกตบอลในตำนาน อีกส่วนน่าจะรู้จักมาจากแบรนด์รองเท้าอย่าง AIR JORDAN ซึ่งความยิ่งใหญ่ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยฝีมือและฝีเท้าในสนามที่หาตัวเปรียบได้ยาก ถึงแม้ทุกวันนี้เขาจะวางมือไปนานแล้วก็ตามแต่เรื่องราวของเขาก็ยังถูกพูดถึงเสมอ ไม่ใช่แค่นั้นเพราะอะไรก็ตามที่ตัว MJ ได้สัมผัสก็จะคงมูลค่ามีราคาเสมอไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน นั่นก็คือรองเท้าที่ MJ เคยใส่ลงแข่งขันและถูกนำมาจัดประมูลให้ Sneakerhead ตัวจริงสะสมกัน มาดูกันว่าแต่ละคู่หน้าตาเป็นยังไงและราคาของมันไปไกลแค่ไหนกันแล้ว AIR JORDAN 12 “FLU GAME” รองเท้าจากแมตช์ที่ทำให้ Michael Jordan ดูเหมือนยอดมนุษย์ ย้อนกลับไปในการแข่งขัน NBA รอบ FINAL ปี 1997 เกม 5 ระหว่าง Chicago Bulls และ Utah Jazz ทั้งสองเสมอกันอยู่ 2 ต่อ 2 เกม ถ้าใครขึ้นนำเกมต่อไปก่อนจะมีโอกาสได้แชมป์สูงมาก ปรากฏว่าก่อนเริ่มเกมในวันนั้น Michael Jordan ดันไม่สบายขึ้นมากะทันหัน แต่ก็ยังฝืนลงทำการแข่งขันในสภาพอิดโรยตลอด 4 ควอเตอร์ ทำไป 38 แต้มพาบลูส์พลิกชนะด้วยสกอร์ 90-88 หลังเกมเค้ายื่นรองเท้า
กลายเป็นนักชกที่มีชื่อขึ้นแท่น World’s Highest-Paid Athlete ไปในทันทีสำหรับ Saul “Canelo” Alvarez นักชก Mexican professional boxer วัย 28 ปีในสังกัด Golden Boy Promotions หลังเซ็นสัญญาโคตรมหาดีลกับ sports streaming service DAZN เป็นเวลา 5 ปี กำหนดชก 11 ไฟต์ เป็นเงิน $365 million USD หรือ 12,000 ล้านบาท เฉลี่ยรับค่าเหนื่อยการันตีไฟต์ละเกือบ 1,100 ล้านบาท ไม่รวมรายได้อื่น ๆ เช่น PPV, Revenue Split, Sponsor เป็นต้น Canelo Alvarez เป็นนักชกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน สถิติชนะ 50 เสมอ 2 แพ้ 1


