คำว่า Cigarettes After Sex ของใครหลายคนอาจแตกต่างกันไป มันอาจจะเป็นการสูดควันเย็นจากมวนกระดาษหลังจากเซ็กซ์ที่แสนเหน็ดเหนื่อย หรืออาจจะเป็นชื่อของศิลปินที่มาพร้อมเพลงชวนฝัน เคลิบเคลิ้ม ล่องลอย เหมือนควันบุหรี่ในช่วง After Sex เหมือนกับชื่อของวงนั่นแหละ ไม่ว่า Phase นั้นของคุณจะเป็นความหมายไหน UNLOCKMEN อยากพาทุกคนเข้ามาสู่ห้วงของความฟุ้งของควันในรูปแบบดนตรีของ Cigarettes After Sex กับเรื่องราวของความรัก หญิงสาว และเรื่องราวอีโรติกที่แฝงอยู่ในบทเพลงได้อย่างแนบเนียน Cigarettes After Sex คือเจ้าของบทเพลงรักหลากรส ที่แสนจะฟุ้งชวนฝัน เหมือนกับการนอนบนเตียงในช่วงเช้ามืด เพลงของเขาถูกประดิษฐ์ขึ้นมาจากถ้อยความง่าย ๆ ด้วยฝีมือของ Greg Gonzalez ที่เป็นเหมือนหัวใจของวง ผู้จรดปากการ้องเรียงถ้อยคำธรรมดา ให้กลายเป็นทั้งคำที่เศร้าจับใจ เป็นคำที่แสนหวาน หรือแม้แต่คำสุดเซ็กซี่ที่ชวนให้เรารู้สึกวาบหวิวไปกับถ้อยคำและน้ำเสียงของเขาที่เอื้อนเอ่ยคำนั้นออกมา ความฟุ้งของ Ambient บวกกับน้ำเสียงที่ขับกล่อมให้เนื้อเพลงเป็นเหมือนหมอกจาง ๆ ปกคลุมห้องนอนที่เงียบสงบ อาจทำให้เรานึกถึงดนตรีประเภท Shoegaze หรือ Dream Pop แต่ถ้าจะให้เขาอธิบายว่าเพลงของเขาเป็นยังไง เขาเลือกใช้คำว่า “นุ่มนวล” และ “เนิบช้า”
ผู้ชายอย่างเราลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวันต้องเผชิญกับการงานที่เรารัก แถมพ่วงมาด้วยปัญหา อุปสรรคไม่ค่อยน่ารักทุกรูปแบบ แม้จะเป็นแบบนั้นเราก็พร้อมตื่นมาพุ่งชนฟันฝ่าทุกปัญหาเรื่องงานไม่หยุด ตัวเนื้องานก็หนักหนาสาหัสมากพออยู่แล้ว แต่หลาย ๆ ครั้งอุปสรรคก็มาในรูปแบบคำหวานหรือคำพูดจากคนในองค์กรที่เหมือนจะดี แต่จริง ๆ มันคือยาพิษที่กัดกร่อนเราจากภายในอยู่ทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัว อย่าปล่อยให้คำพูดจากคนในองค์กรเหล่านี้ค่อย ๆ ปลิดชีวิตและบ่อนทำลายพลังในการลุยงานของเรา รู้เท่าทันตั้งแต่วันนี้ แล้วหาทางรับมือให้ดี เพราะบางทีคำพูดหวานหู แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังมันร้ายกว่าที่คิด “เอาน่า ช่วยกันไว้ ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” คำว่าครอบครัวคือคำพูดเชิงบวกสำหรับชาวไทยเป็นอย่างมาก เพราะมันหมายถึงความรัก ความอบอุ่น ความผูกพันแบบที่ความสัมพันธ์รูปไหนก็ไม่อาจเทียบเทียม ถ้าเป็นการช่วยเหลือกันไปตามภาระหน้าที่รับผิดชอบของเรา มนุษย์ผู้นั้นก็คงไม่ต้องอ้างคำว่า “ครอบครัว” เพื่อให้เราลงแรงช่วยเหลือ รู้ไว้เลยว่าเมื่อไหร่ที่องค์กรเริ่มอ้างคำว่าครอบครัวนั่นแปลว่าเขากำลังเรียกร้องอะไรที่นอกเหนือจากความรับผิดชอบเรานั่นเอง เมื่อเกิดวิกฤตหรือช่วงงานหนักเป็นครั้งคราวแล้วเราต้องทำงานเกินเวลานั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ถ้าองค์กรไหนอ้างคำว่าครอบครัวพร่ำเพรื่อเพื่อละเมิดเวลาและความรับผิดชอบของเราโดยไม่มีการตอบแทนอย่างเป็นระบบ เมื่อนั้นคำหวานหูอย่างครอบครัว อาจจะเป็นยาพิษโดยไม่รู้ตัวก็ได้ “อย่าบ่นไปเลย ทุกคนก็เหนื่อยมากเหมือนกัน” เมื่อไหร่ที่เราเริ่มท้อ วิพากษ์วิจารณ์ปริมาณงานและเวลางานที่ดูไม่สมดุลออกมา หรือบางทียังไม่ทันบ่นเพราะมือเป็นระวิงกับทุกอย่างที่ทำตรงหน้า แล้วมีคนในองค์กรพยายามมาให้กำลังใจด้วยการบอกว่า “ทุกคนก็เหนื่อยมากเหมือนกัน” เราเองอาจจะหลงคิดว่า เออ ดีสิ บริษัทงานเยอะ ทุกคนเหนื่อยขนาดนี้ ผลประกอบการดีแน่นอน! แต่อย่าลืมว่าการทำงานยาวนาน หรือปริมาณงานที่จัดการเท่าไหร่ก็ไม่ลดลงสักที มันอาจไม่ได้หมายถึงผลประกอบการที่ดีมาก ๆ แต่อาจเป็นระบบงานที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่คนในองค์กรไม่ยอมรับฟัง ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง
ยังคงคอนเซ็ปต์ “Born on the track and Built for the road” เหมือนเดิมสำหรับซุปเปอร์คาร์ตัวท็อปของค่าย Audi R8 หลังล่าสุดพวกเขากลบเสียงลือเกี่ยวกับการลดขนาดเครื่องยนต์ลง ด้วยการเผยโฉมใหม่ของ AUDI R8 2019 ที่เปิดตัวพร้อมขุมพลังโหดยิ่งกว่าเดิม รวมถึงปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูโฉบเฉี่ยวเร้าใจมากขึ้นด้วย AUDI AG บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมนีเปิดตัว Supercar เรือธงของค่ายกับ AUDI R8 2019 ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Audi original Quattroในช่วงปี 1980 รวมถึงหยิบจับเอาส่วนดีจากรถแข่งในค่ายมาปรับเสริมในเรื่องงานดีไซน์ โดย R8 รุ่นพัฒนาล่าสุดถูกผลิตออกมาภายใต้โมเดลสุดคูลอย่าง Coupe และ Spyder แถมทั้งสองรุ่นยังสามารถเลือกติดตั้งเครื่องยนต์ V10 ตัวพัฒนาล่าสุดได้ถึง 2 แบบกลบข่าวลือที่พูดว่าพวกเขาจะหันมาใช้เครื่องยนต์ V6 Twin-Turbocharged แทน (อาจเกิดขึ้นในอนาคต) โดยเครื่องยนต์ตัวเลือกแรกเป็นแบบ V10 ขนาด 5.2 ลิตร แบบปกติมาพร้อมขุมกำลัง 562 แรงม้า ให้อัตราการเร่งตั้งแต่ 0-100ใน 3.4 วินาทีสำหรับรุ่น Coupe (3.5 วินาทีในรุ่น Spyder)
ท่ามกลางกระแสการ Disruption ในยุคดิจิทัล มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นลูกนี้ สิ่งที่ถือเป็นความท้าทายสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารที่ต้องพาพนักงานทุกคนให้พร้อมวิ่งไปด้วยกันไม่ว่าสนามแข่งขันจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน หรือในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนจากยุคออฟไลน์ที่คนต้องใช้บริการที่สาขาธนาคารหรือพกเงินสดติดตัวเพื่อจับจ่ายใช้สอยมาสู่ยุค Digital ที่ทุกคนแค่มองหน้าจอก็สามารถทำธุรกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังมีเทคโนโลยีใหม่ออกมาช่วยปรับเปลี่ยนประสบการณ์ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยความรวดเร็วของเทคโนโลยี ทั้งองค์กรและคนทำงานจึงต้องร่วมมือวิ่งไปพร้อมกันเท่านั้นถึงจะเวิร์ค ดังนั้น เมื่อถึงวันนี้ที่ความรู้ และทักษะ Digital มีความจำเป็นสำหรับคนธนาคารทุกแผนก “SCB Academy” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ในการสร้างสรรค์การเรียนรู้ด้าน Digital ที่มีความล้ำหน้าทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และบรรยากาศการทำงาน ปรับกันได้ทั้งด้าน Knowledge, Skill, Experience และ Mindset นับว่าเป็นทางออกในการเตรียมความพร้อมให้คนทุกเจนเนอเรชั่นในองค์กรมีสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน คุยกับทีมสร้าง SCB ACADEMY ศูนย์กลางการเรียนรู้เฉพาะด้านการเงินการธนาคาร เพื่อไขข้อข้องใจของวิธีสวนกระแสในยุคที่องค์กรส่วนใหญ่มุ่ง Lean และคาดเข็มขัดการพัฒนาบุคลากร แต่ SCB กลับ มุ่ง Learn แถมยังปรับเปลี่ยนพื้นที่ถึง 2 ชั้นในตึก SCB สำนักงานใหญ่ เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ ยกอนาคตมาไว้ในบ้านให้พนักงานได้ใช้พื้นที่กันแบบฟรี ๆ เพื่อให้พนักงานนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน
บ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อน เรามีโอกาสได้เดินทางไปที่ย่านแบริ่ง ซึ่งเป็นย่านที่ค่อนข้างห่างไกลจากรูทีนประจำวันของเราพอสมควร จุดหมายปลายทางคือคาเฟ่แห่งหนึ่งที่มีคอนเซ็ปต์น่าสนใจ และเป็นร้านที่เจ้าของบอกว่าจะสวยที่สุดในวันที่แดดออกเต็มที่ ชื่อของร้านนี้คือ ‘Black Forest’ คอนเซ็ปต์ของร้านนี้ก็ตามชื่อเลย Black Forest หรือที่เรียกันว่าป่าดำ คือชื่อของป่าแห่งหนึ่งทางตอนใต้ฝั่งตะวันตกของประเทศเยอรมนีติดกับชายแดนฝรั่งเศส เป็นป่าสนขนาดใหญ่ส่วนที่มาของชื่อป่าดำเนื่องจากป่าแห่งนี้ถ้ามองจากมุมสูงจะเห็นเป็นสีดำเนื่องจากความหนาแน่นของต้นสนที่ปกคลุมกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยความสวยงามนี้ทางเจ้าของจึงยกมาเป็นคอนเซ็ปต์หลักของร้าน Black Forest เมื่อมองจากภายนอกเป็นคาเฟ่ที่เท่ไม่หยอก ตัวร้านมีสีดำสนิท โดดเด่นด้วยเส้นโลหะมากมายที่พาดตัดกันไปมาเป็นลวดลายที่ดูดิบ ๆ ไร้การปรุงแต่ง และเมื่อเราเข้าไปในร้านก็เป็นจริงอย่างที่ทางเจ้าของร้านบอก แสงแดดในตอนบ่ายสาดส่องลงมากระทบกับโลหะเกิดเป็นเงาทอดลงมาบนพื้น ทำให้คนที่อยู่ในร้านรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกำลังนั่งอยู่ใต้ร่มเงาต้นสนแห่งป่าดำ แต่ไม่ใช่แค่สไตล์และคอนเซ็ปต์ร้านเท่านั้นที่น่าสนใจ เรื่องอาหารของที่นี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย ด้วยความที่เดินทางมาไกล ท้องก็ยังไม่มีอะไรหล่นไปถึงเลยตั้งแต่เช้า เราจึงไม่รอช้าบอกกับเจ้าของร้านให้จัดชุดใหญ่มาให้เลย เริ่มที่จานแรกกับ Jaeger สเต็กเนื้อนุ่มลิ้นโรยด้วยใบโรสแมรี่สับละเอียด ทำให้ตอนที่กำลังลิ้มรสอยู่ในปาก นอกจากความนุ่มและหวานตามธรรมชาติของเนื้อแล้วยังจะได้หอมกลิ่นเครื่องเทศบาง ๆ อีกด้วย เป็นการผสมผสานที่ค่อนข้างลงตัว ส่วนมันบดที่เสิร์ฟมาเป็นเครื่องเคียงก็อร่อยตามมาตรฐานเครื่องเคียงที่ดี ไม่ใช่เรายังไม่อิ่ม จริง ๆ แค่ Jaeger จานเดียวก็อยู่ท้องแล้ว เพียงแต่ว่าช่างภาพที่มาด้วยกันเป็นคนไม่ทานเนื้อ เราจึงสั่ง ‘Black Bacon’ ซึ่งจานนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นเดียวกัน เส้นสปาเก็ตตี้สีดำผัดคลุกเคล้ากับกระเทียมและพริก เพิ่มความอร่อยอีกขั้นด้วยเบคอน สรุปสั้น ๆ ว่าเด็ด! หมดไป 2
ถ้าพูดถึงซีรีส์ยอดนิยมบน Netflix บริการ Online Streaming อันดับ 1 ในขณะนี้ Stranger Things , Narcos, Daredevil, 13 Reasons Why ชื่อเหล่านี้คงเป็นชื่อแรก ๆ ที่ทุกคนนึกถึง ซึ่งแต่ละเรื่องก็ต่างแนวกันไปไม่ว่าจะแฟนตาซี, อาชาญกรรม, แอ็คชั่นซูเปอร์ฮีโร่, ดราม่า แต่หนึ่งแนวที่ดูเหมือนจะเป็นชายขอบสำหรับ Netflix มาโดยตลอดคือแนวสยองขวัญกระตุกต่อมความกลัว แต่แล้วอยู่ ๆ ซีรีส์สยองขวัญใน Netflix ก็กระโดดมาอยู่ในกระแสหลักจากการมาของซีรีส์เรื่องหนึ่งซึ่งเราจะพูดถึงในวันนี้ นอกจากนั้นเราขอแนะนำเรื่องอื่นเพิ่มเติมไปด้วย เพราะเราอยากบอกว่าถึงแม้ปริมาณซีรีส์แนวนี้จะมีน้อย แต่ความสนุกและคุณภาพนั้นไม่ได้น้อยตามไปด้วยเลย Bates Motel 2013-2017, 5 Season ซีรีส์ Spin-Off จากภาพยนตร์ระทึกขวัญระดับตำนานแห่งยุค 60 อย่าง ‘Psycho’ ผลงานของปรมาจารย์ผู้กำกับของโลก ‘Alfred Hitchcock’ โดยเรื่องราวใน Bates Motel นี้จะเล่าถึงช่วงเวลาก่อนถึงเหตุการณ์ใน Psycho ดังนั้นเราจะได้เห็น Norman Bates ในช่วงที่ยังเป็นเด็กหนุ่ม เขาเพิ่งสูญเสียพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวไป Norman จึงเหลือแค่ผู้เป็นแม่
ทุกวันนี้การใช้ “ภาษาอังกฤษ” มันไม่ใช่ฟังรู้เรื่อง อ่านออก แล้วจะสามารถเอาตัวรอดในการทำงานได้เสมอไป เพราะเรื่อง “การสะกดและไวยากรณ์” ก็สำคัญและไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เนื่องจากมันเป็นแต้มต่อที่โชว์ความสมาร์ตเนี้ยบและความใส่ใจของเราได้ ที่สำคัญยังทำให้การนำเสนอไอเดียที่ร่ายลงพรีเซนต์ อีเมล หรือเอกสาร คล่องขึ้นไม่สะดุดเพราะโดนจับผิดเรื่องคำอย่างแน่นอน ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่ไม่เป๊ะเรื่องอังกฤษ แต่จะให้ไปลงคอร์สเรียน Grammar ตอนนี้หรือให้ฝึกท่องศัพท์หรือเขียน Dictation แบบตอนเด็ก ๆ ไม่ไหวเพราะต้องใช้งานแล้ว UNLOCKMEN ขอเสนอตัวช่วยผ่าน 5 แอปฯ นี้ให้ติดตั้งในเครื่อง เพื่อช่วยทำหน้าที่ปรู๊ฟเป็นตาที่สามให้กับเรา ใครพร้อมแล้วเคลียร์เมมโมรี่ในเครื่อง และไปดูพร้อมกันได้เลย Grammarly Grammarly นี่จัดเป็นแอปฯ Top of Mind ของการปรู๊ฟภาษาอังกฤษเลยก็ว่าได้ เพราะใช้งานได้ง่าย เรียลไทม์ในไม่กี่วินาทีเท่านั้น แถมซัพพอร์ตการติดตั้งในทุกอุปกรณ์เลย ทั้ง PC, MAC รวมทั้งสมาร์ตโฟนทั้งหลาย ใช้งานได้คล่องมือถ้าเราติดตั้งใน PC ก็สามารถเปิดขึ้นมาแล้วลากไฟล์ที่เราต้องการปรู๊ฟลงไปในโปรแกรมได้ทันที จากนั้นโปรแกรมจะแสดงข้อมูลในด้านขวาให้เห็นชัด ๆ ว่าประโยคไหน คำไหนที่เราใช้งานผิดหรือทะแม่ง ๆ พร้อมทั้งเขียนแก้ไขตัวที่ถูกต้องให้ ส่วนการใช้งานสำหรับมือถือจะเป็นรูปแบบ Extension
ก่อนที่เราจะเลือกกดปุ่ม Play เพลงใดสักเพลง คิดว่าเราเลือกเพราะอะไร ? อารมณ์ของตอนนั้น คิดถึงวงที่เคยฟัง เพลงที่ติดอยู่ในหัว แต่ทั้งหมดนี้คือความพอใจ ณ เวลานั้น ๆ ไงล่ะ ที่ทำให้เราเลือกจิ้มเพลงไหนสักเพลงมาขับกล่อมอารมณ์ของเรา UNLOCKMEN รู้สึกว่ามันธรรมดาไป เลยอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักกับการฟังเพลงที่ไม่ได้อ้างอิงแค่กับความชอบ แต่เป็นอะไรที่ลึกลงไปในตัวเราแบบ Literally ก็คืออ้างอิงจาก DNA ของเรานั่นเอง มาดูกันว่าคนเราจะเลือกฟังเพลงจาก DNA ของเราได้ยังไง การฟังเพลงเป็นกิจกรรมยอดฮิตติดลมบนของคนทั่วโลก เพราะมันเป็นทั้งการผ่อนคลาย ระบายอารมณ์ รัก เศร้า เหงา โกรธ เป็นอะไรอีกหลายอย่าง จนมันกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติไปแล้ว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ Based On สุนทรียศาสตร์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความพอใจ ทั้งการฟังในแต่ละแทร็ก ในแต่ละอารมณ์ Playlist ที่เราจัดเอาไว้ด้วยกัน แบ่งไปตามแนวเพลง ตามมู้ด แต่ทั้งหมดคืออยู่บนความพอใจของเรานั่นแหละ เรามักจะคิดว่าเราจิ้มเพลงไหนขึ้นมาสักเพลงด้วยความพอใจที่จะฟัง ก็ชอบนี่หว่า ก็ต้องเลือกเพลงนี้ฟังสิ แปลกตรงไหน แต่วันนี้ AncestryDNA และ Spotify จะมาพิสูจน์ว่าชาติพันธุ์หรือพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่มีผลต่อการฟังเพลงด้วยเช่นกัน
หนังเอาชีวิตรอดยังคงเป็นสิ่งที่กระตุ้นอะดรีนาลีนของเราได้เป็นอย่างดี เหมือนเป็นการไปสะกิดต่อมสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนเรา ที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จนเหมือนตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นซะเอง แต่การเอาตัวรอดบนพื้นโลกดูจะน่าเบื่อไปแล้ว UNLOCKMEN ชวนหนุ่ม ๆ มาเอาใจช่วยตัวละครให้รอดชีวิตในอวกาศ หาทางกลับโลกกับ 5 หนังผจญภัยในอวกาศที่เราคัดมาให้ เหมือนทุกครั้งที่เราอยากบอกเสมอว่า นี่ไม่ใช่การจัดอันดับหนังดี เราไม่ได้แนะนำด้วยคะแนนวิจารณ์ หรือตัดสินด้วยอะไรทั้งนั้น นี่เป็นเพียงลิสต์หนังที่เราอยากบอกต่อเหมือนเพื่อนแชร์หนังหรือชวนกันดู อย่าได้หัวเสียถ้าหากไม่มีหนังที่ตรงใจคุณในลิสต์นี้ Interstellar (2014) Director : Christopher Nolan เมื่อโนแลนมาจับงานอวกาศทั้งทีจะเป็นเนื้อเรื่องธรรมดาได้ที่ไหน เมื่อโลกเข้าสู่ยุคที่ขาดแคลนอาหาร ภัยธรรมชาติคุกคามอย่างไม่ลดละ จนเหมือนโลกใบนี้ไม่อาจให้เราอาศัยต่อไปได้ มนุษยชาติจึงไม่อาจนิ่งนอนใจ เมื่อปัจจัยสี่ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเริ่มสั่นคลอนไปถึงสองอย่าง ทั้งอาหารและที่อยู่อาศัย จึงต้องดิ้นรนหาทางออกให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้รำรงอยู่ต่อไป แต่การเยียวยาโลกใบนี้ดูจะเป็นงานหนักเกินไปที่จะทำได้ ภารกิจหาที่อยู่ใหม่อันไกลโพ้นจึงเกิดขึ้น คุณพ่อลูกสองอย่าง “Cooper” จำเป็นต้องเข้าร่วมภารกิจนี้ เพื่ออนาคตของลูก ๆ และมนุษยชาติ แม้เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าภารกิจนี้มันจะยาวนานแค่ไหนก็ตาม Gravity (2013) Director : Alfonso Cuarón Ryan Stone และ Matt Kowalski ต้องไปเอากล้องที่เสีย ระหว่างทางก็โดนวัตถุพุ่งชนยานจนเกิดความเสียหาย ทำให้พวกเขาต้องหาทางกลับโลกกันเอาเอง


