ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จให้ได้รับรู้แทบทุกวัน จนบางครั้งหลายคนคงสงสัยว่าอะไรทำให้คนหนึ่งไปได้ไกลขนาดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับโชคชะตา หรือบุญวาสนาที่ส่งผลให้พวกเขาเหล่านี้ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงมีการยอมรับ แต่ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป นั่นก็คือ อุปนิสัย ประจำวัน ที่คนประสบความสำเร็จนั้นมีต่างจากคนที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง วันนี้ทาง UNLOCKMEN จึงได้เอาลักษณะนิสัยที่คล้ายกันของนักธุรกิจผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก 8 ข้อ มาให้คุณลองไปดูว่ามีคุณสมบัติเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นอีกหนทางปลดล็อคศักยภาพตัวเอง ด้วยการปรับเปลี่ยนอุปนิสัย พฤติกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับที่ผู้ประสบความสำเร็จเขาทำกัน จง “ฟัง” ให้มากกว่าพูด ทุกวันนี้มีคนพร้อมจะแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากกว่ายอมรับฟังคนอื่น เพราะต้องการแสดงให้โลกรู้ถึงความสามารถ ทั้งที่จริงแล้วการฟังส่งผลให้คุณแตกฉานและต่อยอดไอเดียใหม่ ๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาพลักษณ์ของหัวหน้าในองค์กรที่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงไหน ด้วยการยึดมั่นตามความคิดของตัวเองโดยไม่สนใจเสียงของคนรอบข้างที่คอยบอกเรื่องต่าง ๆ สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ซึ่ง Richard Branson คงเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะเชื่อว่าการฟังเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของการเป็นผู้นำที่สำคัญสุด “เขาพูดว่าการฟังโดยเฉพาะกับผู้บริโภคทำให้รับรู้ความต้องการของตลาดจริง ๆ เพื่อให้ทราบต้นเหตุความผิดพลาดที่แท้จริงเพื่อการแก้ไขและพัฒนาต่อไป ” เปิดรับความล้มเหลว กลัวแค่ไหนก็หลีกเลี่ยงความล้มเหลวไม่ได้มันเหมือนเป็นส่วนประกอบสำคัญถ้าหากคุณต้องการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง จุดนี้เองคือสิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเพราะมัวแต่ Play safe ดังนั้นคุณจำเป็นต้องเสี่ยงไปพร้อมกับการยอมรับความล้มเหลวที่พร้อมตามมา นักธุรกิจระดับโลกที่ประสบความสำเร็จล้วนล้มเหลวในชีวิตมาก่อนหน้านี้ทั้งนั้น ความต่างของคนแบบนี้กับคนทั่วไปคือเรียนรู้และเอามันมาเป็นแรงผลักดัน ในการก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง กระตุ้นให้ตัวเองอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น
นับว่าเป็นวาระแห่งชาติสำหรับการปวดห้องน้ำบนรถไฟฟ้า BTS ที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งหนุ่ม ๆ ต้องมีโอกาสเจออย่างแน่นอน โดยหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมบางสถานีถึงมีห้องน้ำให้บริการ แต่บางสถานีไม่เห็นยักมีห้องน้ำแล้วถ้าเกิดฉุกเฉินขึ้นมาเราจะต้องทำอย่างไร เนื่องด้วยทีมงาน UNLOCKMEN ถือเป็นขาประจำสำหรับการใช้ BTS เดินทางในกรุงเทพ แล้วก็เคยตกอยู่สถานการณ์อยากเข้าห้องน้ำมากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน ดังนั้นเราจึงได้ลงพื้นที่สำรวจห้องน้ำทุกสถานี BTS ว่าอยู่ตรงไหนพร้อมกติกามารยาทในการเข้าใช้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ถือว่าคอนเท้นท์นี้เป็นไกด์บุ๊คเอาตัวรอดชีวิตกรุงเทพอีกหนึ่งสิ่งแล้วกัน 1.มีห้องน้ำบนสถานี สำหรับสถานีที่มีห้องน้ำให้เข้าอย่างแน่นอนแบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยคือสถานีส่วนต่อขยายต่าง ๆ ซึ่งน่าจะเกิดจากการร้องเรียนของผู้โดยสารว่า BTS ไม่มีห้องน้ำให้ใช้บริการ ดังนั้น BTS เลยจัดสร้างห้องน้ำสาธารณะบนสถานีมันซะเลยโดยมี กทม. เป็นผู้ดูแล ทว่าจะมีระเบียบช่วงเวลาเปิดปิดคือ 07.00-09.00 น. และ 17.00 -20.00 น. ถ้านอกเหนือเวลาดังกล่าวเราสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำสถานีเพื่อขอเข้าใช้ได้เลย และสำหรับรายชื่อสถานีที่มีห้องน้ำพร้อมให้บริการจะมีดังนี้ สายสีลม กรุงธนบุรี วงเวียนใหญ่ โพธิ์นิมิตร ตลาดพลู วุฒากาศ บางหว้า สายสุขุมวิท อ่อนนุช บางจาก ปุณวิถี อุดมสุข บางนา 2.ห้องน้ำของเจ้าหน้าที่สามารถขอเข้าได้ ความจริงแล้วบน BTS
ถ้าแต่ละประเทศมีกระทรวงและรัฐมนตรีดูแลสิ่งที่โคตรจะสำคัญสำหรับประเทศตัวเอง ไม่ว่าจะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือจะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วทำไมจะมี “รัฐมนตรีความเหงา” (Minister for loneliness) ด้วยไม่ได้ โดยรัฐมนตรีกำกับดูแลปัญหาความเหงาของประชาชน เป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลอังกฤษ เชื่อว่าผู้ชายสายหว่องสายเหงาชาว UNLOCKMEN ทั้งหลายคงกึ่งดีใจกึ่งขำ ๆ ว่า WHAT THE F*** ความเหงามันต้องสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอวะ? จะสำคัญขนาดไหน UNLOCKMEN จะมาไขปริศนาให้ Tracey Crouch คือรัฐมนตรีคนแรกที่ต้องรับมือกับการแพร่ระบาดของความเหงา (อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ในนิยายมุราคามิอย่างไรอย่างนั้น) โดยรัฐบาลอังกฤษเขาก็ไม่ได้แต่งตั้งรัฐมนตรีกำกับดูแลปัญหาความเหงาขึ้นมาเพื่อความคูล ๆ เท่ ๆ ให้เป็นข่าวดังไปทั่วโลกเล่น ๆ เท่านั้น เพราะความเหงากลายเป็นปัญหาสุดจริงจังในสหราชอาณาจักรเลยทีเดียว ปัญหาความเหงาส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 9 ล้านคนในสหราชอาณาจักร ผู้สูงอายุราว ๆ 2 แสนคนไม่ได้คุยกับญาติหรือเพื่อนตัวเองมากกว่า 1 เดือน! และคาดว่าครึ่งหนึ่งของคนที่อายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไปประมาณ 2 ล้านคนต้องอาศัยอยู่ตัวคนเดียว ปัญหาความเหงาแพร่ระบาดไม่ได้จบแค่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะ 85% ของวัยหนุ่มสาวและผู้ใหญ่ต่างอยู่อย่างโดดเดี่ยว บางคนไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเลยเป็นวัน
ครั้งหนึ่งในชีวิตเราอาจได้รู้จักผู้หญิงที่ชื่นชอบรองเท้า กระเป๋า ที่พร้อมจ่าย กี่คู่กี่ใบก็สู้ เท่าไหร่ก็เท่ากัน แต่คงไม่ค่อยได้เจอกับสาวที่มีรองเท้าหนังหลายร้อยคู่และกระเป๋าหนังหลายใบที่เก็บไว้ที่บ้าน แต่ไม่ได้ใช้งานเองและไม่ได้เก็บไว้ดูเล่น หากอยู่ในฐานะของ “ไฟ” หรือ “แรงบันดาลใจจากความรัก” ที่เธอออกแบบไว้ส่งต่อให้ลูกค้าคนสำคัญจากแบรนด์ Oyster Footwear แบรนด์ที่เธอปลุกปั้นเอง และถ้า Sterilization เป็นคำใช้กำกับกระบวนการผ่านความร้อนปลอดเชื้อที่ทำให้อาหารอยู่ได้นานคงทน สิ่งที่ วรามล ชนะกิจการชัย หรืออ๊อยซ์ สาวนักดีไซน์น่าค้นหาคนนี้ใช้เป็นกระบวนการพาแบรนด์ให้เติบโตยาวนานหลายปีคงต้องยกให้กับคำใหม่นอกพจนานุกรมคือ “Leatherization” หรือ การใช้ “ความรักหนัง” บ่มเพาะแบรนด์ หลายประเด็นที่เราเลือกมาฟอกผ่านการสนทนาจะเผยมุมลึกชวนให้คุณต้องหลงรัก แม้เครื่องหนังรองเท้ากระเป๋าที่เป็นโปรดักส์ส่วนใหญ่ของเธอจะเป็นของใช้ของผู้หญิงก็ตาม ทำเพาะรัก ทำเพราะรัก ออกจะเป็นคำถามสามัญทุกบทสัมภาษณ์ เมื่อเราถามถึงบทบาทของอ๊อยซ์ก่อนจะก้าวมาเป็นผู้ก่อตั้ง “Oyster Footwear” อย่างที่เราบอกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจของพวกนี้เท่าไหร่ แต่ก็ละสายตาไม่ได้ในเสน่ห์ของความดิบกับคำพูดที่ออกมาจากเสียงนวล ๆ เพราะทุกคำพูดจริงใจ กระแทกใจจากเหตุผลสองอย่าง คือ “อิ่มแล้วงานประจำและโหยหาแพชชั่นภายใน” “จริง ๆ เริ่มทำรองเท้าที่เริ่มทำมาได้เพราะมี 2 อย่างคือ ค่อนข้างเบื่องานประจำแล้ว ตอนแรกเราเป็นกราฟิกดีไซเนอร์มาก่อน ก็ทำงานมาอยู่ประมาณ 5 ปีเนี่ยแหละ มันก็เริ่มเบื่อ เริ่มถึงจุดอิ่มตัว
ถ้าจะให้นึกถึงหนึ่งในภาพยนตร์ไตรภาคที่สร้างปรากฏการณ์บนจอเงินในปี 1999 และ 2003 แถมยังเท่สุด ๆ ชื่อของ The Matrix ก็ยังคงอยู่ในใจเสมอ ภาพการแสดงฉากบู๊สุดล้ำยุคของ Keanu Reeves ในบทบาทของ Neo ใน The Matrix, The Matrix Reloaded และ The Matrix Revolutions ยังคงติดตาพวกเราราวกับว่าหนังเรื่องนี้เพิ่งจะเข้าฉาย และไม่ใช่แค่เรื่องราวล้ำ ๆ มันส์ ๆ ที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้เท่านั้น ยังมี gadget อีกหลายชิ้นที่ดูแล้วน่ามีไว้ครอบครอง หากใครจำกันได้ ใน The Matrix ภาคแรก จะมีฉากที่ Thomas Anderson พระเอกของเราตอนที่ยังไม่ได้ถูกเรียกว่า Neo รับซองพัสดุจากแมสเซ็นเจอร์ ก่อนแกะซองออกมาเจอโทรศัพท์มือถือ Nokia รุ่น 8110 เขารับสายที่โทรเข้ามาและได้พูดคุยกับ Morpheus เป็นครั้งแรก จากนั้นเรื่องราวสุดมันส์ก็ดำเนินต่อแบบพัลวัน มาถึงวันนี้ HMD ได้ปลุกชีพ Nokia
แม้ว่าจะจากไปนานกว่า 37 ปีแล้ว แต่ยังคงเป็นที่จดจำสำหรับแฟน ๆ และทั่วโลกอยู่เสมอกับ Bob Marley นักร้อง Reggae ที่นอกจากจะฝากผลงานไว้ในความทรงจำของทุกคนแล้ว เขายังพยายามสร้างกระแสของความสันติสุขให้กับโลกใบนี้อีกด้วย แม้แต่ไอศกรีมก็สร้างสันติสุขได้เมื่อ Ben and Jerry’s เล็งเห็นถึงอุดมการณ์อันน่ายกย่องของเขา จึงเกิดไอศกรีมรสใหม่เอามา Tribute ให้กับความสันติสุขนี้ UNLOCKMEN จะพามาดูกันว่ามันมีดีเทลยังไง เชิญอ่านไปพร้อม ๆ กัน ไอศกรีมรสที่ว่านั่นคือรส Bob Marley’s One Love โดยเบสของไอศกรีมจะเป็นรสกล้วยและคาราเมล มีแคร็กเกอร์และช็อกโกแลตให้เคี้ยวกันกรุบ ๆ ให้สัมผัสคล้าย ๆ รส Cookie n’ Cream โดยวัตถุดิบที่เลือกมาก็ไม่ได้มามั่ว ๆ แบบเดาสุ่มเลือกเอา แต่มีความหมายอยู่ด้วย Ziggy Marley หนึ่งในสมาชิกครอบครัว Marley ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ชาวจาไมก้าชอบกินกล้วยเอามาก ๆ แล้วพวกเขาก็กินมันทุกวันด้วย” Jerry Greenfield จาก Ben and Jerry’s ได้พูดต่อจากนั้นว่า “ที่เราเลือกรสกล้วยมาเป็น Base ของไอศกรีมเพื่อเป็นการ Tribute
“เราจะไม่พยายามบอกใครว่ารักผมเถอะครับหรือแบบชอบงานผมหน่อยนะ” คือคำพูดที่ “เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” ผู้กำกับหนุ่มบอกกับเรา จึงไม่น่าแปลกใจที่งานกำกับทุกชิ้นของเขาออกมามีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เรียกร้องให้ใครมารัก แต่ใครหลาย ๆ คนก็ตกหลุมรักกันไปแบบไม่ทันตั้งตัวแล้ว ในโลกของผู้กำกับอย่างนวพลที่ไม่ได้เอาจำนวนผู้ชมมหาศาลเป็นตัวชี้วัดว่าหนังตัวเองประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่กลับใช้ความรักในสิ่งที่ทำ ความเป็นตัวของตัวเองและขอแค่คนจำนวนเพียงไม่มากที่เชื่อมโยงถึงกันได้เป็นตัวบ่งบอก UNLOCKMEN ว่าโคตรน่าสนใจ เราถือโอกาสแห่งความน่าสนใจนี้ชวนเขามาพูดคุยกัน พร้อมโปรเจ็กต์ใหม่ที่ทำร่วมกับเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตยที่นวพลถึงกับออกปากว่า “เหมือนได้เจอเทพเจ้า” วินาทีแรกที่อยากเป็นผู้กำกับ? มันมีวินาทีนั้นอยู่จริงไหม หรือไม่ได้คิดอะไรอยู่ ๆ ก็เป็นขึ้นมาเอง มันน่าจะมีวินาทีนั้นที่อยากเป็นผู้กำกับอยู่นะ แต่คิดว่ามันน่าจะค่อย ๆ เกิดมากกว่า เพราะตอนแรกหมายถึงสมัยก่อน เด็ก ๆ เลยอยากวาดการ์ตูน แต่ว่าก็ลองแล้วมันก็ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ เพราะเราไม่เก่งเท่าเพื่อน แล้วมันก็เริ่มดูหนังมากขึ้น เราก็เลยรู้สึกว่าหนังมันอาจจะตอบสนองสิ่งที่เราอยากเล่าได้มากกว่า แต่ตอนเด็ก ๆ มันก็ไม่ได้รู้ว่ามันเป็นภาพและเสียงอะไรหรอก มันเป็นแค่แบบ รู้สึกว่า หนังมันเหมือนเอาจินตนาการมาทำให้เกิดขึ้นจริงบนจอ แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากทำอะไรแบบนั้นมากกว่าวาดการ์ตูน สำหรับเราหนังมันไปได้ตรงความต้องการกว่าการวาดการ์ตูน ไปได้ไกลกว่า ตอบสนองสิ่งที่เราอยากเล่าได้จริง ๆ เราโตมากับยุคพวก CG หนังแบบจูราสิคพาร์คภาคหนึ่งเลยมั้ง มันเลยตื่นตาตื่นใจ ก็เลยรู้สึกว่าค่อย ๆ เริ่มอยาก และก็เริ่มคราวนั้น จากนั้นก็เริ่มดูหนังมาเรื่อย
หากพูดถึงเวทีทอล์กที่เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนยุคนี้ TED ถือเป็นเวทีเสรีที่เปิดโอกาสให้ speaker หยิบจับประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนสังคมในเวลาไม่เกิน 18 นาที โดยเนื้อหาของ TED จะมีอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ระดับจักรวาล หรืออะไรก็แล้วแต่ ล้วนสามารถถูกนำมาสร้างประเด็นที่มอบความรู้สึกเชิงบวกให้กับผู้ฟังได้หมด ซึ่งในบ้านเราก็ได้มีกลุ่มคนที่นำ TEDx เข้ามาเพื่อขยายเจตนารมณ์ Power Talk ที่เกิดขึ้นในหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น TEDxChiangMai, TEDxBKK, TEDxChulalongkornU, TEDxYouthNIST, TEDxThammasatU และ TEDxBangkok เป็นต้น จากเวทีดังกล่าวทำให้เราได้รู้จักกับคนความคิดบวกที่มาแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองพร้อมสร้างแรงบันดาลใจไปพร้อม ๆ กัน เนื่องจากเป็นต้นสัปดาห์แล้วก็กำลังจะเข้าเดือนใหม่ ทีมงาน UNLOCKMEN ได้นำคลิปวิดีโอเจ๋ง ๆ ของ TEDx ที่เราเล็งเห็นว่าดีและมีประโยชน์มาให้ทุกท่านได้สร้างพลังบวกสู้กับชีวิตไปตาม ๆ กัน Jon Jandai – ทำไมพวกเราใช้ชีวิตกันยากจัง โจน จันได คือคนจนผู้ยิ่งใหญ่เขามีแนวคิดแบบ alternative สุดโต่งที่เลือกแสวงหาความสุขมากกว่าเงินทอง โดยในคลิปนี้เขาได้บอกเล่าการว่ามนุษย์เราใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก เพราะเลือกจะวิ่งหาในสิ่งที่ระบบทุนนิยมและกระแสสังคมที่สร้างขึ้นจนไม่มีความสุขกับมัน ลองปล่อยวางทุกสิ่งดูแล้วคุณจะพบว่าความสุขนั้นอยู่แค่เอื้อม
“If it ain’t broke, don’t fix it” หมายถึงอะไรที่มันดีอยู่แล้ว ก็อย่าไปยุ่งกับมัน เป็นประโยคที่ใช้กับการเก็บความคลาสสิคดั้งเดิมจากของสิ่งนั้นให้คงอยู่ ยกตัวอย่างเช่นสูตรลับของอาหารต้นตำรับที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ หรือรถคลาสสิคสายลึกที่นักสะสมบางกลุ่มเลือกเฟ้นหาอุปกรณ์ของตรงรุ่นทุกชิ้นในการดูแลรถยนต์ของตัวเอง เรียกว่าแม้แต่น็อตก็ต้องใช้ของเดิมเพื่อคุณค่าทางจิตใจ แต่อีกหลายกลุ่มในวงการรถยนต์อาจจะไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่ารถยนต์ต้องตอบสนองการใช้งานจริงให้ได้มากที่สุด จะต้องข้ามสายพันธุ์บ้างก็ไม่ว่ากัน อย่าง Supra ใส่เครื่อง RB26DETT ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ครอบครองมัน และจากเทรนด์ควบคุมการปล่อยไอเสียรถยนต์ที่กำลังเข้มงวดมากขึ้นแบบก้าวกระโดดในฝั่งยุโรป สำนักแต่งรถหลายแห่งจึงเริ่มปรับตัวเข้าไปวัฒนธรรมใหม่ นั่นคือการใช้พลังงานไฟฟ้า ไม่แปลกที่ Tesla จะเป็นรถที่ขายดีมากภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ Voitures Extravert สำนักแต่งรถใน Hollland อยากจะฉีกไปหาทางเลือกพลังงานไฟฟ้าที่มันส์และมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่า จึงริเริ่มโปรเจคที่น่าสนใจชื่อ “Quintessenza” สร้างคอลเลคชั่นฟื้นฟูรถ Porsche 911 ช่วงปี 70’s – 80’s ให้ใหม่หมดจด พร้อมเปลี่ยนเป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% และอัพเกรดสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ทันสมัย ไว้ใจได้ในทุกวันที่ใช้งาน เพราะรถเก่าที่สวยงามไม่จำเป็นต้องจอดเก็บอยู่ในโรงรถให้มดไต่เสมอไป Quintessenza ‘The All-Electric Classic” Porsche 911


